สวี่อิงกับกัวเสี่ยวเตี๋ยเดินเตร็ดเตร่อยู่ในวังหลวง เวลานี้ยังเป็นยามวิกาล ภายในวังหลวงเงียบสงัดมาตั้งนานแล้ว หยวนชีเล่นซนเป็นเพื่อนกัวเสี่ยวเตี๋ย พวกเขาราวกับเป็นภูตผี วิ่งไปตำหนักนี้เพื่อหลอกขันทีน้อยสองสามคน แล้วก็วิ่งไปอีกตำหนักเพื่อหลอกนางกำนัลอีกหลายคน
หยวนชีจะเลื้อยพันคอขันทีหรือนางกำนัล แล้วกระซิบกระซาบใส่พวกเขา กัวเสี่ยวเตี๋ยจะวิ่งไปดึงผ้าห่ม ทำเอาคนที่อยู่ในผ้าห่มตกใจกลัวจนหดตัวเป็นก้อนกลม
สวี่อิงไม่ได้ร่วมเล่นพิเรนทร์กับพวกเขา แต่เดินค้นหาไปทั่ว พยายามตามหาวิชาค้นหามังกรระบุตำแหน่งของเขตแดนเร้นลับอวี้จิงแห่งตระกูลหลี่ ทว่าหาอย่างไรก็ไม่พบเสียที
ระฆังใหญ่บินไปบินมา พอเห็นว่าใต้ชายคาตำหนักมีระฆังแขวนอยู่ ก็วิ่งเข้าไปชนสักที ระฆังใบนั้นส่งเสียงดังกังวาน ทว่าเสียงนั้นกลับส่งไปไม่ถึงเสินตูที่สอง
คืนนี้ วังหลวงผีหลอก
ตำหนักเต๋อหรง กัวเสี่ยวเตี๋ยชะโงกหน้าเข้าไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยออกมาด้วยใบหน้าแดงซ่าน ปิดกั้นหยวนชีที่กำลังจะเข้าไปพลางกล่าวว่า "อย่าเข้าไปเลย ฮ่องเต้กับพระสนมกำลังนอนหลับอยู่ข้างใน น่าอายชะมัด"
หยวนชีรู้ว่านี่เป็นเรื่องน่าอาย จึงไม่ได้เข้าไป
พวกเขาเข้าไปในตำหนักเต๋อซินที่อยู่ด้านข้าง หยวนชีรู้สึกประหลาดใจในใจ "เดี๋ยวก่อน ฮ่องเต้ถูกปรมาจารย์ตระกูลกัวทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักบูรพาไม่ใช่หรือ อาการบาดเจ็บของเขาหายเร็วปานนี้เชียว?"
เวลานั้น กัวเสี่ยวเตี๋ยก็ถ่มน้ำลายออกมาอีกคำ ถอยออกจากตำหนักเต๋อซินแล้วกล่าวว่า "ตำหนักนี้ก็เข้าไม่ได้ ฮ่องเต้กับพระสนมกำลังนอนหลับอยู่ข้างในน่ะสิ"
หยวนชีตามนางไป ถามด้วยความไม่เข้าใจ "เมื่อครู่เพิ่งมีฮ่องเต้พักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักบูรพาองค์หนึ่ง ตอนนี้ก็มีฮ่องเต้อีกสององค์กำลังนอนกับพระสนม ในวังหลวงมีฮ่องเต้กี่องค์กันแน่?"
กัวเสี่ยวเตี๋ยคล้ายจะนึกขึ้นได้ เบิกตากว้างมองไปทางตำหนักเต๋อซิน โพล่งออกมาว่า "หรือว่าพวกเราจะเจอผีเข้าแล้ว? มิเช่นนั้นทำไมถึงเห็นฮ่องเต้ตั้งสามองค์?"
