เมืองหนานหยวน
เรื่องราวที่ห่างไกลออกไปในเขตปกครองต้าเซี่ย ผู้คนต่างไม่ล่วงรู้
นอกสถาบัน บนตึกสูง
หญิงคนนั้นไม่ได้ปรากฏตัว ชายวัยกลางคนและชายชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยกัน ทอดสายตามองไปยังสถาบันระดับกลางหนานหยวน
"เจ้าสำนักเฉิน คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้ท่านจะมาด้วยตัวเอง..."
ชายวัยกลางคนฉีกยิ้มประจบสอพลอเล็กน้อย
"อืม"
ชายชราไม่พูดอะไรมาก ทอดสายตามองเบื้องล่างพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า "อู๋เหิน เจ้าคิดว่ามีกับดักหรือไม่?"
"กับดักหรือครับ?"
ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้นว่า "ไม่แน่ใจครับ แต่ตอนนี้หนานหยวนมีผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหาแค่สองคนจริงๆ ทางฝั่งกองกำลังรักษาเมือง ท่านหัวหน้าพันคนก็ยังไม่ทะลวงระดับทะยานเวหา เรื่องนี้ข้ายืนยันได้"
"อย่างนั้นหรือ?"
ชายชราไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่คิ้วยังคงขมวดมุ่น
ภารกิจในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
ข้อแรก ความเคลื่อนไหวมันใหญ่โตเกินไป
ข้อสอง หนานหยวนมีการเตรียมพร้อมแล้ว ปกติในสถานการณ์เช่นนี้ ภารกิจจะต้องถูกยกเลิก
ทว่าครั้งนี้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เบื้องบนสั่งการลงมาว่า ให้ดำเนินการต่อ!
ส่วนเรื่องเขตปกครองต้าเซี่ย จะไม่มีกองหนุน นี่คือคำตอบจากเบื้องบน แน่นอนมาก มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขตปกครองต้าเซี่ยจะไม่มีกองหนุนมา
และยังมีข้อที่สาม เขตปกครองต้าเซี่ย... อันที่จริงพวกเขาก็ไม่คุ้นเคยนัก
ก่อนหน้านี้พื้นที่เคลื่อนไหวหลักของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ใช่เขตปกครองต้าเซี่ย แม้ที่นี่จะมีกองกำลังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจเขตปกครองต้าเซี่ยลึกซึ้งพอ การบุ่มบ่ามเริ่มแผนการเช่นนี้ ค่อนข้างจะเสี่ยงเกินไป
ด้วยนิสัยของคนกลุ่มนั้นเบื้องบน การส่งผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหา หรือแม้แต่ขั้นทะยานเวหาหลายคนออกมา ย่อมต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างรัดกุมแน่
"อู๋เหิน เจ้าอยู่ที่หนานหยวนมาหลายปี หนานหยวนมีผู้แข็งแกร่งขั้นหมื่นศิลาที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้บ้างไหม?"
"น่าจะไม่มีนะครับ?"
ชายวัยกลางคนเอ่ยว่า "ยังไงข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้ามี ก็คงไปที่สนามรบพหุภพ หรือไม่ก็เขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว คงไม่มีใครอยู่หนานหยวนหรอก ขั้นพันชั่งน่ะพอมี ก่อนหน้านี้มีซูหลงจากกองทัพปราบมารที่พอจะสู้ข้ามระดับกับขั้นหมื่นศิลาได้ แต่นั่นก็แค่ขั้นหมื่นศิลาเท่านั้น"
"ซูหลง?"
"ทหารผ่านศึกคนหนึ่งของกองทัพปราบมาร ตอนนี้ไปที่สนามรบพหุภพแล้วครับ"
"อ้อ กองทัพปราบมาร... ทหารที่เซี่ยหลงอู่เคยนำทัพเมื่อปีก่อนๆ หลายปีมานี้สร้างชื่อเสียงในสนามรบพหุภพได้ไม่น้อย สู้รบจากกองพลแนวหลังจนผงาดขึ้นเป็นกองพลแนวหน้าได้ มีผู้แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยเลย"
ชายชราค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์แนวหน้าอยู่บ้าง เขาคิดครู่หนึ่งแล้วถามต่อว่า "ในเมืองมีทหารผ่านศึกแนวหน้าที่ปลดประจำการมาเยอะไหม?"
"ไม่นับว่าเยอะครับ แถมอายุมากกันหมดแล้ว วัยหนุ่มแน่นมีไม่เท่าไหร่ ไม่เกิน 300 คน กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในหนานหยวน"
"คนพวกนี้ก็ประมาทไม่ได้!" ชายชราพูดเสียงเข้ม "ทหารผ่านศึกที่เคยไปสนามรบพหุภพมาแล้ว แล้วยังรอดชีวิตกลับมาปลดประจำการได้ ล้วนเป็นพวกที่เคยเลียเลือดบนคมมีดกันทั้งนั้น สั่งการลงไปให้คนของเราระวังตัวหน่อย จับตาดูให้ดี"
"เข้าใจแล้วครับ!"
