ทว่าปัญหาคือ หากร้านทำนายดวงชะตาแห่งนี้แม่นยำถึงเพียงนั้นจริงๆ เหตุใดจึงตั้งอยู่ในสถานที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้
คนที่มีความสามารถระดับนี้ แค่คิดจะไม่รวยก็คงยากแล้ว
"ความยุ่งยากน่ะไม่มีหรอก... หรือจะพูดให้ถูกคือ ผลการทำนายของคุณแม่นยำมาก ผมได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ไม่น้อย"
ชายชราหัวเราะ "เช่นนั้นก็ดี"
"ผมขอทำนายอีกสักครั้งได้ไหม อย่างเช่นดวงชะตาในอนาคตอะไรทำนองนี้..." สื่อตงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอีกครั้ง
อีกฝ่ายจ้องมองเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้า "ฉันสัมผัสได้ว่า เธอไม่มีความกังวลที่กำลังจวนตัวอีกต่อไปแล้ว และเมื่อสูญเสียสิ่งนี้ไป การทำนายอย่างมืดบอดก็รังแต่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มืดบอดเช่นกัน นอกจากนี้ฉันต้องเตือนเธอไว้ก่อนนะ เด็กน้อย... การวิงวอนมักจะมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ราคานี้ก็เหมือนกับก้อนหิมะ ในตอนแรกทุกคนสามารถจ่ายไหว แต่เมื่อมันเริ่มกลิ้งไปแล้ว การจะถอนตัวออกมาก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้"
ก็จริง... 'เราไม่มีความจำเป็นต้องคิดอะไรให้มากมายขนาดนั้น'
สื่อตงข่มความคิดต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจลงไป แล้วพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ อีกฝ่ายก็ถือว่าได้ช่วยเหลือเขาไว้ ในแง่หนึ่ง ชายชราผู้นี้คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตน้องสาว เขาไม่สามารถและไม่สมควรจะคาดเดาไปในทางที่เลวร้าย
สื่อตงยื่นมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าคาดเอว หยิบเหรียญเงินสามเหรียญออกมาวางลงบนโต๊ะเตี้ย
"นี่คือค่าตอบแทน"
"เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ" ชายชราร้องเรียกเขาให้หยุด หันกลับไปหยิบกระดาษแผ่นบางออกมาหนึ่งแผ่น "พวกเราตกลงกันไว้แล้ว การทำนายจำเป็นต้องทำให้อยู่ในรูปแบบของพันธสัญญา ต่อเมื่อเธอลงนามเสร็จสิ้น เรื่องนี้จึงจะถือว่ายุติ"
"เฮ้ ผมไม่มีทางเอาชื่อกับตราประทับมาใช้กับของพรรค์นี้หรอกนะ" สื่อตงขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ตอนทำนาย อีกฝ่ายเคยพูดถึงข้อเรียกร้องทำนองนี้จริงๆ แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ออกมาหาเลี้ยงชีพก็เพื่อคำว่าเงินคำเดียวไม่ใช่หรือไง เงินถึงมือแล้วเรื่องอื่นก็คุยกันได้ง่ายๆ จะมีกฎเกณฑ์อะไรมากมายขนาดนี้ "จ่ายเพิ่มให้อีกหนึ่งเซเรียลก็พอแล้วใช่ไหม"
"ตกลงกันไว้เช่นไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น พันธสัญญาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้" นึกไม่ถึงว่าชายชราจะปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างตรงไปตรงมา "แน่นอน ฉันเองก็เข้าใจความกังวลของเธอ ดังนั้นการลงนามก็ไม่จำเป็นต้องเขียนชื่อหรือประทับตราเสมอไป ขอเพียงเป็นความจริงใจ ร่องรอยใดๆ ล้วนใช้ได้ทั้งสิ้น รวมถึงรอยนิ้วมือของเธอ สิ่งของที่พกติดตัว หรือแม้แต่เส้นผมสักเส้น"
'คนผู้นี้คงไม่ได้สติฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง ยอมเอาเหรียญเงินมาแลกกับเส้นผมเนี่ยนะ'
ในเมื่อไม่ต้องเซ็นชื่อ สื่อตงก็คร้านที่จะพูดพร่ำทำเพลงอะไรอีก เขาดึงเส้นผมออกมาหนึ่งเส้น แปะลงบนกระดาษแผ่นบาง พร้อมกับท่องประโยคสุดท้ายออกมา "พันธสัญญาสำเร็จลุล่วง แบบนี้ก็ได้แล้วใช่ไหม"
ชายชราเผยสีหน้าพึงพอใจ "พันธสัญญาสำเร็จลุล่วง"
สื่อตงไม่อยากจะรั้งอยู่อีกแม้แต่นาทีเดียว เขาลุกขึ้นยืน ค้อมตัวเดินออกจากเพิงพัก วินาทีที่ม่านถูกปล่อยลงมา เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างซึ่งสลายหายไปในทันที แม้แต่กลิ่นอากาศของเขตตะวันตกก็ดูเหมือนจะหอมขึ้นมาก ในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกเหนื่อยล้าสายหนึ่งก็จู่โจมเข้ามาในหัวใจ ทำให้ฝีเท้าของเขาสูญเสียความมั่นคงดังเช่นวันวาน
'หวังว่าตัวเองจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง'
เขามองป้ายบนเพิงพักลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินไปทางทิศที่กำแพงเมืองตั้งอยู่
...
