กลับมาถึงหอพักก็เป็นเวลาอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน
ความจริงตามกฎแล้วเวลา 22:35 น. คือเวลาทำธุระส่วนตัว และ 23:10 น. จะต้องปิดไฟ
แต่นักเรียนม.6 ก็ยังมีอภิสิทธิ์อยู่บ้าง ขอแค่ไม่ส่งเสียงดังรบกวน จะใช้ไฟฉุกเฉินอ่านหนังสือ ครูดูแลหอพักก็ไม่ว่าอะไร
ทว่าหอพักในคืนนี้ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่สงบสุข
ชิงอวิ๋นที่อาบน้ำเสร็จและกลับมาถึงห้องพัก ผลักประตูเข้าไปก็ได้รับการต้อนรับด้วยการไต่สวนครั้งใหญ่ประจำหอพัก
ทางเดินระหว่างเตียงถูกจัดให้เป็นศาลไคเฟิง
"เวย...อู่..." 'หวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง จ้าวหู่' ถือไม้ถูพื้นกับไม้สอยผ้ากระทุ้งพื้น
โชคดีที่อยู่ชั้นหนึ่ง
"ผู้ที่อยู่เบื้องล่างคือใคร!"
'เปาบุ้นจิ้น' คนนี้นั่งวางมาดได้สมจริง บนหว่างคิ้วแปะกระดาษรูปพระจันทร์เสี้ยว ใช้พจนานุกรมซินหัวต่างไม้เคาะโต๊ะศาล ตบลงบนโต๊ะดังปัง
ชิงอวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กอย่างจนใจ "เปิ่นหวังชิงอวิ๋น"
เขามองออกแล้วว่า คืนนี้ถ้าไม่อธิบายให้กระจ่างก็อย่าหวังว่าจะได้นอน
เผิงชางซวี่ที่กำลังเตรียมจะพูดบทต่อไปว่า 'เจ้ารู้ความผิดหรือไม่' ถึงกับสำลักคำว่า 'เปิ่นหวัง' ของชิงอวิ๋น
เจียงซวี่ตง จัวล่าง มาร์ก และหยวนต๋า ทั้งสี่คนที่ถือไม้พลองศาลอยู่ก็หัวเราะกันจนตัวงอ
เจียงซวี่ตงถือไม้ถูพื้นกวัดแกว่งไปมาสองที "เปิ่นหวัง? ไอ้เล็ก นี่มึงคิดจะขัดขืนให้โดนโทษหนักใช่ไหม!"
ชิงอวิ๋นกางมือทั้งสองข้างออก "พวกมึงไม่ได้พูดอยู่ตลอดหรือไงว่ามั่นมั่นของกูเป็นจักรพรรดินี? สามีของจักรพรรดินีก็ต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สิวะ"
มาร์กกดหัวเขาลงทีหนึ่ง "ยังจะผู้สำเร็จราชการอีก! ไม่ใช่ว่าต้องเป็นฮองเฮาหรอกเหรอ?"
"นั่นดิ 'มั่นมั่นของกู' พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยนะมึง! ผู้สำเร็จราชการ? ถุย! มึงมันก็แค่ชายบำเรอ!"
ชิงอวิ๋นโกรธแล้ว ฮองเฮาบ้าบออะไรล่ะ!
แถมยังชายบำเรออีก!
"กูมันลูกผู้ชายตัวจริง! คิดว่ากูเป็นพวกกลัวเมียแบบพวกมึงหรือไง? แฟนพูดประโยคเดียวว่า 'จะนับหนึ่งถึงสาม' พวกมึงก็ต้องคุกเข่าแล้ว!"
ประโยคเดียวสามารถปลุกปั่นความโกรธแค้นของมวลชนได้สำเร็จ
แต่สองหมัดย่อมยากจะต้านทานสี่มือ...
