มนุษย์ส่วนใหญ่มักมีสันดานเสียซุกซ่อนอยู่
ทำผิด...
แต่กลับไม่รู้ตัวว่าตัวเองผิด
คำเตือนจากคนรอบข้าง แม้ในใจจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เก็บมาใส่ใจ ซ้ำยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังจะพาตัวเองไปตกระกำลำบาก
จากนั้น...
มักจะต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ จนหัวร้างข้างแตกเสียก่อน คนเราถึงจะตระหนักได้ในฉับพลันว่าตัวเองนั้นโง่เขลาเพียงใด
แน่นอนว่า ตราบใดที่ยังรู้ตัว ก็ถือว่าไม่สายเกินไป
แม้ว่าคุณจะกำลังจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด และรู้สึกว่าไม่อาจถอนตัวขึ้นมาได้ก็ตาม
…………………………
รถไฟ
แล่นไปข้างหน้าพร้อมกับส่งเสียงดังกึกก้อง
ภายในตู้โดยสารแออัดยัดเยียด บางครั้งก็จะได้กลิ่นเหม็นจากเท้าของผู้โดยสารที่ถอดรองเท้า
จางพ่านพ่านใบหน้าซีดเผือด
เธอนั่งอยู่ริมทางเดิน ขดตัวอยู่ตรงริมที่นั่ง
เธอไม่เคยนั่งที่นั่งชั้นสองมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ที่นั่งชั้นหนึ่งก็ยังแทบไม่เคย
ที่บ้านของเธอไม่ได้ขัดสนเงินทอง และยึดมั่นในค่านิยมที่ว่า "ลูกสาวต้องเลี้ยงดูให้สุขสบาย" ตั้งแต่เด็กจนโต อะไรที่ดีที่สุด พวกเขาก็จะมอบให้เธอเสมอ
เรื่องการท่องเที่ยว...
ย่อมมีไม่น้อย
เธอเคยไปมาแล้วหลายแห่งในจีน และยังเคยไปต่างประเทศอีกหลายครั้ง
ส่วนเครื่องบินส่วนตัวนั้นย่อมไม่มี
ฐานะทางบ้านยังไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เดินทางเธอก็จะได้นั่งชั้นเฟิร์สคลาสเสมอ
เธอไม่ค่อยได้นั่งรถไฟบ่อยนัก และในไม่กี่ครั้งนั้น ก็ล้วนเป็นที่นั่งชั้นธุรกิจทั้งสิ้น
อันที่จริง เธอไม่ได้ขาดแคลนเงินค่าฉีกสัญญาหรอก...
ขอเพียงแค่บอกพ่อแม่
พ่อแม่ก็จะโอนเงินมาให้เธอ
แต่ทว่า...
การโดนด่าสักยกย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน มันก็หมายถึงความพ่ายแพ้...
หมายความว่าทางเลือกของเธอ การตัดสินใจเอาแต่ใจตัวเองของเธอ ล้วนผิดพลาดไปเสียหมด!
พ่อแม่ไม่ได้สนับสนุนเธอ ซ้ำยังต่อต้านไม่ให้เธอเดินบนเส้นทางสายนี้ด้วยซ้ำ
ดังนั้น...
เธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย
นอกหน้าต่าง
แสงไฟกะพริบวิบวับเป็นระยะ
จางพ่านพ่านทอดสายตามองภาพอันเลือนลางนอกหน้าต่างรถไฟ
เธอรู้สึกอึดอัดที่หน้าอกอย่างมาก อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ถึงขั้นรู้สึกว่ายืดขาได้ไม่สุด ปวดเมื่อยไหล่ และปวดเอวเล็กน้อย โดยเฉพาะพนักพิงด้านหลังที่ทำให้นั่งไม่สบายเอาเสียเลย
นี่คือความทรมานทางร่างกายรูปแบบหนึ่ง
เดิมทีเธอไม่จำเป็นต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้
เธอถึงกับอยากจะด่าทอพ่นคำหยาบคายออกมา แล้วก็อาละวาดเอาแต่ใจตัวเองสักหน่อย
แต่ทว่า...
ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
สายตาของเธอหันกลับไปมองจางเซิ่งที่อยู่ข้างๆ อีกครั้ง
เธอเห็นจางเซิ่งหลับตา นั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีคนข้างๆ ถอดรองเท้าจนเท้าเหม็นหึ่ง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขาเลย
เขาดูราวกับหลับไปแล้ว หรือไม่ก็คล้ายกับกำลังเข้าฌานบางอย่าง ดูราวกับตัดขาดตัวเองออกจากโลกทั้งใบอย่างเลือนลาง
เมื่อเห็นดังนี้...
ภายในใจของจางพ่านพ่านก็เกิดความรู้สึดดื้อดึงขึ้นมาอีกระลอก ความดื้อดึงนี้ทำให้เธอกัดฟันทนรับความทรมานเหล่านี้เอาไว้ได้ทั้งหมด
เธอเริ่มครุ่นคิด
ครุ่นคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไปตรงไหน
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน...
เธอถือโฉนดที่ดินไปหาจางเซิ่ง
เธอบอกกับจางเซิ่งว่า เธอมีทุน เธอถูกต้อนให้จนตรอกแล้ว เธอทำได้ทุกอย่าง!
พ่อแม่ซื้อห้องชุดในเยียนจิงให้เธอหนึ่งห้อง
ห้องชุดนั้นอยู่ข้างๆ เยียนอิ่ง ตอนที่ซื้อมา ราคาบ้านยังไม่ถือว่าแพงเป็นพิเศษ ตอนนี้ราคาขยับขึ้นมาบ้างแล้ว หากขายไป เธอสามารถจ่ายค่าฉีกสัญญาได้สบายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น...
เธอยังจะมีเงินเก็บก้อนโตเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย!
บริเวณประตูมหาวิทยาลัย
เธอพูดคำเหล่านี้ออกไป
ตอนที่พูดประโยคเหล่านั้น แววตาของเธอจริงจังมาก
เธอรู้ว่าจางเซิ่งกำลังขาดเงิน!
ขาดแคลนเงินอย่างหนัก!
หลังจากขายบ้านแล้ว เธอจะมีเงินมากมาย เธอสามารถให้จางเซิ่งยืมเงินที่เหลือได้ โดยไม่คิดดอกเบี้ย จะคืนเมื่อไหร่ก็ได้!
จางเซิ่งที่กำลังขัดสนเงิน มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เอาเงินของเธอ?
ท่ามกลางสายลม
เธอคิดคำพูดสำหรับเจรจากับจางเซิ่งไว้มากมาย
กระทั่งในช่วงเวลาสุดท้าย เธอก็ยังคิดว่าจะยกเงินส่วนหนึ่งให้จางเซิ่งไปเลยเสียด้วยซ้ำ!
เธอจ้องมองจางเซิ่ง
เธอคิดเอาเองว่าเงื่อนไขที่ตนเสนอไปนั้นเย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง!
เธอปรารถนาที่จะได้เห็นความประหลาดใจจากปากของจางเซิ่ง และยิ่งปรารถนาที่จะได้เห็นความตื่นตะลึงเพิ่มขึ้นบนใบหน้าที่ชอบทำตัวหยิ่งยโสเหมือนคนโง่ของจางเซิ่ง
นั่นคือต้นทุนของเธอ!
แต่ช่างน่าเสียดาย
จางเซิ่งไม่เพียงแต่ไม่ประหลาดใจ ซ้ำร้ายสีหน้าจริงจังบนใบหน้ายังลดทอนลงไปมาก กลับเพิ่มความรู้สึกเสียดายขึ้นมาแทน
เขาดูเหมือนจะไม่สนใจเลยว่าเธอขายบ้านแล้วจะได้กำไรเท่าไหร่ และยิ่งไม่สนใจว่าเธอจะให้เงินเขาได้มากแค่ไหน
เดิมทีจางพ่านพ่านคิดว่าข้อเสนออันหนักอึ้งนี้ จะมีค่ามหาศาล แต่ในสายตาของเขากลับดูไร้ค่าสิ้นดี
จางเซิ่งเพียงแค่ส่งยิ้มให้เธอ แล้วเอ่ยว่า "ฉันจะไปแล้วนะ!"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
จางพ่านพ่านยืนนิ่งงันเป็นท่อนไม้อยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
จากนั้น...
ใบหน้าก็กลั้นจนแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า
เธอไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดตรงไหน
หากเธอพูดผิดตรงไหน จางเซิ่งก็บอกเธอตรงๆ ได้เลย...
ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย?
วินาทีนั้น...
จางพ่านพ่านรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า!
ภายในใจเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
อารมณ์เชิงลบสารพัดรูปแบบพรั่งพรูเข้ามาในจิตใจ ถึงขั้นอยากจะกระทืบเท้าด่าจางเซิ่ง ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย
แต่ทว่า...
ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้ด่าออกไป
ราวกับว่าหลังจากเผชิญกับความเจ็บช้ำมาอย่างต่อเนื่อง คนเราก็เริ่มที่จะอดทนได้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะเธออยากจะไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายนั้นไว้อย่างสุดชีวิต
จากนั้น...
เธอเช็ดน้ำตาเบาๆ แล้วเดินตามไปราวกับผีผลัก
เธอรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตังเม...
จางเซิ่งไปไหน เธอก็ไปที่นั่น
เธอตามจางเซิ่งขึ้นรถประจำทาง...
เธอตามจางเซิ่งไปซื้อตั๋วรถไฟ...
แม้แต่ตอนที่จางเซิ่งเข้าห้องน้ำ เธอก็ยังไปยืนรออยู่หน้าห้องน้ำชาย
สายตาแปลกๆ จากคนรอบข้างทำให้เธออับอายมาก แต่เธอก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
จางเซิ่งขึ้นรถไฟ เธอก็ตีมึนนั่งอยู่ข้างๆ เขา...
จางเซิ่งไม่ได้สนใจเธอ ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้า เธอก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยกับจางเซิ่งก่อน เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ทนรับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเงียบๆ
เวลา...
ค่อยๆ ผ่านพ้นไป
พริบตาเดียวก็ถึงเวลาสี่ทุ่ม
ในที่สุดรถไฟขบวนนี้ก็ชะลอความเร็วลง
สีหน้าของจางพ่านพ่านเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นร้อนรน และจากร้อนรนก็กลายเป็นเงียบงัน
รอจนกระทั่งรถไฟใกล้จะถึงสถานี ในที่สุดเธอก็เงยหน้าขึ้น
"การที่ฉันขายบ้านที่พ่อแม่ให้มา มันผิดใช่ไหม?"
เธอกัดฟัน
เอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบามาก
เป็นเสียงที่เบาราวกับเสียงยุงบิน
ภายในตู้โดยสารที่อึกทึกครึกโครมนี้ เธอไม่คิดว่าจางเซิ่งจะได้ยินด้วยซ้ำ
ทว่าในตอนนั้นเอง...
เธอเห็นจางเซิ่งลืมตาขึ้นแล้วหันมามองเธอ
สีหน้าที่ราบเรียบแฝงไว้ด้วยความจริงจังเล็กน้อย
เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอ ดูเหมือนจะฟังไม่ถนัด
"จางเซิ่ง ฉันขายบ้านที่พ่อแม่ซื้อให้ มันผิดใช่ไหม..."
น้ำเสียงของเธอหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ากลั้นจนแดงก่ำ เธอจ้องมองจางเซิ่ง
"ของที่พ่อแม่ให้ก็คือของของเธอ พวกเราบางคนมีสิ่งของติดตัวมาตั้งแต่เกิด นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเรามีสิทธิ์ที่จะครอบครองมัน... เธออยากจะขาย อยากจะยกเลิกสัญญา นั่นก็เป็นเรื่องของเธอ"
จางเซิ่งมองดูท่าทางของจางพ่านพ่าน ในที่สุดก็หัวเราะออกมา
"แล้ว... ทำไมล่ะ..." จางพ่านพ่านกัดริมฝีปาก กัดจนแทบจะมีเลือดซึมออกมา
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ
"ฉันหวังว่า เธอจะใช้ต้นทุนของตัวเองมาแลกเปลี่ยนกับฉันมากกว่า..."
"สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ต้นทุนที่ฉันมีหรอกเหรอ? นายเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะครอบครองมัน..."
หน้าอกของจางพ่านพ่านกระเพื่อมขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง แฝงเร้นไปด้วยความโกรธเคือง เธอรู้สึกว่าจางเซิ่งกำลังเยาะเย้ยเธอ ถึงขั้นรู้สึกว่าจางเซิ่งกำลังปั่นหัวเธอเล่น
จางเซิ่งมองเธอพลางส่ายหน้า "เธอมีสิทธิ์ครอบครองก็จริง แต่เธอไม่มีความสามารถที่จะรักษามันไว้ ตอนนี้เธอกำลังสูญเสียสิ่งที่ตัวเองมี คนที่ไร้ความสามารถ ต่อให้เธอจะมีเงิน ฉันก็คงแลกเปลี่ยนกับเธอได้ยาก การแลกเปลี่ยนแบบนี้มันแสนสั้น นอกจากผลประโยชน์ตรงหน้าแล้ว สำหรับฉันมันไม่มีข้อดีอะไรเลย!"
"แต่ว่า แต่ว่าฉัน ฉัน..." น้ำตาคลอเบ้าจางพ่านพ่าน
เธอฟังไม่เข้าใจว่าจางเซิ่งกำลังพูดอะไร
เธออยากจะพูด แต่ก็พบว่าตัวเองพูดอะไรไม่ออกเลย
เธอเพียงแค่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก ภายในใจสับสนว้าวุ่นไปหมด
เธอเพียงแค่รู้สึกว่าจางเซิ่งกำลังดูถูกเธอ!
ใช่แล้ว!
ดูถูกเธอมากๆ!
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมักจะเป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่เชิดชูของคนอื่นมาโดยตลอด ยังไม่เคยถูกปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน
ความรู้สึกนั้น มันทรมานยิ่งกว่าความอัปยศที่ได้รับจากเซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์เสียอีก...
รถไฟถึงสถานีแล้ว
เธออยากจะหนีไปจากสถานีรถไฟ
หนีไปจากจางเซิ่ง!
นั่นคือสัญชาตญาณของการหลบหนี
ทว่าความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ กลับรั้งไม่ให้เธอวิ่งหนีไป
"เพื่อนนักเรียนจาง เธอโชคดีมากนะ ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉัน..."
ในที่สุดจางเซิ่งก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
จางพ่านพ่านก้มหน้า ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเคียงข้างไปกับจางเซิ่ง
น้ำตาพร่ามัวดวงตาทั้งสองข้าง เดินไปได้สักพัก ก็มองเห็นทางข้างหน้าไม่ชัดจนสะดุดล้มลง
จางเซิ่งไม่ได้เข้าไปพยุงเธอ แต่ก็ไม่ได้เดินจากไป ทำเพียงแค่ยืนรอเธออยู่ที่เดิม
เธอลุกขึ้นยืนพลางนวดขาตัวเอง
รู้สึกเจ็บนิดหน่อย
หลังจากเห็นเธอลุกขึ้นยืนแล้ว...
ในที่สุดจางเซิ่งก็เผยรอยยิ้มออกมา
"จางพ่านพ่าน เธอลองคิดดูให้ดีนะ นอกจากต้นทุนที่พ่อแม่ให้มาแล้ว เธอยังมีอะไรที่จะมาแลกเปลี่ยนกับฉันได้อีกบ้าง? พูดอีกอย่างก็คือ ในตัวเธอมีอะไร..."
"..." จางพ่านพ่านก้มหน้าลง มองดูหน้าอกของตัวเอง
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของจางเซิ่งอีกครั้ง
เธอกัดฟัน ใบหน้าแดงก่ำ "ไม่ได้!"
เธอไขว่คว้าหาความเจิดจรัสประดุจดวงดาว
เธอไขว่คว้าหาการเป็นที่จับตามองของคนนับหมื่น
แต่ทว่า...
หากต้องใช้ร่างกายเข้าแลก เธอก็ไม่ยอมแลกเด็ดขาด...
นั่นถือเป็นการลบหลู่เกียรติ
"จางพ่านพ่าน..." จางเซิ่งถอนหายใจอีกครั้ง เขารู้สึกว่าหากจางพ่านพ่านมีสมองสักนิด เขาคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ "ฉันไม่ได้สนใจร่างกายของเธอหรอกนะ ถ้าฉันต้องการ ฉันจะหาคนที่สวยกว่าเธอเมื่อไหร่ก็ได้..."
ความรู้สึกอัปยศอดสูของจางพ่านพ่านยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกตั้งข้อกังขา
ข้อกังขานี้ทำให้เธอคลุ้มคลั่งเป็นอย่างมาก ภายในหัวก็ปรากฏภาพร่างแต่ละร่างขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว...
จากนั้น ความรู้สึกนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นการเปรียบเทียบ กลายเป็นความไม่ยินยอมพร้อมใจมากยิ่งขึ้น
"คนที่สวยกว่า คือใคร? หลินเซี่ยเหรอ? นายมีสิทธิ์อะไรมาคิดว่าหลินเซี่ยจะดีกว่าฉัน... เธอ... ใหญ่กว่าฉันงั้นเหรอ? หรือว่าสูงกว่าฉัน หรือว่า..."
บางครั้งคนเราก็แปลกประหลาดเช่นนี้แหละ
เธอจ้องมองจางเซิ่ง เธอพูดประโยคเหล่านี้ออกมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรู้คำตอบ
หลังจากได้ยินคำถามของเธอ จางเซิ่งก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจางพ่านพ่านจะตอบโต้กลับมาเช่นนี้
แล้วก็รู้สึกว่ามันน่าขบขันอยู่บ้าง
แต่...
ก็หัวเราะไม่ออก
อธิบายงั้นหรือ?
สัญชาตญาณของจางเซิ่งไม่ต้องการอธิบาย หรือแม้แต่จะพูดคุยในหัวข้อนี้ด้วยซ้ำ
สำหรับจางเซิ่งแล้ว คำถามนี้น่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง
ถึงขั้นไร้สาระ!
ดังนั้น...
เขาจึงเลือกที่จะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น สีหน้ากลับมาสงบนิ่งดังเดิม ไม่สนใจจางพ่านพ่านอีกต่อไปเหมือนก่อนหน้านี้
"จางเซิ่ง นายชอบหลินเซี่ยใช่ไหม! ตั้งแต่แรก ไม่สิ ตั้งแต่มัธยมปลาย นายก็ชอบหลินเซี่ยมาตลอดใช่ไหม..."
พวกเขาเดินมาถึงทางออกสถานี
เมื่อมาถึงทางออก จางพ่านพ่านก็กัดริมฝีปาก จ้องมองจางเซิ่ง
ด้วยท่าทีที่ค่อนข้างมั่นใจในความคิดของตัวเอง!
จางเซิ่งพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
หากจะพูดคำว่า "ประสาท" ออกไป ก็รู้สึกว่าจะทำให้เสียภาพพจน์
แต่ถ้าจะบอกว่า "เปล่า" ก็รู้สึกเหมือนจงใจอธิบายอะไรบางอย่าง ซึ่งกลับจะเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ
จางเซิ่งไม่ชอบอธิบายอะไรยืดยาวกับคนอย่างจางพ่านพ่าน!
จากนั้น...
เขาก็มองทอดสายตาออกไปไกล
จากนั้น...
เขาก็เห็นหลินเซี่ย
ใบหน้าของหลินเซี่ยมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย







