92. บทที่ 92 พรสวรรค์บ้าๆ ที่ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้นี่!
เฉียวอวี้กำลังนอนเล่นมือถืออยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ เลื่อนดูต่งฮูเพื่อดูว่าคนในนั้นมีลีลาการอวดอ้างสรรพคุณกันยังไงบ้าง
ช่วงนี้เขาไม่ค่อยเครียดแล้วจริงๆ
เงินรางวัลจากเสี่ยวหลี่ปาปาโอนเข้าบัญชีแล้ว อีกฝ่ายช่วยจ่ายภาษีให้เสร็จสรรพ ยอดเงินที่ได้คือหนึ่งแสนแปดหมื่นกว่าหยวน เฉียวอวี้แบ่งให้เฉียวซีไปเก้าหมื่นหยวน ทำให้เงินสดสำรองของครอบครัวพุ่งกระฉูดขึ้นถึง 130% ตอนนี้เฉียวซีเองก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย
ตั้งแต่เขาเริ่มขยัน เฉียวซีก็เริ่มขยันขึ้นมาบ้าง เธอเลิกเหล้า และหันมาทำกับข้าวเอง ค่าใช้จ่ายในครอบครัวจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้จะยังห่างไกลจากคุณภาพชีวิตที่เขาต้องการอยู่มาก แต่ชั่วคราวเขาก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วไม่ใช่หรือไง
เมื่อเลือกเดินเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งแล้ว ก็ต้องอดทนต่อความโดดเดี่ยวและความเหงาบนเส้นทางนั้น
ประโยคนี้เฉียวอวี้สรุปเอาเอง ดัดแปลงมาจากคำกล่าวของนักเขียนคนหนึ่งที่น่าจะถูกลิขิตให้เป็นเพียงตัวเต็งรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปตลอดชีวิตว่า ความโดดเดี่ยวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ตนเองอยากเดิน ความโดดเดี่ยวนั้นก็คุ้มค่า
จู่ๆ ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในวีแชต ชื่อที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง
เฉียวอวี้กดเข้าไปดูตามสัญชาตญาณ แล้วก็เป็นชื่อที่เขาเพิ่งเคยเห็นจริงๆ
หรูเต้าจื้อเซิ่ง : สวัสดีเฉียวอวี้ ฉันคือฉินจิ้งหรู นักศึกษาของอาจารย์เซวีย
เฉียวอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็กดยอมรับคำขอเป็นเพื่อน
เขาเพิ่งจะแก้บทความเสร็จตอนเก้าโมงสิบนาที แล้วส่งให้เหล่าเซวีย นี่เพิ่งจะสิบโมงกว่า ศิษย์พี่ฉินก็แอดเพื่อนมาแล้วเหรอ
ประสิทธิภาพจะสูงเกินไปแล้วมั้ง
หลังจากรับแอดแล้ว เฉียวอวี้ก็ส่งเครื่องหมายคำถามไป รออยู่อึดใจหนึ่ง อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบกลับมา ทำให้เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก
โชคดีที่ไม่ได้ตั้งใจแอดมาเพื่อด่าเขาสินะ
เมื่อกี้เฉียวอวี้ยังแอบลังเลอยู่ในใจเลยว่า ถ้าศิษย์พี่ฉินคนนี้พูดจาแย่เกินไป เขาควรจะแคปหน้าจอไปให้เหล่าเซวียดูดีไหมนะ
……
มหาวิทยาลัยอวี้เจียง วิทยาเขตจื่อก่าง ภายในหอพักนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแห่งหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมวงอยู่รอบตัวฉินจิ้งหรูและจ้องมองไปที่มือถือของเขา
“รับแอดแล้วๆ ตอนนี้จะพูดอะไรต่อดี”
“จะพูดอะไรได้อีกล่ะ เหล่าฉิน ก็บอกไปเลยว่าขอร้องล่ะครับ ท่านอาจารย์น้อย ช่วยให้บทความของพวกเราผ่านทีเถอะ”
“ถุย! ทำไมแกไม่ใช้บัญชีของแกพูดเองล่ะ”
“ฉันก็อยากเหมือนกันแหละ แต่นี่ยังไม่ได้แอดเขาเลย จะให้พูดได้ยังไง”