ไม่สิ สิบมือต่างหาก
โดยเฉพาะเจียงซวี่ตงกับมาร์กที่ยังไม่มีแฟน ยิ่งลงมือหนักเป็นพิเศษ
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับหามไปรับ "ทัณฑ์ทรมานขัดเสา" เขาก็ได้แต่ต้องยอมสงบเสงี่ยมลง "มีอะไรจะถามก็ถามมาเถอะ"
เผิงชางซวี่ตบ 'ไม้เคาะโต๊ะศาล' ดังปัง "สารภาพมาตามตรง! มึงกับฉินมั่นมั่นตกลงมันยังไงกันแน่? ทำไมวันนี้ถึงได้คบกันกะทันหันแบบนี้!"
"แล้วก็! ทำไมกูถึงได้ยินมาว่าฉินมั่นมั่นเป็นคนสารภาพรักกับมึงก่อน?" มาร์กบีบหมัดกรอบแกรบ มองเขาด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี
เมื่อเห็นว่าคนอื่นก็อยากจะถาม ชิงอวิ๋นจึงโบกมือห้ามคำพูดของพวกเขา จากนั้นก็ชี้ไปที่โต๊ะด้วยท่าทางกวนโอ๊ย
"อยากฟังเรื่องราวเหรอ? ก็ต้องดูความจริงใจของพวกมึงแล้วล่ะ เอาของดีออกมาถวายเปิ่นหวังซะ! ไม่งั้นกูไม่รับประกันความจริงนะ"
ของดีในหอพัก แน่นอนว่าต้องเป็นพวกขนมขบเคี้ยวอย่างถั่วลิสง เมล็ดแตงโม คุกกี้ เนื้อวัวแห้ง และไส้กรอก
ฐานะทางบ้านของพวกเขาทั้งหลายก็ถือว่าไม่เลว ของพวกนี้จึงมีอยู่ไม่น้อยโดยธรรมชาติ
แต่การจะหยิบออกมาต้องใช้เวลา
เพราะถึงอย่างไรหอพักของโรงเรียนมัธยม โดยหลักการแล้วไม่อนุญาตให้นำขนมเข้ามา
เวลานี้แหละคือช่วงเวลาทดสอบทักษะการซุกซ่อนของนักเรียน
พอทุกคนได้ยินคำพูดของชิงอวิ๋น ก็เริ่มรื้อค้นตู้และลิ้นชักทันที เพราะยังไงซะ จะยอมเล่าหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง จะเล่ามากเล่าน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทว่าชิงอวิ๋นกลับอาศัยจังหวะนี้ หยิบสมุดจดของฉินมั่นมั่นออกมา และเริ่มท่องจำจุดสำคัญของวิชาชีววิทยาสำหรับวันนี้เป็นรอบที่สอง
ทฤษฎีความจำของเอบบิงเฮาส์
ปฏิบัติตามกฎของเส้นโค้งการลืมอย่างสมบูรณ์ นี่คือวิธีที่เขาเพิ่งได้สัมผัสตอนอายุสามสิบกว่าในชาติก่อน
เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เร่งเร้า
เพิ่งกลับมา พวกเขาเอาแต่จัด 'ศาล' จนยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน จึงถือโอกาสนี้ไปล้างหน้าล้างเท้าที่ห้องน้ำ
รอจนพวกเขากลับมา ชิงอวิ๋นก็ปิดสมุดจดลงพอดี
รอบที่สอง ใช้เวลาไม่มากนัก
"เรื่องนี้มันเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เราเข้าเรียนม.ปลาย..."
ชิงอวิ๋นแกะถั่วและเมล็ดแตงโม พลางเล่าอย่างเนิบนาบ ขณะเดียวกันก็แต่งเรื่องราวขึ้นมาในใจ
ในเรื่องเล่าของเขา ทั้งสองแอบมีใจให้กันตั้งแต่วันแรก จากนั้นก็เริ่มติดต่อกันอย่างลับๆ สิ่งที่พวกเผิงชางซวี่เห็นในวันนี้ ความจริงแล้วคือการสะสมมานานนับปี
มาร์กจับจุดบอดได้ "ไม่ถูกสิ! พวกมึงติดต่อกันยังไง? ปกติมึงก็อยู่กับพวกกูตลอด วันหยุดมึงก็กลับหมู่บ้านมึงไป จะเอาเวลาที่ไหนไปแอบติดต่อกัน?"