สวี่อิงตามหาจนมาถึงตำหนักชิงฮั่ว ในใจพลันสะดุ้ง เห็นเพียงเผยตู้นั่งตัวตรงนิ่งไม่ไหวติง เบื้องหลังมีถ้ำสวรรค์เก้าชั้นสั่นไหวเล็กน้อย
ส่วนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาเป็นเด็กหนุ่มชุดเหลือง ซึ่งก็นั่งตัวตรงนิ่งไม่ไหวติงเช่นกัน ด้านหลังก็มีถ้ำสวรรค์เก้าชั้นปรากฏขึ้นมา ร่างอันใหญ่โตของมังกรเขียวตัวหนึ่งทะลุผ่านถ้ำสวรรค์ทั้งเก้า ดูดุร้ายน่าเกรงขาม กรงเล็บมังกรตะปบถ้ำสวรรค์สองแห่งของเผยตู้เอาไว้
ทั้งสองมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า มองหน้ากันและกัน กลิ่นอายของแต่ละฝ่ายผันผวนไม่คงที่
ทันใดนั้น คนทั้งสองคล้ายจะสัมผัสได้ถึงสวี่อิง จึงหันขวับมามองพร้อมกัน แม้จะอยู่คนละโลก แต่สวี่อิงก็ยังรู้สึกได้ว่าสายตาของทั้งสองตกกระทบลงบนร่างของตน!
"สองคนนี้ตบะสูงส่งนัก!"
เขาไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ รีบถอยออกจากตำหนักชิงฮั่วทันที ทว่าภายในตำหนักชิงฮั่วกลับมีเสียงมังกรคำรามสั่นสะเทือน เสียงมังกรคำรามนั้นถึงกับส่งผ่านจากเสินตูมายังเสินตูที่สอง ดังเข้าหูเขาอย่างชัดเจน!
กรงเล็บมังกรขนาดยักษ์ข้างหนึ่งฉีกกระชากท้องฟ้าของเสินตูที่สองออกอย่างกะทันหัน ก่อนจะตะปบมาทางเขา!
ภายในตำหนักชิงฮั่ว อัครเสนาบดีเผยตู้ยกมือขึ้น คว้าจับไปในความว่างเปล่า เอ่ยเสียงเบาว่า "พระมาตุลาหลี่ ไฉนต้องลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ด้วย?"
กรงเล็บมังกรนั้นยังไม่ทันร่วงหล่นลงมา จู่ๆ ก็ถูกพลังไร้สภาพขุมหนึ่งสกัดเอาไว้ ขวางกั้นอยู่กลางอากาศ
ในตำหนักชิงฮั่ว เผยตู้กับพระมาตุลาหลี่ปะทะกันหลายกระบวนท่าในช่วงเวลาสั้นๆ ทุกครั้งที่เผยตู้ลงมือล้วนดูราบเรียบไร้ร่องรอย ทว่าพระมาตุลาหลี่กลับถูกกระแทกจนลมปราณปั่นป่วน ในใจลอบตื่นตระหนก
องค์ชายหลี่จ้าวโหลวตายในจวนตระกูลเผย เผยตู้มาที่วังหลวงเพื่อขอรับผิด พระมาตุลาหลี่รู้ว่าการตายของหลี่จ้าวโหลวต้องมีเงื่อนงำ แต่ก็รู้ด้วยว่าเผยตู้จะต้องลบความทรงจำของเผยจิ่งทิ้งไปอย่างแน่นอน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้แม้แต่น้อย
เขาจึงใช้กำลังรั้งเผยตู้เอาไว้ ทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน พระมาตุลาหลี่ลงมือจับกุมถ้ำสวรรค์ทั้งสองของเผยตู้เอาไว้เพื่อเป็นการลงโทษ
ในขณะเดียวกัน การถ่วงเวลาเผยตู้ไว้ เผยตู้ก็จะไม่สามารถกลับไปคุ้มครองสวี่อิงได้ เป็นการเปิดโอกาสให้ฮ่องเต้เซิ่งเสินลงมือ
เดิมทีเขาคิดว่าจะสามารถกดดันเผยตู้ได้อย่างมั่นคง นึกไม่ถึงว่าการปะทะกันครั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่เขาตะปบถ้ำสวรรค์ทั้งสองของเผยตู้จนได้เปรียบอย่างเต็มที่ เผยตู้กลับยังสามารถป้องกันการโจมตีของเขาได้ ซ้ำยังกระแทกเขาจนลมปราณพลุ่งพล่าน!
"อัครเสนาบดีผู้นี้ ลมปราณกล้าแข็ง ราวกับมหาสมุทรจริงๆ!" เขาแอบชื่นชมอยู่ในใจ
"มีมารร้ายซ่อนตัวอยู่ในเสินตูที่สอง แอบสอดแนมวังหลวง!"
แม้พระมาตุลาหลี่จะชื่นชมในระดับตบะของเผยตู้ แต่การลงมือกลับไม่ปรานีแม้แต่น้อย เขากล่าวเสียงเย็นชา "เปิ่นหวางจะจับกุมมารร้าย เสนาบดีเผยก็จะขัดขวางหรือ?"
