ชั้นเตรียมสอบห้องสาม
นี่คือชั้นเรียนของซูอวี่ หลายวันมานี้ซูอวี่แทบไม่ได้มาเข้าเรียนเลย แน่นอนว่าทุกคนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
ใกล้ถึงการทดสอบของสถาบันระดับสูงแล้ว เวลาของทุกคนล้วนตึงเครียด ใครจะมีกะจิตกะใจไปสนใจว่าคนอื่นมาเรียนหรือไม่มาเรียน
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่พิเศษไม่ได้มีแค่ซูอวี่คนเดียว
นักเรียนในห้องคนหนึ่งที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับสี่ก็ไม่ได้มาเรียนที่สถาบันนานแล้วเหมือนกัน มาถึงขั้นนี้ การปรับสภาพจิตใจสำคัญยิ่งกว่า
...
ซูอวี่ไปนั่งที่ของตัวเอง ไม่ได้รีบร้อนไปหาหลิวเหวินเยี่ยน
เวลายังเช้าเกินไป ป่านนี้อาจารย์หลิวคงยังอ่านหนังสืออยู่ คนแก่มีนิสัยตื่นเช้ามาอ่านหนังสือ
เฉินฮ่าวมานั่งข้างๆ ซูอวี่ ทั้งสองคนถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกัน พวกครูไม่ได้จัดที่นั่งอะไร อยากนั่งตรงไหนก็นั่งได้ตามสบาย
นั่งลงได้ไม่นาน หญิงร่างอวบวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งก็ถือหนังสือเดินเข้ามา
นางกวาดตามองลงไปด้านล่าง ไม่ได้สนใจว่าคนจะขาดหายไปกี่คน ครูสาวเปิดหนังสือแล้วพูดขึ้นว่า "ใกล้จะถึงเวลาทดสอบระดับสูงแล้ว จะไม่ทบทวนหลักสูตรพื้นฐานแล้วนะ วันนี้จะมาพูดคร่าวๆ ถึงปัญหาการเลือกทิศทางในอนาคตหลังจากที่ทุกคนเรียนจบแล้ว"
"สี่สถาบันใหญ่ก็คงไม่ต้องพูดถึง เรื่องนี้ทุกคนน่าจะชัดเจนกันดีอยู่แล้ว"
"งั้นเรามาพูดถึงว่า ถ้าเกิดแม้แต่สถาบันกิจการภายในก็สอบไม่ติด หรือสอบติดแล้วไม่อยากไปเรียน จะต้องเลือกเส้นทางไหน"
ครูสาวยิ้มแย้มขณะมองไปที่ทุกคน "นี่คือยุคสมัยที่น่ามหัศจรรย์ ความธรรมดาและความเหนือธรรมดาดำรงอยู่ร่วมกัน นักเรียนบางคนไม่ยอมจำนนที่จะเป็นคนธรรมดาไปตลอดชีวิต และหวังว่าจะได้เดินบนเส้นทางที่เหนือธรรมดา"
"ถ้าอย่างนั้น หากสอบเข้าสถาบันสงครามไม่ได้ ก็แปลว่าไม่มีความหวังแล้วอย่างนั้นหรือ"
"ไม่ ยังมีอยู่!"
พอครูสาวพูดประโยคนี้ออกมา ต่อให้นักเรียนจะพอรู้มาบ้างก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็ยังอดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ การฟังคนอื่นพูดก็ส่วนการฟังคนอื่นพูด ข่าวสารที่ออกมาจากปากของครูย่อมเชื่อถือได้มากกว่า
"เส้นทางแรก และนับว่าเป็นเส้นทางที่อันตรายที่สุดเมื่อเทียบกับทางอื่น นั่นคือการเข้าร่วมกองทัพ!"
ครูสาวมองไปที่ทุกคน รอยยิ้มจางลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจริงจังว่า "เรื่องนี้ฉันคิดว่าทุกคนน่าจะรู้กันดี การเข้าร่วมกองทัพคือเส้นทางที่คนธรรมดาจะเข้าถึงพลังเหนือธรรมดาได้ง่ายที่สุด การที่พวกเธอฆ่าศัตรูในกองทัพ ทั้งหมดนั้นคือความดีความชอบ ญาติของหลายๆ คนในห้องก็เป็นทหาร เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจดี"
"ส่วนอันตรายที่แฝงอยู่ ฉันคิดว่าทุกคนก็น่าจะชัดเจน ทหารที่พลีชีพในสนามรบทุกปีมีถึงหลักแสน!"
"แต่วันนี้ไม่ได้จะมาพูดถึงเรื่องอันตรายกับทุกคน ทว่าแม้จะเป็นการเข้าร่วมกองทัพ ก็ยังมีทางเลือกที่แตกต่างกัน"
พูดพลาง ครูสาวก็หันไปมองเฉินฮ่าวที่มีสีหน้าดีใจจนออกนอกหน้า แล้วยิ้มถามว่า "เฉินฮ่าว เธอลองบอกมาสิ ว่ากองกำลังติดอาวุธหลักของเขตปกครองต้าเซี่ยมีอะไรบ้าง"
เฉินฮ่าวมีสีหน้าตื่นเต้น รีบลุกขึ้นยืนแล้วตอบว่า "อันดับแรกก็คือองครักษ์หลงอู่ กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตปกครองต้าเซี่ยครับ!"