"นั่นดิ! พวกมึงไม่เคยส่งกระดาษโน้ตให้กันด้วยซ้ำ เมื่อก่อนฉินมั่นมั่นก็ไม่เคยเดินผ่านทางมึงเลย"
จัวล่างพูดพลางลุกขึ้นยืน สองมือบีบเข้าหากัน เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ไอ้เล็ก กูขอเตือนให้มึงสารภาพมาตามตรง ไม่งั้น..."
เผิงชางซวี่ชี้ไปที่ลูกกรงเตียงเหล็ก
ชิงอวิ๋นโยนถั่วลิสงเข้าปากเม็ดหนึ่ง แล้วพูดอย่างจนใจ "ใครกำหนดล่ะ ว่าจะติดต่อกันต้องส่งกระดาษโน้ตเท่านั้น?"
"ไม่ส่งกระดาษโน้ต แล้วพวกมึงคุยกันยังไง? ปกติก็ไม่เห็นพวกมึงคุยกันเลยนี่ ใช้สายตาเหรอ?" พวกเจียงซวี่ตงงงงวย
ชิงอวิ๋นหัวเราะหึๆ คำถามนี้ เขากับเธอเตี๊ยมกันไว้แล้วเมื่อคืนนี้
"พวกมึงไม่สังเกตเหรอ? กูกับมั่นมั่นชอบควงปากกาทั้งคู่ เวลาคิดโจทย์ ก็ชอบเอาปากกาเคาะโต๊ะเบาๆ?"
มาร์กได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัย ก่อนจะเริ่มนึกขึ้นได้ "เอ๊ะ! มึงไม่พูดกูก็ไม่ทันสังเกตเลยแฮะ เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ กูเห็นฉินมั่นมั่นนั่งเท้าคาง ปากกาในมือก็เคาะโต๊ะไปมาซ้ายขวาอยู่บ่อยๆ"
หยวนต๋าก็พยักหน้า "สถานการณ์ที่มาร์กพูดกูก็เคยเห็นหลายครั้งเหมือนกัน แต่ว่า นั่นมันหมายความว่าไง? พวกมึงใจสื่อถึงกันได้เหรอ?"
ชิงอวิ๋นส่ายหน้า "จะไปลี้ลับขนาดนั้นได้ยังไง!"
เขาหยิบกล่องดินสอของตัวเองมาวางบนโต๊ะ ไม่พูดอะไร เพียงแค่ยักคิ้วให้ทุกคน "ดูให้ดีนะ"
เผิงชางซวี่อยากจะบีบคอเขาให้รีบๆ ทำสักที
ชิงอวิ๋นหยิบปากกาออกมาด้ามหนึ่ง และเริ่มการแสดง
"เคาะโต๊ะคือ 'ติ๊ด' เคาะกล่องดินสอคือ 'ต๊าด' ควงปากกาก็คือสลับ นี่คือรหัสมอร์ส"
เขาหยิบกระดาษเปล่าออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนกฎของรหัสมอร์สลงไป
มาร์กแย่งปากกาในมือเขาไป เสียง 'ติ๊ด' 'ต๊าด' ดังขึ้นสองครั้ง "นี่คือ A?"
'ต๊าด' 'ติ๊ด' 'ติ๊ด' 'ติ๊ด' "นี่คือ B?"
'ต๊าด' 'ติ๊ด' 'ต๊าด' 'ติ๊ด' "นี่คือ C?"
