“หยวนหยวนยังตัวเล็กแค่ไหน? แค่เด็กอายุเก้าเดือน เขาจะเข้าใจอะไรล่ะ?
ก็แค่แป้งเหนียวก้อนหนึ่ง ให้เขาเล่นก็เล่นไปเถอะ”
แม้แต่คุณปู่ผู้เป็นชาวนาเก่าทั้งชีวิตอย่างสวี่เฉิงโฮ่ว ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจว่านั่นคืออาหาร
แค่ตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น อย่างน้อยก็พอมีข้าวกิน ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อนนะ ขนาดข้าวยังไม่มีจะกิน ใครจะกล้าเอาอาหารมาเล่นแบบนี้?
ถ้าตอนพี่น้องของสวี่ซื่อเยี่ยนยังเล็ก แล้วกล้าทำแบบนี้นะ สวี่เฉิงโฮ่วคงฟาดลูกชายไปแล้วสักฉาดใหญ่ แถม โจวกุ้ยหลานแม่ของเด็กก็ต้องโดนด่าด้วย
แต่มาถึงหลานชายคนนี้ปู่ก็ใจอ่อนขึ้นมาเลยทันที หาข้อแก้ตัวสารพัด
“ก็เด็กแค่นี้ จะไปถือสาเขาทำไม?” คุณปู่กอดหลานชายพลางมองลูกชายด้วยสายตาตำหนิ
นี่แหละเหตุผลที่ไม่ควรอยู่บ้านเดียวกับคนแก่ ความรักที่มีต่อหลานมันล้นเกิน จนโอ๋เกินเหตุ
สวี่ซื่อเยี่ยนสูดหายใจลึก คิดว่าเงียบไว้เถอะ ไม่อยากเถียงกับพ่อ ยังไงปีใหม่ผ่านไปก็จะเริ่มสร้างบ้านแล้ว อย่างช้าสุดฤดูใบไม้ร่วง พ่อแม่ก็จะย้ายไปอยู่บ้านใหม่
ตอนนี้ก็อดทนไปก่อน ยังมีเวลาอีกเยอะไว้จัดการลูกตัวเองทีหลัง
“แม่ ผมไปเปลี่ยนเสื้อแล้วจะดูเตาให้ เดี๋ยวให้อิงจื่อเข้ามาช่วยแม่ห่อ”
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็พอจะห่อขนมเหนียวได้อยู่บ้าง แต่ว่าเขาเป็นผู้ชาย มือร้อน
แป้งเหนียวอยู่ในมือไม่กี่ที ก็ละลายกลายเป็นเละ ห่อขนมออกมาแล้วดูไม่ได้เลย
เมื่อก่อนอยู่บ้านใหญ่ สวี่ซื่อเยี่ยนมักจะดูเตาทอดขนมเหนียวเป็นประจำ งานแบบนี้เขาถนัด
“ได้ งั้นลูกไปดูเตา ให้อิงจื่อกลับมาห่อแทน แม่กับเธอจะได้เร็วขึ้น
พ่อของลูกก็ดูหลานไป เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
โจวกุ้ยหลานก็ไม่อยากพูดแรงว่าสามีเธอไม่มีประโยชน์ ก็เลยพูดแบบถนอมน้ำใจแค่บอกว่าให้เขาดูหลานพอ
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินไปห้องตะวันตก ถอดเสื้อโค้ท แล้วล้างมือ ก่อนจะรับไม้พายทอดมาจากมือซูอันอิง
การทอดขนมเหนียวต้องให้กระทะแห้ง ใส่แผ่นเหล็กสำหรับทอดไว้ในกระทะ
พอแผ่นเหล็กร้อน ก็ใช้ถุงใส่น้ำมันทาให้ทั่ว แล้วก็เอาขนมเหนียวที่ห่อไว้เรียงลงไป ปิดฝารอไว้สักพัก
พอด้านล่างของขนมเริ่มเหลืองและแข็ง ก็ใช้ไม้พายพลิกอีกด้าน ทอดให้เป็นสีทองเช่นกัน
ขนมเหนียวที่ทอดแบบนี้ พอเย็นแล้วก็เอาไปแช่แข็งไว้ กินเมื่อไรก็เอามานึ่งใหม่ได้เลย
แต่ถ้าอยากกินแบบที่พึ่งทอดใหม่ๆ ด้านนอกกรอบหน่อย ก็ต้องทอดนานขึ้นอีกนิด เพื่อให้สุกทั่วถึง
การดูเตาไม่ได้ยากอะไรมาก แค่คอยพลิกขนมในกระทะให้สม่ำเสมอ แล้วก็อย่าให้ไฟในเตาแรงเกินไปก็พอ
สวี่ซื่อเยี่ยนทำงานนี้คล่องแคล่วกว่าซูอันอิงเสียอีก
กำลังพอดี ในบ้านแม่สามีลูกสะใภ้ห่อขนม ข้างนอกสวี่ซื่อเยี่ยนดูเตา บรรยากาศลงตัวพอดี
จนถึงบ่ายสามโมง พอดีที่ไส้ถั่วและแป้งเหนียวก็หมดพอดี
โจวกุ้ยหลานกับซูอันอิงก็เก็บกวาดพื้นเตียงในห้องตะวันออก จัดการเก็บกะละมัง ตะแกรงต่างๆ ให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นซูอันอิงก็อุ้มสวี่ไห่หยวนเข้าห้องตะวันตกไปให้นม ส่วนโจวกุ้ยหลานลงจากเตียงไปเปิดโอ่งผักดอง เอาผักเปรี้ยวขึ้นมาสองสามต้น ล้างแล้วซอยเป็นเส้น
