ติ๊ง!
เสียงดังขึ้นเบาๆ
ลิฟต์เริ่มทำงานอีกครั้งและทะยานขึ้นไปต่อ
เมื่อครู่ตอนที่ลิฟต์จอด ผู้ใช้พลังอาชีพคนอื่นๆ ล้วนลงจากลิฟต์และเดินเข้าไปในชั้นนั้นหมดแล้ว
วินาทีนี้
จึงเหลือเพียงเฉินฮ่าวอวี่และเสิ่นเย่สองคนที่ยืนอยู่ในลิฟต์
เฉินฮ่าวอวี่หันหน้าออกไปทางผนังกระจกใส มองดูทิวทัศน์มุมสูงด้านนอกพลางส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจครั้งแล้วครั้งเล่า
เสิ่นเย่มองแผ่นหลังของเขา จู่ๆ ความรู้สึกหนาวเหน็บก็แล่นปราดเข้ามาในใจ
"ฉันพบศพที่หน้าตาเละเทะจำเค้าเดิมไม่ได้อยู่ศพหนึ่ง"
—ใครกันนะ?
ถ้าเป็นคนที่เขารู้จัก—
ติ๊ง!
"ถึงชั้นหอพักพนักงานแล้ว โปรดเดินด้วยความระมัดระวัง"
ลิฟต์หยุดนิ่ง พร้อมกับเสียงเตือนอันอ่อนโยนดังขึ้น
ประตูเปิดออก
"ไปเถอะพี่เย่ ผมล่ะอยากเห็นที่อยู่ของพวกพี่มาตลอดเลยนะ"
เฉินฮ่าวอวี่พูดอย่างตื่นเต้น
"ไปสิ" เสิ่นเย่ตอบเสียงเบา
ทั้งสองก้าวเดินเข้าไปในโถงทางเดิน
เสิ่นเย่เดินไปพลาง ทบทวนความทรงจำต่อไปพลาง
ตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า เริ่มแรกเขาถูกพ่อมาส่งที่โรงเรียน จากนั้นก็เรียนในห้อง ต่อด้วยการสอบจำลอง มีเรื่องชกต่อยกับเด็กผู้ชายหลายคนจนครูแห่กันมา เฉียนหรูซานมาคุยกับเขาด้วยตัวเอง แล้วก็ไปสถานีตำรวจ จากนั้นก็ไปเจอพ่อแม่ และสุดท้ายก็มาถึงตึกของกลุ่มยุทธ์วิถีมนุษย์
ในบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ เฉินฮ่าวอวี่ไม่มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับเขาเลย
รอบตัวมีแต่คนเต็มไปหมด
เดี๋ยวก่อน!
ตอนเช้าที่เจอกันในห้องเรียน หมอนั่นพูดว่าอะไรนะ?
"พี่เย่ ตอนเที่ยงเดี๋ยวผมเลี้ยงอาหารตามสั่งนะ"
หลังจากนั้น...
ตอนสอบจำลอง เขาแยกตัวออกจากกลุ่มใหญ่และขึ้นไปบนดาดฟ้า
หลังจากเขาเข้า "ประตู" ไป เขาก็สลายประตูทิ้ง!
ดังนั้นเฉินฮ่าวอวี่ถึงหาเขาไม่เจอแม้จะค้นทั่วทั้งอาคารเรียนแล้วก็ตาม!
ทว่าพอเขากลับมาปุ๊บ ก็ได้รับข้อความที่อีกฝ่ายส่งมาทันทีว่า:
"ทำไมยังไม่มาอีก ตกส้วมไปแล้วหรือไง?"
จากนั้น...
หลังสอบจำลองเสร็จ เฉินฮ่าวอวี่ไปล้างสีบนตัว และนัดกินข้าวเที่ยงกับเขาอีกครั้ง
เขาก็ยังไม่ได้ไปหาอีกฝ่ายอยู่ดี
อาศัยช่วงที่อีกฝ่ายไปล้างตัว เขากลับไปทำโจทย์ที่ห้องเรียน จากนั้นก็มีเรื่องชกต่อยกับพวกซุนหมิง จนดึงดูดความสนใจจากครูและตำรวจ
เฉียนหรูซานก็มาด้วย
—ด้วยความบังเอิญหลายอย่างประกอบกัน เขาจึงไม่ได้กินข้าวกับเฉินฮ่าวอวี่!
แต่ทว่า!
แต่หมอนั่นพยายามหาโอกาสอยู่ตามลำพังกับเขามาตลอด!
