ซูเสี่ยวม่านมาที่ห้องทำงานซีอีโอครั้งนี้ใช้เวลาอยู่นานกว่าปกติมาก...
เธอกลับไปที่ห้องทำงานผู้จัดการทั่วไปของตัวเอง ดึงกระดาษทิชชู่มาเช็ดมุมปากที่เหนียวเหนอะหนะเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มทำงานของวันนี้ต่อไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภายในห้องทำงานซีอีโอ
ลู่หมิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บอสหลังโต๊ะทำงานนิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับผู้ทรงศีล หมดอารมณ์แบบนั้นไปแล้ว
ตอนนั้นเองโทรศัพท์ตั้งโต๊ะก็ดังขึ้น เมื่อรับสายก็ได้ยินเสียงของหลี่หมิงหยาง "บอสครับ อีกห้านาทีจะเริ่มช่วง Call Auction แล้วครับ"
ลู่หมิงตอบกลับไปว่า "ผมเหนื่อยนิดหน่อย เช้านี้สภาพไม่ค่อยพร้อมเลยไม่เข้าไปแล้ว คุณคอยดูอยู่ตรงนั้นแหละ กองทุนสร้างพอร์ตเสร็จแล้วไม่มีอะไรให้ต้องขยับหรอก แค่รักษาสถานะถือหุ้นเต็มพอร์ตไว้ก็พอ ถ้ามีเงินทุนจองซื้อเข้ามาเพิ่มก็แค่เติมเข้าไปตามสัดส่วนก็พอ"
หลี่หมิงหยางตอบ "เข้าใจแล้วครับ!"
ลู่หมิงวางสายโทรศัพท์ อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ "เล่นหุ้นวีไอนี่แหละดีที่สุด ทั้งหอมหวานทั้งสบาย นอนรอรับชัยชนะ..."
เมื่อเวลาแห่งผู้ทรงศีลถูกขัดจังหวะเขาก็ขี้เกียจจะทำตัวปลงตกอีกต่อไป จึงลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างในห้องทำงานสองสามบานเพื่อให้รับอากาศภายนอกเข้ามา เครื่องฟอกอากาศเองก็กำลังทำงานอยู่เช่นกัน
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาหยิบโทรศัพท์ตั้งโต๊ะโทรไปที่ห้องทำงานของอันอี้โหรว ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็มาที่ห้องทำงานของลู่หมิงอีกครั้ง ครั้งนี้หลังจากเข้ามาแล้วเธอเลือกที่จะล็อคประตูจากด้านใน ถือว่าฉลาดเรียนรู้ขึ้นแล้ว
"เรียกฉันมาทำไมคะ?"
"เอาโทรศัพท์มือถือมาให้ผมสิ"
ลู่หมิงเห็นเธอเดินมาก็ยื่นมือออกไป อันอี้โหรวไม่รู้ว่าเขาจะเอาโทรศัพท์มือถือของเธอไปทำอะไร แต่ก็ส่งให้เขาอย่างไม่ลังเล
ลู่หมิงเปิดกล้องโทรศัพท์มือถือทันที แล้วเริ่มถ่ายรูปหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง อันอี้โหรวเห็นภาพนี้ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ "คุณกำลังทำอะไรคะ?"
"ทางครอบครัวคุณไม่ได้ส่งคุณมาใช้มารยาหญิงยั่วยวนผมเพื่อหาโอกาสขโมยข้อมูลลับภายในของเทียนเซิ่งหรอกเหรอ? นี่ไง ผมกำลังสร้างผลงานให้สายลับอย่างคุณอยู่" ลู่หมิงเคาะแป้นพิมพ์สองสามครั้งเพื่อสลับไปยังอีกหน้าต่างหนึ่ง ถ่ายรูปต่อไปพลางเสริมว่า "ถ่ายรูปโดยตรงนี่แหละปลอดภัยที่สุด การดาวน์โหลดจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ พ่อของคุณสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่ากว่าห้าแสนล้านขึ้นมาได้ จะประมาทความตื่นตัวของเขาไม่ได้หรอกนะ"
อันอี้โหรวค้อนขวับใส่เขาแล้วบ่นกระปอดกระแปด "คุณก็พูดมาตรง ๆ ว่าพ่อฉันเป็นจิ้งจอกเฒ่าก็จบแล้วนี่~?"
ลู่หมิงเอียงคอมองเธอแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม "ดูออกเลยนะว่าคุณมันคือนางปีศาจน้อยจอมป่วน? คุณหลอกพ่อตัวเองก็แล้วไปเถอะ ยังจะลากผมไปหลอกว่าที่พ่อตาในอนาคตของผมอีก"
อันอี้โหรวถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงอ่อนระทวยบ่นอุบอิบ "อ๊าย คุณนี่น่ารังเกียจจริง ๆ~"
นี่มัน...