"ฟู่ นี่น่ะหรือความรู้สึกของการที่พลังปรารถนาตอบแทนกลับมา มันจะหอมหวานเกินไปหน่อยแล้ว..." เฉาหยางหลับตาลง สัมผัสถึงกระแสความร้อนที่อัดแน่นอยู่ภายในร่างกายจนอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา ประสบการณ์เช่นนี้ราวกับคนที่อดอยากมาเจ็ดแปดวันได้ลิ้มรสอาหารที่เอร็ดอร่อยอีกครั้ง แถมยังไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะถูกยัดเยียดจนตายด้วย
น่าเสียดายที่น้ำหนักของการวิงวอนในครั้งนี้ไม่ถือว่าใหญ่โตนัก กระแสความร้อนที่พลุ่งพล่านสงบลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่หลังจากหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว คาดว่าคงจะเพียงพอสำหรับประทังชีวิตไปได้อีกเกือบครึ่งเดือนเท่านั้น ยังห่างไกลจากจุดที่สามารถหนุนหมอนนอนหลับได้อย่างไร้กังวลนัก
"ยังต้องตามหาลูกค้าต่อไปสินะ" เขาเลียริมฝีปาก พึมพำเสียงเบา
พูดออกมาเฉาหยางเองก็ยากที่จะเชื่อ เมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อนเขายังคงเป็นหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนนับล้านๆ คน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็น "ปีศาจ" ที่ท่องไปทั่วทั้งสองโลกเสียแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงอันเหลือเชื่อทั้งหมดล้วนมาจากเช้าตรู่วันที่เขาตื่นรู้
ใช่แล้ว เขาตื่นรู้แล้ว กลายเป็นปีศาจตนหนึ่ง ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ในตำนานที่ต้องพึ่งพาพลังปรารถนาเพื่อการอยู่รอด ราวกับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จะตามหานมแม่โดยอัตโนมัติ เขาก็เข้าใจถึงกุญแจสำคัญในการดำรงอยู่ของตัวเองในวินาทีนั้นเช่นกัน
นั่นก็คือการตามหาคนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้า เติมเต็มความปรารถนาของพวกเขา และเก็บเกี่ยววิญญาณของพวกเขา... หรือจะเรียกว่าพลังที่แฝงอยู่ในวิญญาณก็ได้
จากนั้นเฉาหยางก็พบว่า โลกที่เขาอาศัยอยู่... ไม่มีของพรรค์นี้อีกต่อไปแล้ว
ทั้งที่ในวัดวาอารามทางฝั่งตะวันออกยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และผู้ศรัทธาที่มาจาริกแสวงบุญทางฝั่งตะวันตกก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แต่เขากลับไม่สามารถดูดซับพลังปรารถนาได้แม้แต่น้อย สถานการณ์เช่นนี้จะบอกว่าทำให้สิ้นหวังก็คงไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเรียกว่าใจสลายเสียมากกว่า
แน่นอนว่า ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียทีเดียว
อย่างเช่นในการอธิษฐานวันเกิดของเด็กๆ รวมถึงบนตัวของเจ้าของที่กำลังตามหาสุนัขหรือแมวที่หลงทาง เขายังคงสามารถจับประกายแสงจางๆ ของพลังปรารถนาได้เป็นครั้งคราว ทว่าการตอบแทนที่แม้แต่ขาของยุงยังเทียบไม่ได้นี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำพลังงานที่ใช้ไปในระหว่างกระบวนการทำให้คำวิงวอนเป็นจริงยังมากกว่าที่ได้รับมาเสียอีก
ปีศาจที่ปราศจากพลังปรารถนาจะเสื่อมถอยลงทุกวันและเผชิญหน้ากับความตายในท้ายที่สุด ในสายตาของคนนอก ก็เหมือนกับการเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มีใครรู้จัก