"อันดับสองคือกองทัพเขตปกครองต้าเซี่ย รับผิดชอบดูแลเขตปกครองต้าเซี่ย รักษาความสงบของเขตปกครองต้าเซี่ยครับ"
"อันดับสามคือหอจับลม รับผิดชอบไล่ล่าสมาชิกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมครับ"
"อันดับสี่คือกองกำลังรักษาเมืองของแต่ละเมือง รับผิดชอบงานป้องกันแต่ละเมืองครับ"
"สี่หน่วยงานติดอาวุธข้างต้น ในยามที่แนวหน้าเกิดความวุ่นวาย ยกเว้นหอจับลม อีกสามหน่วยที่เหลือจะเข้าสู่สนามรบพหุภพเพื่อช่วยเหลือแนวหน้า ล้วนนับว่าเป็นกองหนุนของแนวหน้าครับ"
ครูสาวยิ้มแล้วกล่าวว่า "พูดได้ไม่ผิด แต่มันก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด องครักษ์หลงอู่ไม่ใช่กองหนุน การที่องครักษ์หลงอู่ไม่ได้ไปที่สนามรบพหุภพ ไม่ใช่เพราะเรื่องความแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะตอนนี้แนวหน้ายังไม่ต้องการความช่วยเหลือจากองครักษ์หลงอู่"
"ความจริงแล้วนอกจากกองกำลังติดอาวุธสี่ประเภทที่เธอพูดมา ก็ยังมีอีกสองประเภท"
เฉินฮ่าวรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ครูสาวจึงยิ้มและพูดว่า "ประเภทที่ห้า กองทหารแนวหน้า ความจริงในเขตปกครองต้าเซี่ยก็มีบางส่วนประจำการอยู่ แน่นอนว่าโอกาสที่จะได้เจอนั้นยากมาก พวกเขารับผิดชอบรับทหารใหม่ด้วย"
"ประเภทที่หก กองทหารปลดประจำการ ข้อนี้ทุกคนรู้ดี ความจริงแล้วหลายคนล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการจากแนวหน้าหรือหน่วยงานใหญ่ต่างๆ นี่ก็ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ทรงพลังเช่นกัน"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ครูสาวมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่ก็พูดออกมาว่า "ความจริงยังมีกองกำลังประเภทที่เจ็ดอีก!"
ทุกคนสงสัย ยังมีอีกหรือ
"มีสิ ประเภทที่เจ็ด กองกำลังคุ้มกันของแต่ละสถาบัน!"
"อย่าดูถูกกองกำลังคุ้มกันของสถาบันต่างๆ เชียวล่ะ ยกตัวอย่างเช่นสถาบันระดับกลางหนานหยวน เป็นแค่สถาบันระดับกลางเท่านั้น แผนกคุ้มกันของโรงเรียนทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี หัวหน้าแผนกหวงก็เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นเชียนจวินระดับเก้าเช่นกัน"
"และนี่เป็นแค่หนานหยวน ในเขตปกครองต้าเซี่ย กองกำลังติดอาวุธของทีมคุ้มกันนั้นทรงพลังมาก ความจริงขั้นว่านสือหรือแม้แต่ขั้นเถิงคงก็พบเห็นได้ไม่ยาก เมื่อรวมกับอาจารย์และนักเรียนบางส่วนของสถาบันสงครามแล้ว กองกำลังของสถาบันถือว่าแข็งแกร่งมากจริงๆ แข็งแกร่งยิ่งกว่ากองทัพเขตปกครองเสียอีก เพียงแต่เทียบองครักษ์หลงอู่ไม่ได้ก็เท่านั้น"
ครูสาวอธิบายสั้นๆ ไปสองสามประโยค ทุกคนก็เข้าใจกระจ่าง พวกเขาลืมคิดถึงจุดนี้ไปเลยจริงๆ
"ดังนั้นสิ่งที่ฉันอยากจะบอกกับทุกคนในวันนี้ก็คือ ต่อให้สอบเข้าสถาบันไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทางอนาคต ช่องทางในการเข้าถึงพลังเหนือธรรมดามีมากมาย แต่ว่า..."
"อันตรายกับโอกาสมักจะมาคู่กัน!"
"เรียนไม่เก่งเท่าคนอื่น บำเพ็ญเพียรไม่เก่งเท่าคนอื่น งั้นถ้าเธออยากจะโดดเด่นเหนือใคร ก็ต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น... ชีวิต!"
ครูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "นักเรียนที่อยากเดินบนเส้นทางเหนือธรรมดา นักเรียนที่สอบเข้าสถาบันสงครามไม่ได้ สามารถพิจารณาเรื่องการเป็นทหารได้ แนวหน้าอันตรายที่สุด แต่ก็มีโอกาสมากที่สุด รองลงมาก็คือกองทัพเขตปกครอง องครักษ์หลงอู่ทุกคนเข้าไปไม่ได้แน่นอน กองทัพเขตปกครองจะรับสมัครทหารใหม่ทุกปี เมื่อเทียบกันแล้วจะปลอดภัยกว่าแนวหน้ามาก"
"นอกจากกองทัพเขตปกครองแล้ว ความจริงหอจับลมก็เปิดสถาบันแห่งหนึ่งเหมือนกัน ชื่อสถาบันจีเฟิง แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง และเมื่อเทียบกันแล้ว สถาบันจีเฟิงค่อนข้างจะหยาบช้า เป็นไปได้มากว่าพอเธอเพิ่งทะลวงผ่านขั้นเชียนจวินได้ ก็จะถูกจัดให้เรียนจบ และถูกส่งไปฝึกงานตามเมืองต่างๆ ถือเป็นการทำสงครามจริงล่วงหน้า"
"..."