เผยตู้ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหดฝ่ามือกลับเข้าไปในแขนเสื้อ
ความกดดันของพระมาตุลาหลี่มลายหายไปทันที รีบเร่งเร้าวิชานั่ว มังกรแท้จริงยื่นกรงเล็บ ตะปบไปทางสวี่อิง!
"กว๊าง!"
เสินตูที่สองเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ระฆังใหญ่บินพุ่งเข้ามาขวางทาง ปะทะเข้ากับกรงเล็บมังกร เสียงระฆังดังกึกก้อง กระแทกกรงเล็บมังกรเขียวนั้นจนแตกละเอียด!
ระฆังใหญ่ใบนี้ก็ถูกกระแทกจนทรงตัวไม่อยู่ พุ่งชนเข้าหาสวี่อิง สวี่อิงรีบยื่นสองมือออกไปยันผนังระฆังเอาไว้ ก่อนจะถูกพลังมหาศาลผลักให้ถอยร่นไปด้านหลัง
เขากระเด็นชนเข้าไปในตำหนักชิงฮั่วเสียงดังปัง พุ่งทะลุผ่านระหว่างเผยตู้กับพระมาตุลาหลี่ไป ภายในตำหนักชิงฮั่วคล้ายมีลมพัดกรรโชกเข้ามาในพริบตา กระดาษปลิวว่อน แต่กลับมองไม่เห็นเงาคน!
พระมาตุลาหลี่แค่นเสียงฮึดฮัด กุมมือขวาของตัวเองเอาไว้ ฝ่ามืออาบชุ่มไปด้วยเลือด เป็นเพราะเมื่อครู่มังกรเขียวตะปบกรงเล็บ จึงถูกระฆังใหญ่ทำร้ายจนมือขวาบาดเจ็บ
"ปัง!"
กำแพงด้านหนึ่งของตำหนักชิงฮั่วถูกชนจนพังทลาย สวี่อิงถึงค่อยสลายพลังที่ส่งมาจากระฆังใหญ่ไปได้
พระมาตุลาหลี่ตื่นตระหนกระคนสงสัย "มารร้ายเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียว?"
เขาไม่สะกดข่มเผยตู้อีกต่อไป ลุกขึ้นคว้าธูปดอกหนึ่งในกระถางธูป นำเลือดจากมือขวาของตนไปป้ายลงบนธูป นิ้วกระบี่วางไว้ใต้ริมฝีปาก พึมพำท่องคาถาเสียงเบา
สวี่อิงเพิ่งพาระฆังใหญ่พุ่งออกจากตำหนักชิงฮั่ว เงยหน้าขึ้นก็เห็นกลิ่นอายธูปเทียนลอยวนอยู่กลางอากาศ กลายสภาพเป็นใบหน้าของพระมาตุลาหลี่ ชะโงกเข้ามาในเสินตูที่สองพลางแค่นหัวเราะ "ข้าล่ะอยากจะเห็นนักว่าพวกเจ้าเป็นใคร!"
สวี่อิงรีบคว้าเศษผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้า ระฆังใหญ่ก็ดึงผ้าม่านชิ้นหนึ่งมาคลุมร่างตัวเอง ปิดบังใบหน้าเอาไว้เช่นกัน
หนึ่งคนหนึ่งระฆังรีบวิ่งออกไปด้านนอก ประจวบเหมาะกับที่กัวเสี่ยวเตี๋ยและหยวนชีวิ่งมาพอดี หนึ่งคนหนึ่งงูกำลังวิ่งออกไปด้านนอกเช่นกัน บนใบหน้าของกัวเสี่ยวเตี๋ยมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งปิดบังอยู่ งูใหญ่ไม่รู้ไปเก็บผ้าห่มมาจากไหนเอามาคลุมหน้าตัวเองไว้ กระทั่งหน้าผากก็ยังปิดไม่มิด
พวกเขาลุกลี้ลุกลนหนีออกจากวังหลวง เห็นเพียงใบหน้าใหญ่โตที่เกิดจากควันธูปของพระมาตุลาหลี่ยังคงบินไปบินมาอยู่กลางอากาศ เพื่อค้นหาร่องรอยของพวกเขา
เขาไม่มีการนำทางอันศักดิ์สิทธิ์ของหอหลิงเยียน จึงไม่สามารถจุติร่างจริงลงมายังเสินตูที่สองได้
สวี่อิงและพวกหลบหลีกใบหน้าใหญ่นี้ไปได้ ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดึงสิ่งที่ปิดบังใบหน้าออกแล้วกล่าวว่า "ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน กลับจวนตระกูลกัวแล้วค่อยว่ากัน!"
