พอเห็นฟางหนานเข็นรถให้เย่ฉุยออกจากประตูไป ไอ้หมอเจี่ยนฝานก็เตรียมจะตามออกไปด้วยทันที แต่กลับถูกฟางซีเจ้าอ้วนดึงตัวเอาไว้เสียก่อน
ตอนที่ออกจากอพาร์ตเมนต์ เย่ฉุยหันกลับไปมองแวบหนึ่ง บนใบหน้าของเจี่ยนฝานเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเคียดแค้น ช่างดูอมทุกข์เหลือเกิน หมอนี่น่าจะชอบพอฟางหนานและคงตามจีบมาพักใหญ่แล้ว แต่ฟางหนานก็มีท่าทีเย็นชาใส่เขามาตลอด ทว่าตอนนี้ฟางหนานกลับดูแลเย่ฉุยที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานอย่างเอาใจใส่ทุกระเบียดนิ้ว
เป็นทั้งพี่เลี้ยงเต็มเวลาแถมพ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดสาวส่วนตัวเลยไม่ใช่หรือไง?
เรื่องนี้ยิ่งทำให้จิตใจของเจี่ยนฝานที่เดิมทีก็ไม่ได้กว้างขวางอะไร ยิ่งคับแคบลงไปอีก...
ทว่าเย่ฉุยกลับรู้สึกสบายใจไร้กังวล ในสตูดิโอเจี่ยนฝาน สิ่งที่เขาให้ความสำคัญก็คือสองพี่น้องฟางหนานและฟางซี วันนี้เริ่มงานอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้เห็นความสามารถในการเขียนโปรแกรมของไป๋มี่อวิ๋นสมาชิกสาวลึกลับแล้ว เมื่อเทียบกัน เจี่ยนฝานถือว่าอยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น
อีกสามคนล้วนเป็นคนมีฝีมือ เย่ฉุยจึงไม่สนใจไอ้เจี่ยนฝานเลยสักนิด เขาคิดว่าถ้าเกิดผิดใจกับเจี่ยนฝานจนตึงเครียดเกินไปจริงๆ... งั้นก็แค่หาวิธีเตะไอ้เจี่ยนฝานออกจากสตูดิโอเจี่ยนฝานก็สิ้นเรื่อง
การทำตัวเป็นนกเขาแย่งรังนกกางเขนอะไรทำนองนั้น พอลองคิดดูก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ
เย่ฉุยไม่ได้รู้สึกว่าความคิดแบบนี้ของตัวเองมืดมนตรงไหน การมาเกิดใหม่ในโลกนี้เขาเป็นแค่คนพิการที่กำลังร้อนเงิน เพื่อเป้าหมายนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความกล้าที่จะทำทุกวิถีทางอยู่บ้าง
อันที่จริงตอนที่คิดจะเริ่มต้นจากสตูดิโอนั้น เย่ฉุยก็เคยคิดที่จะก่อตั้งสตูดิโอของตัวเองมาก่อน
ผลงานเกมจับคู่ภาพและนิยายอีกสองสามเรื่องทำรายได้ให้เขาหลายแสน การตั้งสตูดิโอขนาดพอๆ กับสตูดิโอเจี่ยนฝานจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าหลังจากเย่ฉุยศึกษาตลาดดูก็เข้าใจว่า การสร้างสตูดิโอนั้นถึงจะง่าย แต่จะให้มีมาตรฐานกลับไม่ง่ายเลย เหตุผลง่ายมาก นั่นคือคนเก่งๆ หายาก
แม้ระบบคอมพิวเตอร์แสงของโลกนี้จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่การเขียนโปรแกรมยังถือเป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ราวกับช่วงที่คอมพิวเตอร์เพิ่งเฟื่องฟูในโลกก่อน การเรียนคอมพิวเตอร์กลายเป็นที่นิยม บุคลากรด้านนี้จึงค่อนข้างขาดแคลน
สถานการณ์ตอนนี้ก็คล้ายคลึงกัน คนเก่งระดับหัวกะทิล้วนถูกบริษัทคอมพิวเตอร์แสงขนาดใหญ่ดึงตัวไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็มีฝีมือปะปนกันไปทั้งดีและแย่ การจะหาคนที่มีความสามารถมากพอสักสองสามคนมาตั้งสตูดิโอจะไปง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร?