“เลิกพูดไร้สาระกันได้แล้ว พูดเข้าเรื่องดีกว่า... ไม่ก็เหล่าฉิน แกเสียสละก่อนเลยไหมล่ะ ยังไงแกก็โดนประหารไปแล้วนี่”
“อย่าแม้แต่จะคิด ช่างเถอะ ฉันดึงเฉียวอวี้เข้ากลุ่มแชตเลยดีกว่า ทุกคนจะได้พูดเปิดอกกันในกลุ่มไปเลย”
“เดี๋ยวก่อน สร้างกลุ่มใหม่เถอะ อย่าดึงรุ่นพี่ใหญ่เข้ามาด้วยล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะคุยกันไม่สะดวก”
“ใช่ๆๆ เหล่าฉิน สร้างกลุ่มใหม่เลย”
ฉินจิ้งหรูที่กำลังพูดชะงักมือไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สร้างกลุ่มใหม่แปดคนขึ้นมาอย่างว่าง่าย ครั้งนี้เขาตัดรุ่นพี่ใหญ่ออกไป แล้วเพิ่มเฉียวอวี้เข้ามาแทน
เฮ้อ เอาเป็นว่าจะปล่อยให้เขาขายหน้าอยู่คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป นักศึกษาของอาจารย์เซวียตั้งเยอะแยะ มีเขาคนเดียวที่ต้องมาทำตัวต่ำต้อยขนาดนี้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
แค่ส่งบทความเร็วกว่ากำหนดวันเดียวคงไม่ถึงตายหรอกมั้ง
เขาจึงพูดอย่างดุดันว่า “เอาล่ะ สร้างกลุ่มเสร็จแล้ว แต่พวกแกห้ามทักแชตส่วนตัวไปเด็ดขาดนะ มีอะไรก็พูดกันในกลุ่มนี่แหละ”
“วางใจเถอะ ฉันไปก่อนนะเหล่าฉิน”
“ใช่ แยกย้ายกันเถอะ ขืนอยู่นานกว่านี้เดี๋ยวเหล่าฉินจะรำคาญพวกเราเอา”
“อืม บ๊ายบายเหล่าฉิน”
“……”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่สิบวินาที บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็เดินออกไปจนหมดเกลี้ยง หอพักจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
……
เฉียวอวี้ส่งเครื่องหมายคำถามไป เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบกลับมา เขาก็กลับไปเลื่อนดูต่งฮูต่อ
ศิษย์พี่คนนี้ เขียนบทความได้เละเทะไม่พอ คนยังพิลึกพิลั่นอีก
แต่คนเราก็เป็นแบบนี้แหละ เวลาตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วจู่ๆ โดนขัดจังหวะ พอจะกลับมาทำต่อก็พาลรู้สึกกร่อยไปหมด เมื่อกี้เฉียวอวี้ยูทึ่งกับลีลาการอวดอ้างสรรพคุณอันแนบเนียนของชาวเน็ตหลายๆ คนอยู่เลย แต่พอเลื่อนกลับมาดูเนื้อหาเดิมๆ อีกรอบ เขากลับรู้สึกว่ามันก็งั้นๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่
ในตอนนั้นเอง ข้อความในวีแชตก็เริ่มเด้งขึ้นมารัวๆ
เฉียวอวี้กดเข้าไปดูในวีแชต ให้ตายเถอะ เขาถูกดึงเข้ากลุ่มแชตแปลกหน้าซะแล้ว กลุ่มนี้ไม่มีแม้แต่ชื่อกลุ่ม ในกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมดแปดคน มีเจ็ดคนที่กำลังแอดเพื่อนเขาผ่านกลุ่มแชต
แต่พอเห็นว่าฉินจิ้งหรูก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แถมยังอยู่เป็นลำดับแรก เฉียวอวี้ก็พอจะเดาออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ไม่จริงน่า เหล่าเซวียทำเกินไปแล้วนะ
คงไม่ใช่ว่าบทความของคนพวกนี้ต้องให้เขาเป็นคนแก้ก่อนรอบหนึ่งหรอกนะ
เฉียวอวี้จึงไม่สนใจคำขอเป็นเพื่อนเหล่านั้นเลย เขาแค่พิมพ์ ‘?’ ส่งไปในกลุ่มอีกครั้ง
ครั้งนี้มีคนตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“@อวี้ซู่หลินเฟิงเฉียวอวี้ แอดเพื่อนไปแล้ว กดยอมรับหน่อยสิ”
“อืม ใช่ ช่วยกดยอมรับหน่อย มีเรื่องด่วน”
“เฮ้อ...”