ตอนที่เดินผ่านจวนตระกูลหยวน กัวเสี่ยวเตี๋ยก็หัวเราะขึ้นมากะทันหัน "ป่านนี้ไม่รู้พี่เว่ยยางกำลังอาบน้ำหรือนอนหลับอยู่? ข้าไปดูหน่อยดีกว่า!"
นางแอบเข้าไปในจวนตระกูลหยวน
ผ่านไปครู่หนึ่ง กัวเสี่ยวเตี๋ยก็เดินออกมาจากจวนตระกูลหยวนด้วยท่าทางเหม่อลอย สวี่อิงโบกมือไปมาตรงหน้านาง นางก็ไม่ตอบสนอง
"นางกำลังอาบน้ำ"
จู่ๆ กัวเสี่ยวเตี๋ยก็พูดประโยคที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยออกมา "นางกำลังดึงขนออกมาเส้นหนึ่ง เจ้ารู้ไหม? ดึงแรงๆ แบบนั้นเลย"
น้ำตาของนางไหลรินลงมาตามใบหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ข้อศอกกดลงบนไหล่ของสวี่อิง ร้องไห้โฮออกมาพลางสะอื้นว่า "นางถอนขน หยาบคายมาก! ข้าไม่ชอบนางแล้ว!"
จิตใจของนางสับสนวุ่นวาย เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ในหัวมีเสียงหนึ่งตะโกนโหวกเหวก "แต่ว่า เรื่องพวกนี้ล้วนไม่สำคัญเลยสักนิด ทว่าทำไมพี่เว่ยยางถึงเป็นผู้หญิงล่ะ?"
สวี่อิงไม่รู้ว่าในหัวของนางกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เขาตบไหล่นางเบาๆ ไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจอย่างไรดี
กัวเสี่ยวเตี๋ยร้องไห้โฮอยู่นาน ทำเอาเสื้อผ้าตรงหัวไหล่ของสวี่อิงเปียกชุ่มไปหมด ในที่สุดก็ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมดสิ้น ก่อนจะเช็ดน้ำตาและน้ำมูก
สวี่อิงไม่รู้ว่านางเศร้าเสียใจเพราะเหตุใด จึงยิ้มพลางกล่าวว่า "พวกเราไปดูทางฝั่งต้นหลิวเดียวดายกันเถอะ"
กัวเสี่ยวเตี๋ยอืมตอบคำหนึ่ง เดินตามเขาไปเงียบๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าท่อนแขนของเด็กหนุ่มข้างกายผู้นี้แข็งแรงมาก ไหล่ก็กว้าง เมื่อครู่ที่พิงไหล่เขาร้องไห้โฮ ในใจรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
นิ้วชี้ของนางแอบดึงเสื้อซับในลงมาด้านล่างเล็กน้อย คิดในใจว่า "ความสง่างามของราชันย์ปีศาจสวี่ ไม่ด้อยไปกว่าพี่เว่ยยางเลย น่าเสียดายที่พี่เว่ยยางเป็นผู้หญิง... เดี๋ยวก่อน หยวนเว่ยยางคงไม่ได้หมายตาราชันย์ปีศาจสวี่เหมือนกันหรอกนะ? นังตัวดี!"
พวกเขาเดินผ่านต้นหลิวเดียวดาย ต้นหลิวต้นนี้ดูใหญ่โตขึ้นมากเมื่ออยู่ในเสินตู สูงตระหง่านเทียมเมฆ ทว่ากลับมีกลิ่นอายผีสางเย็นเยือก น่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก
กิ่งหลิวแต่ละกิ่งปลิวไสวอยู่กลางอากาศ ที่ปลายกิ่งหลิวมีศีรษะที่ขาดสะบั้นของวิญญาณผีเสียบอยู่
สัมภเวสีไร้หัวเหล่านั้นยืนอยู่บนกิ่งหลิวอันอวบหนา มั่นคงราวกับนก ร่างไร้หัวของพวกเขาหันเข้าหาสวี่อิง สวี่อิงและพวกเดินไปทางไหน พวกเขาก็หันไปทางนั้น
ทว่าศีรษะที่แขวนอยู่ตรงปลายกิ่งหลิวกลับไม่ได้มองพวกเขา แต่หันหน้าเข้าหาต้นหลิว ใบหน้าแต่ละใบหน้าล้วนประดับด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่น แต่ละหัวต่างกำลังกระซิบกระซาบ ราวกับกำลังพูดคุยความลับกับต้นหลิวเดียวดาย
"พวกเขากำลังบูชาเทพ"
สวี่อิงได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ ในใจพลันไหววูบ "ต้นหลิวต้นนี้ควบคุมผีที่ถูกตัดหัวเหล่านี้มาบำเพ็ญเพียร มันต้องการใช้ควันธูปเพื่อกลายเป็นเทพ!"
