101. บทที่ 100 ยอดเยี่ยมเหมือนกับฉัน!
สามชั่วโมงต่อมา!
ไป๋เฟิงเริ่มร้อนใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว
"ยังไม่ออกมาอีกเหรอ?"
ไป๋เฟิงขมวดคิ้ว มองไปยังชายชราทั้งสอง
ชายชราแซ่หวงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ถ้าพวกเราเข้าไปตรวจสอบ แล้วไปรบกวนการฝึกฝนของอีกฝ่ายคงจะยุ่งยากสักหน่อย พวกเราอยู่ขั้นหลิงอวิ๋น พอเข้าไป ปราณจะหลั่งไหลมารวมกันโดยอัตโนมัติ..."
"งั้นผมไปเอง ผมเพิ่งอยู่ขั้นเถิงคง!"
"ไร้สาระ นายเข้าไปก็เหมือนกันนั่นแหละ ปราณหลั่งไหลไปรวมกันเองอยู่ดี!"
ดินแดนลับพลังปราณก็เป็นแบบนี้ เมื่อคุณเข้าไป ปราณก็จะหลั่งไหลมารวมกัน เติมเต็มจุดชีพจรของคุณโดยอัตโนมัติ
ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา หากเข้าไปข้างในก็ย่อมส่งผลกระทบต่อซูอวี่ได้ง่ายมาก
ที่ไป๋เฟิงอยากเข้าไปก่อนหน้านี้ ก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง
ผู้เฒ่าหวงลังเลพลางกล่าว "หรือจะให้คนขั้นเชียนจวินเข้าไปดูสักคน ที่ฉันกังวลหลักๆ คือกลัวว่าเขาจะถูกรบกวน ถ้าเขามีพรสวรรค์จริงๆ ละก็..."
ความหมายของเขา ไป๋เฟิงเข้าใจดี
หากซูอวี่มีพรสวรรค์จริงๆ พรสวรรค์สูงมาก ตอนนี้เขาอาจจะกำลังหล่อหลอมจุดชีพจรอยู่ก็ได้!
ทว่าหากถูกคนรบกวนจนพลาดโอกาสยกระดับครั้งนี้ไป มันก็ไม่คุ้มกันเลย!
"ไป๋เฟิง ลูกศิษย์ของนายคนนี้ พูดตามตรงนะ นายคิดว่าเขาจะยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ได้เหรอ?"
ไป๋เฟิงสงบสติอารมณ์ลง สูดหายใจเข้าลึกๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "เป็นไปได้ครับ! เขามีพรสวรรค์ ทั้งยังมีความทรหดมากพอ ผมแค่กังวลนิดหน่อย... ว่าเขาชัดเจนว่าทนไม่ไหวแล้วแต่ยังดึงดันจะฝืนทน มันจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บได้ง่าย!"
ซูอวี่ย่อมมีพรสวรรค์อยู่แล้ว!
ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ไป๋เฟิงอย่างเขาจะต้องไปคุยโวกับอีกฝ่ายด้วยหรือ!
ก็แค่กลัวจะถูกตอกหน้าหงายไม่ใช่เหรอ?
ดังนั้นเขาถึงได้บอกว่าตัวเองทนได้ 3 ชั่วโมง ความจริงพิสูจน์แล้วว่า แค่เขาบอกว่า 3 ชั่วโมงก็ยังโดนตอกหน้าหงาย
คิดไปคิดมา ไป๋เฟิงก็กล่าว "ให้คนอื่นเข้าไปผมก็ยังไม่วางใจอยู่ดี! เอาอย่างนี้ รบกวนผู้อาวุโสทั้งสองใช้กระจกพลังปราณสังเกตการไหลเวียนของปราณดูหน่อยเถอะครับ ถ้ามันยังไหลเวียนอยู่ แสดงว่าเขายังฝึกฝนอยู่ ผมจะได้วางใจขึ้นมาบ้าง!"
"กระจกพลังปราณ..."
ผู้เฒ่าหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "กระจกพลังปราณมีผลในการสอดแนมพลังปราณ มักจะล่วงล้ำไปถึงความลับในการฝึกฝนของผู้ฝึกตนคนหนึ่ง หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว..."
"ผมเป็นอาจารย์ของเขา ผมตกลงก็พอแล้ว!"
ไป๋เฟิงฟันธงในประโยคเดียว!