นี่มันเพราะอะไรกัน?
เสิ่นเย่ประดับรอยยิ้มบนใบหน้า ยกนิ้วชี้ไปที่ประตูบานหนึ่งสุดโถงทางเดิน
"นั่นไงหอพักของฉัน"
เฉินฮ่าวอวี่มองตามทิศทางที่เขาชี้ ขณะกำลังจะอ้าปากพูด ท่อนแขนก็พลันกลายเป็นเส้นสีดำอันดุดันเฉียบคม
อากาศส่งเสียงกรีดร้องราวกับถูกฉีกกระชาก ทว่าเส้นสีดำนั้นกลับฟันไม่โดนอะไรเลย!
"เอ๊ะ? อยู่นี่เอง!"
เฉินฮ่าวอวี่แสยะยิ้ม ร่างกายบิดงอเป็นส่วนโค้งอันพิลึกพิลั่น หมุนตัวตวัดฟันการโจมตีครั้งที่สองออกไป
"โดนล่ะ—"
เฉินฮ่าวอวี่คำรามลั่น
มีดโค้งเรียวยาวในมือของเขาแทงทะลุร่างเงาสายหนึ่ง
ฉึก
คมมีดทะลวงผ่านร่างของเสิ่นเย่ เสียบทะลุผนังจนเกิดเสียงดังเบาๆ
ทว่าสีหน้าของเฉินฮ่าวอวี่กลับเปลี่ยนไป
ร่างของเสิ่นเย่ค่อยๆ จางลง กลายเป็นโปร่งใส และหายวับไปในที่สุด
ฟันวืดอีกแล้ว!
ภาพลวงตาเหรอ? เป็นไปได้ยังไง!
ไอ้อ่อนนั่นจะมีวิชาท่าร่างระดับสูงขนาดนี้ได้ยังไงกัน!
พละกำลังมหาศาลสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจม—
ใบหน้าของเฉินฮ่าวอวี่ถูกเท้าข้างหนึ่งเตะเข้าอย่างจังจนบิดเบี้ยวผิดรูป พร้อมกับเสียงกระดูกร้าว "กร๊อบ" ดังขึ้น
ตู้ม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว
เขากลายเป็นเงาเลือนลางปลิวละลิ่วออกไป ถอยร่นไปหลายสิบเมตร หล่นลงที่อีกฟากของโถงทางเดิน ก่อนจะรีบกลิ้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล
"แกเป็นใคร—แกไม่ใช่เสิ่นเย่นี่!" เฉินฮ่าวอวี่พูดด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว
เสิ่นเย่มองเขาพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"นายก็ไม่ใช่เฉินฮ่าวอวี่เหมือนกัน"
"ฉันไม่ใช่" อีกฝ่ายยอมรับ
"แล้วเฉินฮ่าวอวี่ล่ะ?" เสิ่นเย่ถาม
"มันตายแล้ว และเดี๋ยวแกก็ต้องตายตามไปติดๆ นั่นแหละ" อีกฝ่ายหัวเราะ
เสิ่นเย่ตกอยู่ในความเงียบ
บนจอประสาทตาของเขา ตัวอักษรเรืองแสงเล็กๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด:
"คุณจัดสรรแต้มคุณลักษณะอย่างต่อเนื่อง ปลดปล่อยทักษะสามชนิด ได้แก่ 'กวางเยื้องย่างใต้เงาจันทร์' 'วิชาพรางเงา' และ 'สายลมเหมันต์'"
"ด้วยเหตุนี้ คุณจึงใช้กระบวนท่าสาย 'ใต้เงาจันทร์' ชั่วคราว 'จันทร์เหมันต์สะท้านฟ้า' (ไม่สมบูรณ์) ผลลัพธ์มีดังนี้:"
"ผลักศัตรูให้ถอยร่นอย่างแน่นอน,"
"เงาลวงตาที่คุณสร้างขึ้นจะแสดงรูปลักษณ์เดียวกับคุณ มีความแนบเนียนตบตาได้ดียิ่งขึ้น,"
"ความเร็วในการเคลื่อนที่ของคุณเพิ่มขึ้น 30% เป็นเวลาสิบวินาที"
"อาศัยการใช้ 'จันทร์เหมันต์สะท้านฟ้า' (ไม่สมบูรณ์) ได้สำเร็จในครั้งนี้ ร่างกายของคุณได้รับการฝึกฝนอย่างเหนือชั้น"
"พละกำลังของคุณเพิ่มขึ้น 0.1, ความคล่องตัวเพิ่มขึ้น 0.2, พลังจิตเพิ่มขึ้น 0.1"
"คุณลักษณะพื้นฐานปัจจุบันคือ:"
"พละกำลัง: 1.3;"
"ความคล่องตัว: 3.1;"
"พลังจิต: 1;"
เสิ่นเย่ตื่นตะลึงในใจอย่างยิ่ง
—ในทักษะพวกนี้มีความลับซ่อนอยู่จริงๆ ด้วย!