เส้นทางที่ต้นหลิวเดิน เห็นได้ชัดว่าเป็นเส้นทางของการใช้ควันธูปเพื่อกลายเป็นเทพ!
ความวุ่นวายในช่วงหลายปีมานี้ ใต้ต้นหลิวเดียวดายมีคนถูกตัดหัวประจานไปมากเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้ ความแค้นฝังลึกจนไม่อาจจินตนาการ!
"มันใช้ความแค้นของผีไร้หัวมาบำเพ็ญเพียร หากสำเร็จขั้นสูงสุด เกรงว่าจะชั่วร้ายอย่างยิ่ง!"
สวี่อิงคิดในใจ "แต่มีนักบุญทั้งหลายแห่งหอหลิงเยียนคอยสะกดข่มเอาไว้ มันคงก่อคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนัก"
กัวเยว่รอคอยอยู่นานแล้ว เมื่อเห็นพวกเขามาถึง ในที่สุดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เอ่ยเร่งเร้าติดๆ กัน ทุกคนรีบร้อนออกจากเสินตูที่สอง
เมื่อออกมาด้านนอก ก็เห็นว่าพายุฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าสดใสขึ้นมา ท้องฟ้ายามราตรีราวกับถูกชะล้าง ดวงดาวพราวระยับ
พ่อบ้านตระกูลกัวเข้ามาจัดการให้สวี่อิงพักผ่อน ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างสงบสุข
วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นมา สวี่อิงไม่ได้ไปกินข้าวเช้า แต่เริ่มสูดลมหายใจบำเพ็ญเพียรอยู่ในลานบ้านก่อน บนท้องฟ้ามีนาเต๋าขนาดห้าหกหมู่ เมล็ดเต๋าร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝนแสง
สวี่อิงกระตุ้นลมปราณ เร่งเร้าเคล็ดวิชาชักนำไท่อี พลังของขุมทรัพย์ลับหนีหวานในร่างกายถูกชักนำ ทะเลโกลาหลเกิดคลื่นกระเพื่อม เบื้องหลังปรากฏปราณโกลาหลสายหนึ่ง มองเห็นถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่งหยั่งรากลึกลงไปในความโกลาหลอย่างเลือนราง ราวกับมังกรดูดน้ำ สูบดึงพลังงาน
เขตแดนเร้นลับทั้งสองอย่างอวี้ฉือและเจียงกงของเขาก็เปิดออกแล้วเช่นกัน แต่เนื่องจากไม่มีวิชานั่วระดับสูงสุดของตระกูลเผยและตระกูลกัว จึงไม่สามารถดึงพลังของเขตแดนเร้นลับทั้งสองนี้มาใช้ได้อย่างเป็นระบบ
เขาทำได้เพียงดึงพลังงานเล็กน้อยของเขตแดนเร้นลับทั้งสองนี้มาใช้ แต่ถึงกระนั้น ความเร็วในการยกระดับตบะของเขาก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง แม้จะไม่ได้อยู่ในถ้ำสวรรค์แดนพรหม การยกระดับตบะก็ไม่ได้ล่าช้าลงเลยแม้แต่น้อย!
"ความลับทั้งหกของร่างกายมนุษย์ ก็เทียบเท่ากับถ้ำสวรรค์แดนพรหมทั้งหกที่พกติดตัว มอบพลังงานสำหรับบำเพ็ญเพียรให้กับผู้บำเพ็ญปราณอย่างไม่ขาดสาย หรือว่านี่ถึงจะเป็นวิถีแห่งการบำเพ็ญปราณที่แท้จริง?"
จู่ๆ สวี่อิงก็เกิดความตระหนักรู้ขึ้นมาขุมหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าหมอกควันที่เคยบดบังดวงตาทั้งสองข้างของตนเมื่อกาลก่อน ค่อยๆ สลายไป เส้นทางที่หลอมรวมการบำเพ็ญปราณและวิชานั่วเข้าด้วยกันค่อยๆ ชัดเจนขึ้น!
เขาบำเพ็ญเพียรจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางหัว จึงได้หยุดลง เห็นเพียงปรมาจารย์ตระกูลกัวยืนอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด
"ช่างเป็นเคล็ดวิชาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวผมขาวโพลน รูปร่างกำยำสูงใหญ่ เดินมาข้างกายสวี่อิง สวี่อิงก็ไม่ถือว่าเตี้ย แต่เมื่ออยู่ข้างกายเขากลับดูเหมือนเด็กน้อย
ปรมาจารย์ตระกูลกัวเอ่ยชมเชยคำหนึ่ง กล่าวว่า "ดีจริงๆ ดีจริงๆ! ผู้อาวุโสสวี่ ท่านหลอมรวมพลังของเขตแดนเร้นลับที่แตกต่างกันได้อย่างไร?"
สวี่อิงสะดุ้งโหยง หัวเราะพลางกล่าวว่า "ผู้อาวุโสกัว ข้าอาจจะไม่ได้เป็นคนอมตะในตำราโบราณคนนั้นก็ได้ ท่านเรียกข้าว่าสวี่อิงก็พอ อีกอย่าง เสี่ยวเตี๋ยก็ไม่ได้เรียกข้าว่าผู้อาวุโส หากท่านไม่รังเกียจ จะเรียกข้าว่าราชันย์ปีศาจสวี่ก็ได้"
เขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ ตนเองน่าจะเป็นปิศาจเสียมากกว่า
ปรมาจารย์ตระกูลกัวมีสีหน้าเคร่งขรึม ส่ายหน้ากล่าวว่า "กฎเกณฑ์จะปั่นป่วนไม่ได้ ผู้อาวุโสสวี่เรียกข้าว่าเสี่ยวกัวเถอะ"
สวี่อิงตกตะลึง
ปรมาจารย์ตระกูลกัวสอบถามเขาอีกครั้งว่าหลอมรวมเขตแดนเร้นลับที่แตกต่างกันได้อย่างไร สวี่อิงไม่ได้ปิดบัง บอกเขาว่าตนเองใช้เคล็ดวิชาชักนำไท่อีเป็นรากฐาน ใช้หนีหวาน อวี้ฉือ และเจียงกงเป็นสารอาหาร เพื่อตกพลังของเขตแดนเร้นลับมาช่วยในการบำเพ็ญเพียร
ปรมาจารย์ตระกูลกัวอึ้งไปครู่หนึ่ง เอ่ยถามว่า "โจวฉีอวิ๋นก็บำเพ็ญเพียรเช่นนี้หรือ?"
สวี่อิงส่ายหน้า กล่าวว่า "เขาใช้การบำเพ็ญปราณเป็นราก ใช้เขตแดนเร้นลับเป็นผลไม้ เพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวนั่งลงบนพื้น ใช้นิ้ววาดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรสองแบบลงบนก้อนหิน ภาพหนึ่งเป็นคนผู้หนึ่ง มีถ้ำสวรรค์หกแห่งกระจายอยู่ตามส่วนบน ล่าง ซ้าย ขวาของร่างกาย ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง มีผลไม้หกผลแขวนอยู่
ภาพทั้งสองนี้พอมองดูก็เข้าใจได้ทันที ภาพแรกใช้ความลับทั้งหกเป็นถ้ำสวรรค์ เพื่อมอบพลังให้ผู้บำเพ็ญปราณบำเพ็ญเพียร ภาพที่สองใช้การบำเพ็ญปราณเป็นสารอาหาร เก็บเกี่ยวและบำเพ็ญปราณเพื่อส่งเสริมความลับทั้งหก หลอมความลับทั้งหกให้กลายเป็นผลแห่งเต๋า
เส้นทางทั้งสองนี้ เส้นทางหนึ่งเน้นการบำเพ็ญปราณเป็นหลัก อีกเส้นทางหนึ่งเน้นความลับทั้งหกเป็นหลัก ต่างก็มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน
"เส้นทางทั้งสองนี้ แบบไหนถึงจะถูกต้องกันแน่?" ปรมาจารย์ตระกูลกัวขบคิด
สวี่อิงเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนเองออกมา "หากมองจากอานุภาพ การใช้ความลับทั้งหกเป็นผลแห่งเต๋าจะมีความแข็งแกร่งมากกว่า พละกำลัง ลมปราณ สัมผัสเทวะ และร่างกาย ล้วนสามารถบำเพ็ญไปถึงขอบเขตของเซียนได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเน้นบำเพ็ญปราณเป็นหลักนั้น ยังต้องบำเพ็ญเพียรไปตามขั้นตอน ยกระดับไปทีละขอบเขต ไม่รวดเร็วเท่านั่ว"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวพยักหน้าเบาๆ ถอนหายใจกล่าวว่า "ปรมาจารย์คิ้วขาวโจวฉีอวิ๋น เป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาให้ การยกระดับตบะรวดเร็วพอแล้วกระมัง? แต่ก็ยังไม่แคล้วถูกคนจับกินไม่ใช่หรือ?"