ครูพูดอะไรไปมากมาย ส่วนใหญ่ก็พูดถึงเรื่องการเป็นทหาร
ในตอนท้าย ครูสาวก็เปลี่ยนหัวข้อและกล่าวว่า "ความจริงแล้ว ถ้าทุกคนสอบเข้าสถาบันสงครามไม่ได้ และยังกังวลเรื่องความกดดันจากการแข่งขันในกองทัพเขตปกครอง ก็สามารถลองไปที่กองกำลังรักษาเมืองได้ การทดสอบของกองกำลังรักษาเมืองค่อนข้างง่าย และมีหน่วยงานฝึกฝนที่ค่อนข้างสมบูรณ์"
"เมืองหนานหยวนแม้จะไม่ใหญ่มากนัก แต่กองกำลังรักษาเมืองก็มีฝีมือไม่ธรรมดา ตอนนี้ทุกคนแห่กันอยากจะวิ่งไปที่เขตปกครองต้าเซี่ย แต่เขตปกครองต้าเซี่ยอยู่ห่างจากหนานหยวนไปหลายพันลี้ ไกลบ้านมาก ทำไมไม่ลองหาโอกาสกับกองกำลังรักษาเมืองที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกดูล่ะ"
"ตอนนี้นายกองพันจางแห่งกองกำลังรักษาเมือง ก็เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นว่านสือระดับเก้าเหมือนกัน เขาให้ความสำคัญกับกองหนุนของกองกำลังรักษาเมืองมาก มักจะมาสอนทหารใหม่ด้วยตัวเองบ่อยๆ ถ้ามีคนที่มีแววดีก็จะได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ ท่านเจ้าเมืองก็ให้ความสำคัญกับกองกำลังรักษาเมืองเป็นพิเศษ..."
"..."
ฟังมาถึงตรงนี้ นอกเสียจากคนส่วนน้อยแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันหมดแล้ว ว่านี่คือนักล็อบบี้อีกคน
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจอะไร แค่ชินก็พอแล้ว
ใกล้จะเรียนจบ ทุกแห่งล้วนต้องการขยายกองกำลังสำรอง เมืองหนานหยวนแม้จะเล็ก แต่ท่านเจ้าเมืองก็อยากจะสร้างกองกำลังรักษาเมืองให้กลายเป็นทหารชั้นยอด
ใกล้น้ำได้เปรียบกว่า ทุกปีที่เมืองหนานหยวนก็มีคนจำนวนไม่น้อยไปพึ่งพิงกองกำลังรักษาเมืองจริงๆ
ถึงแม้นักเรียนของสถาบันระดับกลางหนานหยวนจะสอบเข้าสถาบันสงครามไม่ได้ แต่นักเรียนบางคนที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับสามก็มีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว หากนำมาฝึกฝนเสียหน่อย ขั้นว่านสือก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง
"ทุกคนลองกลับไปคิดให้ดีๆ ไม่ต้องรีบตัดสินใจ..."
ครูสาวไม่ได้สนใจเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้านล่าง พูดไปสักพักก็ปล่อยให้ทุกคนถกเถียงกันอย่างอิสระ แล้วไม่นานนางก็เดินมาทางพวกซูอวี่
ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ซูอวี่ แต่เป็นเฉินฮ่าว
"เฉินฮ่าว เธออยู่ขั้นไคหยวนระดับสาม แม้จะมีความหวังสอบเข้าสถาบันสงคราม แต่โอกาสก็มีน้อยมาก ถ้าเกิดสอบไม่ผ่าน ลองพิจารณากองกำลังรักษาเมืองดูสิ พ่อของเธอก็ทำงานอยู่ที่หนานหยวน ทหารใหม่ของกองกำลังรักษาเมืองสามารถกลับบ้านได้เดือนละสามวัน นี่เป็นโอกาสที่ดีมากเลยนะ..."
เฉินฮ่าวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทำไมพูดแบบนี้ ผมสอบติดน่า
ฉันไม่อยากไปกองกำลังรักษาเมือง!
ทำไมไม่ไปเกลี้ยกล่อมซูอวี่บ้างล่ะ
ดูถูกกันชัดๆ!
