เมื่อได้ยินเสียงปี่สั่วหน่าที่ดังก้องอย่างโหยหวน และเห็นเทพบรรพกาลเอาผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมาคลุมหัวตัวเอง เหล่าผู้ท่องแดนวิญญาณที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็รู้สึกแปลกประหลาดในใจอย่างบอกไม่ถูก
ด้านหนึ่งคือแยกไม่ออกว่าแก่นแท้ของวิชาเขาคือผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง หรือของที่กำลังเล่นเพลงอยู่ในกระเป๋าคาดเอวกันแน่
อีกด้านหนึ่งคือ เด็กผู้ชาย ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง ดนตรีงานแต่ง... เรื่องนี้มันพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว
ลำโพงเฮงซวยนี่ก็จริงๆ เลย เปิดเพลงไม่ดูตาม้าตาเรือ แย่งซีนฉันไปหมด... จางหยวนชิงที่คลุมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงบ่นอุบอิบในใจอย่างไม่พอใจ
"อยากลองสัมผัสความรู้สึกของการเป็นเจ้าบ่าวดูงั้นสิ?" ในรูม่านตาแนวตั้งสีอำพันของเฮิงสิงอู๋จี้สะท้อนภาพสีแดงที่ดูงดงามปนโศกเศร้านั้น เขาเยาะเย้ยด้วยสีหน้าประหลาดว่า
"ที่แท้แกก็อยากเป็นเจ้าสาวของฉันนี่เอง แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ กูไม่สนใจผู้ชายว่ะ"
จางหยวนชิงไม่สนใจ เขารวบรวมสมาธิ สัมผัสถึงสิ่งรอบข้างเงียบๆ เพื่อรอการปรากฏตัวของเจ้าสาวผี
เมื่อเห็นว่าการเยาะเย้ยไม่ได้รับการตอบสนอง แววตาของเฮิงสิงอู๋จี้ก็วูบไหว เขากระทืบกระเบื้องปูพื้นจนแตกละเอียด แล้วพุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ
เขาไม่รู้ว่าวิชาของไอ้เด็กนี่คืออะไร แต่ความเสี่ยงใดๆ ล้วนต้องถูกกำจัดทิ้งแต่เนิ่นๆ การให้เวลาศัตรู เท่ากับสร้างอันตรายให้ตัวเอง
"ซี่ ซี่..." จู่ๆ ในเสียงปี่สั่วหน่าที่ดังกังวานก็มีเสียงกระแสไฟฟ้าแทรกเข้ามา คล้ายกับสัญญาณถูกรบกวน
มาแล้ว... จางหยวนชิงสัมผัสได้ว่าในความว่างเปล่าด้านหลัง มีไอหยินอันมหาศาลทะลักออกมา ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง แต่ก็ไม่กล้าหันกลับไปมอง
ความรู้สึกนี้มันคุ้นเคยเกินไปแล้ว เมื่อครั้งที่สวนสนุกจินสุ่ย ตอนที่เจ้าสาวผีปรากฏตัว เขาก็เป็นแบบนี้ สัมผัสได้เหมือนกันเป๊ะ
ไอหยินมหาศาลปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ เหล่าผู้เดินทางทางการที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกได้เพียงวิญญาณที่กำลังสั่นสะท้าน เขาอัญเชิญตัวอะไรออกมากันแน่?
ในมุมมองของเฮิงสิงอู๋จี้ เขามองเห็นด้านหลังของเทพท่องราตรีทางการมีหมอกสีดำทึบกลุ่มใหญ่พวยพุ่งเข้ามาอย่างน่าประหลาด นำพาความหนาวเหน็บ พิลึกพิลั่น และความหวาดกลัวมาด้วย ลางๆ นั้น มีเงาผีในชุดแต่งงานสีแดงสดปรากฏขึ้นด้านหลังเทพท่องราตรี
เอี๊ยด... ฝ่าเท้าของเฮิงสิงอู๋จี้เสียดสีกับพื้นจนเกิดเสียงแหลมบาดหู เขาเบรกแล้ว ฝืนหยุดฝีเท้าเอาไว้
ความหวาดกลัวที่ยากจะบรรยายระเบิดขึ้นในใจ
วิญญาณอาฆาตที่น่ากลัว วิญญาณอาฆาตที่แข็งแกร่ง วิญญาณอาฆาตที่ไม่อาจต้านทาน... เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสิ่งลี้ลับระดับสูง เฮิงสิงอู๋จี้ทำตามสัญชาตญาณ หันหลังวิ่งหนีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขาคือผู้ใช้วิชาคุณไสย ไม่ใช่ปรมาจารย์มายา จึงขาดวิชาในการรับมือกับวิญญาณ
นับประสาอะไรกับตัวตนระดับสูงแบบนี้
เฮิงสิงอู๋จี้พุ่งไปทางประตูใหญ่ เพิ่งก้าวเท้าออกไป จู่ๆ ก็ชะงัก ประตูใหญ่หายไปแล้ว แทนที่ด้วยหมอกหยินสีดำทึบ
ท่ามกลางหมอกหยิน ร่างอันน่าประหลาดในชุดแต่งงานสีแดงปรากฏให้เห็นเลือนราง
นี่มัน... เฮิงสิงอู๋จี้หนังหัวชาหนึบ เปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งทะยานไปที่บันได
ทว่าบนบันไดกลับมีหมอกหยินหนาทึบทะลักเข้ามา ท่ามกลางหมอกที่พลิ้วไหว เท้าเล็กบอบบางคู่หนึ่งที่สวมรองเท้าปักสีแดงกำลังเดินลงบันไดมาทีละก้าว
ความสิ้นหวังเอ่อล้นขึ้นในดวงตาของเฮิงสิงอู๋จี้
ขะ...เขากำลังทำอะไร? ในสายตาของเหล่าผู้เดินทางทางการ เฮิงสิงอู๋จี้ราวกับถูกผีเข้า เดี๋ยวพุ่งไปที่ประตูใหญ่ เดี๋ยวพุ่งไปที่หน้าต่าง เดี๋ยวก็พุ่งไปที่บันได
แต่ทุกครั้งก็จะถอยกลับมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าแมลงอันอัปลักษณ์ของเขาบิดเบี้ยวเพราะความกลัว รูม่านตาแนวตั้งสีอำพันเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ถังกั๋วเฉียงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แขนขาที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาพยายามขยับตัวคลานหนีไปจากข้างกายจางหยวนชิงอย่างสุดชีวิต ลุกลี้ลุกลนราวกับกำลังหนีตาย
ผีบังตา? จางหยวนชิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้ทัศนวิสัยที่มีอยู่อย่างจำกัดสังเกตเฮิงสิงอู๋จี้ที่มีท่าทีราวกับคนบ้า จากนั้นก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าเจ้าสาวผีใช้ภาพมายา
เขาเพิ่งจะคิดฉวยโอกาสซ้ำเติม ปล่อยเลือดเฮิงสิงอู๋จี้สักหน่อย จู่ๆ ก็พบว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้
"เกิดอะไรขึ้น? ในหมายเหตุก็ไม่ได้บอกนี่นาว่าผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงจะจำกัดการเคลื่อนไหว..." จางหยวนชิงทั้งตกใจทั้งสงสัยในใจ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแนบชิดอยู่ข้างหลัง
เหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่กลับมีความนุ่มนวลผิดปกติ
ไอหยินอันมหาศาลทะลักเข้ามา บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย ผสมผสานกับพลังไท่หยินในตัวเขา
