เฮยฮั่นกับหัวหน้าหมู่บ้านชะงักไปพร้อมกัน ส่วนอาอู่หัวเราะพรืดออกมา
หัวหน้าหมู่บ้านจางโกรธจัด ชี้หน้าหวังหยาง "เจ้า เจ้าเป็นใคร?! กล้ามาล้อเล่นกับข้างั้นรึ?"
เฮยฮั่นรีบกล่าว "ใต้เท้าหัวหน้าหมู่บ้าน นี่คือคุณชายหวังจากตระกูลหวังแห่งหลางหยาขอรับ"
"ข้าไม่สนหรอกว่าคุณชายอะไร... เจ้าว่าใครนะ? หวังแห่งหลางหยา?!" หัวหน้าหมู่บ้านพูดไปได้ครึ่งประโยค ก็หันไปมองเฮยฮั่นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เสี่ยวอาอู่แค่นเสียงฮึดฮัด "ใต้เท้าหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านยังไม่ได้โขกศีรษะให้คุณชายหวังเลยนะเจ้าคะ! ข้ากับท่านพ่อโขกศีรษะไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว เมื่อวานตู้ซานเหยียมา ก็โขกศีรษะแล้วถึงค่อยไป!"
หวังหยางคิดในใจ 'ยัยเด็กแสบนี่ใช้ได้เลย แกล้งขู่เก่งใช่ย่อย โกหกได้หน้าตาเฉย ถ้าให้มาช่วยรับส่งมุกสวมรอยเป็นตัวปลอมกับเรา คงได้ผลดีกว่าเฮยฮั่นเยอะ'
อย่างไรรังแต่จะแทบไม่มีใครคิดหรอกว่าเด็กตัวแค่นี้จะพูดโกหก ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือเธอโกหกแบบผสมความจริงครึ่งหนึ่ง เอาเรื่องแต่งไปปนกับเรื่องจริง ทำให้ยิ่งหลงเชื่อได้ง่าย
ส่วนเฮยฮั่นแอบตำหนิลูกสาวในใจที่พูดจาเหลวไหล หากเรื่องนี้ไปเข้าหูตู้ซานเหยีย คงได้เกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นอีกเป็นแน่
หัวหน้าหมู่บ้านจางรู้สึกราวกับมีคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำในใจ เดิมทีเขายังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดตู้ซานเหยียถึงทำท่าขึงขังเสียใหญ่โต แต่สุดท้ายกลับแค่ขอพู่กันกับหมึกแล้วจากไป ที่แท้ก็มีบุคคลสำคัญอยู่ที่นี่เอง!
ทว่าเมื่อเปลี่ยนความคิดอีกแง่ คนผู้นี้แต่งกายธรรมดาสามัญ ไม่เห็นมีเค้าของชนชั้นสูงเลยสักนิด? อีกอย่าง คุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลอันดับหนึ่งอย่างตระกูลหวังแห่งหลางหยา จะมาเยือนถิ่นทุรกันดารห่างไกลเช่นนี้งั้นหรือ? แถมยังไม่พกผู้ติดตามมาสักคนเนี่ยนะ?
แต่ถ้าไม่ใช่ตระกูลหวังแห่งหลางหยา แล้วเหตุใดเวินน่าถูว่านซานเหยียถึงยอมล่าถอยไปล่ะ?