ชิงอวิ๋นโบกมือห้ามท่าทางเงอะงะของเขา หยิบปากกาอีกด้ามออกมา แล้วแสดงให้พวกเขาดูอีกครั้ง
ง่ายมาก ยิ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ยากจน งานพาร์ตไทม์ก็ยิ่งเยอะ
ห้องโทรเลขของเมืองก็ตั้งอยู่ในโรงเรียน พนักงานโทรเลขก็คือยามของโรงเรียน
ชิงอวิ๋นที่อยู่หอพัก มักจะไปป้วนเปี้ยนป่วนคุณลุงยามอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ช่วยรับส่งโทรเลขด้วย
เสียง 'ติ๊ด' 'ต๊าด' ดังขึ้นต่อเนื่องในหอพัก มาร์กเทียบกับกฎแล้วจดบันทึกอย่างรวดเร็วอยู่ด้านข้าง
"ไปซ้อมเปียโนเป็นเพื่อนฉันหน่อย"
ลูกตาของเผิงชางซวี่แทบจะถลนออกมา
ปากของจัวล่างอ้ากว้างจนยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
เนื้อวัวแห้งในมือของเจียงซวี่ตงร่วงลงพื้น
ทั้งห้าคนในห้องพักต่างตกตะลึง
สุดยอดเด็กเรียนเขามีความรักกันแบบนี้เหรอ?
นี่มันเล่นละครสายลับชัดๆ!
หยวนต๋าได้สติกลับมาทันที "มึงหมายความว่า... พวกมึงไปเดตกันที่ห้องซ้อมเปียโนบ่อยๆ เหรอ?"
ห้องซ้อมเปียโนของโรงเรียน ในช่วงเวลากิจกรรมชมรมทุกสัปดาห์ จะเป็นของฉินมั่นมั่นแต่เพียงผู้เดียว
นี่คือสิทธิพิเศษที่โรงเรียนมอบให้ หลังจากที่เธอคว้ารางวัลเปียโนระดับนานาชาติ และนำวงดุริยางค์ไปแสดงอย่างสง่างามในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนี
คนอื่นอิจฉาไปก็เท่านั้น
"เชี่ยเอ๊ย! มิน่าล่ะถึงไม่มีใครสังเกตเห็นเลย! เส้นผมบังภูเขานี่เอง!" มาร์กร้องอุทาน
เผิงชางซวี่กลอกตาไปมา เอ่ยถามด้วยสีหน้าหื่นกาม "พวกมึงพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ววะ?"
ชิงอวิ๋นแบมือออก "วันนี้เพิ่งตกลงคบกัน อย่าคิดลึก พวกเรามีใจให้กันแต่ก็อยู่ในกรอบของศีลธรรม เมื่อก่อนก็แค่เธอซ้อมเปียโน กูทำการบ้านเท่านั้นแหละ
อย่างมากก็แค่คุยกันสองสามประโยค"
ทุกคนมีสีหน้าไม่เชื่อ ชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้อง จะแค่คุยกันสองสามประโยคเนี่ยนะ?
ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นสิถึงจะแปลก
เผิงชางซวี่ที่เดิมทีเริ่มจะสงสัยขึ้นมาบ้างแล้วก็จนใจ ท่าทางพยายามปฏิเสธอย่างสุดความสามารถของชิงอวิ๋น ในสายตาเขากลับกลายเป็นการยืนยันความสัมพันธ์นั้นให้หนักแน่นขึ้นไปอีก
สองคนนี้ต้องแอบกิ๊กกันมาตั้งนานแล้วแน่ๆ
ฉากใต้ตึกเรียนในวันนี้ ส่วนใหญ่คงเป็นการง้อขอคืนดีกันหลังจากทะเลาะกันมากกว่า
การส่งข้อสอบอย่างประหลาดของชิงอวิ๋นในการสอบก็ไม่ปกติอยู่แล้ว
และตอนที่ฉินมั่นมั่นส่งข้อสอบก่อนเวลา ก็เห็นได้ชัดว่ารู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
หรือไม่ก็เป็นเพราะทั้งสองคนตกลงกันไว้แล้ว ว่าจะประกาศตัวล่วงหน้าก่อนที่ช่วงพีกของความรักในวัยพลบค่ำของเด็กม.6 จะมาถึง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพวกผึ้งบ้าผีเสื้อคลั่งมารังควาน
"จะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ตามใจ!" หลังจากชิงอวิ๋นฝืนอธิบายไปสองสามประโยค ก็ทำได้เพียงยอมแพ้อย่างจนใจ
เขาเองก็ไม่ได้ถือว่าโกหก
ความจริงแล้ว ในช่วงเวลากิจกรรมชมรมของบ่ายวันศุกร์ทุกสัปดาห์ เขาอยู่ในห้องซ้อมเปียโนจริงๆ
เพียงแต่สาเหตุมันค่อนข้างจะซับซ้อนหน่อย
ชมรมของโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่มีเยอะมาก จนมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังต้องเหงื่อตก
กิจกรรมชมรมต้องจ่ายเงิน เขาจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย?
แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องเข้าร่วมชมรม
เรียนเก่ง ย่อมมีอภิสิทธิ์เสมอ
หลีฟางผิงจึงจัดการรื้อเอา "ชมรมศึกษาด้วยตัวเอง" ที่ล่มสลายไปนานหลายปีจากฝุ่นผงแห่งประวัติศาสตร์ขึ้นมา แล้วให้เขาเป็นประธานชมรม จากนั้นก็ให้ไปหลบอ่านหนังสืออยู่ในออฟฟิศแห่งนั้น
ตอนที่โรงเรียนยกห้องซ้อมเปียโนให้ฉินมั่นมั่น ไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด
ตอนที่พบฉินมั่นมั่นในห้องซ้อมเปียโนครั้งแรก เขายังตกใจ นึกว่าเดินเข้าผิดห้อง
ตอนนั้นฉินมั่นมั่นเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ดีดเปียโนต่อไป
เธอไม่ปริปากพูด เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับคนซุ่มซ่ามคนนี้
เรื่องที่โรงเรียนประกาศต่อหน้าสาธารณชน เธอไม่เชื่อหรอกว่าชิงอวิ๋นจะไม่รู้
ส่วนในฐานะประธาน "ชมรมศึกษาด้วยตัวเอง" ชิงอวิ๋นก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับผู้บุกรุกเช่นกัน เขาเดินเข้าไปในห้องซ้อมเปียโนตามใจชอบ นั่งลงที่โต๊ะด้านข้างและเริ่มศึกษาด้วยตัวเอง
การอ่านหนังสือไปฟังเพลงไป ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นคนที่เล่นเปียโนยังเป็นเธอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ชิงอวิ๋นไม่อยากจากไปไหน
ส่วนฉินมั่นมั่นแม้ในใจจะด่าว่าอันธพาล แต่เธอเป็นคนใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อเห็นว่าชิงอวิ๋นเพียงแค่อ่านหนังสือ เธอก็พอจะเดาสาเหตุได้บ้าง จึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เด็กหนุ่มอ่านหนังสือ เด็กสาวเล่นเปียโน โดยไม่รู้สึกว่ารบกวนซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างอยู่เป็นเพื่อนกันและใช้เวลาในช่วงบ่ายวันศุกร์ไปแบบนี้
นี่กลายเป็นความลับเล็กๆ ที่ทั้งสองต่างเพลิดเพลินร่วมกัน
"เอ๊ะ? ไอ้เล็ก วิธีของมึงเนี่ย... เอามาใช้โกงข้อสอบได้หรือเปล่าวะ?" ในดวงตาของเผิงชางซวี่เปล่งประกายเจิดจ้า
เมื่อเทียบกับการส่งข้อความแล้ว การใช้รหัสมอร์สส่งคำตอบข้อสอบปรนัยมันไร้เทียมทานชัดๆ
ชิงอวิ๋นยังไม่ทันตอบ จัวล่างก็ปฏิเสธความคิดนี้ "เป็นไปไม่ได้หรอก พวกเราไม่ได้อยู่ห้องสอบเดียวกันสักหน่อย"