แล้วก็ไปเอาหัวไชเท้าดองเค็มจากโอ่งอีกใบมาอีกสองหัว ซอยเป็นเส้นเหมือนกัน
สวี่ซื่อเยี่ยนล่าหมูป่ากับหมีดำมาได้หลายตัวบนเขา บนเขาไม่มีเครื่องสกัดน้ำมันเลยไม่สามารถสกัดมันหมูได้
ก่อนหน้านี้ สวี่ซื่อเยี่ยนถือโอกาสระหว่างดูเตา เอามันหมูเข้ามาวางให้นิ่ม
ตอนนี้มันหมูเริ่มละลายได้ครึ่งหนึ่ง กำลังอยู่ในช่วงกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม เหมาะมาก
โจวกุ้ยหลานหั่นมันหมูให้เป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน จากนั้นเติมน้ำลงในหม้อ แล้วเริ่มเคี่ยวเอาน้ำมันออกมา
พอน้ำระเหยไปเรื่อยๆ ไขมันก็เริ่มออก น้ำมันในครัวเริ่มหอมอบอวลไปทั่ว
ในหม้อมีฟองเล็กๆ ผุดขึ้น เสียง "จี๊ดๆๆ" ดังไม่หยุด ไม่มีเสียงไหนไพเราะไปกว่านี้อีกแล้ว
โจวกุ้ยหลานใช้ทัพพีค่อยๆ ตักน้ำมันออกมาทีละหน่อย พอเสร็จขั้นสุดท้าย
ก็เร่งไฟให้มันฟู่ขึ้นอีกครั้ง แล้วใช้ตะแกรงช้อนใส่ลงในอ่าง
หลังจากนั้น ใช้หม้อที่เคี่ยวมันนี่แหละ ใส่ต้นหอมกระเทียมผัดให้หอม แล้วใส่ผักเปรี้ยวที่ซอยไว้ลงไปผัด ผัดจนหอมแล้วก็เติมน้ำต้ม
ส่วนอีกหม้อ ขนมเหนียวทั้งหมดทอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ขนมชุดสุดท้ายที่ทอดนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจทอดให้แห้งและเกรียมกว่าปกติเล็กน้อย ให้ทั้งสองด้านออกสีเหลืองเข้ม
“แม่ เย็นนี้กินแค่ขนมเหนียวกับผักเปรี้ยวก็พอแล้ว ไม่ต้องลำบากทำเพิ่มอีกหรอก”
ทำงานกันมาสองวันก็เหนื่อยพอแล้ว แค่มีอะไรกินได้ก็พอ ไม่ต้องจัดเต็ม
“อืม แม่จะผัดผักเค็มเพิ่มอีกจานก็พอ เจ้าห้าบอกว่าอยากกินผักดองฝอยบ้านเรา
ลูกคนนี้นะ แปลกจริงๆ ดันมาชอบของแบบนี้เสียได้”
โจวกุ้ยหลาน ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำกับข้าวมากมายอะไรนัก ถ้าไม่ใช่เพราะ สวี่ซื่อเสียงบอกว่าอยากกินผักดองฝอย เดิมทีเธอก็แค่กะว่าจะตุ๋นผักเปรี้ยวไว้เท่านั้นเอง
ในครัวมีเตาสองเตา เตาหนึ่งใช้ตุ๋นผักเปรี้ยว อีกเตารีบล้างให้สะอาด แล้วใช้มันหมูผัดผักกาดเขียวฝอย
ตอนเย็นก็เป็นแป้งข้าวเหนียวทอดใหม่ ๆ ร้อน ๆ ด้านนอกกรอบ ด้านในเหนียวนุ่ม หอมหวาน กินกับผักเปรี้ยวกับผักกาดเขียวฝอย
ยังมีผัดผักดองฝอยที่มีน้ำมัน หอมฉุย กรอบนอกนุ่มใน กรุบกรอบ จนทุกคนกินกันจนอิ่มแปล้
กินข้าวไป ฟังข่าวจากวิทยุไป พอกินข้าวเสร็จ พ่อกับลูกชายสามคนก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย
สวี่ซื่อเยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะถามว่าเจ้าห้าซึ่งเรียนอยู่ที่ทงฮวา เป็นยังไงบ้าง สวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยเล่าเรื่องในมหาวิทยาลัยให้ฟัง เลือกเล่าแต่เรื่องสนุก ๆ
สวี่เฉิงโฮ่วฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ คิดว่าดีแล้วที่เจ้าห้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่งั้นก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้
