59. บทที่ 59 เพื่อดินแดนหรรษาในใจ
เจินนีได้รับเชิญให้มาที่พักของตันเอินอีกครั้ง
เธอได้ยินมาว่าคุณนักสืบมีเรื่องใหม่ที่อยากจะคุยกับเธอ
ขณะนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย เจินนียังคงใจลอยอยู่ตลอด... ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังต้องการอะไรอีก? หากเป็นร่างศพที่มากขึ้น วิหารเยนี่ก็คงรวบรวมมาให้ไม่ได้ในเวลาอันสั้น แต่เธอก็รู้ดีเช่นกันว่าความลับทางการแพทย์ที่อีกฝ่ายคอยชี้แนะนั้น ไกลเกินกว่าจะแลกมาด้วยร่างศพเพียงไม่กี่ร่าง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เธอล้วนควรต้องจ่ายให้มากกว่านี้
เธอไม่ได้กังวลว่าอีกฝ่ายจะขู่กรรโชกทรัพย์ เพราะนั่นคือคนที่จูตี๋ไว้ใจ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ จูตี๋เคยเผยกับเธอว่าอีกฝ่ายรับใช้ทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยเหมือนพ่อค้าหน้าเลือดแน่
สิ่งที่เธอกังวลกว่าก็คือวิหารจะไร้ค่าในสายตาของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกันในใจเจินนียังคงพลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง อีกฝ่ายเติมเต็มความปรารถนาของเธอแล้ว ทว่าเธอกลับยังคงหาวิธีดึงวิหารเยนี่ให้หลุดพ้นจากหลุมโคลนนี้ไม่ได้
บางทีเธออาจประเมินตัวเองสูงเกินไป
เรื่องที่พี่น้องตั้งมากมายทำไม่ได้ แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรถึงจะทำได้ล่ะ?
เสียงประตูห้องถูกผลักเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกันนั้นมันก็ขัดจังหวะความคิดของเธอ
เมื่อเห็นเฉาหยางนั่งลงตรงข้ามตนเอง เธอจึงก้มหน้าลงโดยสัญชาตญาณ
"ที่เชิญคุณมาในครั้งนี้ เป็นเพราะผมอยากจะทำพันธสัญญากับคุณอีกฉบับครับ"
"เอ๊ะ?" แม่ชีวิหารกะพริบตา
เฉาหยางไม่อ้อมค้อม "พันธสัญญาก่อนหน้านี้ไม่สมบูรณ์ครับ ผมพบว่าคำอธิษฐานของคุณไม่ได้รับการตอบสนองอย่างครบถ้วน เนื้อหาของพันธสัญญาฉบับใหม่ก็ง่ายมาก ผมจะแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกและคอยรังควานวิหารเยนี่ รับรองว่าพวกคุณจะไม่ถูกบริษัทนั้นควบคุมอีกต่อไป"
หัวใจของเจินนีเต้นรัวแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขา... ล่วงรู้ถึงปมในใจที่แท้จริงของเหล่าพี่น้องอย่างนั้นหรือ?
ทำไมกัน?
เป็นเพราะทวยเทพองค์นั้นประทานโองการลงมางั้นหรือ?
"แล้ว... ฉันต้องจ่ายอะไรบ้างคะ?"
"ครั้งนี้ต้องการเพียงพลังปรารถนาครับ จะไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมอีกแล้ว" เฉาหยางตอบ เขาสัมผัสได้ล่วงหน้าแล้วว่านี่จะเป็นการค้าที่ขาดทุน พลังปรารถนาของอีกฝ่ายมีไม่มากอยู่แล้ว ส่วนสิ่งที่เขาต้องทำต่อไปก็ต้องผลาญต้นทุนไปไม่น้อย ไปๆ มาๆ อย่างน้อยก็ขาดดุลไปถึงพันแต้ม วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือหลังจากทำพันธสัญญาระยะแรกเสร็จสิ้น ก็ควรทิ้งเรื่องนี้ไว้เบื้องหลังและไม่สนใจมันอีกเลย ทว่าเขากลับเลือกวิธีที่ขาดทุนมากที่สุด
คิดไปคิดมา สาเหตุคงมีเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอธิษฐานต่อ 'เขา'
ไม่ใช่ไปฉกพลังปรารถนาของคนอื่นมา และไม่ใช่พลังปรารถนาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ...
แต่เป็นพลังปรารถนาที่พุ่งเป้ามาที่เขาตั้งแต่ต้น
พูดไปก็อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นลูกของตัวเองจริงๆ
"หากไม่มีปัญหาอะไร ก็เซ็นชื่อลงบนนี้เลยครับ" เฉาหยางควบแน่นพันธสัญญาให้กลายเป็นม้วนกระดาษ แล้วคลี่ออกตรงหน้าอีกฝ่าย
"คุณ... รอฉันสักครู่ได้ไหมคะ?" เจินนีกำหมัดแน่น
"หืม?"
"แม้ฉันจะไม่เข้าใจว่าพลังปรารถนาคืออะไร แต่ในเมื่อฉันมี พี่น้องคนอื่นๆ ในวิหารก็ต้องมีแน่นอน! โปรดให้พวกเธอร่วมลงนามด้วยเถอะค่ะ นี่คือความปรารถนาร่วมกันของพวกเรา!"
เฉาหยางยังไม่ทันพูดอะไร เจินนีก็กอดพันธสัญญาแล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องไป ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
"เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?" จูตี๋ยื่นหน้าออกมาจากหลังประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ไม่มีอะไรครับ..." เฉาหยางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "รบกวนชงชาให้ผมอีกสักถ้วยนะครับ ขอบคุณ"
เขาก็คร้านที่จะไปห้ามแล้วเหมือนกัน
ถึงอย่างไรการทำแบบนี้ก็สูญเปล่า พันธสัญญาจะบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับเนื้อหา การเขียนชื่อลงไปส่งเดชแบบนั้นดูเหมือนจะเป็นการแสดงจุดยืนมากกว่า ไม่สามารถกระตุ้นพลังควบคุมของพันธสัญญาได้ แต่เขียนไปก็ไม่มีข้อเสียอะไร ท้ายที่สุดรอยขีดเขียนใดๆ ก็ไม่อาจบิดเบือนเนื้อหาในพันธสัญญา ขอเพียงเจินนีเห็นด้วยก็เพียงพอแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แม่ชีวิหารก็กลับมาพร้อมกับอาการหอบฮัก
"รอนานเลยนะคะ!"
เธอคลี่พันธสัญญาในอ้อมกอดออกอย่างระมัดระวัง ท่าทางแผ่วเบาราวกับกำลังประคองของล้ำค่า
จะเห็นได้ว่าด้านบนเต็มไปด้วยรอยมือหลากหลายรูปแบบ ซ้ำร้ายส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นรอยนิ้วหัวแม่มือ... เห็นได้ชัดว่าแม่ชีวิหารส่วนนี้ไม่รู้หนังสือ เนื่องจากผ่านมือคนมามาก บนกระดาษจึงดูสกปรกเล็กน้อย ตามมุมยังมีคราบน้ำยาติดอยู่เป็นจุดๆ
ไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ ด้วย เฉาหยางคิดในใจ เขาสัมผัสไม่ได้ถึงพลังควบคุมในพันธสัญญาเลยแม้แต่น้อย
"สุดท้ายก็คือชื่อของฉันค่ะ"
เจินนีพูดพลางจรดปากกาเซ็นชื่อตนเองลงไปอย่างจริงจัง
"ครับ เช่นนี้พันธสัญญาระหว่างคุณกับผมก็ถือเป็นอันสำเร็จ..." เฉาหยางพูดยังไม่ทันจบก็ชะงักไปกะทันหัน เขาเห็นเพียงว่าเสี้ยววินาทีที่เจินนีหยุดจับปากกา ลายมือทั้งหมดบนม้วนกระดาษก็เปล่งแสงออกมา! ชั่วพริบตา พันธสัญญาที่ถูกประทับตราโดยคนนับร้อยฉบับนี้ ก็ส่องประกายนับร้อยแบบออกมาพร้อมกัน พวกมันมีทั้งเข้ม มีทั้งอ่อน ภายใต้แสงสว่างและความมืดที่ขับเน้นกันราวกับเป็นภาพวาดขาวดำที่ทอแสงระยิบระยับ!
ข้อตกลงนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงอกของเฉาหยาง ราวกับเถาวัลย์ที่แห่แหนกันเข้ามารัดตรึงหัวใจของเขา นั่นคือรูปธรรมของพลังควบคุม และเป็นครั้งแรกที่เฉาหยางสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของพันธสัญญาอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้
เป็นไปได้อย่างไร...
ในหมู่พวกเธอมีคนที่ไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะอ่านพันธสัญญาฉบับนี้ออกเลย...
"คุณเป็นอะไรไปคะ?" เจินนีเห็นเขานิ่งเงียบไปนาน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความกังวล "พันธสัญญามีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือเปล่าคะ?"
"เปล่าครับ มันดีมาก" เฉาหยางพับพันธสัญญาเก็บไว้ เขารู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงบนกระดาษ สำหรับคนธรรมดา นี่คือกระดาษที่เต็มไปด้วยรอยประทับสารพัดรูปแบบ แต่มันกลับแบกรับความคาดหวังของวิหารเยนี่เอาไว้ "ผมอยากถามคุณสักคำถามครับ แม่ชีวิหารในวิหารเยนี่ ล้วนศรัทธาในทวยเทพองค์ใดหรือครับ?"
"ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็... คงจะเป็นเทพีแห่งความเมตตาเมเยอร์ และเทพีแห่งความรู้ตีน่าต้ามั้งคะ"
ดังนั้นนี่จึงเป็นที่มาของชื่อวิหารเยนี่สินะ? "เมื่อก่อนหมายความว่ายังไงครับ? หรือว่าตอนนี้ไม่มีใครศรัทธาพวกพระองค์แล้ว?"
