"กระต่ายครามดีจริงๆ เลย แฮะๆ!"
"หม่าซานเหนียงสมควรตาย นางเป็นสายลับงั้นรึ ข้าล่ะโมโหชะมัด!"
"ยังดีที่เถี้ยวเถี้ยวลูกน้องของพยัคฆ์ใจดำเป็นสายลับของผู้สืบทอดเจ็ดกระบี่ คอยช่วยเหลือผู้สืบทอดอีกหกกระบี่ที่เหลืออยู่อย่างลับๆ"
"พยัคฆ์ดำน้อยน่ารังเกียจจริงๆ แต่ก็น่าสงสารอยู่นิดหน่อย..."
คืนนี้ถูกลิขิตให้ไร้ซึ่งการหลับใหล
คุณชายน้อยทั้งสี่จากที่ตอนแรกดูถูกนิยายของชุยเซี่ยน มาถึงตอนนี้ กลับดำดิ่งลงไปในนั้นอย่างสมบูรณ์!
พวกเขาสั่งให้บ่าวรับใช้จุดตะเกียงน้ำมัน
ทั้งสี่คนนั่งเรียงแถวกันอย่างว่าง่าย ฟังชุยเซี่ยนเล่าเรื่อง "เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม" อย่างหลงใหลได้ปลื้ม
ชุยเซี่ยนเล่าเรื่องราวตลอดทั้งคืน
จนเสียงแหบแห้งไปหมด
เมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณสาดส่อง เรื่องราวก็ดำเนินมาถึงตอนจบในที่สุด...
"หลังจากพยัคฆ์ดำน้อยถูกระเบิดตาย พยัคฆ์ใจดำก็เศร้าโศกเสียใจอย่างถึงที่สุด ตัดสินใจสังหารเจ็ดกระบี่เพื่อล้างแค้น! กองทัพใหญ่ปิดล้อมระเบียงภาพสิบลี้..."
"...ในยามคับขัน ในที่สุดเจ็ดกระบี่ก็ผสานกันได้สำเร็จ สังหารพยัคฆ์ใจดำ และบดขยี้แผนการร้ายของหม่าซานเหนียง"
"ในที่สุดป่าไม้ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขและสันติภาพดังวันวานอีกครั้ง"
เนื้อเรื่องของนิยายจบลงแล้ว
แต่เด็กหนุ่มหลายคนที่ฟังเรื่องเล่ากลับมีสีหน้าเลื่อนลอย ไม่พูดไม่จาอยู่นาน
จิตใจของพวกเขายังคงจมดิ่งอยู่ในเรื่องราว ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้
ราวกับว่าได้ติดตามจอมยุทธ์น้อยแมวรุ้ง ติดตามเจ็ดกระบี่ ไปพบกับประสบการณ์การเดินทางกอบกู้โลกที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน
น่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว!
ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
เมื่อมองดูคุณชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความทึ่ง ชุยเซี่ยนก็แอบหัวเราะในใจ แต่ภายนอกแสร้งทำเป็นกระวนกระวายและสับสน "นิยายของข้าเล่าจบแล้ว สี่ยอดกวี เหตุใดจึงเอาแต่เงียบงัน หรือว่านิยายของข้ามันแย่เกินไป?"
หา? แย่งั้นรึ?
ใครกล้าพูดว่านิยายเรื่องนี้แย่ คุณชายจะตบหน้ามันให้ยับเลย!
เผยเจียนกระโดดขึ้นมาเป็นคนแรก เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า "ไม่แย่ ไม่แย่เลยสักนิด! นี่คือเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ข้าเคยฟังมา"
อีกสามคนที่เหลือพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคุณชายทั้งสี่ที่กำลังตื่นเต้น ชุยเซี่ยนกลับเอ่ยอย่างกลัดกลุ้มว่า "ข้า ข้าก็อยากเขียนนะ แต่ข้ายังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือเลย แค่เรียนกับท่านพ่อและท่านลุงใหญ่มาไม่กี่วัน พอจะรู้จักตัวอักษรอยู่บ้างนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องเขียนหนังสือ นั่นมันยากสำหรับข้าจริงๆ"
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตายในทันที
เนิ่นนานผ่านไป
เกาฉีพูดตะกุกตะกักว่า "น้องเซี่ยน... เจ้า เจ้าหมายความว่า เจ้ายังไม่ได้เรียนหนังสือ ก็สามารถผูกเรื่องราวนิยายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้แล้วงั้นรึ? เก่งกาจยิ่งนัก!"
