"นี่คือแต้มการเล่นที่ผมมอบให้ทุกท่าน จะทำความเข้าใจว่าเป็นชิปก็ได้อย่างนั้น" พิธีกรกล่าวต่อ "ถึงแม้ดินแดนหรรษาจะไม่จำกัดการกระทำของทุกท่าน แต่ในแต่ละเกมก็จะยังคงมีภารกิจรางวัลจัดเตรียมไว้ให้ โดยจะมอบแต้มที่สอดคล้องให้ตามผลงานที่พวกคุณทำได้ ตอนนี้พวกคุณสามารถเปิดหน้าต่างแลกเปลี่ยน เพื่อเลือกสิ่งที่ตัวเองต้องการได้เลย ขอแค่ทุกท่านจ้องมองที่ตัวเลขแล้วท่องในใจว่าเปิด หน้าต่างก็จะลอยขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ"
เปิด
จางจื้อหย่วนท่องในใจ จากนั้นเขาก็เห็นตัวเลขขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นตารางกึ่งโปร่งใสแผ่นหนึ่ง
ตกลงว่า... นี่มันเป็นแค่เกมจริงๆ งั้นเหรอ?
เขากวาดตามองของที่แลกได้บนตารางอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับเกมที่สมบูรณ์แบบในท้องตลาดแล้ว ของที่สามารถแลกได้ในดินแดนหรรษานั้นเรียกได้ว่ามีหลากหลายประเภทและค่อนข้างสะเปะสะปะ ราวกับว่าเพิ่งจะรวบรวมมาใส่ไว้ชั่วคราว มันถูกแบ่งออกเป็นสองหมวดหมู่ใหญ่ หมวดแรกคือ 【สนับสนุนการต่อสู้】 สิ่งที่อยู่หน้าสุดคือใบชุบชีวิต (จำกัดจำนวน) มูลค่า 1,000 รองลงมาคือการ์ดรักษาพยาบาล มูลค่า 750 ที่เหลือล้วนเป็นอุปกรณ์สวมใส่จำพวกดาบหรือชุดเกราะ ราคาตั้งแต่ 150 ถึง 50 ส่วนอีกหมวดคือ 【สนับสนุนการใช้ชีวิต】 ซึ่งมีทุกอย่างตั้งแต่หม้ออัดแรงดัน แก๊สเหลวพกพา ไฟแช็ก ฉมวกจับปลา... หรือแม้กระทั่งแพ็คเทอร์ไมต์
"นี่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับก่อนหน้านี้เลยไม่ใช่หรือไง" อานตงหนีบ่นอุบอิบ "ศัตรูที่เจอคราวก่อนล้วนแต่ถือปืนกันทั้งนั้น พวกเราหาอะไรที่มันร้ายกาจกว่านี้มาไม่ได้เลยเหรอ"
พิธีกรไม่ได้ตอบรับ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำถามที่อยู่นอกเหนือจากตัวเลือกที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า
"อาจจะมีก็ได้ แต่คะแนนสะสมของพวกเราไม่พอ ก็เลยอาจจะมองไม่เห็น" โจวจือกระซิบ "ปกตินักออกแบบเกมมักจะคำนึงถึงระดับความยากที่ค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่เอาอาวุธทรงพลังมาไว้ในด่านแรกๆ หรือไม่ก็หวังให้พวกเราเน้นใช้กลยุทธ์เป็นหลัก..."