ชายชรามองดูสีท้องฟ้า แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง นอกเมืองมีแสงไฟสว่างวาบขึ้น ในเมือง กองกำลังรักษาเมืองหน่วยร้อยคนหน่วยหนึ่งรีบรุดออกไปนอกเมืองอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนดีใจพูดว่า "ไปอีกหน่วยร้อยคนแล้ว กองกำลังรักษาเมืองเหลือไม่ถึงห้าร้อยคนแล้ว!"
แต่ชายชรายังคงขมวดคิ้ว "ระวังตัวด้วย!"
รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ หนานหยวนก็ยังคงส่งกองกำลังรักษาเมืองจำนวนมากออกไปนอกเมืองเพื่อกวาดล้างคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ นี่คือความมั่นใจ หรือว่า... จนตรอกกันแน่?
"กองกำลังรักษาเมืองเหลือไม่ถึงครึ่ง กว่า 300 คนคอยคุ้มกันจวนเจ้าเมือง ที่เหลือเกือบทั้งหมดไปรวมตัวกันอยู่แถวสถาบันระดับกลางหนานหยวน บนถนนก็มีแต่คนของหอจับลม..."
ชายชรามองดูรอบทิศ แล้วประเมินสถานการณ์ ทางฝั่งสถาบันระดับกลางหนานหยวน กองกำลังรักษาเมืองมีประมาณ 200 คน คนของหอจับลมไม่ถึง 100 คน อาจารย์รวมกับหน่วยคุ้มกันสถาบัน 260 คน คนขององครักษ์หลงอู่ก็ยังไม่ไปไหน รวมกันแล้ว มีผู้แข็งแกร่งขั้นพันชั่งและสูงกว่าขั้นพันชั่งไม่ถึง 600 คน
ส่วนพวกนักเรียน ถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง
เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้แข็งแกร่งขั้นพันชั่งอยู่ในหมู่พวกเขา
ในจำนวนนั้นเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหาสองคน ขั้นหมื่นศิลารวมกับองครักษ์หลงอู่มีไม่ถึง 15 คน ที่เหลือล้วนเป็นขั้นพันชั่ง
อันที่จริงมีขั้นทะยานเวหาแค่คนเดียว เจ้าเมืองอู๋เหวินไห่ยังอยู่ที่จวนเจ้าเมือง กว่าจะเดินทางมาถึงก็ต้องใช้เวลา แต่ชายชราก็ยังนับเขารวมเข้าไปด้วย เพราะถึงอย่างไรก็อยู่ไม่ไกลนัก
"คนมาครบหรือยัง?"
"ครบแล้วครับ!"
ชายวัยกลางคนรีบตอบ "เจ้าสำนักไปคอยรับรองแล้วครับ ล้วนเป็นยอดฝีมือ มีขั้นหมื่นศิลาถึง 30 คน ที่เหลือเป็นขั้นพันชั่งระดับสูง 300 คน! ส่วนพวกที่ต่ำกว่าขั้นพันชั่งระดับสูง กำลังสร้างความวุ่นวายอยู่นอกเมืองทั้งหมดครับ"
ยอดฝีมือขั้นพันชั่งระดับเจ็ดขึ้นไป 300 คน ขั้นหมื่นศิลา 30 คน!
ชายชราประเมินสถานการณ์ วันนี้ลงมือพร้อมกัน 6 เมือง กำลังคนในพื้นที่อื่นๆ มีมากกว่านี้เสียอีก
นั่นก็แปลว่า มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นพันชั่งระดับเจ็ดขึ้นไปกว่า 2,000 คน ขั้นหมื่นศิลาถูกส่งออกมาเกิน 200 คน ขั้นทะยานเวหาก็น่าจะเกิน 20 คน!
กองกำลังระดับนี้ มากพอที่จะจัดตั้งกองทัพนับหมื่นคนได้สบายๆ
"ทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีเลยสินะ... ต้นทุนของนิกายเทพยิงฟ้าที่สะสมมาหลายปี ถูกทุ่มลงมาทั้งหมดแล้ว!"