ชุยเซี่ยนกะพริบตา "ใช่แล้ว แต่แค่นี้ไม่เห็นเก่งเลย พี่ใหญ่เผยเจียนของข้า อาจารย์ถึงกับร้องอุทานว่ามีแววสอบได้จอหงวน เป็นเด็กอัจฉริยะอันดับสามแห่งเหอหนาน แบบนั้นสิถึงจะเรียกว่าเก่งกาจ!"
เผยเจียนได้ยินดังนั้นก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองขาด
จากนั้นก็ฟังชุยเซี่ยนพูดต่อว่า "และพวกท่านอีกสามคน ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้พี่ใหญ่ของข้า อายุยังน้อย ก็เป็นเด็กอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งหนานหยางแล้ว! เมื่อเทียบกับพวกท่าน ข้าช่างต่ำต้อยด้อยค่านัก"
คราวนี้ สีหน้าของคุณชายอีกสามคนก็ดูน่าดูชมไม่แพ้กัน
ครู่ต่อมาพวกเขาก็ได้สติ ต่างคนต่างแสร้งทำเป็นพัดพัดจีบด้วยความกระอักกระอ่วน หรือไม่ก็รู้สึกผิดอยู่ในใจ "อา ใช่ๆ พวกเราก็ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน"
"น้องเซี่ยน ถึงแม้เจ้าจะยอดเยี่ยมมาก แต่ก็ยังเทียบพวกเราไม่ได้หรอก"
"แต่น้องเซี่ยน เจ้าไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจไป เจ้า... อะแฮ่ม ตามหลังพวกเราแค่นิดเดียว ใช่ แค่นิดเดียวเท่านั้น"
รอยยิ้มในดวงตาของชุยเซี่ยนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขาเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า "เพราะฉะนั้น ข้าจึงอยากขอให้สี่ยอดกวีช่วยกันเขียนเรื่อง 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม' ออกมา!"
"ถึงตอนนั้น ชื่อเสียงสี่ยอดกวีแห่งหนานหยางของพวกท่าน จะต้องดังก้องไปทั่วทั้งเมืองหนานหยางอย่างแน่นอน"
...สวรรค์!
ทั้งสี่คนได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ามึนงง ตกตะลึงไปเลย!
ชุยเซี่ยนยินดีที่จะเอาเรื่องนี้ ใส่ชื่อของพวกเขา เพื่อแต่งหนังสือร่วมกันงั้นรึ?
ถ้าอย่างนั้น 'สี่ยอดกวีแห่งหนานหยาง' ที่พวกเขาเสแสร้งขึ้นมา ก็มีโอกาสกลายเป็นเรื่องจริงน่ะสิ?
ถึงตอนนั้นเมื่อพวกเขาเดินออกจากบ้าน ก็จะมีกลุ่มคนเดินถนนมาห้อมล้อมด้วยความทึ่ง มีคนคอยแห่แหนหน้าหลัง
นั่นมันจะเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจขนาดไหนกัน!
เพียงแค่คิดถึงภาพนั้น คุณชายน้อยทั้งสี่ก็หน้าแดงก่ำ รู้สึกฟินจนหนังศีรษะชา
ยังมีอีก ยังมีอีก!
อาจารย์ที่ด่าว่าพวกเขาไม่ได้เรื่อง เพื่อนร่วมเรียนที่หัวเราะเยาะว่าพวกเขาเป็นเศษสวะ พ่อแม่ที่ผิดหวังในตัวพวกเขา...
ถึงตอนนั้นคาดว่าทุกคนคงจะตกตะลึงจนตาค้าง และหันมามองพวกเขาด้วยความชื่นชม
แรงดึงดูดนี้ มันช่างรุนแรงเหลือเกิน!