ครูสาวเห็นสีหน้าของเขา ก็อดหัวเราะไม่ได้ "อะไรกัน ยังมองไม่เห็นข้อดีของกองกำลังรักษาเมืองอีกเหรอ"
"เปล่าครับ... ผมก็ยังอยากลองสอบดูก่อน ถ้าสอบไม่ติดค่อยว่ากันใหม่"
เฉินฮ่าวท้อแท้สุดๆ ถ้าสอบไม่ติดจริงๆ ค่อยว่ากัน
ครูสาวไม่ได้ใส่ใจนัก หันไปมองซูอวี่อย่างรวดเร็วแล้วยิ้ม "ซูอวี่ เธอเป็นดาวเด่นของสถาบันอารยธรรม อาจารย์หลิวฝากฝังไว้แล้ว ฉันไม่ควรจะเกลี้ยกล่อมเธอหรอกนะ แต่ฉันจะบอกว่าเผื่อเธอไม่อยากไป ความจริงเธอก็ลองพิจารณาดูได้เหมือนกัน"
"ท่านเจ้าเมืองให้ความสำคัญกับกองกำลังรักษาเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ แถมเธอก็ยังมีแววดี ถ้าไปอยู่กองกำลังรักษาเมือง พวกเขาจะไม่ให้เธอไปทำงานจิปาถะหรอก จวนเจ้าเมืองมีสำนักความลับอยู่ เธอสามารถไปฝึกงานที่นั่นได้ นั่นก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากเหมือนกันนะ"
ซูอวี่คิดทบทวนแล้วพูดว่า "โอกาสที่กองกำลังรักษาเมืองจะได้ไปสนามรบพหุภพมีไม่มากใช่ไหมครับ"
"น้อยมาก"
ครูนึกว่าเขากังวล จึงรีบตอบกลับไปหนึ่งประโยค
ซูอวี่พยักหน้า ยิ้มตอบ "ผมเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับครู ผมจะนำไปพิจารณาครับ"
'พิจารณา' ก็คือปฏิเสธ ล้อเล่นหรือไง ฉันไม่ไปหรอก
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็พูดยาก
ถ้าตาแก่ยังอยู่บ้าน ถ้าเมืองหนานหยวนยื่นข้อเสนอดีๆ ให้เขาบ้าง การที่เขาจะอยู่ในหนานหยวนต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
สำนักความลับเขารู้จัก เป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างสำคัญของหนานหยวน ปลอดภัยมาก และสวัสดิการก็ดีมากด้วย
แต่ตอนนี้ตาแก่หนีไปแล้ว ตัวเองจะอยู่หนานหยวนไปทำไม
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอยู่หนานหยวนต่อ จะหาโลหิตแก่นแท้ที่ตัวเองต้องการได้หรือ
เมื่อนึกถึงโลหิตแก่นแท้ ซูอวี่ก็นึกคำถามขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "ครูครับ ครูคิดว่าสถาบันสงครามมีโลหิตแก่นแท้เยอะกว่า หรือว่าสถาบันอารยธรรมเยอะกว่าครับ"
ครูสาวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบพูดตอบ "ก็ต้องสถาบันสงครามอยู่แล้ว..."
"ผมหมายถึงประเภทน่ะครับ สถาบันอารยธรรมที่เป็นหน่วยงานวิจัย จะมีประเภทของโลหิตแก่นแท้มากกว่าสถาบันสงครามหรือเปล่าครับ"
"เรื่องนี้... ก็น่าจะใช่ล่ะมั้ง"
ครูก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน นางไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ แต่ก็ตอบไปว่า "ถ้าพูดถึงประเภท ก็น่าจะสถาบันอารยธรรมเยอะกว่า อย่างน้อยพวกตัวอย่างก็น่าจะเยอะกว่าสถาบันสงคราม โลหิตแก่นแท้บางส่วนที่ยึดมาได้จากสนามรบพหุภพแล้วไม่ได้ใช้งาน ก็จะถูกส่งไปให้สถาบันอารยธรรมไว้เป็นตัวอย่างสำรอง ส่วนของสถาบันสงครามจะมีปริมาณที่มากกว่า ยกตัวอย่างเช่นโลหิตแก่นแท้ที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียร ปริมาณจะต้องเยอะจนจินตนาการไม่ถึงแน่นอน"
ซูอวี่พยักหน้าเบาๆ เรื่องนี้เขาก็เคยคิดมาก่อน แต่ไม่แน่ใจ ตอนนี้พอครูพูดแบบนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
ปริมาณก็สำคัญ แต่ประเภทที่หลากหลายนั้นสำคัญกว่า
ถ้าประเภทมีไม่เยอะ แล้วเขาจะเปิดใช้งานหน้าหนังสือต่อไปได้อย่างไร
ภาษาก็ไม่รู้เรื่อง เปิดไปก็อ่านไม่ออก หรือเขาจะต้องไปถามคนอื่นว่ามันแปลว่าอะไร
'ดูท่า... ฉันก็ยังต้องสอบเข้าสถาบันอารยธรรมอยู่ดีสินะ!'
ขณะที่ซูอวี่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น นอกประตูก็มีคนตะโกนขึ้นมา "ซูอวี่ ไปที่สำนักงานอาจารย์หน่อยสิ อาจารย์หลิวเรียกหาน่ะ"
"เข้าใจแล้ว!"
ซูอวี่ขานรับ เอ่ยลาครู แล้วรีบวิ่งไปที่สำนักงานอาจารย์
...
ตอนที่ไปถึงสำนักงานอาจารย์ ไม่ได้มีแค่ซูอวี่คนเดียว
ซูอวี่เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน ไม่ถึงกับสนิทมาก แต่ส่วนใหญ่ก็รู้จักชื่อ
มีอัจฉริยะที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับสี่ และมีอัจฉริยะที่เชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์หลายภาษา
หลิวเยวี่ยก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
ส่วนทางฝั่งสำนักงานอาจารย์ ก็ไม่ได้มีแค่หลิวเหวินเยี่ยนเพียงคนเดียว ท่านผู้อำนวยการก็อยู่ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ขั้นเชียนจวินระดับเก้าอีกหลายคน ฝีมือในสถาบันระดับกลางหนานหยวนล้วนอยู่ในระดับแนวหน้า
เมื่อซูอวี่มาถึง ก็มีนักเรียนอีกหลายคนทยอยตามมา
ผ่านไปเจ็ดแปดนาที ดูเหมือนคนจะมาครบแล้ว ท่านผู้อำนวยการก็ยิ้มพลางกล่าว "พวกเธอทั้งยี่สิบห้าคน คือความหวังในปีนี้ของสถาบันระดับกลางหนานหยวนของเรา ไม่สถาบันอารยธรรมก็สถาบันสงคราม ส่วนทางสถาบันวิจัยในแต่ละปีจะรับคนจากฝั่งเราน้อยมาก"
ผู้อำนวยการเป็นจอมยุทธ์ หลิวเหวินเยี่ยนเป็นบัณฑิต ทว่าในเวลานี้ บัณฑิตผู้นี้กลับพูดแทรกขึ้นมากะทันหัน "อย่าพูดพร่ำทำเพลงให้มากความ เข้าเรื่องเลย ไม่มีเวลามามัวสิ้นเปลืองหรอกนะ!"