"เอาเถอะ งั้นฉันเลือกชุดเกราะเต็มยศกับหน้าไม้ ส่วนอาวุธสำรองก็เอามีดสั้นมาอีกเล่ม" ชายชาวรัสเซียก็คร้านที่จะเก็บมาใส่ใจอีก
พิธีกรพยักหน้า พอเขายกมือขวาขึ้น ก็เห็นอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นนั้นปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วหล่นลงบนพื้น
ฉากนี้ทำเอาจางจื้อหย่วนเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ ทว่าคนอื่นๆ กลับดูเหมือนจะชินชากับมันแล้ว
หลังจากผ่านการแลกเปลี่ยนไปหนึ่งรอบ ทุกคนต่างก็มีอาวุธยุทโธปกรณ์ติดตัวกันบ้างไม่มากก็น้อย มีเพียงจางจื้อหย่วนที่ไม่ได้ใช้แต้มเลยแม้แต่นิดเดียว
"ผมเดาว่า... ผมคงไม่จำเป็นต้องใช้มันตอนนี้ใช่ไหมครับ"
"แน่นอนครับ คุณสามารถยื่นคำร้องต่อผมเวลาไหนก็ได้ตามต้องการ" พิธีกรพยักหน้า
"งั้นผมขอข้ามการแลกเปลี่ยนไปก่อน" จางจื้อหย่วนลอบถอนหายใจยาว ไม่ใช่ว่าในใจเขามีแผนการอะไรอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นเพราะปกติเขาแทบไม่ได้เล่นเกม เลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแลกอะไรถึงจะดีกว่ากัน
รู้อย่างนี้ น่าจะให้ชุยเจินเอินมาเข้าร่วมเกมดินแดนหรรษาแทน
"ถ้าอย่างนั้นทุกท่านก็แลกเสร็จกันหมดแล้วนะครับ"
"เดี๋ยวก่อน!" จางจื้อหย่วนตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง "คุณพิธีกร คุณช่วยถอดหน้ากากออกให้ทุกคนเห็นหน้าคุณหน่อยได้ไหม ผมไม่ได้มีความคิดเป็นอื่นหรอกนะ แค่รู้สึกว่าหน้ากากนี่มันดูน่าขนลุกพิลึก ต่อให้เป็นหน้าตาจำลองก็ยังดีกว่าไอ้ของพรรค์นี้"
คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
พิธีกรยิ้มบางๆ แล้วเอื้อมมือไปถอดหน้ากากออก
ทว่าภายใต้หน้ากากนั้นก็ยังคงเป็นหน้ากากงิ้วเปลี่ยนหน้าอยู่ดี เพียงแค่สีสันกับลวดลายเปลี่ยนไปเท่านั้น
จางจื้อหย่วนถึงกับพูดไม่ออก
"ในเมื่อทุกท่านเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามผมมาครับ" พิธีกรไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น ราวกับว่าหน้ากากใบนั้นคือหน้าตาที่แท้จริงของเขาอยู่แล้ว เขาหันหลังกลับไปผลักประตูบานเล็กด้านข้าง แล้วเดินเข้าไปในกระท่อมอีกหลังหนึ่ง
กระท่อมไม้หลังนี้สว่างกว่ามาก ลำพังแค่ตะเกียงน้ำมันก็มีตั้งหลายดวง กลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมจัดวางเอาไว้ บนโต๊ะมีกระดาษต้นฉบับกองโตวางซ้อนกันอยู่
"นี่มันอะไรอีกล่ะเนี่ย" ชายชาวอเมริกันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จางจื้อหย่วนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วชิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะเห็นว่าบนนั้นมีตัวหนังสือเขียนอยู่เต็มไปหมด ทว่าเขากลับอ่านไม่ออกเลยสักตัวเดียว
"แฟ้มคดีครับ" พิธีกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เร่งรีบ "คราวนี้ทุกท่านจะได้กลายเป็นนักล่าบาป เพื่อคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมไปถึงเบาะแสทั้งหมด ล้วนถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษเหล่านี้ นับตั้งแต่วินาทีที่พวกคุณก้าวเข้ามาในห้องนี้ เกมดินแดนหรรษาก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว"