เจ้าเปิ่นน้อยที่กำลังหลับใหลสะดุ้งตื่น ขดตัวสั่นเทา วิญญาณทารกไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น พอตื่นมาก็รู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่
ในที่สุด จางหยวนชิงก็พบว่าตัวเองขยับตัวได้แล้ว เขาก้าวเท้าเดินไปหาเฮิงสิงอู๋จี้อย่างเชื่องช้าทีละก้าว
ทว่าทั้งหมดนี้เขาไม่ได้เป็นคนควบคุม
เจ้าสาวผีต่างหากที่กำลังเชิดร่างของเขา
กวนหย่า เถาวัลย์เขียว มังกรขาว หลี่ตงเจ๋อ... สายตาของทุกคนละจากเฮิงสิงอู๋จี้ หันไปมองจางหยวนชิงที่กำลังเดินอย่างเชื่องช้า
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ ในชั่วขณะหนึ่ง พวกเขาเห็นเงาผีอันน่าสะพรึงกลัวในชุดแต่งงานสีแดงแนบชิดอยู่ด้านหลังของหยวนสื่อ
เมื่อมองเงาผีนั้น ทุกคนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
จางหยวนชิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฮิงสิงอู๋จี้ สายตามองผ่านขอบล่างของผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง เหลือบไปเห็นมือเรียวงามซีดขาวคู่หนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลัง คว้ามือของเขาเอาไว้
ไอหยินอันหนาวเหน็บแทบกระดูกรวมตัวกันที่ฝ่ามือ จางหยวนชิงมองดูมือของตัวเองที่ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ กล้ามเนื้อแขนพองโต มีเส้นเลือดสีดำสนิทพันรัดอยู่
นิ้วทั้งห้ายื่นเล็บแหลมคมสีดำขลับออกมา
มือเรียวงามซีดขาวคู่นั้น ชักนำมือผีข้างนี้ให้บีบคอเฮิงสิงอู๋จี้
.......
หมอกทึบทะมึนล้อมรอบเข้ามา ทุกทิศทางเต็มไปด้วยเงาผีในชุดแต่งงานสีแดง เฮิงสิงอู๋จี้มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก เขาอยากหนี แต่ไม่มีทางรอด ทุกทิศทางล้วนมีเงาผีอยู่
หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง อะดรีนาลีนพุ่งพล่าน แต่สิ่งที่ได้มากลับไม่ใช่ความกล้า ทว่าคือความหวาดกลัวถึงขีดสุด
ความดุร้าย เกรี้ยวกราด โหดเหี้ยม และเด็ดขาดของเขา ไม่รู้ทำไมถึงหายวับไปจนหมดสิ้น อารมณ์เดียวที่หลงเหลืออยู่คือความกลัวและการสั่นสะท้าน
เฮิงสิงอู๋จี้รู้ตัวว่าได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่าง แต่ที่น่าสิ้นหวังก็คือ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิดปกติ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
เวลานั้น เงาผีจากทุกทิศทางต่างก็ยื่นมือออกมาพร้อมกัน ภายใต้ชุดแต่งงานสีแดงสดอันงดงาม คือมือผีสีเขียวคล้ำที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน
เฮิงสิงอู๋จี้ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว ได้แต่มองดูมือผีบีบคอหอยของตัวเอง วินาทีต่อมา ไอหยินอันเย็นเฉียบก็บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย ลุกลามอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตค่อยๆ สูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
........
จางหยวนชิงมองดูเฮิงสิงอู๋จี้ภายใต้กรงเล็บผีของตัวเอง ประกายในรูม่านตาแนวตั้งค่อยๆ หม่นแสงลงทีละน้อย และดับวูบไปในท้ายที่สุด
ภายในร่างสูงใหญ่ที่อัปลักษณ์นี้ วิญญาณได้แตกสลายและจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ฟู่ ตายแล้ว... จางหยวนชิงรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก จนถึงวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็มั่นใจแล้วว่าการต่อสู้จบลง จะไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ เกิดขึ้นอีก
ไม่สิ ยังไม่จบ ยังมีสัตว์ประหลาดหัวคนตัวงูอีกตัว... ความคิดนี้เพิ่งแล่นเข้ามาในหัว เจ้าสาวผีก็ควบคุมให้เขาหันหลัง แล้วเดินไปหางูยักษ์ตัวนั้น
แทบจะในวินาทีต่อมา ดวงตาอันดุร้ายของงูยักษ์เดี๋ยวก็เลื่อนลอย เดี๋ยวก็ดุร้าย ลำตัวงูที่อ่อนปวกเปียกบิดไปมาอย่างกระสับกระส่ายและไร้เรี่ยวแรง
มันเองก็ตกอยู่ในภาพมายาเช่นกัน
จางหยวนชิงทำแบบเดียวกันโดยการบีบคองูยักษ์ พรากชีวิตของมันไป
ทว่า จางหยวนชิงพบว่าการกระทำของตัวเองยังไม่หยุดลง เจ้าสาวผีก็ยังไม่จากไปไหน แต่กลับเชิดเขาให้หันหลัง หันไปหาเหล่าผู้เดินทางทางการ
ผู้เดินทางทางการที่เพิ่งจะมีความรู้สึกดีใจผุดขึ้นมา ในใจก็พลันหนาวเหน็บ
จางหยวนชิงสังเกตเห็นว่ามือเรียบเนียนซีดขาวที่ยกแขนเขาขึ้นนั้น แกว่งไปมาเล็กน้อย รังเลอยู่ระหว่างมังกรขาว เถาวัลย์เขียว และกวนหย่า
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอเหมือนจะตัดสินใจได้แล้ว จึงเชิดจางหยวนชิงให้เดินเข้าไปหากวนหย่าทีละก้าว
"หยวน... หยวนสื่อ?" หญิงสาวนักซิ่งหน้าซีดเผือด ขยับตัวถอยหลังด้วยความหวาดผวา
เธอจะฆ่ากวนหย่า? ไม่นะ รีบหยุดเดี๋ยวนี้... จางหยวนชิงร้อนใจมาก แต่ร่างกายกลับควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เจ้าสาวผีน่าจะมีระยะเวลาจำกัด แต่ในไอเทมไม่มีคำใบ้บอกไว้ จางหยวนชิงไม่รู้ว่าเธอจะอยู่ได้นานแค่ไหน รอจนกว่าจะหมดเวลาของเจ้าสาวผี กวนหย่าก็คงกลายเป็นศพไปแล้วแน่นอน
เมื่อเห็นว่าเข้าใกล้กวนหย่ามากขึ้นเรื่อยๆ จางหยวนชิงก็คิดหาวิธีอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เขาก็นึกออก เขาผลักภาระ "การถูกเชิด" ไปให้เจ้าเปิ่นน้อยที่อยู่ในร่างกาย
ภายในร่างกาย ในที่สุดเจ้าเปิ่นน้อยก็ทนรับแรงกดดันไม่ไหว ร้องไห้จ้าออกมา
จางหยวนชิงจึงได้รับความสามารถในการเคลื่อนไหวกลับคืนมาช่วงสั้นๆ เขารีบยกมือซ้ายขึ้น กระชากไอเทมที่คลุมหัวอยู่ออกมาทันที
ไอหยินอันมหาศาลถอยกลับเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว เจ้าสาวผีจำใจต้องกลับคืนสู่แดนวิญญาณ
และในเวลานี้ เขาอยู่ห่างจากกวนหย่าเพียงแค่ห้าหกก้าวเท่านั้น
จางหยวนชิงทิ้งตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้น หอบหายใจแฮกๆ ความรู้สึกอ่อนล้าเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง
เหงื่อของกวนหย่าเปียกชุ่มเสื้อเชิ้ตสีขาว ปอยผมเปียกชื้นแนบติดแก้ม หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง
เมื่อสัมผัสได้ว่าไอหยินอันน่ากลัวสลายไปแล้ว เหล่าผู้เดินทางทางการต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ทั้งโล่งใจและดีใจ พลางคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นเทพท่องราตรีที่ผ่านด่านระดับ S ติดต่อกันถึงสองครั้ง อยู่ในช่วงหน้าใหม่ ก็โดดเด่นถึงเพียงนี้แล้ว
ปีศาจไม้คนหนึ่งหยิบยาเม็ดออกมาจากกระเป๋าเป้ทางยุทธวิธีด้วยมือที่สั่นเทา พลางพูดว่า "รีบกินยาถอนพิษเร็ว ถึงจะถอนพิษไม่ได้ แต่ก็ช่วยบรรเทาอาการได้"
"คุณเอามาส่งให้หน่อยได้ไหม?"