พ่อกับลูกชายทั้งสามคนคุยกันไปเรื่อยจนถึงสองทุ่มกว่า ๆ จนโจวกุ้ยหลานต้องมาคอยเร่งให้ทุกคนรีบเข้านอน ถึงได้แยกย้ายกันไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วเข้านอน
สวี่ซื่อเสียงกับสวี่ซื่อฉิน ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ในห้องตะวันออก ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยา และสวี่ไห่หยวน ลูกชายของเขาอยู่ที่ห้องฝั่งตะวันตก
สวี่ไห่หยวนเล่นซนทั้งวัน เหนื่อยมากกินนมเสร็จก็หลับแต่หัวค่ำ
สวี่ซื่อเยี่ยนก็นอนกอดภรรยา แล้วก็พูดคุยกันในผ้าห่มเรื่องที่เกิดขึ้นบนภูเขา
คุยกันไปคุยกันมาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็พากันหาวไม่หยุด
วันที่ 12 มกราคม ตามปฏิทินจันทรคติคือวันที่ 14 เดือนสิบสอง ได้เวลาเตรียมของสำหรับตรุษจีนแล้ว
พอกินข้าวเช้าเสร็จ สวี่ซื่อเยี่ยนก็จัดของใส่ไว้ มีแป้งข้าวเหนียวทอดประมาณห้าหรือหกชั่ง เนื้อกวางหนึ่งชิ้น ขาเนื้อชะมดหอมหนึ่งขา แล้วก็เอาเขากวางตัวผู้ไปหนึ่งอัน
ตั้งใจจะเอาไปให้ กัวโส่วเย่ เพราะเขาช่วยเหลือมาไม่น้อยใกล้จะถึงตรุษจีนแล้ว เอาของไปให้หน่อยก็ถือเป็นการแสดงน้ำใจ
กัวโส่วเย่ เห็นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ยังคงต้อนรับด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิม พอเห็นของที่เอามาให้มากขนาดนั้น ก็ไม่วายที่จะพูดถ่อมตัวเพื่อแสดงความขอบคุณ
“อ้าว? ซื่อเยี่ยนน้องรัก นายจะเอาหนังสือพิมพ์ไหม? ที่นี่พอดีมีหนังสือพิมพ์เก่าหลายฉบับว่าจะเอาไปจัดการ ถ้านายใช้ก็เอาไปเลย”
กัวโส่วเย่นึกขึ้นได้ว่าตามสำนักงานต่าง ๆ สะสมหนังสือพิมพ์เอาไว้มากมาย
ของพวกนี้อ่านแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะขายเป็นเศษกระดาษก็ได้ เขาเลยพูดกับสวี่ซื่อเยี่ยนขึ้นมาเล่น ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนพอได้ยินก็ยิ้มดีใจ “เอาสิ! แน่นอนสิ ฉันกำลังว่าจะไปร้านค้าเพื่อซื้อกระดาษมาแปะผนังอยู่พอดี ถ้ามีหนังสือพิมพ์ก็ยิ่งดีใหญ่เลย”
สมัยนี้บ้านส่วนใหญ่ยังเป็นผนังดิน พอนานเข้าผนังก็เริ่มหล่นเป็นก้อน ๆ ลงมา
พอใกล้ตรุษจีน หลายบ้านก็จะเอากระดาษมาแปะผนังใหม่
จะไปซื้อกระดาษขาวจากร้านค้าก็ได้ แต่ราคาแพง ถ้าได้หนังสือพิมพ์เก่ามาแทนก็ถือว่าคุ้มมาก
เพราะหนังสือพิมพ์หนากว่ากระดาษขาว แปะผนังแล้วแน่นหนากว่า
เพราะฉะนั้นพอสวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินว่ากัวโส่วเย่มีหนังสือพิมพ์ ก็รีบตอบตกลงทันที ของที่ให้ฟรี ๆ แบบนี้ใครจะไม่เอาล่ะ?
ขอหนังสือพิมพ์หน่อยก็ไม่ได้ดูเสียหายอะไร แถมยังช่วยประหยัดเงินค่ากระดาษด้วย ดีจะตาย
นี่ก็เพราะผู้อำนวยการกัวไม่ถือสาที่สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนนอก ถึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ให้ก่อน ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่แน่ว่าจะได้แบบนี้
กัวโส่วเย่ชอบนิสัยจริงใจของสวี่ซื่อเยี่ยนมาก เลยสั่งให้คนพาเขาไปที่คลัง
คว้าหนังสือพิมพ์เก่าสองมัดใหญ่ น้ำหนักน่าจะเกินสิบชั่ง ทั้งหมดก็ยกให้สวี่ซื่อเยี่ยนไปเลย