เขายกปืนขึ้นและเหนี่ยวไกอย่างต่อเนื่อง
ปัง ปัง ปัง—
กระสุนพลาดเป้าทั้งหมด
เฉินฮ่าวอวี่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็หลบกระสุนได้อย่างสบายๆ
"ลูกเตะเมื่อกี้ไม่เลวเลยนะ แต่ฝีมือยิงปืนของแกนี่โคตรห่วยแตก" เขาหัวเราะเยาะ
"ฉันไม่ได้กะจะยิงให้โดนแกซะหน่อย" เสิ่นเย่เอ่ยเสียงเรียบ
จู่ๆ เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังบาดหูขึ้นในโถงทางเดิน
ประตูลิฟต์ถูกเตะเปิดออก
พี่สาวแสนอ่อนโยนคนนั้น—เวนนา—ถือปืนพกลูกโม่สองกระบอก ร่อนลงมายืนข้างกายเสิ่นเย่อย่างแผ่วเบา
"วิชาหนังมนุษย์เหรอ?" เธอมองเฉินฮ่าวอวี่พลางขมวดคิ้วถาม
สิ้นเสียงนั้น
ผู้ใช้พลังอาชีพปรากฏตัวขึ้นบนโถงทางเดินทีละคน ต่างจ้องมองเฉินฮ่าวอวี่ด้วยสีหน้าระแวดระวัง
เสียงคำรามดังกึกก้องแว่วมาแต่ไกล
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นยานรบขนาดใหญ่หลายลำกำลังบินวนเวียนไปมาอยู่ด้านนอกตัวอาคาร
นี่คือตาข่ายฟ้าแหดินที่ไร้ทางหนี
เสิ่นเย่มองเฉินฮ่าวอวี่แล้วเอ่ยปาก "ฉันจะถามแกอีกครั้ง เฉินฮ่าวอวี่อยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วทำไมแกถึงอยากฆ่าฉัน?"
"เฉินฮ่าวอวี่" แสยะยิ้มเย็น "แกไม่มีทางได้รู้อะไรทั้งนั้นแหละ"
"แต่แกหนีไม่รอดแล้ว พวกเรามีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะง้างปากแกให้คายความจริงออกมา" เวนนาพูดอย่างโกรธจัด
บ้าเอ๊ย วิชาหนังมนุษย์ของอีกฝ่ายถึงกับหลอกสมองกลป้องกันและหลอกตาเธอได้
ไม่เคยมีใครฝึกวิชาหนังมนุษย์ได้ถึงขั้นนี้มาก่อน
ไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ!
"วิธีของพวกแกใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก" นักฆ่ากล่าว
เวนนาก้าวยาวๆ เข้าไปหาอีกฝ่าย สองมือถือมีดสั้นไว้ข้างละเล่ม เอ่ยเสียงต่ำ
"ฉันจะง้างปากแก ให้แกคายทุกอย่างออกมาเอง"
"ไม่หรอก แกไม่มีวิธีอะไรทั้งนั้นแหละ"
นักฆ่ามองเธอด้วยสายตาหยอกล้อ คว้าดาบยาวในมือมาทาบไว้ที่ลำคอแล้วออกแรงตวัด
ศีรษะร่วงหล่นลงพื้น
เวนนาชะงักกึก
ผู้ใช้พลังอาชีพทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
—นี่คือนักฆ่าตัวจริง
เมื่อภารกิจล้มเหลว เขาก็ไม่คิดจะกลับไปแบบมีลมหายใจ!
ถ้าเป็นแบบนี้ จะรู้ความจริงได้อย่างไร?
คนตายพูดไม่ได้!