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
"นี่... เริ่มแล้วเหรอ"
"ไม่มีคำใบ้อะไรเพิ่มแล้วเหรอ"
"ใครจะไปรู้ว่าข้างบนนี้มันเขียนว่าอะไร" เฉียวจานหมู่โบกกระดาษต้นฉบับในมือไปมา "ขนาดอ่านยังอ่านไม่ออกเลย แล้วจะให้ล่ายังไงล่ะ"
"เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเคยเห็นของอย่างหนึ่ง..." โจวจือพูดขึ้นกะทันหัน "อยู่ไหนนะ... อ้อ ในช่องนี้ไง พวกนายก็ลองดูสิ ในหน้าต่างแลกเปลี่ยน แถวที่เป็นหมวดสนับสนุนการใช้ชีวิตน่ะ"
พอเขาเตือนสติ จางจื้อหย่วนก็พลิกไปเจอหมวดนี้เช่นกัน ที่ด้านล่างของกองของใช้ในชีวิตประจำวัน เขาพบของชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า "เต้าหู้แปลภาษา" อย่างชัดเจน ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่ 200 แต้ม
"ไอ้หนู นายนี่ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกันนะ" อานตงหนีหัวเราะหึๆ "ดูจากคำอธิบายของมัน กินเข้าไปแล้วก็น่าจะได้รับความสามารถในการแปลภาษานั่นแหละ"
"ไม่ถูกสิ การสื่อสารภาษาเดียวกันได้มันน่าจะเป็นค่าเริ่มต้นไม่ใช่เหรอ" เฉียวจานหมู่ขมวดคิ้วมุ่น "ใครเขาจะทำเกมแล้วยังจงใจใส่ภาษาห่วยๆ มาทั้งชุดกันล่ะ"
"ฉันแลกไม่ได้แล้ว ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 100 กว่าแต้มเอง" เจี๋ยเซินไท่เล่อที่เพิ่งเข้าร่วมเกมใหม่แสดงความเสียดาย
"ถ้าหากการออกแบบเกมมันเป็นแบบนี้ พวกเราก็ทำได้แค่ทำตาม" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน "200 อาจจะดูเหมือนเยอะ แต่พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องแลกกันทุกคนนี่นา อย่าลืมสิว่าภารกิจคราวนี้พวกเราต้องทำร่วมกัน"
"งั้น... ฉันจัดการเอง" โจวจือเสนอตัว "ฉันยังมีอีก 500 แต้มที่ยังไม่ได้ใช้"
"คนเดียวอาจจะไม่พอหรอก ฉันขอร่วมด้วยอีกคนก็แล้วกัน" จางจื้อหย่วนรีบพูดเสริม เขาได้สังเกตเห็นรายละเอียดอย่างหนึ่งแล้ว นั่นก็คือดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้ว่าธีมเกมในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับการไขคดี ไม่ว่าจะเป็นเฉียวจานหมู่หรือเจี๋ยเซินไท่เล่อที่เขาดึงตัวมา ต่างก็ดูไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เอาเสียเลย ทว่าเขากลับต่างออกไป ตั้งแต่ตอนที่ดินแดนหรรษาส่งบัตรเชิญมา บนจดหมายก็ระบุเงื่อนไขการเข้าร่วมไว้อย่างชัดเจน ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถส่งอีเมลมายังกล่องจดหมายของกรมตำรวจได้อย่างเจาะจง ก็แสดงว่าเกมรอบใหม่นี้มีแนวโน้มสูงที่จะต้องใช้ความสามารถในการสืบสวนคดีอาญา
เรื่องนี้สามารถอธิบายได้สองจุด หนึ่งคือบัตรเชิญที่แต่ละคนได้รับนั้นไม่เหมือนกัน อย่างน้อยบัตรเชิญที่ระบุว่า "มีทักษะการสืบสวนและคลี่คลายคดีที่โดดเด่น" ก็มีแค่กรมตำรวจเท่านั้นที่ได้รับ
ถ้าเป็นแบบนี้ ภูมิหลังตัวละครที่ทางกรมตำรวจสร้างขึ้นมาให้เขาก็ถือว่าไม่สูญเปล่า และเขาจะไม่ถูกผู้ต้องสงสัยจงใจจับตาดูด้วย