ในใจของชายชรารู้สึกไม่สบายใจและหวาดหวั่นอยู่บ้าง
ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มีนิกายอยู่มากมาย นิกายเทพยิงฟ้านับว่าเป็นนิกายที่ค่อนข้างแข็งแกร่งนิกายหนึ่ง ถึงอย่างไรก็สวามิภักดิ์ต่อหนึ่งในเผ่าเทพ
แต่ถึงอย่างนั้น การทุ่มกำลังมากขนาดนี้ในคราวเดียว แถมยังต้องรวมกำลังที่จะไปสกัดกั้นกองหนุนของเขตปกครองต้าเซี่ยอีก นี่มันแทบจะเป็นขุมกำลังทั้งหมดของนิกายเทพยิงฟ้าแล้ว
ทุ่มลงมาทั้งหมดในรวดเดียวแบบนี้ ไม่กลัวว่านิกายเทพยิงฟ้าจะพินาศย่อยยับหรือไง?
พวกที่สร้างการนองเลือดอยู่วงนอกล้วนเป็นนิกายที่เป็นได้แค่เศษสวะ ตายไปก็ช่างมันเถอะ แต่ที่ส่งออกมาในครั้งนี้คือสาวกยอดฝีมือที่แท้จริง สองอย่างนี้มันต่างกันนะ
"ภารกิจนี้ได้แต้มความดีความชอบเยอะมาก แค่เพื่อสังหารนักเรียนพวกนี้ ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าที่จะต้องเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขนาดนี้ เบื้องบนคิดอะไรอยู่กันแน่?"
ชายชราขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนได้ไม่คุ้มเสีย
น่าเสียดาย ที่เขาก็ไม่อาจเข้าถึงระดับนั้นได้
"ช่างเถอะ ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น แล้วค่อยรีบถอนตัว ซ่อนร่องรอยเอาไว้"
การรวมตัวกันของสาวกกว่า 300 คน ยังต้องใช้เวลาสักหน่อย ในเมืองเล็กๆ อย่างหนานหยวน การรวมตัวคน 300 กว่าคน ต้องค่อยๆ ทยอยมารวมกัน ที่นี่ไม่ใช่เขตปกครองต้าเซี่ย ที่จะพากันเข้ามาหลายร้อยคนโดยไม่มีใครสนใจ
"อีกครึ่งชั่วโมงลงมือ แจ้งลงไปให้จบการต่อสู้ภายใน 3 นาที ภายใน 5 นาทีจะต้องถอนกำลังทั้งหมด พอออกจากเมืองแล้วให้แยกย้ายกันหนี เข้าใจไหม?"
"ครับ!"
ชายวัยกลางคนรีบรับคำ ก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไปแจ้งข่าวให้ทุกฝ่ายทราบ
เมื่อชายคนนั้นจากไป ชายชราก็มองไปที่สถาบันระดับกลางหนานหยวนอีกครั้ง พร้อมกับพึมพำว่า "เขตปกครองต้าเซี่ย... ไม่สามารถเจียดผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหาสักสองสามคนมาได้จริงๆ หรือ?"
...
"อาอวี่!"
เฉินฮ่าวกับซูอวี่กำลังนั่งยองๆ อยู่ที่หน้าโรงอาหาร มองซ้ายมองขวา เฉินฮ่าวลดเสียงลงถามว่า "เรามาอยู่ตรงนี้ทำไม? เมื่อกี้มีอาจารย์ตะโกนบอกให้ทุกห้องรวมตัวกัน เลิกเรียนแล้วจะมีการประชุมสถาบัน เราไม่ไปหรือ?"
"ไม่ไป"
ซูอวี่กำมีดในมือไว้แน่น เอ่ยเสียงเบาว่า "คนน้อยจะปลอดภัยกว่า คนเยอะ... มันค่อนข้างอันตราย"
"หือ?"
เฉินฮ่าวไม่เข้าใจ ซูอวี่จึงกระซิบว่า "อย่าพูดมาก วันนี้อาจจะมีเรื่อง คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อาจจะมา! เราอยู่ที่นี่แหละ ตรงนี้คนน้อย..."
"ไม่ใช่สิ อาอวี่ นายบอกว่า... คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะมา? งั้นพวกเราก็ต้องรีบไปรวมกับอาจารย์สิ พวกเราเพิ่งจะขั้นเบิกรากฐาน ยังไม่ถึงขั้นพันชั่งเลยนะ..."
เฉินฮ่าวร้อนรนขึ้นมาทันที
จะบอกว่ากลัว ก็ไม่ได้กลัวขนาดนั้น
ทางสถาบันเคยฝึกซ้อมมาแล้ว หากเจอคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ หรือตอนที่ขึ้นไปบนสนามรบพหุภพ สถานการณ์พวกนี้ก็เคยมีคู่มือชี้แจง
เวลาแบบนี้ ควรจะไปรวมตัวกับอาจารย์สิ
อาจารย์จะปกป้องพวกเขาเอง
"จำนวนอาจารย์มีน้อยเกินไป ส่วนใหญ่ต้องไปต่อสู้ ส่วนน้อยที่เหลือถึงจะอยู่ปกป้องนักเรียน ห้องหนึ่งอย่างมากก็มีอาจารย์อยู่ปกป้องแค่สามถึงห้าคน คนในห้องก็เยอะ ถ้าเจออันตรายเข้าจริงๆ ก็ปกป้องไม่ไหวหรอก..."