ผู้เฒ่าหวงก็ไม่พูดอะไรอีก สบตากับชายชราอีกท่าน ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน วินาทีต่อมา ทั้งคู่ก็แค่นเสียงพร้อมกัน!
วิง!
มิติเกิดการสั่นกระเพื่อมชั่วครู่ พริบตาเดียว กลางอากาศก็ปรากฏกระจกบานหนึ่งขึ้นมา!
ตอนนี้ ภายในกระจกปรากฏจุดสีแดงขึ้นมาทีละจุด
บริเวณรอบนอกสุด มีจุดสีแดงเล็กๆ เพียงจุดเดียว
รอบๆ จุดสีแดง มีระลอกคลื่นราวกับกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ หลั่งไหลไปรวมกันที่จุดสีแดง
ผู้เฒ่าหวงโบกมือ นอกจากจุดสีแดงแล้ว พื้นที่อื่นๆ ก็มืดลงทั้งหมด นั่นคือคนอื่นที่กำลังฝึกฝนอยู่ กระจกพลังปราณมีผลในการสอดแนม นอกจากซูอวี่แล้ว การสอดแนมการฝึกฝนของคนอื่นถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง พวกเขาจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น
"ยังฝึกฝนอยู่อีก!"
ผู้เฒ่าหวงเอ่ยปากด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ความเร็วในการไหลเวียนของปราณนี้เร็วมาก แทบจะไล่เลี่ยกับขั้นว่านสือได้แล้ว นักเรียนของนายคนนี้... ไม่ธรรมดาเลยนะ!"
ไป๋เฟิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก กล่าวกลั้วหัวเราะ "ยังฝึกฝนอยู่ก็พอครับ ใครบ้างจะไม่มีความลับ อัจฉริยะจะไปเหมือนกับนักเรียนทั่วไปได้ยังไง?"
พูดจบก็หัวเราะฮ่าๆ "เจ้าเด็กนี่... ทำเอาผมตกใจแทบแย่! ดูท่าครั้งนี้คงได้อะไรกลับไปไม่น้อย!"
ระหว่างพูด ไป๋เฟิงก็กระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าว "เอ่อ ผู้อาวุโสทั้งสอง เก็บกระจกพลังปราณได้แล้วล่ะครับ มาสอดแนมความลับสายของพวกเราแบบนี้มันไม่ดีมั้ง?"
"..."
เวรเอ๊ย!
ชายชราทั้งสองสบถด่าในใจพร้อมกัน!
เมื่อกี้ใครให้พวกเราใช้ฟะ?
ตอนนี้ดันกลายมาเป็นการสอดแนมความลับสายของพวกแกไปแล้วเรอะ?
ยางอายมีบ้างไหมเนี่ย!
ทั้งสองคนหน้าดำคร่ำเครียด กระจกกลางอากาศสลายไปโดยอัตโนมัติ พวกเขาไม่สนใจไป๋เฟิงอีก ไอ้สารเลวนี่ พลิกหน้าไม่รับคน พวกเขาขี้เกียจจะพูดกับอีกฝ่ายให้มากความ
ทว่ากลับให้ความสนใจซูอวี่ขึ้นมาบ้างประการหนึ่ง นักเรียนใหม่คนนี้เก่งกาจไม่เบาทีเดียว
"ไม่รู้ว่าจะทนได้นานกว่านี้อีกหน่อยไหม ดีที่สุดคือทำลายสถิติของคนจากสถาบันสงครามคนนั้นไปเลย..."
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงรอคอยต่อไปอีกครั้ง
วินาทีนี้ กลับคลายใจลงไปได้มาก
ปราณยังคงไหลเวียนอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งความเร็วก็ไม่ช้า ซูอวี่น่าจะยังทนได้อีกพักหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่ซูอวี่ดูดซับปราณได้รวดเร็วขนาดนั้น... ก็เหมือนที่ไป๋เฟิงบอก อัจฉริยะคนไหนบ้างที่ไม่มีความลับ
โลกใบนี้ ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมคือกลุ่มคนที่ลึกลับที่สุด!
อย่าไปสอดแนมความลับของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม!
อาจจะเป็นเพราะปัจจัยด้านอักษรเทวะ อาจจะปัจจัยอื่นๆ หรือแม้กระทั่งอาจมีปัจจัยเรื่องสายเลือดเข้ามาเกี่ยว ไม่จำเป็นต้องไปสืบสาวราวเรื่อง ขอแค่ไม่ใช่พวกจากลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็พอ
ส่วนซูอวี่ การที่ไป๋เฟิงรับเขาไว้ ย่อมต้องมีการตรวจสอบที่จำเป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวซูอวี่เองไม่รู้ก็เท่านั้น
...
3 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมงครึ่ง...
สีหน้าของไป๋เฟิงเริ่มแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ!
เจ้าเด็กนี่ หรือว่าคิดจะทำลายสถิติของไอ้บ้าคนนั้นจริงๆ?
...
ในเวลาเดียวกัน
ซูอวี่ใช้โลหิตแก่นแท้จนหมดแล้ว สมุดภาพหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ไม่เปิดออกอีก
เบิกจุดชีพจรได้ 23 จุด!
ห่างจากขั้นเชียนจวินระดับสามเพียงจุดชีพจรเดียว นี่คือสาเหตุที่ซูอวี่ไม่ยอมจากไปเสียที ตอนนี้เขากำลังดูดซับปราณอย่างสุดชีวิต โดยพึ่งพาเคล็ดเทพสงคราม ไม่ใช่เคล็ดเสริมร่าง
เขาไม่ยอม!
อีกแค่นิดเดียวเอง เข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับสามมันไม่ดีหรือไง?
ดันมาหมดโลหิตแก่นแท้ซะได้!
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงดึงดันยื้อเวลามาครึ่งชั่วโมง เป็นตายยังไงก็ไม่ยอมไป หากไปล่ะก็ ขาดทุนแย่!
"เบิกจุดชีพจรอีกแค่จุดเดียวก็พอ..."
ซูอวี่ภาวนา!
การเบิกจุดชีพจร เข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับสาม เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สามารถเชื่อมโยงจุดชีพจรได้อีกครั้ง สร้างเป็นวงจรที่สมบูรณ์ เขาก็จะสามารถดูดซับปราณได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นหากออกไปแล้ว เขาจะเบิกจุดชีพจรจุดสุดท้าย อย่างน้อยก็ต้องใช้ของเหลวปราณตั้งเจ็ดแปดหยดถึงจะสร้างวงจรขึ้นมาได้!
โอกาสมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เขาไม่มีโอกาสเข้ามาในดินแดนลับพลังปราณอีกแล้ว!
"เบิกจุดชีพจรอีกแค่จุดเดียว อย่างน้อยก็ประหยัดแต้มผลงานไปได้ 40 แต้ม เปิดให้ฉันเดี๋ยวนี้!"
ซูอวี่คำรามในใจ!
เมื่อเห็นว่าจุดชีพจรอื่นๆ มีปราณเอ่อล้นเต็มหมดแล้ว หากยังเบิกจุดชีพจรไม่ได้ เขาก็จะต้องถูกบังคับให้ออกไป
ซูอวี่ตัดใจกัดฟันกรอด จู่ๆ ก็นำโลหิตแก่นแท้ออกมาอีกหนึ่งหยด!
โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็ก!
คราวก่อนไปแลกกับเซี่ยหู่โหยวมา 30 หยด หลายวันมานี้ ซูอวี่ใช้วันละหนึ่งหยด จนถึงวันนี้ เขาก็เหลือโลหิตแก่นแท้เพียง 10 หยดเท่านั้น
เดิมทีเขายังตัดใจใช้สิ่งนี้ไม่ลง ประกอบกับโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กมีส่วนช่วยในการหล่อหลอมร่างกายไม่มากนัก ทว่าตอนนี้ เขาไม่สนอะไรทั้งนั้นแล้ว เขาไม่ได้ใช้โลหิตแก่นแท้มาหล่อหลอมร่างกายโดยตรงเสียหน่อย สิ่งที่เขาต้องการคือเคล็ดวิชาอันแข็งแกร่ง จุดชีพจรชั่วคราวที่มากขึ้นเพื่อใช้ดูดซับปราณมาหล่อหลอมจุดชีพจรต่างหาก!
กลืนกิน!
วินาทีต่อมา ปราณจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลมารวมกันอีกครั้ง ตอนนี้จุดชีพจรที่ซูอวี่เบิกเปิดเอาไว้ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้ง ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากในพริบตา
"เอาล่ะ!"
ซูอวี่ดีใจอย่างยิ่ง เป็นแบบนี้แหละ ทนต่อไปอีกสักพักก็พอแล้ว!
ไม่นาน จุดชีพจรจุดสุดท้ายก็มีวี่แววว่าจะถูกเบิกออก
ผลคือผ่านไปไม่นาน พลังของโลหิตแก่นแท้ก็หมดลง
ซูอวี่สบถด่าในใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
เขากลืนโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กเข้าไปอีกหยด!