บนเว็บบอร์ดของสหพันธ์ซอฟต์แวร์นั้นมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์แฝงตัวอยู่นับไม่ถ้วน ทว่าความสามารถในการควบคุมการเขียนโปรแกรมของคนเหล่านี้ก็พอๆ กับเย่ฉุย ล้วนเป็นพวกที่เข้าบริษัทใหญ่ไม่ได้เลยต้องมาทำธุรกิจของตัวเอง ฝีมือจัดว่าขัดสนอยู่พอตัว คนพวกนี้มักถูกเรียกกันติดปากว่า "ชาวนาซอฟต์แวร์" ซึ่งก็คือชาวนาในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์นั่นเอง
เพราะเข้าใจในจุดนี้ ตอนนั้นเย่ฉุยถึงได้นำสตูดิโอเจี่ยนฝานมาเป็นตัวเลือกที่ต้องพิจารณา
สตูดิโอเจี่ยนฝานค่อนข้างมีชื่อเสียง ซึ่งจะง่ายกว่าการที่เย่ฉุยไปตั้งขึ้นมาเองมาก
ตอนที่ไปเยือนสตูดิโอเจี่ยนฝานครั้งแรก อันที่จริงเย่ฉุยก็แค่มองว่านี่เป็นหนึ่งในทางเลือกเท่านั้น แต่พอได้เห็นฟางหนานและฟางซี เย่ฉุยก็ตัดสินใจได้ทันที บุคลากรของสตูดิโอนี้เหมาะสมกับสตูดิโอเกมอย่างถึงที่สุด ให้ตายเขาก็ไม่ยอมไปไหนเด็ดขาด ถ้าจะมีใครต้องไป คนคนนั้นก็ต้องเป็นเจี่ยนฝาน...
"ฉุยฉุย ทำไมนายถึงรู้ไอเดียเกมเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ เก่งจังเลยนะ ระหว่างที่เรากำลังพัฒนากันอยู่ ฉันก็แทบจะอดใจรอเล่นไม่ไหวแล้วเนี่ย" บนรถประจำทาง ฟางหนานเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
บนใบหน้าที่เรียกได้ว่างดงามไร้ที่ตินั้น มีสีหน้าที่เรียกว่าความเลื่อมใสศรัทธาประดับอยู่
การถูกคนสวยยกย่องเลื่อมใส ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกดี เย่ฉุยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาหัวเราะหึๆ ออกมา "ก็แค่คิดขึ้นมามั่วๆ ตอนว่างไม่มีอะไรทำน่ะ แล้วไอเดียเกมที่ฉันเอาออกมาตอนนี้ถือว่าเยอะแล้วเหรอ? ไอเดียแบบนี้ในหัวฉันยังมีอีกเป็นกระบุง เรื่องจิ๊บจ๊อยน่า"
ดวงตาของฟางหนานเป็นประกายวิบวับ "ถ้างั้นตอนนี้นายช่วยเล่าไอเดียอีกสักเรื่องให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?"