"ครูประจำชั้นของพวกเราก็เคยบอกไว้ ถึงพวกเราจะได้สอบในสนามเหย้า แต่ตอนจัดห้องสอบ เขาจะจับนักเรียนห้องเดียวกันแยกย้ายไปอยู่คนละห้องทั้งหมด
ยกเว้นว่าจะใช้กันในระดับสเกลใหญ่ ทุกคนในโรงเรียนเราเข้าร่วมหมดนั่นแหละ ถึงจะเป็นไปได้"
ชิงอวิ๋นส่ายหน้า "จะเป็นไปได้ยังไง! ถ้าทุกคนเข้าร่วม คาดว่าสอบเสร็จคงมีคนไปฟ้อง ป่าใหญ่ย่อมมีนกทุกชนิด"
มาร์กรู้สึกเสียดายเล็กน้อย และพูดต่อ "นอกจากว่าจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"
แต่พูดจบเขาก็หัวเราะออกมา "เลิกคิดเถอะ พวกต่างอำเภอน่ะอาจจะเป็นไปได้ แต่ที่จิ่นเฉิงไม่มีทางหรอก"
เจียงซวี่ตงมีสีหน้าอิจฉา "ข้อสอบเกาเข่าของต่างอำเภอล้วนถูกล็อกไว้ในสำนักงานการศึกษา แต่ของจิ่นเฉิงถูกล็อกไว้ในห้องนิรภัยของธนาคารประชาชนโดยตรง อยากขโมยก็ขโมยไม่ได้"
หยวนต๋าแค่นหัวเราะ "คิดบ้าอะไรอยู่! ต่อให้เป็นต่างอำเภอ ก็มีคุณอาตำรวจอาวุธคอยยืนเฝ้ายามทุกสามก้าวห้าก้าวเหมือนกันแหละ"
พ่อของหยวนต๋าทำงานอยู่สำนักงานการศึกษาอำเภอหนานปู้ การที่เขารู้เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ชิงอวิ๋นมองหยวนต๋าอย่างจนใจ ริมฝีปากขยับมุบมิบสองสามที แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"เลิกคิดเรื่องนอกลู่นอกรอยพวกนี้ได้แล้ว เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่สิบวัน พยายามกันหน่อย พวกเราต้องมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัย 985 ให้ได้ทั้งหมด!"
เผิงชางซวี่ในฐานะพี่ใหญ่ของหอพักยื่นมือออกมา ทุกคนวางมือซ้อนทับลงไป เตรียมจะตะโกนสโลแกนสักสองประโยคแล้วค่อยขึ้นเตียง
ทว่าตอนนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังมาจากหน้าประตู "กี่โมงกี่ยามแล้ว! ยังไม่นอนกันอีก!"
เป็นเสียงของครูดูแลหอพักเหล่าอ๋าว
ทุกคนที่ได้รับการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นจนพอใจแล้ว แปรงฟันเสร็จก็รีบปีนขึ้นเตียงทันที
ชิงอวิ๋นก็ไม่ข้อยกเว้น แต่หลังจากขึ้นเตียงแล้ว เขากลับเปิดไฟฉุกเฉิน
ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ มุ้งแต่ละหลังในห้องพักล้วนมีแสงไฟสว่างขึ้นมา แต่มีผ้าม่านบังแสงไว้ จึงไม่รบกวนกันและกัน
นักเรียนม.6 ห้าทุ่มกว่าแบบนี้ ใครจะนอนหลับลง?