"ไม่ค่ะ หลายคนยังคงอธิษฐานต่อพระองค์ ทว่าทวยเทพทั้งสองพระองค์ไม่ได้ตอบสนองต่อผู้ศรัทธามานานมากแล้ว... น่าจะประมาณร้อยปีได้แล้วล่ะค่ะ"
นานขนาดนั้นเลยเหรอ? เฉาหยางจำได้ว่าประวัติศาสตร์ของป้อมรุ่งโรจน์ก็มีเวลาเพียงแค่ร้อยปีเท่านั้น
"เนื่องจากไม่มีการตอบสนองมาเป็นเวลานาน วิหารจึงเริ่มเปิดรับผู้ศรัทธากลุ่มอื่นเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ การที่ทุกคนอธิษฐานต่อทวยเทพก็เหมือนกับความเคยชินมากกว่า แล้วก็ไม่มีใครสนใจด้วยว่าพี่น้องจะอธิษฐานต่อทวยเทพองค์ไหน อย่างเช่นฉันได้รับอิทธิพลมาจากแม่ จึงมักจะอธิษฐานต่อท่านเมเยอร์เสมอ แต่ถ้ามีองค์อื่น..." เธอหยุดพูดกะทันหัน
"องค์อื่นทำไมครับ?"
"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร" เจินนีส่ายหน้าอย่างขอโทษ "โปรดลืมคำพูดเสียมารยาทที่ฉันเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ด้วยนะคะ"
เธอเสียมารยาทงั้นเหรอ? เฉาหยางไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่อย่างน้อยเขาก็ได้รู้เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือแม่ชีวิหารไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาของนิกายใดนิกายหนึ่งทั้งหมด หรือจะพูดให้ถูกคือ พวกเธอเหมือนกับผู้สูญสิ้นศรัทธาที่กำลังหลงทางมากกว่า วิหารจึงกลายเป็นที่พึ่งพิงให้พวกเธอได้มาเกาะกลุ่มรวมกันเพื่อความอบอุ่น บางทีนี่อาจจะอธิบายได้ว่าทำไมรอยประทับตราของพวกเธอถึงมีผล... สำหรับคนเหล่านี้ วิหารเยนี่ก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านแล้ว
หลังจากส่งเจินนีกลับไป จูตี๋ก็ลากตันเอินมานั่งลงตรงหน้าเฉาหยางทันที
"โปรดบอกพวกเราเถอะค่ะ ต่อไปคุณตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?"
"จูตี๋... ถามแบบนี้ออกจะเสียมารยาทไปหน่อยนะ..."
"แต่นายเองก็อยากรู้ไม่ใช่เหรอ? เพราะงั้นสู้บอกท่านเฉาไปตรงๆ เลยดีกว่า!" จูตี๋โน้มตัวไปข้างหน้า สีหน้าจริงจังเป็นอย่างมาก "เมื่อกี้ฉันแอบได้ยินคำว่าพันธสัญญา คุณเจินนียังมีคำขอร้องใหม่อีกใช่ไหมคะ? คุณตั้งใจจะทำยังไง บอกพวกเราได้ไหมคะ?"
ให้ตายสิ แอบฟังยังไม่คิดจะปิดบังเลยแฮะ พูดก็คือ ตอนที่เขาคุยกับแม่ชีวิหาร สองคนนี้ก็เอาหูแนบประตูอยู่ตลอดเลยงั้นสิ?
"ทำไมพวกคุณถึงอยากรู้ขนาดนั้นครับ?"
"ก็เพราะพวกเราเองก็เป็นของเจ้าแห่งดินแดนหรรษา เอ้อ..." พูดยังไม่ทันจบ จูตี๋ก็ถูกตันเอินเอาไหล่กระแทก
ผู้สื่อข่าวหนุ่มกระแอมไอสองครั้ง "เพราะพวกเราอยากช่วยคุณ เหมือนกับที่คุณเคยช่วยพวกเราไว้ไงครับ!"
"แต่เรื่องคราวนี้เกรงว่าจะหนักหนาอยู่นะครับ"
"การบุกโจมตีคฤหาสน์อธิบดีกรมตำรวจไม่เรียกว่าหนักหนาเหรอครับ?" ตันเอินยังคงดึงดัน "เมื่อก่อนผมพึ่งพาปลายปากกาเพื่อหวังจะเปิดโปงความไม่ยุติธรรมและความชั่วร้าย แต่ผลลัพธ์มักจะไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนาเสมอ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับ เพราะลำพังปากกาด้ามเดียวมันไม่มีพลัง มีเพียงคนที่มีพลังอย่างคุณ และตัวตนที่คุณรับใช้อยู่เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสทำให้ศัตรูหวาดหวั่นได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร โปรดให้ผมได้มอบความช่วยเหลือสักส่วนหนึ่งด้วยเถอะครับ!"