เฉียวอวี้กรอกตามองบน ขณะที่กำลังคิดว่าจะพิมพ์ตอบไปว่าอะไร ศิษย์พี่ฉินคนนั้นก็จู่ๆ ส่งข้อความยาวเหยียดมา
“เฉียวอวี้ เรื่องเป็นแบบนี้นะ เมื่อเดือนก่อนอาจารย์เซวียสั่งงานให้พวกเราเขียนบทความชิ้นหนึ่ง ตอนนี้เขาขอให้บทความของทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบจากนายก่อน แก้ไขตามที่นายต้องการ พอนายให้ผ่านแล้ว ถึงจะส่งได้ คนในกลุ่มนี้ล้วนเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของฉันทั้งหมด บทความของพวกเราต้องฝากให้นายจัดการแล้วล่ะ”
“ถ้านายรู้สึกว่ายุ่งยาก จะไม่รับแอดเพื่อนเยอะขนาดนั้นก็ได้ เอาบทความของทุกคนมาคุยกันในกลุ่มนี่แหละ จะได้เอาปัญหาที่ทุกคนมักจะทำพลาดเหมือนๆ กันมาคุยทีเดียว ทุกคนจะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้พลาดอีก”
เมื่อเห็นข้อความนี้ เฉียวอวี้ก็ตอบกลับไปเป็นเครื่องหมายอัศเจรีย์สามตัวรัวๆ จากนั้นเขากระโดดลงจากเตียงทันที ไปนั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ เปิดเบราว์เซอร์เข้าเว็บไซต์ไป่ตู้ แล้วเริ่มค้นหาคำว่า “อัตราค่าบริการให้คำปรึกษาบทความคณิตศาสตร์”
ผลลัพธ์คือไม่มีมาตรฐานอะไรเลย
บ้างก็เป็นโฆษณาของสถาบันติวบทความวิชาการ บ้างก็เป็นข่าวหรือรายงานข่าวประเภทต่างๆ
อย่างเช่นราคาในวงการรับจ้างเขียนบทความ บทความสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีราคาถูกสุดก็หลักร้อยหยวนต่อบทความ ส่วนบทความปริญญาโทจะแพงขึ้นมาหน่อย อยู่ที่ประมาณ 200-300 หยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษร แต่ถ้าเป็นแค่งานบทความส่งอาจารย์ ราคาคงไม่เป็นแบบนี้แน่
เป็นแวดวงใหม่เอี่ยมเลยแฮะ
พอได้อ่านข่าวพวกนี้เฉียวอวี้ถึงเพิ่งรู้ว่า การรับจ้างเขียนบทความก็ทำเงินได้เหมือนกัน
แน่นอนว่ามีบริการเกลาบทความแบบตัวต่อตัวเพื่อตีพิมพ์ด้วย แบบนั้นจะค่อนข้างแพง มีทั้งการเสนอแนะจุดที่ควรแก้ไข กำหนดเวลาอธิบาย หลังจากเขียนเสร็จก็มีคนคอยเกลาสำนวนให้โดยเฉพาะ ราคาอาจพุ่งสูงเกือบหมื่นหยวนต่อคนเลยทีเดียว
แต่บริการเกลาบทความแบบนี้เขารับประกันว่าจะได้ตีพิมพ์น่ะสิ
สรุปคือราคาตลาดค่อนข้างสับสนวุ่นวาย ทำให้เฉียวอวี้รู้สึกว่าจัดการยากนิดหน่อย
พอกลับเข้ามาในกลุ่ม บรรดาศิษย์พี่ก็เริ่มคุยกันจนแชตไหลเป็นน้ำประหนึ่งปีศาจร่ายรำ แต่ละคนพูดกันสับสนวุ่นวายไปหมด เฉียวอวี้กวาดตามองผ่านๆ สองสามครั้ง ก่อนจะรีบพิมพ์ข้อความส่งออกไป
“ศิษย์พี่ทุกคนครับ เมื่อกี้ผมตกใจจนตั้งตัวไม่ทัน เอ่อ อาจารย์เซวียพูดแบบนี้จริงๆ เหรอครับ”
พอเขาพิมพ์ไป ในกลุ่มก็ค่อยๆ เงียบลง
ครู่ต่อมา มีคนตอบกลับว่า “ใช่ อาจารย์เซวียสั่งมาแบบนี้จริงๆ”
“อ้อ ศิษย์พี่ทุกคนครับ ความจริงผมก็เพิ่งเรียนรู้วิธีการเขียนบทความมาได้ไม่นาน คิดว่าอาจารย์เซวียน่าจะหวังให้พวกเราใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านทฤษฎีจำนวนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปรึกษาหารือด้วยกัน แล้วก็ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันนั่นแหละครับ”