อีกด้านหนึ่ง
โรงเรียน
หอพักหญิง ชั้นดาดฟ้า
จ้าวอี่ปิงพูดกับโทรศัพท์มือถือด้วยเสียงแผ่วเบา "ทำตามที่คุณสั่งทั้งหมดแล้วค่ะ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่หลงกล"
หน้าจอโทรศัพท์มืดสนิท
ไม่มีการตอบรับใดๆ
จ้าวอี่ปิงเริ่มร้อนใจ รีบพูดรัวเร็ว "เขาถูกกลุ่มยุทธ์วิถีมนุษย์เซ็นสัญญาไปแล้ว ฉันเป็นแค่นักเรียนม.ต้นตัวเล็กๆ การกระทำใดๆ ย่อมไม่ได้ผลหรอกค่ะ"
จู่ๆ พิกัดตำแหน่งหนึ่งก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
ตามด้วยตัวอักษรเล็กๆ หนึ่งบรรทัด:
"คืนนี้สองทุ่ม โรงแรม 'เฟิงหลิน' แถบชานเมืองฝั่งตะวันตก"
จ้าวอี่ปิงตกอยู่ในความลังเล
จะไปดีไหม?
ทันใดนั้น
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เธอรีบกดรับสาย ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าก็เผยความดีใจ
"จริงเหรอคะ? ฉันได้โควตาเรียนต่อแล้วเหรอ? ดีจังเลย!"
การคุยโทรศัพท์นั้นสั้นมาก ไม่ได้พูดอะไรมากนักก็วางสายไปอย่างรวดเร็ว
หน้าจอโทรศัพท์กลับมามืดสนิทอีกครั้ง
ตัวอักษรเล็กๆ อีกบรรทัดเด้งขึ้นมา:
"คืนนี้อย่ามาสายล่ะ"
คราวนี้จ้าวอี่ปิงไม่มีความลังเลใดๆ อีกต่อไป เธอยิ้มหวานพลางเอ่ย
"ค่ะ ฉันจะไปให้ตรงเวลาแน่นอน"
ความมืดบนหน้าจอค่อยๆ จางหายไป
ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ
จ้าวอี่ปิงหมุนตัวกำลังจะเดินจากไป จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็พร่ามัว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีเด็กสาวคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ข้างกาย ดึงโทรศัพท์ของเธอไป ปิดเครื่องอย่างรวดเร็ว ถอดซิมการ์ดออก นิ้วเรียวงามเพียงแค่ออกแรงบีบเบาๆ ก็ทำเอาโทรศัพท์ทั้งเครื่องแหลกละเอียดคามือ
จ้าวอี่ปิงหน้าถอดสี ร้องเสียงหลง
"เธอเป็นใคร!"
เห็นเพียงอีกฝ่ายเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง สวมกระโปรงหม่าเมี่ยนสีดำอมเขียว เหน็บกระบี่ยาวไว้ที่เอว ราวกับเทพธิดาที่เหยียบย่างลงมาจากดวงจันทร์ สีหน้าเย็นชาและหมางเมิน
"เมื่อกี้เธอคุยโทรศัพท์กับใคร?"
เด็กสาวถามตรงๆ
"นี่มันเรื่องของฉัน ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลยนะ—ถ้าเข้ามาอีกฉันจะแจ้งตำรวจ!" จ้าวอี่ปิงตวาดเสียงต่ำ
พลันรู้สึกเย็นวาบที่ใบหน้า
มีดสั้นเล่มหนึ่งแนบอยู่บนแก้ม แผ่ซ่านไอเย็นยะเยือก
เด็กสาวไม่ได้ชักกระบี่ยาวออกมาใช้เลยด้วยซ้ำ แต่กลับหยิบมีดปอกผลไม้จากกระเป๋าใบเล็กที่พกติดตัว มาตบเบาๆ บนใบหน้าของจ้าวอี่ปิงอย่างไม่ใส่ใจ
"จ้าวอี่ปิง ฉันรู้ว่าสิ่งที่เธอภูมิใจที่สุดไม่ใช่ผลการเรียน แต่เป็นหน้าตาของเธอ"
"—เธอคงไม่อยากถูกฉันกรีดหน้าจนเละ แล้วต้องกลายเป็นยายอัปลักษณ์ไปตลอดชีวิตหรอกใช่มั้ย"
มีดสั้นขยับเล็กน้อย
"หรือว่า...ฉันจะเฉือนจมูกเธอทิ้งก่อนดีล่ะ?"
เซียวเมิ่งอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสสิ่งใด
เธอไม่ได้มองจ้าวอี่ปิงด้วยซ้ำ มือข้างหนึ่งถือมีด ส่วนอีกข้างกำลังเลื่อนดูโทรศัพท์มือถือของตัวเองเพื่อเช็กข้อความ