ชายคนนั้นถลึงตามองหวังหยางตามเสียง กวาดสายตาไปหยุดที่อาอู่ในชุดผ้าป่านหยาบตัวเล็ก แววตาเผยความดูแคลนออกมาทันที เขาเอ่ยถามหวังหยาง "เด็กบ้านเจ้าหรือ"
เสี่ยวอาอู่สัมผัสได้ถึงความเหยียดหยามของชายคนนั้น มือเล็กดึงชายเสื้อผ้าป่านหยาบลง หวังจะให้เสื้อเรียบขึ้นสักหน่อย ทว่ากลับสูญเปล่า รอยยับหลายรอยดูราวกับเกลียวคลื่น พอฝั่งนี้เรียบ ฝั่งนั้นก็ยับอีก
นางกลัวจะทำให้หวังหยางขายหน้า จึงก้มหน้าหลบไปอยู่หลังขาของหวังหยาง
หวังหยางสัมผัสได้ถึงความกระอักกระอ่วนของอาอู่ จึงคิดจะดึงอาอู่ออกมาจากหลังขา ทว่าอาอู่กลับดิ้นรนไม่ยอมท่าเดียว
หวังหยางจึงทำได้เพียงตบหัวเสี่ยวอาอู่เบาๆ แล้วตอบอย่างผ่าเผย "เด็กบ้านข้าเอง"
ชายคนนั้นยิ่งรู้สึกเหยียดหยาม เขาแค่นเสียงหัวเราะ "ดี ในเมื่อไว้หน้าแล้วพวกเจ้าไม่รับ เช่นนั้นก็อย่ามาเสียใจทีหลัง"
ตอนนั้นแม่นางชุดเขียวสวมหมวกสานใบไม้ไผ่กลับเข้าไปใหม่แล้ว ขณะกำลังจะจากไป ชายคนนั้นก็ตวาดขึ้น "ใครก็ห้ามไปทั้งนั้น!"
เขาชี้นิ้วออกไป "ดูให้เต็มตา! นี่คือลูกม้าดำพันธุ์แท้จากเหลียวซี ราคาตลาดอย่างน้อยก็สามหมื่นขึ้นไป ต่อให้อยากซื้อก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ พวกเจ้าทำม้าข้าบาดเจ็บ ชดใช้เงินมา คนละสองพัน ไม่จ่ายก็อย่าหวังจะไปจากที่นี่!"
ม้าตัวหนึ่งตั้งสามหมื่น นี่มิใช่ว่าแพงกว่าบ้านเรือนอีกหรือ?
หวังหยางนึกขึ้นได้ว่าเฮยฮั่นเคยบอกไว้ สร้างบ้านหลังคากระเบื้องต้องใช้เงินหมื่นสองหมื่น
จังหวะนั้นอาอู่ก็ล้มพับหมดสติไปกับพื้น หวังหยางตกใจมาก รีบอุ้มอาอู่ขึ้นมา "อาอู่! อาอู่!"
ชายคนนั้นมองดูด้วยสายตาเย็นชา ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวอาอู่ลอบหรี่ตาขึ้นเป็นเส้น มือเล็กกระตุกเสื้อผ้าของหวังหยางเบาๆ จากนั้นก็หลับตาแกล้งสลบต่อไป
หวังหยางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก วางอาอู่ลง กระซิบเสียงเบา "'ไม่จำเป็น เขาเป็นฝ่ายผิดก่อน พวกเราไม่ต้องชดใช้เงิน'"
อาอู่ร้องอ้อคำหนึ่ง แล้วมุดกลับไปซ่อนอยู่หลังขาหวังหยางอีกครั้ง
แม่นางชุดเขียวจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น "นี่ไม่ใช่ม้าดำพันธุ์แท้ เป็นเพียงลูกม้าดำลูกผสมระหว่างลูกม้าดำพันธุ์แท้จากเหลียวซีกับม้าดำเจียงหวยเท่านั้น"
ชายคนนั้นชะงักไป เดิมทีเขาเพียงพ่นน้ำลายโอ้อวด ไม่นึกว่าสตรีผู้นี้จะดูม้าเป็นด้วย? เขาจึงทำได้เพียงเปลี่ยนคำพูดใหม่
"ลูกม้าดำก็ตั้งสองหมื่นแล้ว พวกเจ้าชดใช้มาคนละหนึ่งพันเถิด เลิกพูดจาไร้สาระ รีบเอาเงินมา!"