ผู้อำนวยการหน้าแตก ตาเฒ่านี่ ไม่เห็นหรือไงว่านักเรียนอยู่กันเต็ม
รังแกกันเกินไปแล้ว อยากจะหักขาตาแก่คนนี้ทิ้งเสียจริง
อาจารย์อีกหลายคนแอบหัวเราะ ผู้อำนวยการถลึงตาใส่ ทุกคนก็เงียบกริบทันที
เวลานี้ผู้อำนวยการจึงพูดเข้าประเด็นโดยตรง "ช่วงนี้เขตปกครองต้าเซี่ยไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่ พวกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กำลังอาละวาดไปทั่ว แม้จะยังไม่เป็นรูปร่างเท่าใดนัก แต่หนานหยวนก็เป็นแค่เมืองเล็กๆ ทางนี้ไม่มีกองกำลังคุ้มกันที่เพียงพอ"
"ดังนั้นความตั้งใจของทางสถาบันก็คือ จะให้พวกเธอเดินทางไปที่เขตปกครองต้าเซี่ยล่วงหน้า ทางนั้นจะปลอดภัยกว่า"
"เมืองเล็กๆ เมืองอื่นเคยเกิดเหตุการณ์ที่มีอัจฉริยะถูกลอบโจมตีมาแล้ว ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กำลังสร้างความวุ่นวาย..."
ซูอวี่ไม่ได้ส่งเสียง มีคนในกลุ่มรีบร้อนเอ่ยขึ้นว่า "ไปเขตปกครองต้าเซี่ย... แล้วการทดสอบล่ะครับ..."
"ไปทดสอบที่เขตปกครองต้าเซี่ยก็เหมือนกัน แถมยังมีความหวังมากกว่าที่หนานหยวนด้วย เขตปกครองต้าเซี่ยมีโควตามากกว่า พวกเธอถือเป็นกรณีพิเศษ สถาบันเป็นคนแนะนำให้พวกเธอไป พอไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยก็แค่รอรับการทดสอบก็พอ"
"แล้วต้องไปนานแค่ไหนคะ"
นักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดด้วยความอาลัยอาวรณ์ "อีกตั้งสองเดือนกว่าจะถึงการทดสอบ นี่พวกเราต้องอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ยตลอดเลยเหรอคะ"
"ก็ไม่หรอกนะ ถ้าพวกเดรัจฉานลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ถูกกำจัดจนสิ้นซาก ถูกฆ่าจนหมดเมื่อไหร่ ก็กลับมาได้ทุกเมื่อนั่นแหละ"
ผู้อำนวยการพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง "ประเด็นคือพวกหนูโสโครกพวกนี้มันสร้างความวุ่นวายไปทั่ว เมืองหนานหยวนของเราเป็นเมืองเล็ก ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะปกป้องพวกเธอได้ ไม่กลัวหมื่น กลัวแค่จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากพวกมันจับตาดูพวกเธออยู่ มันก็มีโอกาสให้ลงมือได้ตั้งมากมาย"
"ระหว่างทาง ที่บ้าน หรือแม้แต่ในตัวสถาบันเอง ก็ใช่ว่าจะสามารถคุ้มครองพวกเธอได้"
"แทนที่จะกระจายกำลังคน สู้รวบรวมพวกเธอแล้วส่งออกไปจะดีกว่า ความจริงการที่พวกเธอไป ครอบครัวและเพื่อนนักเรียนก็จะปลอดภัยกว่าด้วย เพราะ... ในสายตาของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ คนอื่นไม่มีค่าพอให้ต้องเสี่ยง ทุกคนเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม"
ทุกคนพยักหน้า พวกเขาไม่ได้โง่ ย่อมเข้าใจความหมายของผู้อำนวยการอยู่แล้ว
พวกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ไม่เห็นผลประโยชน์ไม่ยอมตื่นแต่เช้า การฆ่าคนธรรมดาไม่กี่คนนั้นไร้ประโยชน์ รังแต่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตเสียมากกว่า
แต่การฆ่าอัจฉริยะไม่กี่คนนั้นแตกต่างออกไป ภายในกลุ่มของพวกมัน อัจฉริยะเผ่ามนุษย์ล้วนมีค่าหัวที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
ถ้าทำสำเร็จ ผลประโยชน์ก็ไม่ใช่เล่นๆ เลย
แน่นอนว่าคนฝั่งหนานหยวนล้วนไม่นับว่าเป็นปีศาจของจริง แต่การป้องกันของหนานหยวนนั้นหละหลวม ขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ กรณีอัจฉริยะในเมืองเล็กๆ ถูกลอบโจมตีก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าใจ ผู้อำนวยการก็พูดต่อ "เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม คนที่ยินดีจะไป อีกสามวันให้มาที่สถาบันพร้อมกัน ทางกองกำลังรักษาเมืองจะส่งคนมาคุ้มกันพวกเธอเดินทางไปเขตปกครองต้าเซี่ย พอไปถึงที่นั่น ทางสถาบันจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ไม่ต้องกังวลอะไรให้มากความ"
หลิวเหวินเยี่ยนก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดแทรก แต่เวลานี้เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทุกคนถ้าไปได้ก็ควรไปเขตปกครองต้าเซี่ยจะดีที่สุด ช่วงนี้... ค่อนข้างจะไม่สงบสุขนัก หลายวันมานี้ ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ลอบสังหารอัจฉริยะ ปล้นฆ่าขบวนสินค้า หรือแม้แต่สร้างคดีนองเลือดขึ้นนอกเมือง... ถึงแม้ชั่วคราวจะยังมาไม่ถึงฝั่งหนานหยวนก็เถอะ"
"ทว่า มันก็ทะแม่งๆ อยู่เหมือนกัน!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดเสียงเบา "ทุกคนก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว สถานการณ์แบบนี้ทุกคนควรจะพอคาดเดาอะไรได้บ้างว่า คนเมาไม่ได้สนใจสุรา หรืออาจจะเรียกว่าส่งเสียงบูรพาแต่ตีประจิม"
"คนที่ถูกฆ่า คนที่เผยตัวออกมาในตอนนี้ ล้วนเป็นเพียงลิ่วล้อของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ หลายคนเป็นพวกคนบ้าจากพรรคเพลิงโลหิต คนบ้าพวกนี้คือไอ้โง่ที่โดนล้างสมอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเป็นความตายคืออะไร เป็นแค่สาวกที่เป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้งของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เท่านั้น"
"ปลาตัวใหญ่ของจริง ยังไม่โผล่หัวออกมาเลย พวกมันสร้างความวุ่นวาย เพื่อดึงดูดความสนใจขององครักษ์หลงอู่ ถ่วงกำลังขององครักษ์หลงอู่และกองกำลังรักษาเมืองของเมืองใหญ่ๆ เอาไว้..."