ซูอวี่พูดเสียงเบา "ลดคนให้ต้องปกป้องไปสองคน ก็จะลดความกดดันลงไปได้ส่วนหนึ่ง"
"แต่ว่า... ถ้าเราเจอคนพวกนั้นล่ะ... อาอวี่... กลับไปเถอะ!"
เฉินฮ่าวเริ่มร้อนใจจริงๆ แล้ว
ซูอวี่ยิ้ม "วางใจเถอะ นักเรียนที่เดินเพ่นพ่านสองคน แถมยังอยู่แค่ขั้นเบิกรากฐาน พวกคนเก่งๆ เขาขี้เกียจแม้แต่จะชายตามองเราด้วยซ้ำ"
"แต่ถ้าเจอคนขั้นพันชั่ง ก็ตายได้เหมือนกันนะ..."
"เพราะงั้นแหละ เราถึงต้องซ่อนตัวให้ดีๆ ถ้าเจอศัตรูเข้าจริงๆ..."
ซูอวี่เงยหน้ามองเฉินฮ่าว "เชื่อใจฉันไหม?"
"เชื่อสิ"
"ถ้าเจอจริงๆ นายด่าเลยนะ ด่ามันให้เละ ให้มันไปฆ่านายก่อน เราสองคนไม่ต้องยืนอยู่ด้วยกัน แยกซ้ายขวา มันไปฆ่านาย ก็คงไม่มาระวังนักเรียนตัวเล็กๆ อย่างฉันหรอก..."
เฉินฮ่าวหน้าเหวอ นายนี่มันร้ายกาจ!
ขนาดจะตายยังจะขอตายทีหลังฉันอีก ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
"ฉันจะไปฆ่ามันเอง!"
"..."
เฉินฮ่าวหน้าสลด ล้อเล่นอะไรเนี่ย นายเพิ่งจะขั้นเบิกรากฐานระดับสาม ทำลายการป้องกันยังยากเลย นี่ยังคิดจะไปฆ่าคนอีก บ้าไปแล้ว!
"ถ้าเชื่อก็ทำตามนี้! ตอนนี้เราไปหาพวกอาจารย์ใหญ่ไม่ได้หรอก ไปก็มีแต่เกะกะ ไปที่ห้องเรียนก็ไม่ได้ ไปก็เกะกะเหมือนกัน เรามันอ่อนแอเกินไป เวลาแบบนี้ก็เป็นเป้านิ่งดีๆ นี่เอง..."
"ถ้างั้นเพื่อนคนอื่นๆ ก็เป็นเป้านิ่งเหมือนกันสิ งั้นเรียกพวกเขามาซ่อนตัวด้วยกันเถอะ..."
"ไอ้โง่ คนตั้งเยอะจะไปซ่อนยังไง? ถ้าพวกเขาวิ่งหนีมั่วซั่วมีหวังตายแน่ๆ แต่เรายังมีโอกาสรอดนะ"
ซูอวี่ไม่ได้รู้สึกกลัวเท่าไหร่นัก พ่อของเขาเล่าเรื่องการฆ่าพวกหมื่นเผ่าพันธุ์ให้ฟังบ่อยๆ จุดประสงค์สูงสุดของสถาบันก็คือการสอนให้พวกเขาสังหารเผ่าพันธุ์พวกนี้ จึงไม่มีอะไรน่ากลัวเลย
แค่รู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจริงๆ เป็นครั้งแรก เขากลัวว่าถึงเวลาแล้วตัวเองจะตกใจจนขาอ่อน
ถ้าเฉินฮ่าวด่าไปแล้ว ศัตรูหันไปฆ่าเฉินฮ่าว แล้วเขาเกิดขาอ่อนขึ้นมา จะทำยังไงล่ะ?
แล้วถ้าเกิดเจอทีละสองคนล่ะ?
สามคนล่ะ?