หัวหน้าหมู่บ้านจางตัดสินใจไม่ถูก ทั้งยังไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดเรื่องการโขกศีรษะของอาอู่ดีหรือไม่ จึงได้แต่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่อย่างนั้น
หวังหยางเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ขงจื๊อไม่ขอวิจารณ์ ข้อห้ามตามประเพณีที่ผิดเพี้ยน ล้วนใกล้เคียงกับเรื่องหลอกลวงงมงาย เมิ่งฉางจวินก็เกิดวันที่ห้าเดือนห้า ตระกูลก็ยังรุ่งเรืองเฟื่องฟู ชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าคำกล่าวเรื่องเด็กที่เกิดวันคู่เดือนห้า เป็นเพียงคำพูดต้องห้ามที่ไร้แก่นสาร ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ถึงความอัปมงคลเลยแม้แต่น้อย คำพูดเรื่องเด็กวันคู่เดือนห้าเช่นนี้ ให้พวกชาวบ้านโง่เขลาหูเบาเชื่อและพูดกันไปมั่วซั่วก็แล้วไปเถิด แต่เจ้าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน มีหน้าที่ดูแลราษฎร หากมาร่วมผสมโรงมั่วซั่วไปด้วย จะดูเป็นตัวอะไร? แนวทางการปกครองของราชสำนัก ที่สั่งสอนปวงประชาราษฎร์ เปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียม มิกลายเป็นเพียงลมปากหรอกหรือ?"
หัวหน้าหมู่บ้านจางฟังแล้วถึงกับเหงื่อเย็นไหลพราก โค้งแผ่นหลังงองุ้ม พยักหน้ารับคำอย่างต่อเนื่อง
มิใช่ว่าเขาคิดเห็นพ้องด้วยใจจริงว่าหวังหยางพูดมีเหตุผล แต่คำพูดวิจารณ์เช่นนี้ คนธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ใช่ตระกูลหวังแห่งหลางหยา ก็สมควรเป็นผู้ที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา อีกอย่างท้ายที่สุดยังโยงไปถึงเรื่องการสั่งสอนขนบธรรมเนียมของราชสำนัก แล้วใครจะกล้าโต้แย้งอีกล่ะ?
เสี่ยวอาอู่เห็นหวังหยางใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็ดับความโอหังของหัวหน้าหมู่บ้านจางลงได้ ดวงตากลมโตคู่ใหญ่นั้นก็ทอประกายขึ้นมาเล็กน้อย
ที่หวังหยางกล่าววาจายืดยาวเช่นนี้ มิใช่เพียงเพื่อระบายอารมณ์แทนเสี่ยวอาอู่เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเมื่อวานพู่กันและหมึกที่ตู้ซานเหยียยืมมา ก็ยืมมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ผนวกกับเมื่อครู่เขาได้ฟังวิธีพูดจาของหัวหน้าหมู่บ้าน ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนที่เคยร่ำเรียนหนังสือมาก่อน ดังนั้นจึงข่มหัวหน้าหมู่บ้านไว้ก่อน แล้วจากนั้นถึงจะสอบถามเรื่องราวที่ต้องเป็นผู้มีการศึกษาเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้สะดวกขึ้น
"ข้าขอถามเจ้า จิงโจวมีสำนักศึกษาประจำจวิ้นหรือไม่?"
สำนักศึกษาประจำจวิ้นเป็นสถานศึกษาในท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นโดยทางการ ซึ่งร่วมกับสำนักศึกษาของรัฐที่ราชสำนักจัดตั้งขึ้นในเมืองหลวง (ในสมัยโบราณเรียกว่า "ไท่เสวีย") ประกอบกันเป็นระบบการศึกษาของทางราชการ
หัวหน้าหมู่บ้านรีบตอบกลับไป "มีขอรับ มีอยู่สองแห่ง ล้วนอยู่ในเมืองจิงโจวขอรับ"
"มีสองแห่งรึ?" ปกติแล้วสถานศึกษาของทางการมักจะมีแค่แห่งเดียว เหตุใดที่จิงโจวถึงมีสองแห่งได้ล่ะ?
"แห่งหนึ่งคือสำนักศึกษาประจำจวิ้นส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมของจิงโจว ส่วนอีกแห่งคือ 'สำนักศึกษาอ๋อง' ที่ต้าซือหม่าอ๋องอวี้จางทรงก่อตั้งขึ้นในสมัยที่ปกครองจิงโจวขอรับ"
หวังหยางสังเกตเห็นว่า ตอนที่หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถึง "ต้าซือหม่าอ๋องอวี้จาง" ได้ประสานมือคารวะยกขึ้นฟ้า ท่าทางเคารพนบนอบเป็นอย่างยิ่ง แม้เขาจะใคร่รู้ว่าอ๋องอวี้จางผู้นี้มีภูมิหลังอย่างไร แต่ก็ไม่อาจเอ่ยปากถามออกไปได้ มิเช่นนั้นจะดูเป็นว่าตัวเขานั้นไร้ความรู้มากจนเกินไป
"อาจารย์ใหญ่ของทั้งสองสถานศึกษาคือใคร?"
อาจารย์ใหญ่ก็คือผู้ดูแลสถานศึกษา เทียบเท่ากับตำแหน่งครูใหญ่ในปัจจุบัน
"อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาประจำจวิ้นคือใต้เท้าหลิวเจา ส่วนอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาอ๋องคือใต้เท้าหลิวถาน คุณชายน่าจะรู้จักนะขอรับ" หัวหน้าหมู่บ้านจางลอบมองหวังหยางแวบหนึ่ง
"เหตุใดข้าถึงควรจะรู้จักล่ะ?" หวังหยางถามกลับ
"ใต้เท้าหลิวมาจากตระกูลหลิวแห่งเหอตง เป็นตระกูลสูงส่งที่ใช้แซ่อพยพเหมือนกับคุณชาย คิดว่าน่าจะรู้จักกันกระมังขอรับ" หัวหน้าหมู่บ้านจางเอ่ยถามหยั่งเชิง
ตระกูลหลิวแห่งเหอตงก็เป็นตระกูลสูงศักดิ์ชั้นแนวหน้าของราชวงศ์ใต้ แม้จะด้อยกว่าตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่เล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะคานอำนาจกันได้ โดยเฉพาะบิดาของหลิวถานก็คือกั๋วกงผู้เฒ่าหลิวที่มีชื่อเสียงเกรียงไกร! เว้นเสียแต่ว่าบิดาของคุณชายน้อยตรงหน้านี้จะเป็นอดีตอัครเสนาบดีหวังเจี่ยน ถึงจะพอหยิบยกมาเทียบชั้นกันได้! ทว่าหวังเจี่ยนก็เพิ่งตายไปเมื่อปีที่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้านจางแอบนินทาอยู่ในใจ
หวังหยางไม่รู้ว่าหัวข้อสนทนาที่หัวหน้าหมู่บ้านจางถามว่ารู้จักหรือไม่รู้จักนี้มีความหมายแอบแฝงอันใด แต่ไม่ว่าหัวหน้าหมู่บ้านจางต้องการจะหยั่งเชิงเรื่องอะไร ก็ต้องยุติมันลงเสียแต่ตอนนี้!
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงเย็นชา "ข้าถามอะไรเจ้าก็ตอบมาตามนั้น อย่าทำเหมือนตู้ซานที่พูดเรื่องไม่สมควรพูด รังแต่จะทำให้คนเขารำคาญ"
ตู้... ตู้ซานรึ???!!!
หัวหน้าหมู่บ้านจางตกใจจนน่องอ่อน แทบจะยืนไม่อยู่!
แม้แต่เฮยฮั่นก็ยังสะดุ้งตกใจ!
ตู้ซานเหยียมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เชียวนะ! ได้ยินมาว่าคนหนุนหลังคือบุคคลสำคัญในเมืองหลวง พวกมือปราบเห็นเขายังต้องแสดงความเคารพนบนอบ ตอนนี้กลับมีคนกล้าเรียกเขาว่าตู้ซานรึ?!
เด็กชายฟังเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใจ เมื่อเทียบกับการที่ตู้ซานเหยียถูกเรียกว่าตู้ซานแล้ว การที่เสี่ยวอาอู่ถลึงตาใส่เขาเมื่อครู่นี้ยังทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวเสียมากกว่า เขาเกาะเสื้อของปู่แน่น ไม่กล้ามองหน้าอาอู่ ในใจคิดแต่เพียงอยากจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย
หัวหน้าหมู่บ้านจางปัดมือหลานชายออก โค้งคำนับด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง "ขอรับๆ ข้าน้อยพลั้งปากไป ขอคุณชายโปรดระงับโทสะด้วยขอรับ"
หวังหยางเอ่ยถามต่อ "หลิวเจา หลิวถาน ศึกษาคัมภีร์ใด?"
คำว่า "ศึกษา" ในสมัยโบราณหมายถึงการค้นคว้าวิจัยนั่นเอง
หัวหน้าหมู่บ้านจางไม่กล้าพูดมากอีก ตอบกลับไปตามตรง "พวกเขาทั้งสองล้วนศึกษาซ่างซูขอรับ"
หวังหยางแอบยินดีในใจ สิ่งที่เรียกว่า "ตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้า" นั้น คำว่า "ตำราทั้งสี่" เพิ่งจะมามีชื่อเรียกขานในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ส่วนก่อนหน้านั้น คัมภีร์ที่ทรงคุณค่าสูงสุดของลัทธิขงจื๊อก็คือคัมภีร์ทั้งห้า ได้แก่ ซือ ซู หลี่ อี้ และคัมภีร์ชุนชิว
ในบรรดาคัมภีร์ทั้งห้า เขามีความรู้เรื่องคัมภีร์หลี่อ่อนด้อยที่สุด ตราบใดที่ไม่ใช่คัมภีร์หลี่ เรื่องนี้ก็นับว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เขาเอ่ยถามอีกครั้ง "แล้วที่พวกเขาศึกษาซ่างซูนั้น ศึกษาของสำนักใด?"
การศึกษาซ่างซูนั้นแบ่งออกเป็นหลากหลายสำนัก ในสมัยโบราณเมื่อถามว่า "ของสำนักใด" จึงหมายความว่า "ของสายใด" นั่นเอง
"สำ... สำนักใดรึ? เรื่อ... เรื่องนี้ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ"
หวังหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เจ้าไปเถอะ จำเอาไว้ล่ะ วันหน้าก็ปฏิบัติต่อชาวบ้านให้ดี อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว"
หัวหน้าหมู่บ้านจางรับคำอย่างนอบน้อมแล้วถอยออกไป หวังหยางก็เรียกเขาไว้อีกครั้งพร้อมกล่าวว่า "กลับไปแล้วเอาพู่กันกับกระดาษมาส่งด้วย ข้าจะเขียนหนังสือ"
"ข้าน้อยจะกลับไปเอามาเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
หัวหน้าหมู่บ้านจางจูงมือหลานชายรีบเดินจากไป เด็กชายก็พูดขึ้นมาทันทีว่า "ท่านปู่ นางเป็นคนลงมือทุบตีข้าก่อนจริงๆ นะ!"
"เจ้ายังกล้าพูดอีก! วันหลังถ้าก่อเรื่องอีกข้าจะทุบตีเจ้าก่อนเลย!"
ปากเขาพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อครู่ควรจะพูดคุยเรื่องถูกผิดที่ลงมือทุบตีคนไม่ใช่รึ? แล้วค่อยซักไซ้ให้ชัดเจนว่าตกลงใครเป็นคนลงมือก่อน? ไฉนจึงถูกเขาฉวยโอกาสเอาคำว่า "เด็กวันคู่เดือนห้า" มาเป็นข้ออ้างสั่งสอนเสียยกใหญ่ เรื่องชกต่อยกลับไม่ยอมปริปากพูดถึงสักคำ แล้วก็ปล่อยผ่านไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น! สุดท้ายกลับกลายเป็นความผิดของข้าไปเสียนี่! นี่มันไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาเสียเลย!
ทว่าเขาก็คิดทะลุปรุโปร่งในทันที มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปพูดจากับพวกชนชั้นสูงกันล่ะ? ข้านี่ช่างเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!