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "อาจารย์ครับ แล้วเขตปกครองต้าเซี่ยไม่รู้เรื่องนี้เลยเหรอครับ"
"ต้องรู้สิ!"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะร่วน "เขตปกครองต้าเซี่ยมีคนเก่งมากมาย จะไม่รู้ได้อย่างไร แต่ถึงจะรู้ แล้วองครักษ์หลงอู่จะไม่ออกปฏิบัติการได้หรือ กองทัพเขตปกครองต้องประจำการ เคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ในบรรดากองกำลังเคลื่อนที่เร็ว องครักษ์หลงอู่นั้นแข็งแกร่งที่สุด ไม่ออกไปก็ไม่ได้"
"ตอนนี้หอจับลมก็หัวหมุนกันเป็นแถว มีสถานที่ที่ต้องป้องกันมากเกินไป เพราะเธอไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คือที่ไหนกันแน่"
"พวกที่อยู่ในมุมมืด สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้โดยไม่ต้องเกรงกลัว สามารถโจมตีได้ตามสบาย ดังนั้นต่อให้เขตปกครองต้าเซี่ยจะสามารถทำลายล้างพวกมันได้ในพริบตา แต่ถ้าหาตัวพวกปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้ไม่เจอ ก็ไม่มีทางที่จะลงมือโจมตีได้อย่างสายฟ้าแลบเช่นกัน"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวต่อ "ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ ก็คือการลดจุดที่อาจถูกโจมตี รวบรวมพวกเธอแล้วส่งออกไป เพื่อให้พวกเรามีกำลังที่แข็งแกร่งพอไปกวาดล้างพวกมัน"
ทุกคนกระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
มีนักเรียนโพล่งออกมาด้วยความโกรธแค้น "พวกเดรัจฉานพวกนี้ รอฉันเรียนจบจากสถาบันสงครามก่อนเถอะ เจอเมื่อไหร่จะฆ่าเรียงตัวเลย!"
อาจารย์หลายคนต่างก็ยิ้มและไม่พูดอะไร เรื่องนี้ทุกคนก็เคยคิดเอาไว้แล้ว ประเด็นสำคัญคือพวกมันหาตัวยากมาก หลายคนแฝงตัวอยู่ลึกเกินไป
"งั้นทุกคนก็กลับไปคิดดูละกัน อีกสามวันคนที่อยากจะไปก็มาที่สถาบัน กองกำลังรักษาเมืองจะคุ้มกันพวกเธอเดินทาง"
"เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ"
ทุกคนต่างก็ตอบรับ ในสถานการณ์ตอนนี้ ดูเหมือนว่าไม่ไปก็คงไม่ได้แล้ว
การจากไปกลับจะช่วยลดภาระให้กับหนานหยวนได้บ้าง ทุกคนต่างก็เข้าใจกันดี
...
เมื่อคนอื่นๆ เดินจากไปหมดแล้ว ซูอวี่กลับยังไม่ไป
การมาครั้งนี้ของเขา คือการมาหาหลิวเหวินเยี่ยนเพื่อที่จะเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์เพิ่มอีกหลายภาษา หนึ่งในนั้นก็รวมถึงปลาลู่ด้วย สิ่งที่เขาฝันถึงก่อนหน้านี้ก็คือภาษาพวกนี้ หลายวันมานี้ซูอวี่ก็ไม่ได้ฝันแบบนั้นอีกแล้ว
ภาษาของปลาลู่เป็นภาษาเฉพาะกลุ่มมาก ซูอวี่ไม่เคยเรียนมาก่อน จึงไม่รู้ว่าหลิวเหวินเยี่ยนจะรู้หรือเปล่า
ส่วนเรื่องการเดินทางไปเขตปกครองต้าเซี่ย ซูอวี่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ยังไงที่บ้านก็มีแค่เขาคนเดียว ไปไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ
อาจารย์คนอื่นๆ รวมไปถึงผู้อำนวยการก็ทยอยกันจากไป ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงซูอวี่กับหลิวเหวินเยี่ยนเท่านั้น
พอได้ยินซูอวี่ขอคำชี้แนะเรื่องภาษาเผ่าพันธุ์ของปลาลู่ หลิวเหวินเยี่ยนก็หัวเราะแล้วพูดว่า "ปลาลู่นั้นหาได้ยากมากในสนามรบพหุภพ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ที่แดนเขาตี่ ภาษานี้มีคนใช้น้อยมาก ตัวอักษรก็ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ อย่างน้อยที่เผ่ามนุษย์ยึดมาได้ก็มีไม่มาก ฉันเองก็ยังไม่เคยเรียนเลย แต่ทางเขตปกครองต้าเซี่ยน่าจะมีคนรู้แน่นอน..."