"ไม่เป็นไรหรอก พวกคนเก่งๆ ก็ต้องไปรับมือกับคนเก่งๆ ด้วยกัน พวกที่มาไล่ค้นหานักเรียนที่แตกกลุ่มในสถาบันก็ต้องเป็นพวกลูกกระจ๊อกอยู่แล้ว เพราะพวกนักเรียนมันอ่อนแอเกินไป ไม่มีขั้นพันชั่งอยู่เลย ก็ไม่จำเป็นต้องจัดกลุ่มมาค้นหา"
"เรื่องที่คนคนเดียวทำได้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้คนตั้งสามสี่คนมาทำหรอก"
"สถาบันของเราก็ไม่ได้เล็กๆ ถ้าจะรวมกลุ่มกันค้นหา ฝ่ายตรงข้ามต้องมากันหลายพันคนเลยนะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะลักลอบเข้ามาได้ตั้งหลายพันคน ถ้าเป็นอย่างนั้น หนานหยวนก็โง่เง่าเกินไปแล้ว"
"อีกอย่าง ถ้ามีคนเยอะขนาดนั้นจริงๆ ต่อให้อยู่กับอาจารย์ ก็มีแต่ทางตายอยู่ดี ไม่น่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นหรอก"
ซูอวี่วิเคราะห์ในใจ เขาประคองเฉินฮ่าวเข้าไปในโรงอาหาร หาที่หลบมุมแล้วกระซิบว่า "นายซ่อนอยู่ตรงนี้ ทำตัวสั่นเทาเหมือนคนกลัวจนลาน นั่งยองๆ เอาไว้ ถ้าศัตรูมาคนเดียว นายก็แกล้งทำเสียงดังหน่อย ถ้ามาสองคน... ก็หนีสิ! วิ่งหนีสุดชีวิตเลยนะ!"
ตรงนี้มีประตูเล็กๆ สามารถวิ่งออกไปได้ เฉินฮ่าวรีบพยักหน้า "แล้วนายล่ะ?"
ซูอวี่ชี้ไปที่มุมเล็กๆ ข้างๆ "ฉันจะซ่อนอยู่ตรงนั้น นายอย่าหันมามองล่ะ ไม่งั้นฉันตายแน่ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจแล้ว!"
เฉินฮ่าวพยักหน้าทันที แต่แล้วก็ยังทำหน้าเบี้ยวอยากจะร้องไห้ "อาอวี่ หรือว่า... เราไปหาพ่อฉันดีกว่าไหม"
"พูดเป็นเล่น ตอนนี้ออกไปคนเดียวก็รนหาที่ตายสิ!"
ซูอวี่ด่าเสียงเบา "จะจัดกำลังกันยังไงฉันไม่รู้หรอก แต่พ่อของนายก็น่าจะมีภารกิจเหมือนกัน นายอย่ามัวแต่คิดเรื่องไร้สาระเลย ภาวนาเถอะว่าเดี๋ยวฉันจะไม่ขาอ่อนพับไป ไม่งั้นนายจบเห่แน่!"
"อาอวี่ นายจะฆ่าคนจริงๆ หรอ?"
เฉินฮ่าวทำหน้ามุ่ย "นายทำไม่ได้หรอก งั้นฉันแอบลอบโจมตีพวกเขาเองดีไหม?"
"นายน่ะนะ?"
ซูอวี่ขี้เกียจสนใจเขา จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "นายแค่จะทำลายพลังป้องกันเขายังยากเลย ดูฉันนี่! อ้อ อีกอย่าง ตามกฎแล้ว ถ้าฆ่าคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ได้สักคนล่ะก็ ฮ่าวจื่อ สถาบันสงครามของนายก็มีหวังแล้วนะ!"
พอได้ยินคำนี้ นัยน์ตาของเฉินฮ่าวก็เป็นประกายขึ้นมาทันที!
เมื่อกี้เขามัวแต่กลัว เลยลืมไปเสียสนิท
ใช่แล้ว สถาบันมีกฎอยู่ว่า ถ้าสังหารคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ และยืนยันตัวตนได้ ก็จะได้คะแนนเพิ่ม
แน่นอนว่ากฎข้อนี้ไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว เพราะนักเรียนต่างก็เพิ่งอยู่แค่ขั้นเบิกรากฐาน จะไปฆ่าคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ยังไง?
ขนาดวางยายังฆ่ายากเลย
แน่นอนว่ามีอัจฉริยะที่เคยทำได้ แต่พวกอัจฉริยะยังต้องสนเรื่องคะแนนพิเศษอยู่อีกหรือ?
"อาอวี่... หรือว่า... นายทำไปเพื่อฉัน..."
เฉินฮ่าวซาบซึ้งใจเหลือเกิน!
อาอวี่เพื่อจะให้เขาได้เข้าสถาบันสงคราม ถึงกับยอมเอาชีวิตเข้าแลก ซาบซึ้งจริงๆ ซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้แล้ว
ซูอวี่กลอกตา คิดอะไรของมันเนี่ย
ฉันก็แค่รู้สึกว่าหลบอยู่ตรงนี้สองคนมันน่าจะปลอดภัยกว่า ตอนนี้อยู่ท่ามกลางฝูงคนมันเป็นเป้าใหญ่เกินไป แน่นอนว่าถ้าฆ่าอีกฝ่ายได้จริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที
ซูอวี่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะกล้าบอกว่าเป็นฝีมือตัวเอง เขาที่อยู่แค่ขั้นเบิกรากฐานจะไปฆ่าใครได้ยังไง?
"แต่ถ้ามีโอกาสเหมาะๆ แล้วฆ่าได้สักคนจริงๆ สร้างสถานการณ์สักหน่อย ให้ฮ่าวจื่อได้คะแนนเพิ่มเพื่อเข้าสถาบันสงคราม ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"
ขั้นเบิกรากฐานฆ่าขั้นพันชั่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย คำว่า 'แทบจะ' ก็แปลว่ามันยังเป็นไปได้
ขั้นพันชั่งไม่ใช่ว่าฆ่าไม่ตายสักหน่อย หากประมาท โดนฟันคอขาดกระเด็น มันก็ตายได้เหมือนกัน
ส่วนที่ว่าทำไมพวกขั้นพันชั่งของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ถึงโง่ขนาดนั้น... ก็ไปถามคนตายเอาเองสิ ซูอวี่จะไปรู้ได้ยังไง
"งั้นทางที่ดีอย่าเพิ่งใช้ทักษะฉีกกระชาก ใช้มีดฟันให้ตายไปเลย!"
ซูอวี่กำมีดในมือแน่น ถึงตอนนั้นพอสองมือเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ฟันฉับเดียวให้ตาย หากอีกฝ่ายไม่หนีไปเสียก่อน ความหวังก็มีสูงมาก
ขั้นพันชั่งโดนขั้นเบิกรากฐานลอบโจมตี มันจะวิ่งหนีหรอ?
ร้อยทั้งร้อยต้องไม่หนีแน่!
กำลังคิดอยู่เพลินๆ จู่ๆ ข้างนอกก็มีเสียงตะโกนดังก้อง "นักเรียนรวมตัวกัน ใครที่ยังไม่ได้รวมกลุ่ม ให้หาที่ซ่อนเดี๋ยวนี้!"
"ศัตรูบุก! พวกเดรัจฉานลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มาแล้ว!"
"อย่าเพิ่งแตกตื่น ฟังคำสั่งของอาจารย์ จัดค่ายกลวงแหวนเพื่อป้องกันตัว!"
"ปิดประตูห้อง อาจารย์ทุกคนเตรียมตัวรับศึก!"
"หน่วยคุ้มกัน รวมตัว!"
"กองกำลังรักษาเมือง หอจับลม บุก!"
"ฆ่า!"
เสียงตะโกนดังก้องกังวาน เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งสถาบันระดับกลางหนานหยวนก็เคลื่อนไหว
ในวินาทีนี้ ซูอวี่ไม่ได้รู้สึกกลัว มีเพียงความตื่นเต้นและเลือดลมที่สูบฉีดพลุ่งพล่าน เขาเชื่อมั่นว่าบรรดาอาจารย์จะต้องชนะ เขารู้สึกอยากจะออกไปดูใจจะขาด อยากจะเห็นว่าเหล่าอาจารย์จะสังหารศัตรูอย่างไร
ตอนที่คุณพ่ออยู่บ้าน มักจะเล่าเรื่องราวความรุ่งโรจน์ในอดีตให้เขาฟังบ่อยๆ เล่าถึงกองทัพนับหมื่น หรือแม้แต่นับแสนคน ที่พุ่งเข้าฟาดฟันศัตรู ฆ่าฟันจนซากศพกองเป็นภูเขา เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ฆ่าจนสะเทือนไปทั่วทั้งพหุภพ!
ณ สนามรบพหุภพ คมดาบของเผ่ามนุษย์ชี้ไปที่ใด ย่อมไร้เทียมทาน!
"ฉันอยาก... ไปดูจริงๆ!"
ซูอวี่เริ่มวู่วาม เฉินฮ่าวก็วู่วามกว่าเขาเสียอีก เขากำมีดแน่น แทบอยากจะพุ่งออกไป แต่ก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะทำให้ซูอวี่ต้องมาตายด้วย
"ฆ่า!"
การต่อสู้ระยะประชิดเปิดฉากขึ้น เสียงอาวุธปะทะกันดังก้องไปทั่วสถาบันทันที
นอกจากคำว่า "ฆ่า" แล้ว แทบจะไม่มีเสียงอื่นใดอีกเลย ในยามสงคราม ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใด แค่ต้องทำตามคำสั่งก็พอ
...
สถาบันระดับกลางหนานหยวน นอกอาคารเรียน
ทั้งสองฝ่ายรวมหลายร้อยคน พริบตาที่ปะทะกัน การเข่นฆ่าก็เริ่มต้นขึ้น โดยไม่มีการเจรจาพาทีใดๆ ทั้งสิ้น
ทีมสิบคนขององครักษ์หลงอู่ ภายใต้การนำของหัวหน้าสิบคนเซี่ยปิง ก็ตีวงล้อมชายชราขั้นทะยานเวหาระดับสี่เอาไว้ทันที
เซี่ยปิงที่อยู่ขั้นทะยานเวหาระดับสอง สวมหมวกเกราะสีทอง ในมือถือดาบยาว ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาตะโกนสั่งเสียงดังฟังชัด "จัดค่ายกล ฆ่า!"
ทั้งสิบคนล้อมรอบชายชราอย่างรวดเร็ว ดาบยาวสิบเล่มฟาดฟันตัดอากาศ การต่อสู้เปิดฉากขึ้นแล้ว!
เจ้าเมืองอู๋เหวินไห่ที่เดิมทีควรจะนั่งบัญชาการอยู่ที่จวนเจ้าเมือง วินาทีต่อมาก็เหาะทะยานขึ้นไปบนดาดฟ้าตึก ในมือถือดาบยาวเช่นกัน พริบตาเดียวก็พุ่งเข้าใส่หญิงคนนั้น
"อู๋เหวินไห่ รนหาที่ตายนักนะ!"
หญิงคนนั้นตวาดลั่น อู๋เหวินไห่อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย โชคดีที่พวกนางคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอู๋เหิน เมื่อเห็นว่าผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหาทั้งสองคนถูกพัวพัน แม้แต่คนขององครักษ์หลงอู่ก็ยังถูกพันธนาการไว้ ก็ดีใจสุดขีด ไม่สนใจใครหน้าไหน พุ่งตรงไปยังหลิวเหวินเยี่ยนที่อยู่ไกลออกไป
"คู่ต่อสู้ของแกคือฉัน!"
"และฉันด้วย!"
ทันใดนั้น ชายสองคนก็พุ่งออกมา
คนหนึ่งถือดาบ อีกคนถือกระบี่
"จางอวิ๋น เจิงฮวา!"
ชายวัยกลางคนตะโกนเรียกชื่อของทั้งสองพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา เขารู้จักสองคนนี้ หัวหน้าพันคนแห่งกองกำลังรักษาเมือง กับเจ้าสำนักแห่งหอจับลม ล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นหมื่นศิลาระดับเก้า
ทว่า ขั้นทะยานเวหาอย่างพวกเขาจะไปเทียบได้อย่างไร!
"ฆ่า!"
ทั้งสองคนไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่มีอะไรจะต้องเสวนากับเดรัจฉานลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ฆ่าให้ตายเสียก่อนค่อยว่ากัน!
"เคร้ง!"
เสียงอาวุธปะทะกันดังกังวาน วินาทีต่อมา อู๋เหินก็เหาะทะยานขึ้นไปในอากาศ ข้ามศีรษะของทั้งสองคนไป พุ่งตรงไปยังหลิวเหวินเยี่ยนที่อยู่ด้านหลัง ทางนั้นยังมีอาจารย์ขั้นพันชั่งอยู่อีกไม่น้อย
เป้าหมายในวันนี้ ไม่ใช่การสังหารเจ้าเมือง ไม่ใช่สังหารผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหา และไม่ใช่การสังหารผู้บริหารระดับสูงของหนานหยวนทั้งสองคนนี้ด้วย
แต่เป็นเหล่านักเรียนอัจฉริยะของสถาบัน เป็นเปลวไฟแห่งอารยธรรมอย่างหลิวเหวินเยี่ยนต่างหาก
พวกเขา ถึงจะมีค่า!
ตรงหน้าหลิวเหวินเยี่ยน อาจารย์ขั้นพันชั่งสองสามคนยกดาบเตรียมจะพุ่งออกไปสังหารศัตรู ยอดฝีมือขั้นหมื่นศิลาระดับเก้าทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ทะยานแหวกอากาศตามมา กระทืบเท้ากระโดดขึ้นไป จางอวิ๋นพุ่งตัวออกไปตวัดดาบฟันใส่อู๋เหินที่ลอยอยู่กลางอากาศ
"ข้ามศพพวกเราไปก่อนเถอะ!"
เสียงตะโกนก้องดังขึ้น ทั้งสองคนก็ล้อมอู๋เหินเอาไว้อีกครั้ง
"รนหาที่ตาย!"
ยอดฝีมือขั้นหมื่นศิลาระดับเก้าสองคนทุ่มสุดตัว อู๋เหินเองก็เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นทะยานเวหาระดับสอง ความสูงในการบินยังไม่พอ จึงต้องร่วงหล่นลงมาในชั่วพริบตา แล้วเข้าต่อสู้พัวพันกับทั้งสองคน
มิฉะนั้นหากอยู่กลางอากาศ จะกลายเป็นเป้านิ่งได้ง่ายๆ
...