หวังหยางกระแอมกระไอ
"กฎหมายฉี ห้ามควบม้าฝ่าฝูงชน
ผู้ใดควบม้าในเมืองจนมีผู้เสียชีวิต มิให้ถือว่าเป็นความประมาท!
เจ้าขี่ม้าเร็วกลางตลาด หากมิได้จอมยุทธ์หญิงท่านนี้ยื่นมือเข้าช่วย ป่านนี้เจ้าคงติดคดีฆ่าคนตายไปแล้ว! นี่ยังจะกล้ามากล่าวหาผู้อื่นอีกหรือ?!"
"โอ๊ะ? ที่นี่ยังมีคนรู้กฎหมายอาญาด้วยหรือ? ไม่แน่ว่าคงเป็นพวกตระกูลหานเหมินเล็กๆ กระมัง ไม่บอกกล่าวชื่อแซ่เพื่อหนุนหลังตัวเองสักหน่อยหรือ?" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หวังหยางยิ้ม "ไม่จำเป็น ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ข้าก็จะไม่รังแกเจ้า"
หลักๆ เป็นเพราะฐานะของตระกูลหวังแห่งหลางหยานั้นเป็นของปลอม อีกทั้งทะเบียนราษฎรก็ยังจัดการไม่เรียบร้อย จึงไม่มีความกล้าพอจะทำตัวโอ้อวดไปทั่ว
คำตอบของหวังหยางอยู่ในความคาดหมายของชายคนนั้นแต่แรกแล้ว แม้การแต่งกายของหวังหยางจะพอกล้อมแกล้มจัดอยู่ในชนชั้นบัณฑิต ทว่ากลับไร้ผู้ติดตามและไร้รถเทียมวัว อีกทั้งยังอยู่บ้านเดียวกับเจ้าเด็กผีที่แต่งตัวราวกับใส่กระสอบนั่น คิดดูแล้วคงมิได้มีชาติตระกูลอะไร น่าจะเป็นบุตรหลานหานเหมินที่ตกอับ อย่างมากก็เป็นเพียงตระกูลบัณฑิตเล็กๆ ที่ไม่เข้าขั้น ชายคนนี้มักจะทำตัวโอหังในเมืองจิงโจวมาจนเคยชิน ย่อมมิเห็นหวังหยางอยู่ในสายตา
เขาหัวเราะเบาๆ "เจ้าจะไม่รังแกข้า? ฮ่าๆๆๆ! ดี เช่นนั้นข้าคงต้องขอบใจเจ้าจริงๆ..."
"ไม่ต้องขอบใจ" หวังหยางกล่าวแทรกขึ้นมา
ชายคนนั้นหน้าทะมึนลง "รู้หรือไม่ว่าบิดาเป็นใคร? บังอาจมาอ้างกฎหมายฉีกับบิดา? บิดาขี่ม้าบนถนนสายนี้จนชินแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดกล้าสอดปาก เจ้านี่กลับกล้ามาอ้างกฎหมายฉีกับบิดางั้นหรือ?"
หวังหยางเอ่ยอย่างเนิบนาบ "เช่นนั้นความหมายของเจ้าก็คือ กฎหมายแห่งต้าฉีของเราเอาผิดเจ้ามิได้ สวรรค์ใหญ่สุด เจ้าใหญ่รองลงมา กำเริบเสิบสานไร้ผู้ต่อต้าน ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ เจ้ามิเห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเลย ใช่หรือไม่?"
"ข้ามิได้กล่าวเช่นนั้น! เจ้าอย่ามาปั้นน้ำเป็นตัว!" ชายคนนั้นรีบปฏิเสธ ต่อให้เขาโอหังเพียงใดก็มิกล้ารับคำพูดนี้ไว้ ประโยคที่มีตัวอักษรเพียงไม่กี่คำนี้ กลับซุกซ่อนมีดที่สามารถสังหารคนได้!
หวังหยางจู่ๆ ก็เบิกตากว้าง เอ่ยถามเสียงดังลั่น "เช่นนั้นตอนนี้ที่บอกว่าเจ้าละเมิดกฎหมายฉี ควบม้ากลางตลาด เกือบทำให้มีผู้เสียชีวิต เจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่?!"