"ได้สิ" เย่ฉุยรับปากอย่างไม่ใส่ใจ
เห็นเขามองซ้ายมองขวา จู่ๆ ดวงตาก็สว่างวาบ บนรถประจำทางคันนี้คนไม่เยอะเท่าไหร่ มีเด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปีคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งด้านข้าง ตั้งแต่ขึ้นรถมาเมื่อครู่นี้ เด็กคนนี้ก็แอบมองฟางหนานมาตลอด ก็เป็นสาวสวยระดับนี้นี่นะ เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนไหนเห็นเข้าก็มีสภาพแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
พอเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ เย่ฉุยก็พลันนึกถึงเกมคลาสสิกที่เข้ากับสถานการณ์ขึ้นมาได้เกมหนึ่ง
เขาจึงกลั้นยิ้มแล้วพูดกับฟางหนานว่า "อย่างเช่นไอเดียเกมนี้ ในเกมนี้ผู้เล่นสามารถควบคุมตัวละครผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้บังเอิญได้พบกับสาวสวยคนหนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มสะกดรอยตามสาวสวยคนนี้ เงื่อนไขของการสะกดรอยตามคือห้ามให้อีกฝ่ายจับได้ แถมผู้ชายคนนี้ยังสามารถใช้ไอเทมอะไรพวกนี้ได้ด้วย แน่นอนว่าตอนจบของการสะกดรอยตาม ทั้งสองคนจะได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข"
ตอนที่พูดถึงคำว่ามีความสุข เย่ฉุยก็จงใจเน้นเสียงให้หนักขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาของฟางหนานสว่างวาบขึ้นมาทันที "ฟังดูน่าสนใจมากเลยนะ ต้องสนุกแน่ๆ ฉุยฉุย ไม่สู้ว่าเกมต่อไปพวกเรามาพัฒนาเกมนี้กันดีไหม?"
"เอ่อ... แบบนั้นคงไม่ค่อยดีมั้ง" เย่ฉุยพูดหน้าเจื่อน
บ้าเอ๊ย นี่มันเกม Biko ชื่อดังเชียวนะ ถึงแม้ว่าโลกนี้จะมีการควบคุมเรื่องพวกนี้หละหลวมกว่ามาก แต่เย่ฉุยก็ยังไม่คิดจะเอาเกมพรรค์นี้ออกมามอมเมา (มอบความสุขให้) เหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายหรอกนะ
(ปล. ใครไม่รู้จักเกมนี้ก็ไปเสิร์ชหาเว็บ Baidu ดูเอาเองนะ~~)
เมื่อครู่นี้เขาก็แค่พูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเอง
"ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ?" ฟางหนานกลับไม่เข้าใจ "ผู้ชายแอบตามผู้หญิงที่ชอบ น่ารักออกจะตาย ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความรักใสๆ เลย"
"ความรู้สึกใสๆ งั้นเหรอ..." เย่ฉุยกรอกตาบน นี่มันเรียกว่าไอ้โรคจิตชอบสตอล์กเกอร์ชัดๆ เลยเถอะ...
แต่ในคำอธิบายของเขาเมื่อครู่ก็ตัดส่วนที่เร้าใจที่สุดของเกมทิ้งไปจริงๆ นั่นแหละ มิน่าล่ะฟางหนานถึงได้คิดว่ามันน่าสนใจ
เขาหาข้ออ้างว่า "เกมนี้ควรพัฒนาเป็นแบบ 3D จะดีที่สุด ด้วยความสามารถและเทคโนโลยีของพวกเราในตอนนี้ยังพัฒนาในสเกลระดับนี้ไม่ได้หรอก เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน"
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง" ฟางหนานหงอยไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็พูดกับเย่ฉุยด้วยความคาดหวังว่า "วันหลังพวกเราต้องพัฒนาเกมนี้ให้ได้นะ อ้อ แล้วฉันขอเป็นนางเอกในเกมด้วยล่ะ คนที่เป็นสาวสวยที่ถูกสะกดรอยตามคนนั้นน่ะ ฮี่ๆ"
"..."
เมื่อเห็นท่าทางลำพองใจของฟางหนาน เย่ฉุยก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีแล้ว
เขาพยักหน้าอย่างยากลำบากนิดหน่อย "ก็ได้ รูปลักษณ์ของนางเอกในเกม ฉันจะใช้หน้าตาของเธอมาพัฒนาก็แล้วกัน"
เย่ฉุยตัดสินใจแล้ว ถ้าเกิดเกมนี้ถูกพัฒนาออกมาจริงๆ ล่ะก็...
ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้เล่น มันต้องเป็นเกมส่วนตัวของเขาแบบไม่มีข้อแม้เด็ดขาด!