ลู่หมิงคิดในใจว่าถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ใจสู้แต่ร่างกายไม่ไหวล่ะก็ เขาคงจับแม่สาวน้อยคนนี้กดลงตรงนั้นแล้วจัดการให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
สุดท้ายลู่หมิงก็เดินออกมาจากโต๊ะทำงาน โอบเอวแฟนสาวตัวน้อยมานั่งที่โซฟาด้านข้าง คืนโทรศัพท์มือถือให้แฟนสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของเขา "คุณเป็นผู้ช่วยซีอีโอ สามารถเข้าออกห้องทำงานผมได้ การถ่ายข้อมูลภายในพวกนี้ได้ก็สมเหตุสมผลดี ตอนนี้ส่งไปให้พวกเขาได้เลย จะผ่านวีแชตหรือข้อความก็ได้"
อันอี้โหรวเปิดหน้าต่างแชตส่วนตัวของอันจิ่นหงในวีแชตทันที จากนั้นก็ส่งรูปที่ลู่หมิงถ่ายไปให้ ผ่านไปเพียงสามถึงห้าวินาทีเขาก็ตอบกลับมาหลายข้อความติด ๆ กัน:
[เยี่ยมมากน้องเล็ก ข้อมูลภายในพวกนี้สำคัญมาก]
[เธอต้องระวังตัวหน่อยนะ รักษาความปลอดภัยด้วยอย่าให้ถูกจับได้ ไม่งั้นจะโดนฟ้องร้องเอาได้]
[แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เธอเป็นคุณหนูของตระกูลอัน ต่อให้โดนฟ้องร้องตระกูลก็จะจัดการให้เอง]
[แค่นี้ก่อนนะ]
อันจิ่นหงฝันไปก็คงนึกไม่ถึงว่าตัวเองโดนสายลับสองหน้าเล่นงานเข้าแล้ว ข้อความที่เขาส่งมาในตอนนี้ล้วนถูกลู่หมิงมองดูส่งมาทีละข้อความ ๆ
...
หลังจากที่อันอี้โหรวออกจากห้องทำงานไป ลู่หมิงก็เปิดคอมพิวเตอร์ทำงานเพื่อดูสถานการณ์ตลาดทุนของวันนี้ ตอนนี้ตลาดเปิดมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว ในระหว่างที่ตลาดเปิดทำการลู่หมิงก็ไม่สามารถเข้าไปในห้องซื้อขายได้ และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถติดต่อพูดคุยกับคนในห้องซื้อขายได้เช่นกัน
ในทางเทคนิคแล้วย่อมทำได้ แต่มันผิดกฎหมาย ลู่หมิงมักจะแหกกฎอย่างสมเหตุสมผลภายใต้ขอบเขตของกฎเกณฑ์มาโดยตลอด
วันนี้หุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันในช่วง Call Auction เปิดกระโดดด้วยราคา 16 หยวน บวก +3.29% จากนั้นในเวลา 9.45 น. ราคาก็พุ่งขึ้นไปถึง 17.05 หยวน ชนเพดานซิลลิ่ง
การที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้าซื้อหุ้นจนถึงเกณฑ์ต้องรายงานติดต่อกันสองครั้งในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันพุ่งสูงขึ้นถึง +35.85% ในระยะสั้น ซึ่งนี่เป็นการทำลายแผนการของกลุ่มซื้อคืนภายในของกลุ่มบริษัทตระกูลอันไปโดยสิ้นเชิง
ทว่าในตอนนี้สำหรับกลุ่มบริษัทตระกูลอันแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าการซื้อหุ้นคืนของบริษัทก็คือ การที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้าซื้อหุ้นจนถึงเกณฑ์ 10% อย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มบริษัทตระกูลอันไปแล้ว
...
"หากอ้างอิงจากข้อมูลนี้เพียงอย่างเดียว ในทางทฤษฎีจำเป็นต้องดันต้นทุนการถือครองเฉลี่ยของเทียนเซิ่งแคปปิตอลให้สูงกว่า 16.22 หยวน จากนั้นก็ทุบราคาหุ้นให้ต่ำกว่า 13 หยวน พวกเขาก็จะพอร์ตแตกและถูกบังคับขายแล้ว"
ภายในห้องทำงานประธานบริษัทที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาคนหนึ่งกำลังวิเคราะห์ให้อันฉีหลงฟัง เขาคือทนายความจากฝ่ายกฎหมายของบริษัท เขาพูดเสริมว่า "ท่านประธานครับ แต่มีข้อแม้ว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ"
"ข้อมูลเชื่อถือได้แน่นอนครับ นี่เป็นข้อมูลที่หลุดออกมาจากภายในระดับสูงของเทียนเซิ่ง" อันจิ่นหงกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทนายความก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก เขาเพียงต้องการเตือนให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นแพะรับบาปในภายหลัง พูดให้ชัดเจนไว้ก่อนถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้นมาจะได้โยนความผิดมาให้ฝ่ายกฎหมายไม่ได้
"ท่านประธานครับ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่ก็ยังเป็นหมากที่เสี่ยงมากอยู่ดี หากเทียนเซิ่งแคปปิตอลต้านทานเอาไว้ได้ การที่พวกเขาเข้าซื้อหุ้นจนถึงเกณฑ์ครั้งที่สามสำเร็จก็หมายความว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะสูงถึง 15% เมื่อถึงจุดนั้น ในทางทฤษฎีเขามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสถานการณ์พลิกผันต่ออำนาจการควบคุมบริษัท การใช้ 'กลยุทธ์ยาพิษ' โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อเจือจางสัดส่วนการถือหุ้นในมือของเขาต่างหาก ถึงจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดครับ" ทนายความคนนี้กล่าวอีกครั้ง
ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทตระกูลอันรับมือกับเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่มาอย่างไม่เป็นมิตร ปัจจุบันพวกเขาได้กำหนดแผนการขึ้นมาผ่านความลับทางการค้าที่อันอี้โหรว "ขโมย" ออกมา นั่นคือการดันราคาหุ้นเพื่อเพิ่มต้นทุนการเข้าซื้อหุ้นของเทียนเซิ่งแคปปิตอล
จากนั้นก็ทุบราคาหุ้นลงมา ทำให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลพอร์ตแตกและถูกบังคับขาย ถึงเวลานั้นก็จะสามารถรับช่วงต่อหุ้นที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลถือครองในราคาต่ำจากบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารได้ ด้วยวิธีนี้จะเป็นการขัดขวางการกว้านซื้อกิจการอย่างเป็นปรปักษ์ของเทียนเซิ่งแคปปิตอล อีกทั้งยังบรรลุแผนการซื้อหุ้นคืน และยังสามารถข่มขวัญกลุ่มทุนที่ไม่ประสงค์ดีได้อีกด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว
ผลตอบแทนสูงมาก แต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน เพราะหากเทียนเซิ่งแคปปิตอลต้านทานแรงกดดันจากการพอร์ตแตกเอาไว้ได้ หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในช่วงเวลานี้ อย่างเช่นจาวอวิ๋นทรัสต์อัดฉีดเงินทุนช่วยเหลือเทียนเซิ่ง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเป็นปัญหาใหญ่แล้ว
ฝ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทตระกูลอันถึงกับเคยสงสัยว่า เบื้องหลังนี้จาวอวิ๋นเป็นผู้บงการอยู่หรือไม่ เทียนเซิ่งแคปปิตอลและลู่หมิงเป็นเพียงเป้าลวงที่ถูกผลักให้มาอยู่เบื้องหน้าหรือเปล่า
เรื่องเหล่านี้ล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
อันฉีหลงได้ยินข้อเสนอของทนายความก็รู้สึกจนปัญญาอยู่ลึก ๆ เขาพูดว่า "แผนการออกหุ้นเพิ่มทุนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีสัดส่วนถือหุ้นมากกว่า 20% ลงมติคัดค้าน การเพิ่มทุนก็จะไม่สามารถผ่านได้ แม้ว่าปัจจุบันเทียนเซิ่งแคปปิตอลจะมีอยู่ 10% แต่การออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงจะลดค่า EPS และ ROE ลง ซึ่งนี่ย่อมผลักดันให้นักลงทุนรายย่อยหันไปยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเทียนเซิ่งแคปปิตอลเพื่อร่วมกันขัดขวางไม่ให้แผนการผ่านความเห็นชอบ"
เนื่องจากสาเหตุการพัฒนาในยุคแรกเริ่มของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นกระจัดกระจายเกินไป ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ฝ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทก็ตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน จึงเริ่มทำการซื้อหุ้นคืนเพื่อรวบรวมหุ้นที่กระจัดกระจายให้มารวมศูนย์
ในท้ายที่สุด อันฉีหลงก็ยังคงตัดสินใจเดินหมากเสี่ยง โดยใช้วิธีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อดันราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันให้สูงกว่า 20 หยวน
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ อันฉีหลงไม่ได้ใช้วิธีการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเพื่อดันราคาหุ้น เพราะหุ้นที่บริษัทซื้อคืนนั้นไม่มีสิทธิออกเสียง การลดลงของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากับการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมดโดยอ้อม ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเทียนเซิ่งแคปปิตอลด้วย
อาจกล่าวได้ว่า หากปัญหาของเทียนเซิ่งแคปปิตอลไม่ได้รับการแก้ไข แผนการซื้อหุ้นคืนของฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัทตระกูลอันก็ไม่มีทางที่จะเริ่มต้นได้อีกอย่างแน่นอน
เดิมทีการซื้อหุ้นคืนก็เพื่อรวบรวมหุ้นให้กลับมา เพื่อให้สัดส่วนการถือหุ้นของตระกูลอันสูงขึ้น
เช่นนั้นก็มีเพียงตระกูลอันต้องควักกระเป๋าตัวเอง เอาเงินสดจริง ๆ ไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นและดันราคาหุ้นขึ้น และจำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วย ในสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้โดยปริยายว่าเทียนเซิ่งแคปปิตอลจะทำการเข้าซื้อหุ้นจนถึงเกณฑ์ครั้งที่สามที่ระดับ 15% สัดส่วนการถือหุ้นของตระกูลอันจะต้องเกินกว่าจำนวนนี้ จึงจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนมือได้
...