ผู้ใช้พลังแดนวิญญาณของทางการที่ทยอยเดินเข้ามา แบ่งออกเป็นสองทีมอย่างรู้หน้าที่ ทีมหนึ่งรับผิดชอบรักษาผู้บาดเจ็บ อีกทีมหนึ่งรับผิดชอบตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ปลิดชีพศัตรูที่รอดชีวิต และขจัดอันตรายที่อาจแฝงตัวอยู่
สมาชิกหญิงคนหนึ่งของสมาคมร้อยบุปผาย่อตัวลงตรวจสอบผู้ใช้ไฟที่ถูกพิษทั้งสองคน น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"ผู้กองร้อยคะ สัญญาณชีพของพวกเขาอ่อนมาก ต้องให้ดื่มของเหลวต้นกำเนิดชีวิตแบบเจือจางทันที มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ"
ในฝ่ายรักษาความสงบ ทั้งนักดนตรีและปีศาจไม้ล้วนมีทักษะในสายพลังชีวิต ทว่าในระดับเหนือมนุษย์ ทั้งสองอาชีพยังไม่มีความสามารถในการฟื้นฟูถึงขั้นชุบชีวิตคนตายได้
ทักษะอันทรงพลังเช่นนี้ มีเพียงผู้ใช้พลังระดับสูงเท่านั้นที่ครอบครองได้
ดังนั้น 'ของเหลวต้นกำเนิดชีวิต' ของอาชีพนักดนตรีจึงเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของทางการมาโดยตลอด มันสามารถส่งผลทันตาเห็นต่อผู้บาดเจ็บที่ใกล้ตาย
พันธมิตรห้าธาตุต้องสั่งซื้อของเหลวต้นกำเนิดชีวิตจำนวนมากจาก 'สามตระกูลนักดนตรี' ทุกปี ซึ่งมีค่ามหาศาล
ฟู่ชิงหยางกล่าวเสียงขรึม "รักษาทันที"
หญิงสาวปีศาจไม้ปลดกระเป๋าเป้ยุทธวิธีออก หยิบเข็มฉีดยาสองหลอดออกมา แล้วฉีดเข้าเส้นเลือดดำให้ผู้ใช้ไฟที่ถูกพิษทั้งสอง
จ้าวแห่งกล้ามที่บาดเจ็บสาหัสจนหมดสติก็ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ทว่าหลี่ตงเจ๋อนั้นต่างออกไป ปีศาจไม้ของสมาคมร้อยบุปผาเพียงแค่ห้ามเลือด ถอนพิษ และทำแผลให้เขาแบบง่ายๆ
เถาวัลย์เขียวและคนอื่นๆ ก็ได้รับการรักษาเช่นกัน
ฟู่ชิงหยางเดินไปข้างกายกวนหย่า ถอดเสื้อคลุมออกแล้วคลุมให้เธอ พลางขมวดคิ้วถาม
"ไม่เป็นไรใช่ไหม"
กวนหย่ากระชับปกเสื้อสูทแล้วส่ายหน้า
เวลานี้ ผู้ใช้พลังระดับหัวหน้าทีมที่กำลังเก็บกวาดสนามรบได้พาลูกน้องกลับมาและรายงานว่า
"ผู้กองร้อย ศัตรูทั้งหมดถูกสังหารแล้ว ไม่มีใครรอดชีวิตครับ"
หัวหน้าทีมคนนี้กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า
"ร่างกายของสัตว์กู่ทั้งสี่ตัวล้วนแข็งแกร่งถึงระดับผู้ใช้ไฟระดับ 3 พวกคุณกลับสามารถจัดการพวกมันได้โดยไม่มีใครสูญเสีย ช่างเหลือเชื่อจริงๆ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ สัตว์กู่สองตัวไม่มีบาดแผลบนร่างกาย ร่างกายแข็งทื่อและเย็นเฉียบ น่าจะตายมาหลายชั่วโมงแล้ว