เสี่ยวอาอู่โผล่หัวออกมา เลียนแบบน้ำเสียงดุดันของหวังหยาง ทวนคำด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม "เจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่?!"
ชายคนนั้นถือเป็นผู้ที่เคยผ่านเรื่องราวใหญ่โตมาบ้าง ทว่าจู่ๆ กลับถูกหวังหยางตวาดใส่ ซ้ำยังถูกดวงตานั้นจ้องเขม็ง ถึงกับทำให้เกิดความรู้สึกร้อนตัวขึ้นมา
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานจึงตะโกนออกไปว่า
"ข้าคือหัวหน้าองครักษ์ม้าของอ๋องปาตง! มีรายงานด่วนทางทหารต้องนำไปมอบให้ท่านอ๋อง! จึงมิถูกผูกมัดด้วยกฎหมายทั่วไป! กลับเป็นพวกเจ้าเสียอีก ที่ทำร้ายม้าของข้าจนได้รับบาดเจ็บ ทำให้การทหารล่าช้า ล้วนต้องถูกลงโทษ!"
แม่นางชุดเขียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "การแจ้งข่าวในกองทัพ ตามธรรมเนียมต้องปักธงสี่สี แดง ขาว น้ำเงิน ดำ หากเป็นจดหมายลับก็ไม่จำเป็น ทว่าหากเจ้ามีจดหมายลับจริง ก็มิควรนำมาบอกพวกเรา หากเป็นรายงานด่วนทางทหารจริง ต่อให้ม้าตายก็มิอาจหยุดพักได้ แต่เจ้ากลับมามัวพัวพันอยู่ที่นี่เสียนาน หากมิใช่แต่งเรื่องเหลวไหล ก็คือละทิ้งหน้าที่!"
ชายคนนั้นตกตะลึง สตรีผู้นี้ถึงกับคุ้นเคยกับเรื่องราวในกองทัพถึงเพียงนี้ ซ้ำฝีมือยังดีเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
"เจ้าเป็นใคร? เป็นคนท้องถิ่นจิงโจวหรือ? เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องในกองทัพได้?"
แม่นางชุดเขียวมิเอ่ยตอบ
ชายคนนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว เสียงเปลี่ยนเป็นดุดัน "ถามเจ้าอยู่นี่กระไร?! แซ่อะไร? ทะเบียนราษฎรอยู่ที่ใด? ถอดหมวกสานออกเดี๋ยวนี้!"
หญิงสาวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือซ้ายขยับไปแนบชิดด้ามกระบี่
ชายคนนั้นตะโกนลั่น "หลู่หยางส่งหนังสือมาแจ้งว่า มีจารชนแดนเหนือลอบเข้ามา! พวกเจ้าสองคนสกัดจนม้าศึกได้รับบาดเจ็บ ทำให้การทหารล่าช้า ตอนนี้ข้าสงสัยว่าพวกเจ้ามีเจตนาแอบแฝง!"
เขาชี้ไปที่พ่อค้าหาบเร่ริมถนนคนหนึ่ง "เจ้ารีบไปที่หอการค้าในตลาดเดี๋ยวนี้ ไปเรียกนายตลาดมาจับกุมคน!"
นายตลาดคือขุนนางผู้ดูแลตลาด มีหน้าที่ควบคุมการซื้อขายและความสงบเรียบร้อยของตลาด
หวังหยางเห็นว่าเรื่องนี้ยากจะจบลงได้ จึงทำได้เพียงฮึดสู้จนถึงที่สุด
เขาชี้นิ้วสุ่มไปยังคนผู้หนึ่งในฝูงชน ทำทีเป็นวางอำนาจบาตรใหญ่ "เจ้าไปที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น ไปบอกให้อาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาประจำจวิ้นหลิวเจามาพบข้าเดี๋ยวนี้!"
"สำนักศึกษาประจำจวิ้น? ตกลงแล้วเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่?" ชายคนนั้นเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
แม้อาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาประจำจวิ้นจะเป็นเพียงขุนนางฝ่ายวิชาการ ทว่าขั้นตำแหน่งนั้นมิได้ต่ำต้อยเลย และหลิวเจาก็ยิ่งเป็นถึงคนของตระกูลหลิวแห่งเนี่ยหยาง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ทว่าคนผู้นี้กลับเอ่ยปากเรียกหาอย่างง่ายดาย ราวกับว่าสามารถเรียกใช้หลิวเจาได้ตามอำเภอใจก็มิปาน
หวังหยางกำลังจะงัดเอา 'ป้ายยี่ห้อปลอม' ออกมาแสดง ก็ได้ยินเสียงสตรีดังกังวานใสมาจากด้านหลัง "ท่านหลิวล้วนทุ่มเทจิตใจให้กับการศึกษามาโดยตลอด เรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมเช่นนี้ก็อย่าได้ไปรบกวนท่านเลย"
หวังหยางหันกลับไปมอง เห็นเด็กสาวผู้หนึ่งสวมชุดสีชมพู เกล้าผมมวยคู่เดินออกมา นางไม่แม้แต่จะปรายตามองหวังหยาง ทว่ากลับย่อกายคารวะชายคนนั้น "ท่านแม่ทัพหวัง รถม้าของนายหญิงบ้านข้าอยู่ทางด้านโน้น ขอเชิญท่านไปหาเจ้าค่ะ"
ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของชายผู้นี้ แท้จริงแล้วมิอาจถูกเรียกว่าเป็นแม่ทัพได้ การที่เด็กสาวเรียกขานเช่นนี้ ย่อมเป็นการไว้หน้าเขาอย่างเห็นได้ชัด
ชายคนนั้นดีใจยิ่งนัก เพิ่งจะอ้าปากถามว่า "นายหญิงบ้านเจ้าคือผู้ใด" ทว่าพอกวาดสายตามองไป ก็เห็นรถเทียมวัวเหลืองคันเล็กจอดอยู่ไม่ไกลนัก เขาจึงรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปหาทันที
หวังหยางก็มองตามไปเช่นกัน มองครานี้เป็นเรื่องทันที นั่นมันรถของแม่นางสี่เซี่ยนี่นา!
ศัตรูมักพบกันในทางแคบ ศัตรูมักพบกันในทางแคบเสียจริง!
เห็นเพียงชายคนนั้นค้อมเอวประสานมือพูดคุยอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า ระยะทางนั้นห่างไกลเกินไป จึงมิอาจได้ยินเลยว่าพูดคุยกระไรกัน
ผ่านไปเพียงไม่กี่ประโยค ชายคนนั้นก็เดินกลับมา เขาพินิจมองหวังหยางด้วยความเคลือบแคลงใจอยู่หลายครา จากนั้นจึงหันไปบอกชาวบ้านที่มุงดู "แยกย้ายได้แล้วๆ อย่ามาขวางทาง"
ชาวบ้านทั้งหลายต่างงุนงงไปชั่วขณะ ยังคงยืนมุงดูอยู่ที่เดิม ชายคนนั้นจึงตวาดลั่น "หากยังขวางทางอยู่อีกจะให้นายตลาดมาจับกุมคนแล้วนะ!"
ทุกคนจึงรีบแยกย้าย ชายคนนั้นก็ขึ้นม้า ควบทะยานจากไปทันที
หวังหยางรู้ว่าน่าจะเป็นแม่นางเซี่ยที่ออกหน้าแก้ไขสถานการณ์ให้เขา จึงเตรียมจะเดินเข้าไปขอบคุณ
แต่ใครจะคาดคิดว่ารถเทียมวัวกลับไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ซ้ำยังคล้ายกับจงใจ ขณะที่กำลังจะแล่นผ่านร่างของหวังหยางก็เร่งความเร็วขึ้นมากะทันหัน! กวาดเอาฝุ่นดินบนถนนลอยคลุ้ง ทำให้หวังหยางมีสภาพฝุ่นเกาะเต็มหน้าเต็มตาไปหมด
เซี่ยซิงหานที่อยู่ภายในรถเทียมวัวยังคงรักษากิริยาท่าทางการนั่งที่ถูกต้องที่สุดไว้อย่างสม่ำเสมอ นางกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก สาวใช้เสี่ยวหนิงปล่อยม่านรถลง แล้วเอ่ยด้วยความยินดี "สาดโดนแล้วเจ้าค่ะ สาดโดนแล้ว! สาดโดนเขาทั้งตัวเลย! เขากำลังไอใหญ่เลยเจ้าค่ะ!"
เซี่ยซิงหานหัวเรา