สองก็คือเป็นการยืนยันในเบื้องต้นว่าดินแดนหรรษาเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายเฉียวจานหมู่
"นายแน่ใจนะพวก" ชายชาวอเมริกันมองเขาแวบหนึ่ง "ซื้อเจ้านี่แล้วก็ต้องเลือกเอาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างอาวุธยุทโธปกรณ์กับการ์ดรักษาพยาบาลเท่านั้นนะ"
"สภาพแวดล้อมที่พวกเราอยู่ตอนนี้ นายเองก็เห็นแล้ว หลังจากนี้ยังไงก็ต้องเข้าไปปฏิบัติการในเมือง ถ้ามีแค่คนเดียวที่สื่อสารได้รู้เรื่อง ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่อึกอัก มันจะต้องสร้างความน่าสงสัยอย่างแน่นอน" จางจื้อหย่วนจงใจไม่พูดไปในทิศทางของการไขคดี "อีกอย่างแฟ้มคดีตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ขืนพึ่งเขาแค่คนเดียวจะต้องอ่านไปถึงเมื่อไหร่กัน ฉันคิดว่าคุณเฉี่ยนหยวนพูดถูก ในเมื่อเป็นทีมเดียวกัน ก็ควรแบ่งงานกันทำ ถ้าพวกนายรับผิดชอบเรื่องกำลังรบ ฉันก็สามารถเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ให้ได้"
"ตามใจนาย" เฉียวจานหมู่ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรอีก
ไม่นานจางจื้อหย่วนก็กินเต้าหู้แปลภาษาที่แลกออกมา แล้วหันไปมองแฟ้มคดีอีกครั้ง ก่อนจะเห็นว่าตัวหนังสือบนต้นฉบับราวกับเริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลง และในท้ายที่สุดก็ประกอบร่างใหม่กลายเป็นภาษาจีนที่เขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้!
"เป็นไงบ้าง" คนที่เหลือเอ่ยถาม
"ได้... ได้ผล" จางจื้อหย่วนพึมพำ ทว่าความตกตะลึงในใจกลับมีมากกว่านั้นเยอะ เขารู้ว่านั่นไม่ใช่การแปลแบบธรรมดาๆ แน่ เพราะเพียงแค่กะพริบตาก็จะพบว่า ตัวต้นฉบับไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ตัวหนังสือเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นภาพที่ลอยอยู่ตรงหน้า ทว่ามันเป็นการแปลงสภาพโดยอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึก หลังจากที่เขาเข้าใจตัวหนังสือเหล่านี้อย่างเต็มเปี่ยมแล้วต่างหาก! พูดอีกอย่างก็คือ เขาเข้าใจภาษานี้ได้ภายในชั่วพริบตาจริงๆ!
ต่อให้เป็นเกมเสมือนจริง... ก็คงไม่สามารถทำได้ถึงขนาดนี้หรอกมั้ง
จางจื้อหย่วนอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองพิธีกรแวบหนึ่ง
ตกลงว่าดินแดนหรรษานี่มันเป็นองค์กรแบบไหนกันแน่ ทำไมถึงได้มีเทคโนโลยีที่น่าทึ่งขนาดนี้ได้ หากนำเทคโนโลยีการเรียนรู้นี้ไปใช้ในด้านการศึกษาหรืออุตสาหกรรม เกรงว่าคงจะก่อให้เกิดการปฏิวัติการพัฒนาครั้งใหม่ขึ้นมาในทันที ทว่าพวกเขากลับนำมาใช้เพียงเพื่อหาเงินจากพวกมหาเศรษฐี ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขาไม่ค่อยเข้าใจนักจริงๆ
จางจื้อหย่วนตระหนักได้ลางๆ ว่า บางทีตัวดินแดนหรรษาเองอาจจะสำคัญกว่าคดีความมากนัก นี่ไม่ใช่สิ่งที่กรมตำรวจหรือองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศจะรับมือได้อีกต่อไป เขาจะต้องจดจำทุกสิ่งที่ตัวเองได้เห็นเอาไว้อย่างแม่นยำ และรอจนกว่าเกมจะจบลงเพื่อถ่ายทอดมันออกไป!
ส่วนตอนนี้ ภารกิจหลักของเขาก็คือการสวมบทบาทของตัวเองให้ดี