เผยเจียนกลืนน้ำลาย "แต่ แต่เรื่องนี้ เจ้าเป็นคนคิดโครงเรื่องขึ้นมาเองนะ พวกเราจะใส่ชื่อได้จริงๆ หรือ?"
ชุยเซี่ยนพยักหน้า สายตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส "แม้ข้าจะคิดโครงเรื่องได้ แต่ข้าเขียนหนังสือไม่เป็น มีเพียงยอดกวีทั้งสี่อย่างพวกท่านเท่านั้น ที่จะสามารถเขียนเรื่องราวของ 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม' ให้ออกมามีจุดพลิกผันน่าติดตามได้"
"จอมยุทธ์น้อยแมวรุ้งจะสามารถถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้หรือไม่ ก็ต้องพึ่งพาทั้งสี่ท่านแล้ว!"
คำพูดของชุยเซี่ยนราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง
ในชั่วพริบตา มันก็จุดไฟในสายเลือดของคุณชายทั้งสี่ให้ลุกโชน!
ฟังดูช่างมีภารกิจอันยิ่งใหญ่จริงๆ!
ทั้งสี่คนมองหน้ากัน จากนั้นจวงจิ่นก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า "น้องเซี่ยน ไม่สู้เจ้าไปพักผ่อนก่อน พวกเราขอปรึกษาหารือกันสักหน่อย แล้วค่อยให้คำตอบเจ้า ดีหรือไม่?"
ชุยเซี่ยนยิ้มตอบ "ได้สิ"
เขาไม่สนใจเรื่องการใส่ชื่ออะไรพวกนี้หรอก ขอแค่สุดท้ายแล้วทำเงินได้ก็พอ
การดึงคุณชายทั้งสี่มาร่วมหุ้น ในอนาคตเงินที่จะหามาได้ ย่อมมีมากกว่าสิ่งที่เรียกว่า 'สิทธิ์ในการลงนาม' มากมายนัก
ยิ่งไปกว่านั้น 'ชื่อเสียง' ที่ชุยเซี่ยนต้องการ ไม่ได้อยู่ในหนังสือนิยาย
แต่อยู่ที่สำนักศึกษาสกุลเผย อยู่ที่อาจารย์อู๋ชิงหลานต่างหาก
รอจนชุยเซี่ยนจากไปแล้ว
เกาฉีก็โวยวายขึ้นเป็นคนแรก "เผยเจียน ลูกน้องของเจ้าคนนี้ยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือเลย ก็สามารถผูกเรื่องที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้ ต้องเป็นเด็กอัจฉริยะอย่างแน่นอน! แต่เขากลับยอมรับเจ้าเป็นพี่ใหญ่ แถมยังยกย่องพวกเราสี่คนที่เป็นแค่เศษสวะซะอีก!"
นี่มัน... ช่างน่าขันสิ้นดี!
เผยเจียนรู้สึกกดดันขึ้นมาเป็นทวีคูณในชั่วพริบตา "ข้าก็เพิ่งรู้เอาวันนี้แหละ ว่าเขายอดเยี่ยมถึงเพียงนี้! พวกเจ้าว่า ต่อไปถ้าเขาพบว่าข้าเป็นแค่เศษสวะ เขาจะรังเกียจข้า แล้วไม่ยอมรับข้าเป็นพี่ใหญ่อีกหรือเปล่า?"
เด็กหนุ่มอีกสามคนที่เหลือพลันมองไปที่เผยเจียนด้วยสายตาสงสารและสมน้ำหน้า
เผยเจียนเบะปาก
เขาไม่อยากสูญเสียลูกน้องของตัวเองไป!
จวงจิ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยหยั่งเชิงว่า "ไม่สู้ พวกเราตกลงตามข้อเสนอของชุยเซี่ยน ร่วมกันลงนามแต่งหนังสือดีไหม?"
เมื่อเห็นว่าอีกสามคนที่เหลือต่างแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยและจับผิด
จวงจิ่นก็รีบอธิบาย "พวกเจ้าคิดอะไรกันอยู่ ข้าไม่มีทางแย่งผลงานของน้องเซี่ยนหรอกน่า! ข้าหมายความว่า ตอนที่ลงนาม ให้ระบุไว้ในหนังสือว่า ชุยเซี่ยนเป็นคนเล่าและคิดโครงเรื่อง ส่วนพวกเราสี่คนเป็นคนจับพู่กันเขียนแทน!"
"จากนั้น ข้าก็จะให้ร้านหนังสือของที่บ้านพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก เอา 'เจ็ดจอมยุทธ์แมวรุ้งกระต่ายคราม' ไปวางขายให้ทั่วร้านหนังสือในอำเภอหนานหยางเลย!"
"พวกเจ้าสามคนรับหน้าที่เอาหนังสือเล่มนี้ ไปมอบให้กับตระกูลที่มีหน้ามีตาในเมืองหนานหยาง เพื่อช่วยโฆษณาโปรโมท!"
"แน่นอนว่า ค่าต้นฉบับที่หามาได้ พวกเราจะไม่เอาเลยสักอีแปะเดียว ยกให้น้องเซี่ยนทั้งหมด"
"รอนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ออกมา พวกเราทั้งสี่คนก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนมีความสามารถอยู่บ้าง ถึงตอนนั้นก็จะได้ไม่ต้องขายหน้าต่อหน้าน้องเซี่ยนผู้เป็นลูกน้อง"
สมกับที่เป็นบุตรชายของเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งหนานหยาง ในเรื่องการค้าขาย จวงจิ่นนับว่ามีความคิดที่ทะลุปรุโปร่งอย่างถึงที่สุด
อีกสามคนที่เหลือได้ยินดังนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย
เผยเจียนได้ยินดังนั้นก็เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นด้วยทันที "ข้าว่าเข้าท่า!"
หลังจากทั้งสี่คนปรึกษาหารือกันแล้ว ต่างก็ตกลงด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นเผยเจียนก็เรียกชุยเซี่ยนเข้ามา แล้วบอกผลการปรึกษาหารือให้เขาทราบ
เมื่อชุยเซี่ยนเห็นท่าทางตื่นเต้นถูไม้ถูมือของคุณชายทั้งสี่ ก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า "ข้าเชื่อฟังพี่ชายทั้งหลาย"
แค่ 'สิทธิ์ในการลงนาม' ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เหล่าคุณชายรู้สึกเหมือนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ต่างพากันฮึกเหิมเตรียมตัวแต่งหนังสือ
อาศัยจังหวะที่อารมณ์กำลังตื่นเต้น
เผยเจียนและพวกอีกสามคนก็ฝนหมึก ณ ตรงนั้น ตั้งใจจะตวัดพู่กันเขียนนิยายสะท้านโลกออกมาสักเรื่อง!
ชุยเซี่ยนทำท่าทางเลื่อมใสและรอคอยอยู่ด้านข้าง
ทว่าครู่ต่อมา
เผยเจียนถือพู่กัน แต่กลับไม่ยอมจรดลงไปเสียที
เกาฉีเขียนไปได้สองสามบรรทัด จากนั้นก็หน้าแดงระเรื่อ รีบขยำกระดาษแผ่นนั้นเป็นก้อน แล้วยัดใส่แขนเสื้อ
หลี่เฮ่ออวี้อึกๆ อักๆ มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
จวงจิ่นกัดด้ามพู่กัน ครุ่นคิดอย่างหนัก
ชุยเซี่ยนแสร้งทำเป็นสงสัย "ขอเรียนถามสี่ยอดกวี เหตุใดจึงยังไม่เริ่มเล่า?"
...พวกเขาก็อยากจะเริ่มอยู่หรอก!
แต่แต่ละคนปกติทำตัวเป็นเศษสวะจนชิน ละทิ้งการเรียน ไม่เพียงแต่ลายมือจะบิดเบี้ยวอัปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังไม่มีสำนวนโวหารใดๆ ให้พูดถึงเลย
ไฟไหม้ป่า แสงเพลิงสว่างจ้าเต็มท้องฟ้า ควรจะบรรยายอย่างไร?
กองทัพใหญ่ของพรรคมารประชิดชายแดน มันยิ่งใหญ่อลังการเพียงใด?
พายุเพลิงเริงระบำ รุ้งยาวทะลวงตะวัน ปราณม่วงมาเยือนจากทิศบูรพา ฟ้าดินเยือกแข็ง อสนีบาตคำรามกึกก้อง... กระบวนท่าที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ จะต้องพรรณนาอย่างไรให้เห็นภาพ?
ยาก!
มันยากเกินไปแล้ว!
ต้องเสียเปรียบเพราะไม่มีความรู้ ความคิดมากมายพอถึงตอนจรดพู่กัน กลับเขียนไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่คุณชายเจ้าสำราญทั้งสี่เริ่มรู้สึกเสียใจในภายหลัง ว่าทำไมตอนแรกถึงไม่ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีๆ?
เมื่อเผชิญกับความสงสัยไม่เข้าใจของชุยเซี่ยน
เผยเจียนก็กระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า "ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เหนื่อยเกินไปแล้ว สภาพร่างกายไม่ค่อยดีเท่าไหร่"
คุณชายอีกสามคนที่เหลือรีบผสมโรง "ใช่ๆ และตอนกลางวันพวกเรายังต้องไปเรียนหนังสือที่สถานศึกษาอีก รอเลิกเรียนแล้วค่อยเขียน"
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องกระตือรือร้นไปสถานศึกษาน่ะหรือ?
แน่นอนว่าก็เพื่อไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ ว่าจะบรรยายเนื้อเรื่องในนิยายอย่างไร จากนั้นก็จะได้แต่งหนังสือไงล่ะ!
ชุยเซี่ยนก็ไม่เปิดโปง เขาพยักหน้ายิ้มๆ "ตกลง!"
เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด แผนการออกหนังสือหาเงินหลังจากนี้ จะต้องราบรื่นเป็นอย่างมาก
เขาจะได้รับมิตรภาพและการช่วยเหลือจากสี่ตระกูลใหญ่!
คุณชายทั้งสี่นัดแนะกันว่าเดี๋ยวจะไปสถานศึกษา ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ชั่วจิบชาต่อมา
ผู้อาวุโสของตระกูลเผย ตระกูลเกา ตระกูลจวง และตระกูลหลี่ ต่างตกตะลึงจนตาค้าง
ท่านผู้เฒ่าเผยที่เพิ่งตื่นนอนและยังคงงัวเงียอยู่ มองไปที่หลานชายคนเล็ก แล้วเอ่ยอย่างไม่แน่ใจว่า "...เจ้า เจ้าพูดว่าอะไรนะ? เมื่อกี้เจ้าถามข้าใช่ไหม ว่าพ่อกับปู่ของเจ้าจะกลับบ้านเมื่อไหร่? เจ้าอยากจะขอคำชี้แนะเรื่องวิชาความรู้จากทั้งสองคนงั้นหรือ? วันนี้เจ้ายังจะไปสถานศึกษาก่อน เพื่อขอคำชี้แนะจากอาจารย์อู๋อีก?"
เผยเจียนมีสีหน้าจริงจัง "แน่นอน! ข้าไม่ได้ล้อท่านเล่นนะ ท่านย่ารีบเขียนจดหมาย ให้ท่านพ่อ หรือท่านปู่ ไม่ว่าใครก็ตาม รีบกลับมาสักคน ข้าตั้งใจจะขอคำชี้แนะจากพวกเขา ว่าจะแต่งหนังสืออย่างไร!"
ท่านผู้เฒ่าเผยตกตะลึงตะลึงงัน
จากนั้นนางก็รู้สึกตัวด้วยความมึนงง... เซี่ยนเกอ เขาทำให้เผยเจียนหลงรักการเรียนภายในเจ็ดวันได้จริงๆ!
ตระกูลเกา
ใต้เท้าเชียนฮู่มองบุตรชายจอมเสเพลของตัวเองด้วยความงุนงง พลางแคะหู "เจ้า จะแต่งหนังสืองั้นรึ?"