ภายในมุ้ง ชิงอวิ๋นเปิดเอกสารทบทวนวิชาภาษาจีน
ข้อสอบเกาเข่าวิชาภาษาจีนในปี 2003 ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม 18 คะแนนแรกคือการประยุกต์ใช้ตัวอักษร คำศัพท์ และประโยค
และใน 18 คะแนนนี้ เป้าหมายของเขาคือ 15 คะแนน
ข้อสอบพินอินข้อแรก เขายอมแพ้อย่างสิ้นเชิง
ช่วยไม่ได้ ในฐานะชาวซีสู่แต่กำเนิด การที่พูดภาษาจีนกลางไม่ผ่านเกณฑ์ถือเป็นเรื่องปกติมาก
ยังไงซะข้อสอบพินอินก็ไม่เป็นมิตรกับชาวซีสู่อย่างยิ่ง ทุกคนก็เหมือนกันหมด สามคะแนนนี้ต้องลงแรงมากเกินไป ไม่จำเป็นเลยสักนิด
ส่วน 5 ข้อด้านหลัง ไม่ต้องทบทวนก็ยังได้
ต่อให้วิทยานิพนธ์ของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยจะไร้สาระแค่ไหน ก็ต้องระวังเรื่องเขียนคำผิดและความหมายของคำศัพท์
เพื่อนร่วมอาชีพบางคนชอบจับผิดเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ
เพราะการกลายเป็นตัวตลกเพราะเรื่องแบบนี้มันไม่คุ้มกันเลย
ส่วนภาษาจีนโบราณ เขาจำได้ว่าเป็นบทความหนึ่งจากจือจื้อทงเจี้ยน แต่ลืมไปนานแล้วว่าเป็นบทไหน
ด้วยเวลาแค่ไม่กี่สิบวันนี้ เขาไม่มีทางเอาหนังสือจือจื้อทงเจี้ยนออกมาอ่านอย่างละเอียดได้หรอก
แต่ทว่า ความสามารถบางอย่างก็พุ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงสอบเกาเข่า และความสามารถบางอย่างก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป ภายใต้การเคี่ยวกรำของวันวัย
การอ่านคือหนึ่งในนั้น
อีกทั้งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่คอยช่วยเหลือนักศึกษามาตลอดทั้งปี ชิงอวิ๋นก็ยิ่งเข้าใจแนวคิดของคนออกข้อสอบมากขึ้นเรื่อยๆ
การอ่านจับใจความ ไม่ทบทวนก็ช่างมันเถอะ
หัวข้อเรียงความเขาจำได้แม่นยำ แค่เขียนล่วงหน้าไว้บทหนึ่ง ปรับแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็ท่องจำให้ขึ้นใจก็จบเรื่อง
คะแนนเรียงความตั้งแต่ 54 คะแนนขึ้นไปต้องใช้พรสวรรค์ แต่ถ้าต่ำกว่า 54 คะแนน สิ่งที่วัดกันคือความเข้าใจและการควบคุมรูปแบบการเขียนแปดส่วน
จะเอาหัวข้อเรียงความไปให้คนอื่นพิจารณาเหรอ?
เขาไม่ได้โง่ขนาดนั้น
ฉินมั่นมั่นไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนคนอื่นๆ ที่คุ้นเคยกับเขา ก็ไม่เคยเห็นใครสอบตกเพียงเพราะคะแนนไม่กี่คะแนนนี้
สำหรับวิชาภาษาจีน จุดสำคัญของเขาคือบทกวีและคำคม 10 คะแนนตรงนี้นี่แหละ ที่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่สิบวันนี้
เอกสารทบทวนสรุปไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ ท่องจำก็จบแล้ว
ส่วนถ้าข้อสอบออกเกินขอบเขต เขาก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน
เพราะถึงอย่างไร การสอบเกาเข่าก็คือการแข่งขันกับคนในมณฑลเดียวกัน
ในฐานะโรงเรียนแนวหน้าของซีสู่ หากโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่มีข้อบกพร่องในเอกสารทบทวน ก็เสียแรงที่ถูกขนานนามว่าเป็นโรงเรียนสายศิลป์ชั้นนำแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ยังพลาด โรงเรียนอื่นก็คงไม่ดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก







