เงิน 15,000 ล้านที่จาวอวิ๋นทรัสต์ลงทุนนี้จะถูกโอนเข้าบัญชีของเทียนเซิ่งแคปปิตอลโดยแบ่งเป็นสามงวดภายในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า พูดให้ชัดก็คือรวมค่าธรรมเนียมการจองซื้อ 1% เป็นเงินทั้งหมด 15,150 ล้าน
ต้องบอกเลยว่าเงิน 15,000 ล้านของจาวอวิ๋นทรัสต์เปรียบเสมือนฝนที่ตกลงมาได้ทันเวลาพอดี เทียนเซิ่งแคปปิตอลมีเงินทุนของตัวเอง 11,000 ล้าน บวกกับเงินทุนเลเวอเรจอีก 30,000 ล้าน รวมเป็น 56,000 ล้าน หากไม่มีอะไรผิดพลาด การฮุบกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็แทบจะแบเบอร์แล้ว
ในห้องค้าหลักทรัพย์ อีกห้านาทีตลาดช่วงบ่ายก็จะเปิดแล้ว ลู่หมิงหันไปพูดกับหลี่หมิงหยางว่า "เหล่าหลี่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์จะเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน เริ่มหันมาลงทุนเน้นคุณค่าระยะยาว!"
"ลงทุนเน้นคุณค่า?"
หลี่หมิงหยางนึกว่าตัวเองฟังผิด บอสที่เป็นถึงขาใหญ่ผู้เล่นสายเก็งกำไรจนถึงขีดสุดจู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่าจะเล่นสายเน้นคุณค่า มันช่างฟังดูไร้สาระ แต่หลังจากตั้งสติได้เขาก็เหมือนจะนึกถึงสาเหตุบางอย่างขึ้นมา จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า "บอส หรือว่าทางหน่วยงานกำกับดูแล..."
เขารู้ดีว่าตอนที่ตลาดช่วงเช้าปิดทำการ ผู้ใหญ่บ้านก็โทรศัพท์มาเรียกตัวไปพูดคุย ไม่รู้ว่าเนื้อหาการพูดคุยคืออะไร แต่ต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำกำไรอันดุดันของกองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์ในช่วงนี้อย่างแน่นอน
ลู่หมิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นั่นก็มีส่วน แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก ต่อให้ไม่มีปัจจัยเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ช้าก็เร็วผมก็จะกลับมาหาคุณค่าอยู่ดี ความสัมพันธ์ระหว่างสาย VI กับสายเทคนิคก็เหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง 'วิถี' กับ 'วิชา' ใช้วิถีเพื่อกุมสถานการณ์ ใช้วิชาเพื่อกุมจังหวะเวลา"
"หรือจะมองว่าสาย VI เป็นลำต้นของต้นไม้ ส่วนสายเทคนิคเป็นกิ่งก้านใบก็ได้ ลำต้นนั้นเรียบง่ายไร้สีสัน มั่นคงแข็งแรง ส่วนกิ่งก้านใบนั้นมีสีสันหลากหลาย พลิ้วไหวขึ้นลง ตอนที่เงินทุนยังมีน้อย การเก็งกำไรสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลในระยะสั้นได้ แต่พอเงินทุนก้อนใหญ่ขึ้น เป็นหมื่นล้าน แสนล้าน หรือกระทั่งหลายแสนล้าน ยังจะกระโดดไปมาเหมือนตอนที่มีเงินแค่สองสามพันล้านได้อีกเหรอ? นอกจากการจับชีพจรของยุคสมัยเพื่อกุมแนวโน้มใหญ่แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นอีก"
กำไร 100% ของเงินสามพันล้านคือสามพันล้าน ส่วนกำไร 1% ของเงินสามแสนล้านก็คือสามพันล้านเหมือนกัน นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างสายเทคนิคกับสาย VI มันเป็นเพียงความแตกต่าง ไม่มีใครดีหรือแย่กว่าใคร เพียงแต่มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไป
การเอาข้อด้อยของสาย VI ไปเทียบกับข้อได้เปรียบของสายเทคนิค หรือเอาข้อด้อยของสายเทคนิคไปเทียบกับข้อได้เปรียบของสาย VI ล้วนเป็นการมองเพียงด้านเดียว
ตอนที่เทพเจ้าหุ้นบัฟเฟตต์เริ่มตั้งตัวและยังมีเงินทุนน้อย เขาก็เป็นนักเก็งกำไรจอมเทหมดหน้าตักเหมือนกัน รวมไปถึงลู่หมิงเองก็เป็นจอมเทหมดหน้าตักเช่นกัน กระทั่งตอนที่มีเงินพันล้านก็ยังเทหมดหน้าตักอยู่ ถ้าเขาเข้าตลาดด้วยเงินหนึ่งแสนหยวนแล้วเล่นสาย VI มาจนถึงปัจจุบัน ต่อให้รอจนถึงวันตาย เขาก็คงทำเงินไม่ได้ถึงร้อยล้านหรอก
พูดให้ถูกก็คือ ลู่หมิงไม่ได้ลงทุนเน้นคุณค่า แต่กำลังเทรดตามแนวโน้ม เพราะคำว่าการลงทุนเน้นคุณค่านั้นคือคำโกหกคำโตที่สุดของตลาด
เมื่อตลาดช่วงบ่ายเปิดทำการ ลู่หมิงก็เริ่มออกคำสั่งกับเทรดเดอร์ "ล้างพอร์ตสถานะที่ขายได้ทั้งหมด แล้วแบ่งซื้อเหมาไถ, หลูโจวเหลาเจี้ยว, อู่เหลียงเย่, ไห่เทียนเว่ยเยี่ย, ก้านเฟิงลิเทียม, บีวายดี, ผิงอันจีน, อี้เหวยลิเทียม, หัวโหย่วโคบอลต์ และฟู่เย่ากลาส หุ้นสิบตัวนี้วันนี้ให้ซื้อสวนตอนราคาตกไว้สัก 1% ของพอร์ต"
ซื้อติดพอร์ตไว้เป็นฐานก่อน เพื่อเป็นการมาร์กเป้าหมายเอาไว้
เทรดเดอร์ในห้องค้าหลักทรัพย์ส่วนกลางลงมือปฏิบัติตามทันทีที่ได้รับคำสั่ง หุ้นทั้งสิบตัวนี้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่อย่างเหมาไถ, เหลาเจี้ยว, อู่เหลียงเย่ และไห่เทียนเว่ยเยี่ย ล้วนต้องรักษาสถานะถือครองเต็มพอร์ตติดอันดับ 1 ใน 10 หุ้นหลักไปตลอดทั้งปี ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ก็ต้องถือไปจนถึงเดือนธันวาคมปีนี้ถึงจะพิจารณาปรับเปลี่ยนพอร์ต
หุ้นสิบตัวนี้วันนี้สร้างฐานพอร์ตไว้ที่ 1% ก่อน ตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่จะเข้าซื้อขนานใหญ่ ต้องรอให้ร่วงหนักๆ อีกสักสองวัน อารมณ์ของตลาดถึงจะดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง
ลู่หมิงออกคำสั่งอีกครั้ง "ทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอันตอนราคาตกเพื่อสร้างพอร์ต จนกว่าจะเต็มโควตาหุ้นรายตัวของกองทุน"
ด้วยขนาดเงินทุนของกองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์ในตอนนี้ การซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มโควตาก็ใช้เงินแค่ประมาณสามร้อยล้านเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ การบริหารกองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์ของลู่หมิงก็จบลง สัดส่วนการถือครองหุ้นโดยรวมอยู่ที่ 35% ส่วนสัดส่วนพอร์ตที่เหลืออีก 60% เลือกที่จะถือเงินสดรอดูนอกตลาด เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อที่ดีที่สุดในอีกสองถึงสามวันข้างหน้า
ด้านหน่วยงานกำกับดูแลเองก็กำลังจับตาดูการเทรดของลู่หมิงผ่านห้องโถงตรวจสอบแบบเรียลไทม์ พอเห็นว่าช่วงบ่ายเขาเปิดสถานะหุ้นตัวใหม่สิบเอ็ดตัว ก็เผยรอยยิ้มอย่างโล่งใจออกมา
ในที่สุดก็ยอมสงบเสงี่ยมไม่สร้างเรื่องวุ่นวายเสียที ถือว่าทำให้คนอื่นเบาใจได้บ้างแล้ว
การเทรดในลำดับถัดมาของลู่หมิงไม่เพียงแต่ทำให้ระดับผู้นำโล่งใจมากขึ้น แต่ยังรู้สึกพอใจมากยิ่งขึ้นไปอีก
"เข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอันที่ระดับราคาประมาณ 12.2 - 12.5 หยวน เงินในบัญชีสถาบันของบริษัทเรามีนอนนิ่งๆ อยู่ 11,000 ล้าน วันนี้พวกคุณสามารถจับคู่ซื้อขายในช่วงราคานี้ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น"
"ประธานลู่ นี่คุณกำลัง..."
หลี่หมิงหยางที่อยู่ข้างๆ รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าบอสจะเลือกหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน กลุ่มบริษัทตระกูลอันเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน แต่หุ้นของพวกเขากลับไม่น่าซื้อเอาเสียเลย
เพราะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทนั้นจงใจกดราคาหุ้นเอาไว้ ทำให้ราคามันไม่ยอมขยับไปไหน ราคาหุ้นเมื่อ 6 ปีก่อนอยู่ในช่วง 15 หยวน 6 ปีให้หลังในวันนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วง 15 หยวน หลังจากตลาดเกิดการร่วงลงอย่างฉับพลันในรอบนี้ ราคาก็ยิ่งร่วงหลุดระดับ 12 หยวนไปช่วงหนึ่งด้วยซ้ำ
หลี่หมิงหยางคงคาดไม่ถึงแม้ในความฝันว่าบอสของเขาไม่ได้แค่ต้องการกินส่วนต่างราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเท่านั้น แต่เขาต้องการจะฮุบกลุ่มบริษัทตระกูลอันทั้งบริษัทรวดเดียวต่างหาก
ลู่หมิงแกล้งทำเป็นถอนหายใจแล้วพูดว่า "ช่วยไม่ได้นะเหล่าหลี่ หน่วยงานกำกับดูแลสนับสนุนให้กองทุนต่างๆ ในตลาดถือครองหรือเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นบลูชิปขนาดใหญ่ เราก็ต้องมีจิตสำนึกกันหน่อย!"
หลี่หมิงหยางพยักหน้าอย่างตระหนักรู้ ที่แท้บอสก็จำใจต้องซื้อหุ้นแบบนี้เพราะแรงกดดันนี้นี่เอง แบบนี้ก็พอเข้าใจได้ไม่ยาก
เวลาผ่านไปทุกนาทีทุกวินาที จนกระทั่งเข้าใกล้ช่วงห้านาทีสุดท้ายก่อนตลาดปิด มูลค่าการซื้อขายหุ้นกลุ่มบริษัทตระกูลอันในวันนี้ใกล้แตะ 8,000 ล้าน ราคาปิดสุดท้ายอยู่ที่ 12.37 หยวน ร่วงลง -4.26%
บัญชีสถาบันที่บริหารโดยตรงของเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีการซื้อขายไป 2,300 ล้าน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 12.29 หยวน ถือครองหุ้นอยู่ 187 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.18% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด สัปดาห์หน้าจะกวาดซื้อในตลาดรองอย่างเงียบๆ ต่อไปจนกว่าจะถึงสัดส่วน 5%
ถึงตอนนั้นก็ประกาศตัวถือครองหุ้นได้เลย!
หลังตลาดปิดในวันนี้ ก็เป็นอีกวันที่หุ้นกว่าพันตัวร่วงติดฟลอร์ ดัชนีกระดานหลักร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3629.56 จุด สร้างสถิติต่ำสุดใหม่อีกครั้ง โดยร่วงลงลึกสุดกว่า -7% เป็นการโจมตีกองทุนมาร์จิ้น การกู้ยืมนอกระบบแทบทั้งหมดถูกล้างพอร์ต ทรัสต์แบบร่มส่วนใหญ่ก็ถูกล้างพอร์ตเช่นกัน ธุรกิจมาร์จิ้นปกติก็เริ่มมีการถูกบังคับขายเกิดขึ้นแล้ว แถมยังมีจำนวนไม่น้อย จำนวนบัญชีที่เข้าใกล้เส้นบังคับขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบทีละน้อย
เป็นอีกวันหนึ่งที่หุ้นพันตัวร่วงติดฟลอร์ หุ้นที่พุ่งชนเพดานในทั้งสองตลาดมีเพียง 33 ตัวเท่านั้น
ตลาดหุ้น A-Share เชือดคนเป็นผักปลาจนทะลุขีดจำกัดไปแล้ว นักลงทุนทุกคนถูกกระทำจนสติหลุด เลื่อนลอยกันไปหมด
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนใหญ่ๆ ล้วนดูไม่ได้เลย มูลค่าอ้างอิงของกองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์ในวันนี้ก็ย่ำแย่จนทนดูไม่ได้เหมือนเคย แต่นักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนอยู่กลับไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด เพราะนับตั้งแต่เกิดภาวะตลาดพังทลาย มูลค่าอ้างอิงก็ร่วงหนักแปดเก้าเปอร์เซ็นต์ทุกวัน ทว่าพอถึงตอนกลางคืนที่มีการอัปเดตมูลค่าสุทธิจริง มันกลับพุ่งขึ้นแปดเก้าเปอร์เซ็นต์ เอะอะก็พุ่งขึ้นสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นอะไรที่เว่อร์วังมาก
ผู้ถือหน่วยลงทุนที่นอนกินกำไรอยู่ข้างในต่างก็ดีใจจนแทบบ้า แม้แต่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ติดดอยอยู่ในจุดสูงสุดรอบก่อนแล้วไม่ได้ตัดขาดทุน ตอนนี้ก็ทำกำไรได้เป็นเท่าตัวแล้ว มันเหมือนกับความฝันเลย ครึ่งเดือนก่อนพอร์ตแทบจะขาดครึ่ง แต่ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆ กลับมาดูอีกทีพอร์ตโตเป็นเท่าตัวแล้ว
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือจนถึงตอนนี้กองทุนก็ยังไม่เปิดให้ซื้อเพิ่ม ถ้าเปิดให้ซื้อเพิ่มแล้วซื้อตอนที่ร่วงลงไปเป็นหลุมทองคำรอบนั้นได้ ตอนนี้ก็คงกำไรเกือบสี่เท่าแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้ เทียนเซิ่งเยาจีก็ยังคงปิดประตูงดรับแขกอยู่ดี
ตอนนี้สไตล์การคอมเมนต์ใต้กองทุนผสมเทียนเซิ่งไพโอเนียร์เปลี่ยนไปอีกแล้ว มีแต่พวกขี้อิจฉา คอมเมนต์ที่เต็มหน้าจออัดแน่นไปด้วยความอิจฉาตาร้อนจนแทบจะล้นทะลักออกมานอกหน้าจอ
ต่างพากันอิจฉาริษยาและหมั่นไส้คนที่นอนกินกำไรอยู่ข้างในอย่างออกนอกหน้า
แน่นอนว่ายังมีการลงชื่อนับไม่ถ้วนราวกับเขียนจดหมายเลือดเพื่ออ้อนวอนให้เปิดซื้อเพิ่มอีกด้วย