"พวกคุณทำได้อย่างไรครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงจวินก็เลิกคิ้วขึ้น รีบก้าวไปที่ศพของ 'เฮิงสิงอู๋จี้' แล้วย่อตัวลงสังเกต
ฟู่ชิงหยางใจกระตุก หันไปมองกวนหย่าและถามขึ้น "เกิดอะไรขึ้น"
"สองตัวนั้นหยวนสื่อเป็นคนฆ่า" กวนหย่าตอบสั้นๆ ได้ใจความ
"ไม่ ไม่ใช่สองตัว" มังกรขาวที่ได้รับการรักษาแล้วใช้ดาบยันกายพลางเสริม "สามตัวต่างหาก"
"เทพบรรพกาลเหรอ? หน้าใหม่ที่ผ่านด่านสวนสนุกจินสุ่ยระดับ S คนนั้นน่ะเหรอคะ? เขาอยู่ที่ไหน ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย" หญิงสาวที่กำลังทำแผลให้จ้าวแห่งกล้ามเงยหน้าขึ้นถามด้วยความตื่นเต้น
หัวหน้าทีมสายตรงของเธอใช้สายตาเข้มงวดจ้องมองจนความตื่นเต้นของหญิงสาวหดกลับไป
สามตัว... ฟู่ชิงหยางมองไปทางเถาวัลย์เขียวและถังกั๋วเฉียง เห็นพวกเขาไม่โต้แย้ง ส่วนผู้ใช้พลังระดับ 2 ที่บาดเจ็บหลายคนนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าของพวกเขามีทั้งความเลื่อมใสและหวาดกลัว
"เป็นฝีมือของเทพท่องราตรีจริงๆ ด้วย..." หลิงจวินเดาะลิ้นสองที "เป็นแค่เทพท่องราตรีระดับ 2 พลังต่อสู้กลับแข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว? เจ้าหมอนี่เพิ่งกลายเป็นผู้ใช้พลังแดนวิญญาณได้นานแค่ไหนกันเชียว"
พูดจบ เขาก็เสริมด้วยความเสียดายว่า "การยอมยกเขาให้พันธมิตรห้าธาตุ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดจริงๆ"
ฟู่ชิงหยางปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองกวนหย่า "แล้วเทพบรรพกาลล่ะ"
"อยู่ชั้นบน" กวนหย่าเงยหน้าขึ้นมอง "กำลังจัดการของบางอย่างอยู่น่ะ"
.......
เมื่อเทียบกับความเละเทะวุ่นวายในห้องโถงแล้ว สภาพห้องบนชั้นสองยังถือว่าสมบูรณ์ดี จางหยวนชิงพบไอเทมชิ้นนั้นในห้องที่สามซึ่งหันหน้าออกไปด้านนอก
มันคือกะถางธูป ฐานสามขาทำจากสำริด ตัวกระถางเป็นคางคกที่แกะสลักจากไม้มะเกลือในท่านั่งยองๆ เงยหน้าอ้าปากกว้าง
กระถางธูปคางคกวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ
จางหยวนชิงฝืนทนอาการคันคอ วิ่งโซเซไปที่เตียง ดึงผ้าม่านออก ผลักหน้าต่างให้เปิดกว้าง แล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่
ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อยจางหายไปมาก เขาจึงกลับมาที่โต๊ะ หยิบกระถางธูปคางคกขึ้นมา ข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะสายตา:
【ชื่อ: กระถางธูปคางคกสวรรค์】
【ประเภท: อุปกรณ์】
【ฟังก์ชัน: สารพิษ】