"ฉัน ขยับตัวไม่ได้..."
กัปตันเถาวัลย์เขียวขมวดคิ้วแน่น "ใครยังขยับได้บ้าง? ไปเก็บไอเทมที่ชั้นบนมาก่อน ตอนนี้แค่ไอแล้วก็ชา แต่ไม่แน่ว่าเดี๋ยวพวกเราอาจจะตายกะทันหันก็ได้"
จ้าวแห่งกล้ามลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ ตั้งใจจะขึ้นไปชั้นบน แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มพับลงไปอย่างหมดแรง หมดสติเพราะเสียเลือดมากเกินไป
เมื่อเห็นดังนั้น จางหยวนชิงก็พยุงร่างกายที่เหนื่อยล้าขึ้นมา พลางพูดว่า "ผมไปเองครับ"
มังกรขาวถอนหายใจอย่างโล่งอก ยิ้มอย่างอ่อนแรง "นายช่างเป็นเด็กหนุ่ม... ไม่สิ ลูกผู้ชายที่พึ่งพาได้จริงๆ"
ประโยคนี้ ถ้าคุณพูดเร็วกว่านี้สักสิบกว่าวินาที เจ้าสาวผีคงไม่ปล่อยคุณไว้แน่... จางหยวนชิงบ่นอุบอิบในใจ
ผู้บัญชาการเบื้องหลังอย่างหลี่ตงเจ๋อเอ่ยเตือนว่า
"น่าจะอยู่ชั้นสองฝั่งประตูใหญ่ ห้องที่สองหรือที่สาม ก่อนหน้านี้เฮิงสิงอู๋จี้ต่อสู้ที่ตำแหน่งนั้นตลอด เขาคงกำลังเฝ้าไอเทมอยู่"
จางหยวนชิงพยักหน้า เดินโซซัดโซเซขึ้นบันไดไป
.........
ทุกคนมองส่งเขาจนหายลับไปที่หัวมุมบันได หลี่ตงเจ๋อยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู สีหน้าเผยความยินดี พลางพูดว่า
"ครบ 30 นาทีแล้ว ม่านพลังสลายไปแล้ว โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือได้แล้ว"
ในบรรดาผู้เดินทางทางการที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเพียงเขาที่ใส่ใจความสง่างาม สวมนาฬิกาข้อมืออยู่เรือนหนึ่ง
คนอื่นๆ ล้วนดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือ ก่อนเริ่มปฏิบัติการจับกุม โทรศัพท์มือถือล้วนถูกปรับเป็นโหมดเครื่องบินหมดแล้ว
เวลานั้น ประตูห้องนั่งเล่นก็ถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ผู้เดินทางทางการติดอาวุธครบมือสิบกว่าคนเดินเรียงแถวเข้ามา
ตามมาด้วยฟู่ชิงหยางที่สวมชุดสูทสีขาว มัดผมหางม้าสั้น ข้างกายเขามีหลิงจวินที่แต่งตัวสบายๆ หลวมๆ เดินตามมาด้วย
ทีมสนับสนุนมาแล้ว? พวกหลี่ตงเจ๋อทั้งตกใจและดีใจ
สายตาของหลิงจวินกวาดมองไปบนร่างของสัตว์วิชาคุณไสยหลายตัวที่ตายไปแล้ว พลางหัวเราะ
"ดูเหมือนจะไม่ต้องการพวกเราแล้วนะคุณชายเฉียน หัวหน้าทีมใต้บังคับบัญชาของคุณพลังรบไม่เบาเลยนี่"
ฟู่ชิงหยางปรายตามองกวนหย่าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แล้วมองหัวหน้าทีมคนอื่นๆ สีหน้าเย็นชาผ่อนคลายลงเล็กน้อย...