หลังจากพูดคุยกันอย่างสนุกสนานแบบนี้ ครึ่งชั่วโมงกว่าให้หลัง เย่ฉุยกับฟางหนานก็มาถึงสถานที่ที่นัดหมายกับเย่หลิงเอาไว้ ซึ่งก็คือร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
ตอนที่ฟางหนานเข็นรถให้เย่ฉุยมาถึงหน้าร้านกาแฟ เย่ฉุยก็มองเห็นเย่หลิงน้องสาวคนเล็กกำลังยืนอยู่ตรงประตูตั้งแต่แวบแรก
เย่หลิงสวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ แต่กลับปิดบังความรู้สึกบริสุทธิ์ผุดผ่องจางๆ ที่แผ่ออกมาจากทั่วทั้งตัวไว้ไม่มิด ภาพลักษณ์แบบนี้ของเธอหากไปอยู่ในโลกก่อนของเย่ฉุย ขอแค่โปรโมตสักหน่อยก็ต้องกลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์อย่างแน่นอน หรือกระทั่งเดบิวต์เป็นดาราเลยก็มีความเป็นไปได้สูงมาก
ทว่าตอนนี้เย่หลิงคงจะกำลังกังวลเรื่องค่าฉีกสัญญาอยู่ สีหน้าจึงดูหม่นหมองเล็กน้อย เธอเอามือไพล่หลัง ก้มหน้าและใช้ปลายเท้าเตะพื้นไปมา
"เสี่ยวหลิง" เย่ฉุยร้องทัก
"พี่!" เย่หลิงเงยหน้าขึ้น พอเห็นเย่ฉุยบนใบหน้าก็ปรากฏความดีใจขึ้นมาสายหนึ่ง เธอรีบเดินเข้ามาหาและอธิบายอย่างร้อนรน "พี่คะ หนูขอโทษ ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเองที่เมื่อวานดันลืมเรื่องค่าฉีกสัญญาไปซะสนิท..."
"ไม่เป็นไร" เย่ฉุยพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม "ต่อให้เธอไม่ลืมเรื่องค่าฉีกสัญญา เมื่อวานฉันก็ต้องพาเธอออกมาอยู่ดีนั่นแหละ" เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "แล้วไอ้เด็กหนุ่มทรงซามัตเตอนั่นอยู่ที่ไหนล่ะ?"
"ซามัตเตอ?" เย่หลิงชะงัก โลกใบนี้ยังไม่มีคำว่าซามัตเตอฮิตขึ้นมา
"ก็ไอ้คนที่ชื่อเกาหยางอะไรนั่นไง" เย่ฉุยอธิบาย
"อ๋อ" เย่หลิงพยักหน้า จากนั้นก็ชี้ไปที่ร้านกาแฟด้านข้าง "เมื่อกี้หนูนัดเขาออกมาแล้วล่ะ เขาอยู่ข้างในนั้น"
เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกของร้านกาแฟ เย่ฉุยก็มองเห็นไอ้หนุ่มซามัตเตอคนนั้นอย่างรวดเร็ว การแต่งตัวสไตล์อินดี้สีสันฉูดฉาดแบบนั้นมันช่างสะดุดตาเหลือเกิน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครสังเกตเห็น
พอเห็นการแต่งตัวแบบนี้ เย่ฉุยก็พลันนึกถึงโน้ตเพลงที่ตัวเองกับฟางหนานช่วยกันทำอย่างยากลำบากเมื่อคืนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงภาพเกาหยางกำลังร้องเพลงด้วยสีหน้าสุดแสนจะอินว่า "สาวดัดฟัน ความสวยช่างร้ายกาจ น้องสาวมีเรียวขาที่ทรงพลังขนาดนี้..."
บ้าเอ๊ย โคตรจะน่าสนุกเลยไม่ใช่หรือไง!
***
ขอโหวต chayexs.com ขอคนกดเก็บเข้าชั้น chayexs.com หน่อยน้า~~~