【คำอธิบาย: ในยุคโบราณ อัจฉริยะคนหนึ่งของเผ่าแม่มดหมอผีแห่งหนานหลิงตัดสินใจสร้างสารพิษที่ไร้สี ไร้กลิ่น และฆ่าคนได้อย่างไร้ร่องรอย หลังจากมุมานะค้นคว้ามาหลายปี เขาก็สร้างกระถางธูปนี้ได้สำเร็จ ทว่าเขากลับพบว่าสารพิษในกระถางธูปแม้จะไร้สีไร้กลิ่น แต่พิษกลับไม่รุนแรงและออกฤทธิ์ช้า เขาจึงโยนมันทิ้ง ครึ่งเดือนต่อมา คนทั้งเผ่าก็ตายเรียบ】
【หมายเหตุ: บัพต้านทานพิษให้ตัวเองพร้อมหรือยัง?】
จางหยวนชิงรีบเก็บไอเทมเข้าช่องเก็บของทันที พลางคิดในใจว่าของพรรค์นี้โคตรจะหลอกลวงเลย
จากคำอธิบายและหมายเหตุ เขาเข้าใจคุณสมบัติของไอเทมชิ้นนี้แล้ว อย่างแรกคือสารพิษไม่แยกแยะมิตรศัตรู แม้แต่เจ้าของไอเทมก็จะถูกพิษด้วย ที่เฮิงสิงอู๋จี้ต้านทานได้ เป็นเพราะผู้ใช้กู่มีความต้านทานพิษสูง
อย่างที่สอง กระถางธูปคางคกสวรรค์เป็นไอเทมประเภทที่ยิ่งวางไว้นาน พิษก็ยิ่งรุนแรง พิษของมันจะระเหยออกมาอย่างต่อเนื่อง หากเก็บรักษาไม่ดี จะเป็นอันตรายต่อพื้นที่บริเวณนั้น แม้แต่คนของเผ่าแม่มดหมอผีก็ยังถูกพิษตายได้
"หืม?"
จางหยวนชิงเปิดช่องเก็บของอีกครั้ง เพื่อดูคำอธิบายข้อมูลของกระถางธูปคางคกสวรรค์
"ยุคโบราณ... หนานหลิง... เผ่าแม่มดหมอผี?"
เขาขบคิดถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไปจากข้อมูลนี้ หากสันนิษฐานตาม 'คำอธิบาย' ผู้ใช้พลังแดนวิญญาณระดับสูงในยุคอดีตอันไกลโพ้นน่าจะเป็นคนสร้างไอเทมชิ้นนี้ขึ้นมา
จากนั้นมันก็ตกทอดไปอยู่ในแดนวิญญาณจน 'เฮิงสิงอู๋จี้' ได้ไป หรือไม่ก็สืบทอดกันมาในโลกแห่งความเป็นจริงตลอด แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือคำว่า 'ยุคโบราณ'
ยุคโบราณหมายถึงยุคไหน? กี่ปีมาแล้ว?
ยุคนั้นมีผู้ใช้พลังแดนวิญญาณแล้วเหรอ แต่หน้าต่างสถานะเนี่ย มันเป็นแนวคิดของยุคสมัยใหม่ชัดๆ
เอาเถอะ จะเป็นแนวคิดสมัยใหม่หรือไม่ก็ไม่อาจฟันธงได้ แต่ถ้าคนโบราณมีแนวคิดเรื่องหน้าต่างสถานะด้วย มันก็ดูผิดที่ผิดทางเกินไป... จางหยวนชิงพึมพำกับตัวเองเสียงเบา "ไว้หาเวลาไปตรวจสอบจุดกำเนิดของแดนวิญญาณดีกว่า ถ้าฉันมีสิทธิ์เข้าถึงน่ะนะ"
และถ้าในยุคโบราณไม่มีแนวคิดเรื่องหน้าต่างสถานะ ข้อมูลสถานะที่พวกเขาคุ้นเคยกันในตอนนี้ก็คงมีที่มาที่ไปที่พิลึกพิลั่นมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ยุคโบราณมีแนวคิดเรื่องผู้ใช้พลังแดนวิญญาณหรือไม่ ก็ยังต้องตั้งเครื่องหมายคำถาม
"แดนวิญญาณมีความลับซ่อนอยู่มากมายจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันก็รู้สึกว่าการมีอยู่ของค่าคุณธรรมมันไม่สมเหตุสมผล ร่องรอยการสร้างโดยน้ำมือมนุษย์ชัดเจนมาก ไม่เหมือนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ..."
เวลานี้ จางหยวนชิงสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานชั้นล่างกำลังถอนกำลังขนานใหญ่
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบออกจากห้องแล้วเดินลงบันไดไป
ผู้ใช้พลังของทางการในห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่งถูกสั่งให้แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ตรงกลางห้องนั่งเล่น ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูงโดยมีฉากหลังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แตกหัก คราบเลือดสีแดงฉาน โซฟาที่ล้มระเนระนาด และผนังที่มีรอยร้าว
ชุดสูทของเขาขาวราวกับหิมะ หน้าตาหล่อเหลา เย็นชาและเคร่งขรึม ตัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างชัดเจน
จางหยวนชิงพินิจพิเคราะห์ชายชุดสูทสีขาว ชายชุดสูทสีขาวก็กำลังพินิจพิเคราะห์จางหยวนชิงเช่นกัน
เมื่อจางหยวนชิงก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย ชายหนุ่มชุดสูทสีขาวก็พยักหน้าเล็กน้อย "ฟู่ชิงหยาง"
บนโลกนี้ยังมีผู้ชายที่หล่อกว่าฉันอยู่อีกเหรอเนี่ย... จางหยวนชิงโค้งคำนับ "สวัสดีครับผู้กองร้อย"
เขาได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของผู้กองร้อยท่านนี้มานานแล้ว ได้ยินจากปากหลี่ตงเจ๋อมาก็หลายครั้ง เกิดในครอบครัวเศรษฐี เป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาให้ เยือกเย็นชาญฉลาด เด็ดเดี่ยวซื่อตรง โง่แต่รวย... อืม อันสุดท้ายนี้กวนหย่าเป็นคนพูด
ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้พบกับบุคคลใน 'ตำนาน' ท่านนี้ ความประทับใจแรกคือความเย่อหยิ่ง สูงส่ง และเฉียบขาด เป็นประเภทที่ต้องคิดให้ดีก่อนจะล้อเล่นด้วย
น่าแปลกที่จางหยวนชิงไม่ได้รู้สึกต่อต้าน เพราะความสูงส่งและเย่อหยิ่งของฟู่ชิงหยางนั้นบริสุทธิ์มาก บุคลิกและหน้าตาเข้ากันได้อย่างลงตัว
ฟู่ชิงหยางนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันจับตาดูนายมานานแล้ว อยากเจอนายมาตั้งนานแล้วด้วย แต่กวนหย่าบอกว่านายเป็นพวกไอ้หื่นที่กล้าคิดแต่ไม่กล้าทำ ก็เลยกะว่าจะสังเกตการณ์ดูอีกสักหน่อย"
คุณมีอคติกับไอ้หื่นเหรอครับ ไม่สิ ฉันไม่ใช่ไอ้หื่นสักหน่อย... จางหยวนชิงอธิบาย "นั่นเป็นความเข้าใจผิดของเธอที่มีต่อผมครับ ผมคิดว่าผู้กองร้อยฟู่น่าจะมีวิจารณญาณของตัวเอง"
ฟู่ชิงหยางพูดอย่างราบเรียบ "เธอแนะนำอย่างแข็งขันให้ฉันเลื่อนขั้นนายเป็นผู้กองสิบ โดยมองว่านายเป็นคนเก่งระดับแนวหน้าในหมู่คนรุ่นใหม่ของพันธมิตรห้าธาตุ"