เกาฉีโวยวายเสียงดังด้วยความตื่นเต้น "ใช่แล้ว แต่งหนังสือ! ท่านพ่อ ตอนนี้ข้าเสียใจ เสียใจมากๆ เลย! ทำไมเมื่อก่อนข้าถึงไม่รู้จักตั้งใจเรียนกันนะ! ในอนาคต ข้าจะต้องเป็นสี่ยอดกวีแห่งหนานหยางให้ได้!"
ตระกูลหลี่
ปรมาจารย์ช่างก่อสร้างผู้โด่งดังแห่งเมืองหนานหยาง มองบุตรชายอกตัญญูของตัวเองด้วยความเลื่อนลอย "เจ้าจะเป็นสี่ยอดกวีแห่งหนานหยางงั้นรึ? เสียใจที่เมื่อก่อนไม่ยอมตั้งใจเรียน?"
หลี่เฮ่ออวี้พูดอย่างมีเหตุมีผล "แน่นอน! ท่านพ่อ เมื่อก่อนท่านตามใจข้าเกินไป ข้าไม่เรียนหนังสือ ท่านก็ไม่รู้จักตีข้าให้หนักๆ สักที! ไม่อย่างนั้นข้าจะมาขายหน้าครั้งใหญ่ต่อหน้าน้องเซี่ยนขนาดนี้ได้อย่างไร!"
ตระกูลจวง
เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งหนานหยางถามด้วยความมึนงง "น้องเซี่ยน คือใคร?"
จวงจิ่นมีสีหน้าเบิกบานใจ "เขาคือลูกน้องของเผยเจียน อื้ม เป็นลูกน้องของข้าด้วย! อา ถึงแม้เขาจะปฏิเสธข้าแล้ว แต่ข้าตัดสินใจว่าจะเป็นพี่ใหญ่ให้เขาฝ่ายเดียว! ท่านพ่อไม่รู้อะไร น้องเซี่ยนพูดจาไพเราะ แถมยังเขียนนิยายเก่งมาก เก่งสุดๆ เป็นเด็กอัจฉริยะตัวน้อยเลยล่ะ!"
"ข้ารับปากเขาแล้ว ว่าจะช่วยเขาเขียนนิยายออกมาให้ได้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ฝึกคัดลายมือ ขัดเกลาสำนวนโวหาร จะต้องไม่ทำให้ความคาดหวังและความไว้วางใจของน้องเซี่ยนสูญเปล่าเด็ดขาด!"
"เพราะว่า จอมยุทธ์น้อยแมวรุ้งจะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกได้หรือไม่ ก็ต้องพึ่งพาพวกเราไม่กี่คนนี้แหละ!"
สุดท้าย
คุณชายเจ้าสำราญทั้งสี่ ต่างก็ประกาศเจตนารมณ์ต่อผู้อาวุโสของตนอย่างแน่วแน่...
"สรุปก็คือ พวกเราจะเริ่มแต่งหนังสือแล้ว! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครก็อย่าคิดจะมาขัดขวางไม่ให้พวกเราไปเรียนหนังสือที่สถานศึกษา!"
สวรรค์!
นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือยังไง?
บุตรชายจอมเสเพลที่เกลียดการเรียนมาตั้งแต่เด็ก เห็นตัวหนังสือเป็นต้องปวดหัว วันๆ ไม่ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ เอาแต่ทะเลาะกับอาจารย์ จู่ๆ ก็ตั้งใจจะเรียนหนังสือขึ้นมางั้นรึ?
คุณชายเจ้าสำราญแต่งหนังสืออะไรนั่น ฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อจริงๆ
แต่ในที่สุดบุตรชายก็ยอมก้าวหน้าตั้งใจเรียน ผู้อาวุโสของทั้งสี่ตระกูลใหญ่ต่างก็ตื่นเต้นจนน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
ผู้อาวุโสของตระกูลหลี่ ตระกูลจวง และตระกูลเกา ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจเสียจนต้องรีบสั่งการพ่อบ้านของตนอย่างลนลาน
"ไป รีบไปสืบดูสิ ว่าชุยเซี่ยนคนนั้นเป็นยอดคนจากที่ไหนกันแน่ ถึงกับทำให้คุณชายเปลี่ยนนิสัย หันมาตั้งใจเรียนได้? เขาช่างเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเราจริงๆ!"