ซูอวี่ไม่ได้รู้สึกเสียดาย เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่รู้ก็เตรียมตัวจะกลับ หลิวเหวินเยี่ยนเห็นเขาทำท่าจะไป ก็ใช้ความคิดครู่หนึ่งแล้วถามขึ้น "พ่อของเธอไปที่สนามรบพหุภพแล้วนี่ เธออยู่บ้านคนเดียวเหรอ"
"ครับ"
"งั้นตอนอยู่บ้านเธอก็ระวังตัวหน่อยนะ..."
ซูอวี่หันกลับมา สถานการณ์มันเลวร้ายถึงขั้นนี้แล้วหรือ
"ตามท้องถนนล้วนมีกำลังพลประจำการอยู่ สถาบันก็มีกำลังพลจัดเตรียมไว้ บ้านคนอื่นไม่มากก็น้อยต่างก็มีคนระดับขั้นเชียนจวินอยู่ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาก็ไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก เธออยู่คนเดียว... อันตรายกว่าพวกนั้น"
หลิวเหวินเยี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบพูดขึ้นว่า "ความจริง... ฉันก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนักหรอก..."
"อาจารย์หลิว!"
เสียงดังกังวานดังมาจากนอกประตู
หลิวเหวินเยี่ยนสีหน้าไม่เปลี่ยน พูดต่อไปว่า "พ่อของเขาเป็นทหารผ่านศึกของกองทัพปราบมาร หรือว่าแม้แต่เขาก็ไม่คู่ควรแก่ความไว้ใจ"
"ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ซูหลงปลดประจำการมาครบสิบแปดปีแล้ว!"
"งั้นพวกคุณก็จัดคนมาคุ้มครองเขา ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่วางใจ"
"ตอนนี้ไม่สามารถโยกย้ายกำลังพลไปคุ้มครองส่วนบุคคลได้แล้ว!"
หลิวเหวินเยี่ยนขมวดคิ้ว พูดด้วยความไม่สบอารมณ์ "พวกคุณองครักษ์หลงอู่ทำตามคำสั่งทหาร ฉันไม่มีสิทธิ์ไปตั้งคำถาม แต่ว่า... ฉันคิดว่าซูอวี่ไม่มีปัญหา แน่นอนว่าถ้ายังไม่วางใจ อีกสองสามวันหลังจากนี้ก็ให้ซูอวี่อยู่กับฉันตลอด ไม่อย่างนั้นการที่เขากลับบ้านไปก็คือการไม่รับผิดชอบต่อตัวเขา"
"..."
คนนอกประตูลังเลไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจ
ส่วนซูอวี่ก็รู้สึกงุนงงนิดหน่อย นี่มันหมายความว่ายังไง
แน่นอนว่าในเวลานี้เขาไม่ได้พูดแทรก
คนข้างนอกคือองครักษ์หลงอู่อย่างนั้นหรือ
ก่อนจะมา เขาไม่เห็นมีใครอยู่ข้างนอกเลยนี่
"ตกลง!"
ครู่ต่อมาก็มีเสียงดังมาจากข้างนอก แล้วก็เงียบสงบไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนหลิวเหวินเยี่ยนก็หันไปมองซูอวี่ที่กำลังเงียบอยู่ แล้วยิ้มบางๆ "คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แฝงตัวอยู่ค่อนข้างลึก พวกเราสงสัยว่าที่พักนี้พวกมันสร้างความวุ่นวายอาจจะมีจุดประสงค์อื่น ดังนั้น... พวกเราจะรอรับมืออย่างเดียวไม่ได้ มีแต่ต้องเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน!"
"แต่พวกเราไม่แน่ใจว่าทางสถาบันรวมถึงกองกำลังรักษาเมือง ถูกแทรกซึมหรือมีใครแฝงตัวอยู่หรือเปล่า เพราะงั้น... ตอนนี้พวกเราจำเป็นต้องใช้ตัวช่วย"
"ตัวช่วยหรือครับ"
ซูอวี่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ดูเหมือนจะเข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนนัก
"ใช่ ตัวช่วย!"