จางหยวนชิงเปลี่ยนเรื่องทันที "เธอมองคนขาดจริงๆ ครับ"
ฟู่ชิงหยางมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ
ไม่รู้ทำไม จางหยวนชิงถึงหลบตาไปชั่วครู่ตามสัญชาตญาณ เขาไม่ชอบการจ้องมองที่เฉียบคมราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกอย่างแบบนี้
ฉันเกลียดสายตาของหน่วยสอดแนม... จางหยวนชิงบ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจในใจ กำลังจะสบตากลับ แต่ฟู่ชิงหยางกลับเบือนหน้าหนี หันไปมองศพของเฮิงสิงอู๋จี้และถามว่า
"นายมีความเห็นยังไงกับการต่อสู้ครั้งนี้"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แทนที่จะบอกว่าเป็นการสอบถาม กลับเหมือนเป็นการทดสอบลูกน้องคนสำคัญมากกว่า
เมื่อคิดว่าผู้กองร้อยท่านนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับตนเอง จางหยวนชิงจึงเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังและตอบไปว่า
"ศัตรูรู้ล่วงหน้าถึงการวางกำลังและจำนวนคนของเรา รู้เรื่องของเราทะลุปรุโปร่ง เบื้องหลังคงมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ครับ"
ฟู่ชิงหยางพูดอย่างตรงไปตรงมา "ในทางการมีคนสมรู้ร่วมคิดกับเฮิงสิงอู๋จี้และหักหลังพวกนาย"
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ในหมู่พวกเรามีคนทรยศ! จางหยวนชิงพยักหน้า
"ฉันถึงได้ไล่ทุกคนไปไง เรื่องต่อจากนี้จะมีแค่นายกับฉันที่รู้" ฟู่ชิงหยางปรายตามองศพของเฮิงสิงอู๋จี้
จางหยวนชิงเข้าใจความหมายของเขา จึงเดินไปที่ศพอันน่าเกลียดน่ากลัวนั้น สสารเหนียวข้นสีดำสนิทพลุ่งพล่านอยู่ในแววตา
วิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในร่างฟื้นคืนชีพ ลอยออกมารวมตัวกันเป็นเงาโปร่งแสงเหนือศพ มันแยกเขี้ยวใส่จางหยวนชิงอย่างดุร้าย
"หลังจากผมกลืนกินวิญญาณของอาชีพสายชั่วร้ายแล้ว อาจจะมีอาการคลุ้มคลั่งไปบ้าง..." เขาหยิบวัชระปราบมารออกมาส่งให้ฟู่ชิงหยาง "ไอเทมชิ้นนี้สามารถชำระล้างมลทินทางจิตใจได้ครับ"
การมอบวัชระปราบมารให้หลี่ตงเจ๋อ เป็นเพราะความเชื่อใจในนิสัยใจคอ แต่การมอบให้ฟู่ชิงหยาง เป็นเพราะอีกฝ่ายโง่แต่รวย ไม่สิ ร่ำรวยมหาศาล คงไม่มาละโมบอยากได้ไอเทมของเขาหรอก
ฟู่ชิงหยางรับไอเทมมาและพยักหน้าเบาๆ
จางหยวนชิงไม่พูดอะไรอีก เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วดูดวิญญาณเข้าปาก
........