“ยังไงซะระบบความรู้ของผมก็ยังไม่สมบูรณ์นัก ไม่เหมือนกับศิษย์พี่ทุกคนที่ปูพื้นฐานมาอย่างแน่นหนา ผมยังมีอีกหลายจุดที่ต้องเรียนรู้จากศิษย์พี่ทุกคนอยู่ครับ”
มีคนตอบกลับมาก็เป็นเรื่องดี เฉียวอวี้จึงรีบพิมพ์ตอบกลับไปอีกประโยคอย่างรวดเร็ว
ในกลุ่มเงียบไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะมีคนหน้าหนาพิมพ์ตอบกลับมาว่า “ศิษย์น้องพูดถูก อาจารย์เซวียอาจจะคิดแบบนี้จริงๆ ก็ได้” กลุ่มแชตจึงเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ความรู้สึกที่เฉียวอวี้มอบให้ทุกคนนั้นเปลี่ยนไปอีกแล้ว
เพราะนักศึกษาของเซวียซงเหล่านี้ไม่ได้รู้จักเฉียวอวี้ดีนัก ความประทับใจแรกเริ่มก็มาจากเว็บบอร์ดบ้านหลังน้อยของทฤษฎีจำนวนเชิงพีชคณิตนั่นแหละ
จะพูดถึงความประทับใจนี้ยังไงดีล่ะ
คงประมาณว่า ร้ายลึกนั่นแหละ
จุดนี้ดูได้จากกระทู้ที่เขาตั้งในเว็บบอร์ดโดยอ้างว่าเป็นการขอโทษ หลังจากที่แก้สมการของอาจารย์เซวียได้แล้ว
แอดมินยังไม่ได้ปักหมุดให้เขาเลย แต่ผลคือวันต่อมาหมอนี่ก็ดันกระทู้ให้ขึ้นไปอยู่ข้างบนไม่หยุด แถมยังใช้วิธีขอโทษเรียงตัวอีกต่างหาก... นั่นเรียกขอโทษเหรอ เรียนคณิตศาสตร์มาเหมือนกัน ใครจะดูไม่ออกว่ามันหมายความว่ายังไง
พูดได้แค่ว่าการขอโทษครั้งนั้น มันสกปรกมากจริงๆ
ก็นับว่าแอดมินอารมณ์ดีนะที่ไม่ลบกระทู้ทิ้งไปเลย
แต่การแสดงออกของเฉียวอวี้ในวันนี้กลับเหนือความคาดหมายของทุกคนไปโดยสิ้นเชิง
คำพูดเหล่านี้ ช่างเอาใจใส่เหลือเกิน ตอนแรกก็ยังรู้สึกเกร็งๆ กันอยู่หรอก แต่พอประโยคที่บอกว่า ‘ปรึกษาหารือด้วยกัน แล้วก็ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน’ หลุดออกมา ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปทันที
อย่างน้อยการคุยเรื่องบทความกับเฉียวอวี้ในกลุ่ม ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดขนาดนั้นแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาเรียกศิษย์พี่ๆ ทุกคำ ราวกับว่าเฉียวอวี้เป็นศิษย์น้องของพวกเขาจริงๆ ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับมัธยมปลายดูเหมือนจะถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น ทำให้รู้สึกเป็นกันเอง จนใครต่อใครก็เผลอลดกำแพงลงอย่างอดไม่ได้
จากนั้นเฉียวอวี้ก็รัวส่งข้อความมาสามประโยครวด
“เพียงแต่ว่าศิษย์พี่ทุกคนครับ เอ่อ... เฮ้อ พวกพี่ก็รู้ใช่มั้ยครับ ว่าการเรียนมัธยมปลายก็หนักเอาเรื่อง วันนี้ที่ช่วยดูบทความให้ศิษย์พี่ฉิน ผมก็ต้องแอบครูทำตอนเรียนคาบค่ำ ผลการเรียนวิชาอื่นของผมก็ไม่ค่อยดี อาจจะต้องเรียนพิเศษ”
“ถึงแม้ผมจะอยากเรียนรู้ไปพร้อมกับทุกคน ก้าวหน้าไปพร้อมกับทุกคน แต่หน้าที่หลักของผมตอนนี้ก็ยังเป็นการเรียนมัธยมปลาย ถ้าผมมาช่วยติวบทความให้ทุกคน ผมก็จะต้องทิ้งการเรียนวิชาอื่นๆ แต่เรื่องนี้มันดันเป็นสิ่งที่อาจารย์เซวียสั่งมานี่สิครับ”