"หนานหยวนเป็นแค่เมืองเล็กๆ ไม่มีอะไรสำคัญ คุณค่าก็ไม่ได้มีมากนัก ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ ก็น่าจะเป็นสถาบันระดับกลางหนานหยวนแห่งนี้! หรือไม่ก็จวนเจ้าเมือง แต่จวนเจ้าเมืองมีกองกำลังรักษาเมืองอยู่ ปลอดภัยกว่าฝั่งเรามากนัก"
"พวกเราไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเดินทางมาที่หนานหยวนด้วยหรือไม่ แต่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เปลี่ยนจากการเป็นฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุก ดังนั้นจึงตัดสินใจล่องูออกจากถ้ำ"
"พวกเธอ... ถือว่าเป็นเหยื่อล่อ แต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นเหยื่อล่อ"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจเบาๆ "ถ้าในหนานหยวนมีสาวกของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อยู่จริงๆ แถมยังมีแผนการลับ ข่าวการส่งตัวพวกเธอถูกปล่อยออกไป พวกมันก็คงมีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทาง"
"ทางแรก ลงมือก่อนกำหนด ฆ่าพวกเธอทิ้ง"
"ทางที่สอง ลงมือระหว่างทาง แต่มีกองกำลังรักษาเมืองอยู่ การจะฆ่าคนของกองกำลังรักษาเมือง พวกมันจำเป็นต้องระดมพลเป็นจำนวนมาก แถมกลางทางก็คงจะมีกองทัพเขตปกครองต้าเซี่ยมารับช่วงต่ออย่างแน่นอน"
"ทางที่สาม รอให้พวกเธอออกเดินทางอย่างวางใจ แล้วฉวยโอกาสพากองกำลังรักษาเมืองออกไปบางส่วน เป็นการลดทอนกำลังรบของหนานหยวนลงก่อนที่จะลงมือ"
"ทางที่สี่ ล้มเลิกแผนที่หนานหยวน เพราะพวกเธอไปแล้ว พวกเราจะสามารถรวบรวมกำลังไปที่การป้องกันได้มากขึ้น ทำให้พวกมันยากที่จะมีโอกาสลงมือ"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เพราะอย่างนั้นความหมายของอาจารย์ก็คือ ถ้าเกิดเป้าหมายของพวกมันคือพวกเราจริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าจะเลือกจังหวะนี้ในการลงมือก่อนกำหนดงั้นหรือครับ"
"ถูกต้อง พวกมันจะต้องเผยตัวออกมา"
"แล้วถ้าเกิดไม่ใช่พวกเราล่ะครับ..."
"งั้นพวกเธอก็เดินทางออกจากหนานหยวน เขตปกครองต้าเซี่ยปลอดภัยกว่าจริงๆ นั่นแหละ รอสักหนึ่งหรือสองเดือนองครักษ์หลงอู่ก็น่าจะถอนรากถอนโคนพวกมันได้แล้ว"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "เพราะฉะนั้นพวกเธอจึงถือเป็นเหยื่อที่ใช้ล่องูออกจากถ้ำ แต่ว่าคนที่รู้เรื่องนี้มีไม่มากนัก เพราะ... พวกเราไม่แน่ใจว่ารอบตัวพวกเรามีสายตาของพวกมันจับจ้องอยู่หรือเปล่า"
"แล้วพวกเราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายเหรอครับ"
"คนส่วนใหญ่ไม่เป็นอะไรหรอก ส่วนเธอก็พูดยากอยู่ เพราะที่บ้านเธอไม่มีคนอยู่เลย"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวว่า "ดังนั้นจึงได้มาบอกเธอไว้ก่อน เผื่อว่าเธอจะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเอาไว้แล้วถูกลอบโจมตีเข้า สองวันนี้เธอมาอยู่กับฉันก็พอ อีกสามวันถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ส่งพวกเธอออกเดินทาง"
ซูอวี่ลองคิดตาม ก็ไม่ได้พูดอะไร
เจตนาของทางหนานหยวนคือป้องกันเหตุสุดวิสัย ส่งพวกเขากลับไปก่อน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็นับว่าดีที่สุด แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็สามารถชิงความได้เปรียบมาเป็นฝ่ายคุมเกมได้
ส่วนเรื่องอันตราย... มีแผนรับมือ ย่อมปลอดภัยกว่าไม่มีแผน
ถ้าลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จ้องจะเล่นงานพวกเขาจริงๆ ตอนนี้ทางฝั่งหนานหยวนก็เตรียมการเอาไว้พร้อมแล้ว พวกเขากลับจะปลอดภัยกว่าเดิมเสียอีก
ซูอวี่สามารถเข้าใจได้ จึงยิ้มตอบ "อาจารย์วางใจเถอะครับ ผมเข้าใจแล้ว แต่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แทรกซึมเข้ามาได้ร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรือครับ"
"ก็มีอยู่แหละ!"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าหนูท่อได้ยังไงล่ะ ก็เพราะพวกมันซ่อนตัวเก่งเกินไปนี่แหละ หนานหยวนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ดีที่สุดแล้ว แต่ถ้ามีเรื่องขึ้นมา ก็ทำได้แค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเท่านั้น"
"สองวันนี้เธอไปพักอยู่ที่บ้านฉันเถอะ ใช้เหตุผลว่าไปเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ใหม่"
"ตกลงครับ!" ซูอวี่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะต้องไปพักที่ไหน แต่กลับรู้สึกสงสัยเล็กน้อย "อาจารย์ครับ อาจารย์ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพลังแห่งเจตจำนงหรอกหรือ ไม่สามารถแยกแยะได้หรือครับว่ามีสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แฝงตัวอยู่หรือเปล่า"
หลิวเหวินเยี่ยนเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ตอบ ดูลึกลับเกินคาดเดา
เธอลองเดาดูสิว่าฉันทำได้ไหม
เอาไว้จัดการกับพวกมือใหม่อย่างเธอยังพอไหว แต่กับผู้ใหญ่ คนไหนบ้างที่ไม่มีจิตใจซับซ้อน ใครจะยอมเปิดเผยความคิดของตัวเองออกมาให้เห็นชัดเจนขนาดนั้น โดยเฉพาะพวกสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์นั่น ใครบ้างที่ไม่ยอมแฝงตัวอยู่เงียบๆ คนที่ตายก็คือพวกที่ไม่กลัวตายต่างหาก