หว่างคิ้วพองโตขึ้นกะทันหัน มีบางอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเองถูกอัดฉีดเข้ามาในห้วงแห่งการรับรู้อย่างรุนแรง
ภาพแตกซ่านนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามา วิ่งผ่านไปราวกับม้าหมุน ล้วนเป็นความทรงจำที่ประทับใจที่สุดในชีวิตของเฮิงสิงอู๋จี้
เฮิงสิงอู๋จี้เกิดในครอบครัวยากจน เพื่อเปลี่ยนโชคชะตาเขาจึงตั้งใจเรียนหนังสือ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมกลับพบว่าวุฒิการศึกษาที่ตนเองภาคภูมิใจนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก หลังจากทำงานมาหลายปีก็พบอีกว่ายิ่งทำงานอย่างขยันขันแข็ง หัวหน้าก็ยิ่งโยนงานมาให้มากขึ้น จนต้องกลายเป็นทาสบริษัท
แข่งขันกับพวกเด็กเส้นไม่ได้ แข่งขันกับพวกประจบสอพลอแต่ไร้ความสามารถไม่ได้ ทำงานมาสิบปีก็ยังซื้อบ้านไม่ได้สักหลัง ในขณะที่จุดเริ่มต้นของการแต่งงานคือการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่เผอิญว่าพ่อเป็นแค่ชาวนาที่ซื่อสัตย์สุจริต จึงไม่มีเงินเก็บ
การทำตัวซื่อสัตย์สุจริตมองไม่เห็นความหวัง แต่ถ้าทำอาชีพสีเทากลับได้เงินเป็นกอบเป็นกำ
เขาไม่รู้ว่าอนาคตอยู่ที่ไหน กลายเป็นคนสับสนวุ่นวาย จนกระทั่งครั้งหนึ่ง เขาใช้ตำแหน่งหน้าที่หาเงินก้อนโตมาได้ ตั้งแต่นั้นมาเฮิงสิงอู๋จี้ก็เริ่มตกต่ำ และหลงใหลในการกระทำที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้
ในที่สุด ฉากก็เปลี่ยนไป จางหยวนชิงเห็นห้องนอนที่มืดมิด เห็นวิญญาณร้ายลอยอยู่ข้างเตียง
"แล้วยมทูตดำล่ะอยู่ที่ไหน ความเชื่อใจคือรากฐานของความร่วมมือ ดูเหมือนพวกเราจะยังเชื่อใจกันไม่พอสินะ"
"พวกคุณมีสองทางเลือก หนึ่งคือรอให้ผู้เสื่อมทรามในรายชื่อทยอยสูญเสียการควบคุม..."
"เพื่อแสดงความจริงใจ ฉันจะเปิดเผยการวางกำลังและแผนปฏิบัติการของผู้ใช้พลังของทางการให้นายรู้"
........
ในห้องนอนที่มืดมิดเช่นเดียวกัน เฮิงสิงอู๋จี้กรีดข้อมือตัวเอง ปล่อยให้เลือดหยดลงในชามไม้สีดำสนิทที่สลักคาถา เลือดในชามบิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าคน
"ลูกพี่ คนของกุหลาบรัตติกาลมาหาครับ อยากจะพบลูกพี่"
"ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพบกัน การเจรจากับเสือร้ายต้องระมัดระวัง... หัวหน้าของพวกมันมาหรือเปล่า"
"ไม่ทราบครับ ลูกพี่ การรีบควบคุมจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายให้เร็วที่สุดต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ"
"แกกำลังสอนฉันทำงานเหรอ"
"มิกล้าครับ..."
"มันพูดอะไรอีก"
"มันบอกว่าจะมอบแผนปฏิบัติการของหน่วยทางการให้ผม เพื่อให้ผมดักซุ่มโจมตี แบ่งเบาภาระของลูกพี่ครับ"
"ลองดูก็ได้..."
กุหลาบรัตติกาลงั้นเหรอ ยมทูตดำแฝงตัวอยู่ในซงไห่ คนที่เขารออยู่คือหัวหน้าของกุหลาบรัตติกาลเหรอ นี่มันองค์กรอะไรกัน พวกมันเหมือนกำลังวางแผนการใหญ่บางอย่างอยู่ จุ๊ๆ ข้อมูลที่ได้มาคราวนี้ใหญ่หลวงนัก...
แสงสีทองสว่างวาบ ภาพเลือนหายไป สติกลับคืนมา จางหยวนชิงลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองถูกใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้พนักพิงสูง
เอ๊ะ ไม่เจ็บเลย ไม่มีร่องรอยการถูกทุบตี... จางหยวนชิงดีใจวูบหนึ่ง แต่พอลองคิดดูอีกที นี่แสดงว่าผู้กองร้อยฟู่บดขยี้เขาได้อย่างราบคาบ เขาจึงไม่รู้สึกดีใจอีกต่อไป
เมื่อเห็นเขาฟื้น ฟู่ชิงหยางก็ถามทันที
"ได้อะไรมาบ้าง"
......