“เฮ้อ... ยังไงซะผมก็อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะได้เป็นศิษย์น้องของศิษย์พี่ทุกคนจริงๆ ในอนาคต เพราะงั้นถ้าผมบอกว่าอยากให้ศิษย์พี่ทุกคนช่วยโอนค่าเรียนพิเศษมาให้ผมตามความเหมาะสมบ้าง จะฟังดูสมเหตุสมผลหรือเปล่าครับ เอ่อ... ศิษย์พี่ทุกคนคิดว่ามันสมเหตุสมผลมั้ยครับ”
ในกลุ่มเงียบลงอีกครั้ง
สิ่งที่เขาถามไม่ได้เกี่ยวกับว่าสมเหตุสมผลหรือไม่สมเหตุสมผลเลย แต่มันเป็นการทรมานจิตใต้สำนึกของศิษย์พี่ทั้งหลายต่างหาก
แม้บรรดาศิษย์พี่จะไม่ได้โง่จนถูกเฉียวอวี้หลอกเอาจริงๆ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ต้องพึ่งพาอีกฝ่าย แล้วอีกฝ่ายเริ่มเล่นกับจิตใต้สำนึกแล้วล่ะก็ คนขอร้องก็ควรจะมีมโนธรรมด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยขึ้นในกลุ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ศิษย์น้อง เรื่องเรียนพิเศษพวกพี่เข้าใจได้ แต่อย่างเมืองดาราของนาย ค่าเรียนพิเศษคงไม่ได้แพงมากหรอกใช่มั้ย”
“ไม่แพงเลยครับ ไม่แพง ผมถามมาแล้ว ครูสอนพิเศษส่วนตัวแบบทุกวิชาคิดค่าสอนสามชั่วโมงแค่หกร้อยหยวน ผมขอให้เขาลดราคาให้หน่อย เขาบอกว่าถ้าเรียนแปดครั้งขึ้นไป จะลดเหลือห้าร้อยหยวนครับ ผมคิดว่าด้วยระดับของผม เรียนสักแปดครั้งก็น่าจะตามความคืบหน้าของบทเรียนที่ทิ้งไปทันแล้วครับ”
ในกลุ่มมีศิษย์พี่อยู่แปดคน ดังนั้นจึงต้องเรียนพิเศษแปดครั้งพอดี นี่มันช่างสมเหตุสมผลซะเหลือเกิน
แถมศิษย์น้องยังน่ารักเป็นบ้า อุตส่าห์ไปเจรจาต่อรองราคากับครูสอนพิเศษจนได้ส่วนลดก้อนโตมาตั้งเยอะ
ฉินจิ้งหรูรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องเป็นผู้นำแล้วล่ะ ในเมื่อเฉียวอวี้ตั้งใจตรวจบทความของเขาตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดจริงๆ นี่มันคือการจี้จุดเขาชัดๆ! อีกอย่างก็คือราคานี้มันไม่แพงเลยจริงๆ อย่างน้อยเขาก็จ่ายไหว
ฉินจิ้งหรูจึงเอ่ยขึ้นมาในกลุ่มอย่างตรงไปตรงมาว่า “พวกเราที่เป็นศิษย์พี่มารบกวนเวลาเรียนของน้องเล็ก ค่าเรียนนี้ก็ควรจะจ่ายให้จริงๆ นั่นแหละ เอาอย่างนี้แล้วกัน ศิษย์น้อง ฉันขอเป็นสปอนเซอร์จ่ายค่าเรียนพิเศษให้นายครั้งหนึ่งก่อนเลยแล้วกัน”
พูดจบ ฉินจิ้งหรูก็กดโอนเงินผ่านกลุ่มแชตทันที โดยเลือกชื่อเฉียวอวี้ แล้วโอนเงินไปให้ห้าร้อยหยวน
“ขอบคุณศิษย์พี่ฉินครับ ในอนาคตถ้าผมได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันเหมือนศิษย์พี่ ผมจะตอบแทนบุญคุณอย่างแน่นอนครับ” ประโยคนี้ตามด้วยอิโมจิประสานมือคารวะสามตัว จากนั้นยอดโอนเงินก็ถูกกดรับไป
เอาเถอะ หลังจากที่ฉินจิ้งหรูโอนเงินไปห้าร้อยหยวน เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย เฮ้อ รู้งี้ว่าหมอนี่เป็นคนแบบนี้ เขา น่าจะส่งแชตส่วนตัวไปให้ตั้งแต่แรกซะก็ดี
พูดตามตรง สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยอวี๋เจียงแล้ว คงไม่มีใครขัดสนเงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวนหรอก
เพราะเอาเข้าจริง ถ้านักศึกษาคนไหนที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงิน ส่วนใหญ่ก็คงเลือกทำงานหาเงินหลังเรียนจบปริญญาตรีไปแล้ว
อย่างน้อยจากความเข้าใจของฉินจิ้งหรู บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สนิทกันต่างก็มีฐานะทางบ้านไม่เลวเลย ถึงจะไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่ศิษย์น้องหลายคนมักจะได้รับทุนการศึกษาและเงินอุดหนุนต่างๆ แถมอาจารย์เซวียมักจะมอบหมายงานอย่างการตรวจข้อสอบให้พวกเขาทำ งานพวกนี้ได้เงินทั้งนั้น เซวียซงอาจจะเข้มงวดไปบ้าง แต่เรื่องเงินอุดหนุนเขาก็ไม่เคยบกพร่องเลยจริงๆ
ถึงจะลงรายละเอียดลึกๆ ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีมโนธรรมกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยเดียวกันหลายๆ คนที่พวกเขารู้จัก
ดังนั้นหลังจากที่เขาเป็นคนแรกที่โอนเงินไปให้ คนในกลุ่มก็เริ่มทยอยโอนเงินตามมา ไม่นานนักทั้งแปดคนก็โอนเงินกันจนครบ
“ศิษย์พี่ทุกคนครับ ผมกดรับแอดหมดแล้ว นี่อีเมลของผม [email protected] รบกวนศิษย์พี่ทุกคนส่งบทความมาให้ผมเร็วหน่อยนะครับ ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดคณิตศาสตร์ที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากศิษย์พี่ทุกคน ขอขอบคุณความช่วยเหลืออย่างไม่เห็นแก่ตัวของศิษย์พี่ทุกคนอีกครั้งครับ!”
“ไอ้เด็กนี่ มันจอมปลอมได้ใจจริงๆ!” เมื่อเห็นข้อความนี้ ฉินจิ้งหรูก็อดพึมพำออกมาไม่ได้
……
เฉียวอวี้รู้สึกว่าเขาขาดทุนซะแล้ว
วิธีการเก็บเงินแบบเหมาจ่ายดื้อๆ แบบนี้ดูจะไม่ค่อยถูกต้องนัก
บทความของศิษย์พี่บางคน เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้แย่นัก ถึงแม้เนื้อหาในบทความจะดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ออกจะน้ำท่วมทุ่งไปหน่อย และเทียบไม่ได้เลยกับบทความอ้างอิงที่เหล่าเซวียเคยส่งให้เขาก่อนหน้านี้
แต่อย่างน้อยรูปแบบมาตรฐานเบื้องต้นของบทความก็เขียนได้ครบถ้วนดี แค่ปรับแก้นิดหน่อยก็น่าจะผ่านมาตรฐานของเหล่าเซวียได้สบายๆ
แต่บทความของศิษย์พี่บางคนนี่สิ มันเละเทะจนทนดูไม่ได้เลยจริงๆ
บทความดีๆ มักจะเหมือนกันไปหมด ส่วนบทความห่วยๆ ก็ดันมีข้อผิดพลาดไม่ซ้ำแบบกันเลย
เก็บเงินศิษย์พี่พวกนี้แค่ห้าร้อยหยวน เขาขาดทุนย่อยยับจริงๆ
อย่างเครื่องมือจัดการเอกสารอ้างอิงก็มีอยู่ตั้งมากมาย แต่ดันมีศิษย์พี่บางคนที่แม้แต่อ้างอิงเอกสารยังทำพลาดได้ แบบนี้เขาจะไปหาเหตุผลกับใครได้ล่ะ
ดังนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติที่เดิมทีตั้งใจจะพักผ่อน เขากลับต้องวุ่นอยู่กับการให้ความเห็นเรื่องบทความของบรรดาศิษย์พี่แทน
แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ไร้ข้อดีไปซะทีเดียว
อย่างน้อยเฉียวอวี้ก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยว่า การเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความรับผิดชอบนั้นต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน
อีกทั้งยังแน่วแน่กับตัวเองเลยว่า หากในอนาคตเขาได้เป็นศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ เวลาจะรับนักศึกษา เขาจะต้องเลือกอย่างเข้มงวดเด็ดขาด ต่อให้รับนักศึกษาไม่ได้สักคนจนดูเสียหน้า เขาก็จะไม่รับนักศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน และคิดแค่จะมั่วสุมเรียนเอาใบปริญญาไปวันๆ อย่างแน่นอน
ยังดีที่งานบทความพวกนี้ไม่ใช่บทความขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พื้นที่พิสูจน์ยืดยาว ปัญหาเดียวคือ ก่อนจะแก้บทความเหล่านี้ เขาจำเป็นต้องอ่านเอกสารงานวิจัยมากมายเสียก่อน ซึ่งรวมไปถึงเอกสารอ้างอิงในบทความและชุดข้อมูลต่างๆ ที่เหล่าเซวียเคยให้บรรดาลูกศิษย์ตัวจริงของเขาเอาไว้
บางทียังต้องอ่านเอกสารอ้างอิงของเอกสารอ้างอิงที่ถูกอ้างอิงมาอีกทอดหนึ่งด้วยซ้ำ
สำหรับเฉียวอวี้แล้ว กระบวนการอ่านหนังสือเหล่านี้ ทำให้เขาเข้าใจด้านคณิตศาสตร์อย่างลึกซึ้งขึ้นจริงๆ
การอ่านอย่างหนักตลอดกว่าครึ่งเดือนตุลาคม ทำให้ขอบข่ายความรู้กว้างขึ้น ในขณะเดียวกัน เฉียวอวี้ก็ค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างมาก เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารงานวิจัยภาษาจีนส่วนใหญ่นั้น นักคณิตศาสตร์ต่างชาติล้วนเป็นผู้ค้นพบก่อนทั้งสิ้น
งานบุกเบิกด้านคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ในประเทศ ล้วนเป็นการต่อยอดหรือขยายความจากเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว เฉียวอวี้แทบจะไม่เห็นเครื่องมือคณิตศาสตร์หรือแนวคิดคณิตศาสตร์ใหม่ๆ ที่ทำให้เขาตาลุกวาวได้เลย
อย่างน้อยเอกสารงานวิจัยที่เขาได้สัมผัสในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น
เอาเถอะ ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนมัธยมอย่างเขาจะต้องมารู้สึกอับอายเลย
หลักๆ ก็คือหนึ่งในเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้นั้น มันไปเกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ที่เขาตั้งใจว่าจะเกลียดไปชั่วชีวิตนี่สิ
อย่างเช่นศาสตราจารย์ที่ชื่อ Abhinav Kumar จาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้สร้างเครื่องมือทางคณิตศาสตร์หลายชิ้นสำหรับบทความเหล่านี้ เอกสารงานวิจัยของหัวเซี่ยหลายฉบับก็อ้างอิงถึงบทความที่ศาสตราจารย์คนนี้ตีพิมพ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน
เรื่องนี้ทำให้เฉียวอวี้หงุดหงิดนิดหน่อย นี่มันปี 2024 แล้วนะ ทำไมศาสตราจารย์คนนี้ยังไม่ยอมเปลี่ยนงานจากมหาวิทยาลัยที่กำลังจะตกกระป๋องอย่าง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ อีกเนี่ย
แต่ไม่ว่ายังไง เฉียวอวี้ก็ทำหน้าที่ได้คุ้มค่ากับค่าเรียนพิเศษสี่พันหยวนที่ได้รับมา
สำหรับศิษย์พี่ระดับปกติที่มีทัศนคติปกติก็ไม่ต้องพูดถึง เฉียวอวี้จัดการแก้งานให้อย่างเต็มที่ตามขั้นตอนมาตรฐานไปเลย หลังจากที่อ่านเอกสารงานวิจัยเพิ่มเติมมากมาย เขาก็ทำการปรับปรุงกระบวนการพิสูจน์บางส่วนด้วย
ส่วนศิษย์พี่อีกกลุ่มที่ระดับต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด เฉียวอวี้ก็ตั้งใจให้คำแนะนำเรื่องการตรวจสอบในจุดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเต็มที่เช่นกัน แก้ไขตามที่บอก ยังไงก็ต้องออกมาดีอยู่แล้ว ยังไงซะมันก็เป็นแค่งานชิ้นหนึ่งเท่านั้น
และด้วยเหตุนี้ เดือนตุลาคมทั้งเดือนของเฉียวอวี้จึงผ่านไปอย่างมีสาระเต็มเปี่ยม เขาต้องยุ่งวุ่นวายทุกวัน
แม้แต่ช่วงวันหยุดเจ็ดวันในวันชาติ ตอนที่โดนยัยเซี่ยเข่อเข่อลากไปเดินเล่น เขาก็มีเวลาว่างแค่ครึ่งวันเท่านั้น
เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือ เขาหมดไปกับการคลุกตัวอยู่ในห้องอ่านหนังสือที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
ช่วยไม่ได้ กฎของโลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ การทำเงินมันยากเย็นแสนเข็ญ
สิ่งที่ทำให้เฉียวอวี้โล่งใจที่สุดก็คือ เหล่าเซวียไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใดที่บรรดาศิษย์พี่จ่ายเงินให้เขาตรวจบทความ แน่นอนว่าศิษย์พี่เหล่านี้อาจจะไม่ได้เล่าให้เหล่าเซวียฟังเลยก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลไหน มันก็ทำให้เขามีความสุขมาก
แม้ตามทฤษฎีแล้ว เฉียวอวี้จะได้เตรียมข้ออ้างสำหรับพฤติกรรมนี้เอาไว้แล้วก็ตาม
ถ้าเหล่าเซวียรู้เข้า มันก็อ้างได้ว่าบรรดาศิษย์พี่กลัวเขาจะทิ้งการเรียน เลยรวบรวมเงินมาให้เขาเป็นค่าเรียนพิเศษ ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลมาก แต่พอต้องเผชิญหน้ากับเหล่าเซวีย ก็ยังอดเขินไม่ได้อยู่ดี เพราะขนาดเรื่องที่โรงเรียนเตรียมห้องอ่านหนังสือไว้ให้เขาเป็นการส่วนตัว เขายังเคยเอาไปอวดต่อหน้าเหล่าเซวียเลย
พลาดซะแล้ว เรื่องนี้ยิ่งย้ำเตือนให้เห็นเลยว่า ต้องเอาชนะความรู้สึกอยากอวดให้ได้ การก้มหน้าก้มตาหาเงินเงียบๆ ถึงจะเป็นทางออกที่ถูกต้อง
รักชีวิต อย่าเล่นต่งฮูให้มันมากนัก การทำตัวเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่ยังไม่รู้วิธีอวดอ้างสรรพคุณ ดูจะเหมาะกับคาแรกเตอร์ของเขามากกว่า
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ความโดดเด่นของคนบางคนก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจปกปิดไว้ได้...
“เฮ้อ... แม่ครับ จริงๆ นะ ช่วงนี้ผมพยายามทบทวนตัวเองมาตลอดเลย ว่าจะทำตัวเป็นคนโลว์โปรไฟล์ยังไงดี แต่ความเป็นจริงมันไม่ยอมให้ผมทำตัวกลมกลืนเลยนี่สิ! พรสวรรค์บ้าๆ ที่ไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้ของผมมันมักจะทะลักออกมาอยู่เรื่อยเลย แม่ว่าผมควรทำยังไงดีล่ะครับ”
“พูดจาให้มันเป็นผู้เป็นคนหน่อย!” เฉียวซีตวัดสายตามองลูกชายที่เพิ่งกลับมาจากการเรียนคาบค่ำ แล้วก็เริ่มถอนหายใจยาวๆ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ก่อนจะตะคอกใส่
“เอ่อ คะแนนการแข่งขันคณิตศาสตร์ลีกของนักเรียนมัธยมออกมาแล้วครับ อาจารย์หลานช่วยเช็กให้ ผมได้ที่หนึ่งของมณฑลล่ะ”
“เหอะ...” เฉียวซีแค่นหัวเราะ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูตามความเคยชิน
เฮ้อ เวลาผ่านไปเร็วจังเลยนะ นี่ก็วันที่ยี่สิบแปดตุลาคมแล้ว เจ้าเด็กนี่จะต้องเดินทางไกลอีกแล้ว