เขาขมวดคิ้วกล่าว "ปัญหาสำคัญอยู่ที่เส้นทางที่สอง ผลแห่งเต๋าบนต้นไม้นี้ ท้ายที่สุดแล้วหลอมผลแห่งเต๋าให้ใครกันแน่! หากหลอมไปจนถึงท้ายที่สุด ผลแห่งเต๋าไม่ใช่ของตนเอง แล้วมีคนมาเด็ดผลไม้ไป เช่นนั้นก็จบเห่แล้ว!"
สวี่อิงในใจพลันไหววูบ กล่าวว่า "ตอนที่ผู้อาวุโสกัวได้รับสืบทอดมาในปีนั้น ตอนที่บำเพ็ญเคล็ดวิชาตระกูลกัว ท่านสัมผัสได้หรือไม่ว่าตนเองถูกบางสิ่งจ้องมองอยู่?"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวมีสีหน้าซีดเผือด พึมพำว่า "ถูกต้อง ในปีนั้นข้าได้รับสืบทอดเขตแดนเร้นลับเจียงกงมาด้วยความบังเอิญ ด้วยความดีใจจึงบำเพ็ญเจียงกง วินาทีที่โคจรเคล็ดวิชา ก็รู้สึกเพียงว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองข้าอยู่ หลายปีมานี้ ความรู้สึกนี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ"
เขาเอ่ยเสียงเบา "เกรงว่าผลแห่งเต๋าของข้าผลนี้คงจะสุกงอมแล้ว อาจารย์นิรนามผู้นั้นของข้า คงเตรียมตัวจะมาเก็บเกี่ยวข้าแล้วล่ะ"
ทันใดนั้น เขาก็รวบรวมความฮึกเหิม หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าวว่า "แต่ชะตาของข้า ข้าลิขิตเองหาใช่ฟ้าลิขิต ชะตาข้ายังไม่ขึ้นอยู่กับฟ้า แล้วจะนับประสาอะไรกับผู้อื่น? ข้าจะต้องก้าวข้ามเคราะห์แห่งความตาย หลุดพ้นออกไปให้จงได้! ผู้อาวุโสสวี่ เส้นทางการบำเพ็ญเพียรแบบแรกที่ท่านริเริ่มขึ้น มอบความหวังให้กับข้า หากเดินตามเส้นทางนี้ต่อไป ย่อมสามารถสลัดพ้นจากเคราะห์ร้ายของเซียนนั่วได้อย่างแน่นอน!"
สวี่อิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้ากล่าวว่า "ตอนที่ข้าเปิดเคล็ดวิชาอายุวัฒนะแฝงกายหนีหวานขึ้นมา แล้วเผลอเร่งเร้าวิชานั่วนี้ ข้าก็สัมผัสได้ว่ามีคนจ้องมองข้าอยู่เบื้องหลังเช่นกัน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของปรมาจารย์ตระกูลกัวแข็งค้าง ความห้าวหาญสูญสลายไปในพริบตา ผ่านไปพักใหญ่ เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง กล่าวว่า "ความหมายของท่านก็คือ เส้นทางแรก ก็ไม่แคล้วถูกคนเด็ดผลไม้ไปเหมือนกันงั้นหรือ?"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ
ปรมาจารย์ตระกูลกัวห่อเหี่ยวลง พึมพำว่า "ถ้าเช่นนั้น หนทางรอดอยู่ที่ใดเล่า?"