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เขายังไม่สามารถปฏิเสธความตื่นตระหนกนี้ได้
ในวินาทีที่ตื่นรู้ เฉาหยางก็ได้รับรู้ถึงแก่นแท้ของสายเลือดปีศาจเช่นกัน... มันไม่ได้ถ่ายทอดทางสายเลือด แต่เป็นการตื่นรู้แบบสุ่ม เหมือนกับการซื้อลอตเตอรี่ มันแทรกซึมอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะในยุคโบราณหรือปัจจุบัน ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ บางทีเมื่อมนุษย์มีแนวคิดเกี่ยวกับการวิงวอน มันก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ เฉาหยางลาออกจากงานและตระเวนไปทั่วโลก เพียงเพื่อต้องการตามหาผู้วิงวอนที่มีพลังปรารถนาอันแข็งแกร่งสักคน หรือไม่ก็หาพวกพ้องให้เจอก็ยังดี
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เขาสิ้นหวัง เขาหาไม่พบทั้งสองอย่าง และร่างกายก็อ่อนแอลงทุกที
คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า พวกตัวซวยทั้งหมดที่ตื่นรู้กลายเป็นปีศาจ ล้วนแต่ตายแหงแก๋กันไปหมดแล้ว
ในขณะที่เฉาหยางคิดว่าตัวเองก็คงจะเจริญรอยตามไปด้วยเช่นกัน จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น... ดวงตาจิตหยั่งรู้ไม่ได้พาเขาไปพบพวกพ้อง แต่กลับค้นพบรอยแยกที่น่าประหลาดใจแห่งหนึ่ง ด้วยความคิดที่ว่ายังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว เขาจึงใช้พลังทั้งหมดที่มีข้ามผ่านรอยแยกนั้นมา และได้มายังดินแดนมหัศจรรย์ที่มีนามว่าป้อมรุ่งโรจน์แห่งนี้
...เฉาหยางมุดออกมาจากประตูหลังของเพิงพัก
วินาทีที่ก้าวออกจากร้านทำนายดวงชะตา ความแก่ชราและความผ่ายผอมก็ถดถอยออกไปจากร่างของเขาอย่างรวดเร็วราวกับชั้นของหนังหุ้ม ในเวลาไม่ถึงไม่กี่วินาที เขาก็กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่า แม้จะเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม แต่นั่นก็ไม่ใช่ใบหน้าเดิมของเขา เฉาหยางรู้ดีว่าฐานะของตัวเองยิ่งปิดบังไว้ได้มิดชิดเท่าไรก็ยิ่งดี ทว่าสำหรับโลกที่ไม่รู้จักใบนี้ เขาคือคนนอกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรจะรักษาความระมัดระวังเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับฐานะแล้ว เขายังมีสิ่งที่ต้องหวาดหวั่นยิ่งกว่า...
เฉาหยางเดินออกจากตรอกซอกซอย เงยหน้ามองขึ้นไปเหนือเมือง
ภายใต้การมองเห็นของดวงตาจิตหยั่งรู้ เสาแสงนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาจากในเมือง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจเสาค้ำยัน พวกมันมีสีสันแตกต่างกันไป บ้างก็มีสีฟ้าประดุจริบบิ้น บ้างก็มีสีแดงดั่งแสงเย็น
นั่นคือความงดงามตระการตาที่หล่อหลอมขึ้นมาจากพลังปรารถนา
มันทำให้เมืองแห่งนี้ส่องประกายระยิบระยับ แม้จะไม่มีแสงไฟนีออนกะพริบ ป้อมรุ่งโรจน์ก็ยังคงสุกสกาวเจิดจ้ากว่าเมืองใหญ่ที่เขาคุ้นเคยเสียอีก
ต้องรู้ก่อนว่า อีกฟากหนึ่งของรอยแยก สิ่งที่เฉาหยางมองเห็นมากที่สุดคือสีเทาอันมืดมน ราวกับว่าโลกทั้งใบถูกโอบล้อมไปด้วยซีเมนต์อันเย็นเยียบ
น่าเสียดาย... ที่เขาไม่สามารถรวบรวมพลังปรารถนาอันน่าเย้ายวนใจเหล่านี้มาเป็นของตัวเองได้ทั้งหมด
เป็นเพราะเสาแสงเหล่านี้ล้วนแต่ "มีเจ้าของ" กันหมดแล้ว