"อาจารย์หลิว ท่านรีบไปก่อนเถอะ..."
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นพันชั่งหลายคนที่คอยคุ้มกันหลิวเหวินเยี่ยน รีบดึงชายชราให้ออกไป แต่หลิวเหวินเยี่ยนกลับไม่ขยับเขยื้อน มองไปรอบๆ ที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่า อดไม่ได้ที่จะด่าทอ "ให้เกียรติหนานหยวนกันเหลือเกินนะ ไอ้พวกบัดซบในเขตปกครองต้าเซี่ย คงจะรู้ว่ามีขั้นทะยานเวหาอยู่เยอะแน่ๆ ถึงได้ส่งกำลังไปสนับสนุนเมืองอื่น แต่ไม่ส่งมาช่วยพวกเรา!"
หลายคนไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่มีเวลาไปถามไถ่
ทว่า หลิวเหวินเยี่ยนก็ยังด่าทอต่อไป "เชื่อใจข้าว่าจะทำสำเร็จขนาดนั้นเลยหรือไง? ถ้าไม่สำเร็จก็จบเห่กันพอดี เอาชีวิตคนมาล้อเล่นหรือไง อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครเป็นคนออกคำสั่ง ไม่งั้นจะฆ่าทิ้งซะ!"
มีบางคนในเขตปกครองต้าเซี่ยเชื่อว่าวันนี้เขาจะสามารถบรรลุเจตจำนงก่อรูปได้ แต่ประเด็นคือ... ถ้าก่อรูปไม่สำเร็จล่ะ จะทำยังไง?
หลิวเหวินเยี่ยนพร่ำบ่น พึมพำ ด่าทออย่างต่อเนื่อง ไม่เหลือมาดนักปราชญ์ผู้สง่างามอีกต่อไป
"ข้ามันตัวไร้ค่าที่สุดแล้ว จะไปทำสำเร็จได้ยังไง เชื่อใจข้าเกินไปแล้ว ข้ามันก็แค่ตัวไร้ประโยชน์ พวกเจ้าก็รู้กันนี่ ไม่งั้นข้าจะถูกไล่ออกมาได้ยังไง..."
หลิวเหวินเยี่ยนพึมพำ รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
ถ้าข้าไม่ได้ไร้ค่าขนาดนี้ มีหรือจะอายุอานามป่านนี้แล้วยังบรรลุไม่ได้ ข้าก็อยากทำได้เหมือนกัน แต่... มันยากเหลือเกิน
"พวกเจ้านี่ใจดำเกินไปแล้ว เอาชีวิตคนทั้งสถาบันมาบีบข้า..."
"ข้าก็รู้อยู่แล้ว ว่าพวกเจ้ามันไม่มีความเป็นคน ถ้าข้าบรรลุได้จริงๆ จะเป็นคนแรกที่ไปล้างแค้นพวกเจ้า..."
หลิวเหวินเยี่ยนยังคงพร่ำบ่นต่อไป ทว่าในตอนนี้ บนศีรษะของเขากลับมีแสงสีทองเรืองรอง ร่างกายสั่นสะท้าน สองเท้าเริ่มลอยขึ้นจากพื้นทีละน้อย
สีหน้าของผู้คนที่อยู่รอบข้างเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไกลออกไป อาจารย์ใหญ่ที่กำลังต่อสู้พัวพันอยู่เผยรอยยิ้มออกมา "ตาเฒ่าเอ๊ย ไม่บีบกันบ้างก็คงทำไม่สำเร็จจริงๆ ตั้งแต่วันนี้ไป... มีผู้แข็งแกร่งขั้นทะยานเวหาเพิ่มมาอีกคนแล้ว!"
"พวกขั้นหมื่นศิลาไม่ต้องตามฆ่าต่อแล้ว รีบมานี่!"
อู๋เหินตวาดลั่น เขามองเห็นแล้ว สีหน้าเผยความตื่นตระหนก ตะโกนอย่างเดือดดาล "รีบมา ฆ่าไอ้สารเลวสองคนนี้ซะ!"
สิ้นเสียง ผู้แข็งแกร่งขั้นหมื่นศิลาหลายคนก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามา
อู๋เหินเองก็สลัดหลุดจากการพัวพันของทั้งสองคนได้ในชั่วพริบตา แล้วพุ่งเข้าใส่หลิวเหวินเยี่ยน จะปล่อยให้ตาเฒ่านี่บรรลุเจตจำนงก่อรูปจนก้าวเข้าสู่ขั้นทะยานเวหาไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้น ต่อให้วันนี้จะฆ่านักเรียนไปได้บ้าง แต่ความสำเร็จของภารกิจก็คงลดทอนลงไปอย่างมหาศาล