ครั้งนี้ จุดชีพจรจุดสุดท้ายเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เบิกออกได้สำเร็จ!
ซูอวี่รีบเชื่อมโยงจุดชีพจรของเคล็ดเทพสงครามทั้ง 36 จุด บวกกับเบิกปราณเก้าจุด รวมเป็น 45 จุด เปล่งประกายแสงเจิดจ้า ไม่นานก็สร้างเป็นวงจรตาข่ายขึ้นมา!
ตู้ม!
ทันทีที่สร้างวงจรเสร็จสิ้น ซูอวี่ก็รู้สึกเพียงว่าร่างกายสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง รูขุมขนขับสารสีดำจำนวนมหาศาลออกมา
นี่คือผลลัพธ์จากการหล่อหลอมด้วยโลหิตแก่นแท้!
อันที่จริงซูอวี่ไม่ได้ใช้โลหิตแก่นแท้หล่อหลอมกาย แต่ผ่านทางสมุดภาพ ใช้เคล็ดเสริมร่างและเคล็ดรับปราณในการฝึกฝน ผลลัพธ์ของการเสริมแกร่งร่างกายด้วยเคล็ดเสริมร่างนั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวโลหิตแก่นแท้เองเลยแม้แต่น้อย!
ผลลัพธ์การเสริมแกร่งร่างกายของเคล็ดรับปราณนั้นค่อนข้างต่ำเตี้ย ดูท่าเคล็ดเสริมร่างของเผ่ากระทิงทลายภูเขา จะเหมาะแก่การหล่อหลอมร่างกายอย่างยิ่ง
"สร้างรากฐาน... สิ่งที่สร้างก็คือรากฐานของร่างกาย!"
"ร่างกายต้องแข็งแกร่งกว่าในระดับเดียวกัน ถึงจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันได้!"
ทุกคนล้วนอยู่ขั้นเชียนจวินระดับสาม ฝึกฝนเคล็ดเทพสงครามฉบับอัปเกรดเหมือนกัน ร่างกายของใครแข็งแกร่งกว่า คนนั้นก็มีโอกาสชนะมากกว่า
ถึงตอนนี้ ซูอวี่รู้ว่าตัวเองอยู่ต่อได้อีกไม่นานแล้ว
เขาไม่เบิกจุดชีพจรอีกต่อไป แต่เริ่มดูดซับปราณจำนวนมหาศาล เสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตน!
จุดชีพจรแต่ละจุดเปล่งประกายแสงจ้า สาดแสงสว่างเรืองรองออกมาเป็นระลอก ทำให้ซูอวี่ดูราวกับเดินออกมาจากแสงไฟ
ลืมตาขึ้น ซูอวี่มองไปยังที่ไม่ไกลนัก ทางนั้นคือพื้นที่ขั้นว่านสือ
เขาสัมผัสได้ถึงปราณที่หนาแน่นยิ่งกว่า และแรงกดดันที่มหาศาลยิ่งกว่า ทว่าเขารู้ดีว่าตัวเองในตอนนี้ยังทนรับไม่ไหว
"ครั้งหน้า... ครั้งหน้าถ้าฉันเข้ามาอีก จะต้องไปหล่อหลอมตรงนั้นให้ได้ ครั้งหน้าฉันจะสั่งสมให้มากพอแล้วเข้ามาอีกครั้ง ถ้าดูดซับไม่หนำใจจะไม่ยอมเลิกราเด็ดขาด!"
เจ้าคนที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นเชียนจวินอย่างเขา ปราณที่เข้ามาดูดซับ เมื่อเทียบกับดินแดนลับพลังปราณทั้งหมดแล้ว ช่างเป็นเพียงขนเส้นเดียวในวัวเก้าตัว!
บางทีอาจจะไม่นับว่าเป็นขนเส้นเดียวในวัวเก้าตัวด้วยซ้ำ!
ต่อให้เป็นพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ พื้นที่ซึ่งผู้ฝึกตนขั้นเชียนจวินอยู่ ตอนนี้เขาดูดซับปราณไปมากขนาดนั้น ทว่าผลลัพธ์กลับดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
"อย่างน้อยฉันก็ดูดซับปริมาณเท่ากับ 100 หยดล่ะน่า!"
ซูอวี่คำนวณในใจอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองดูดซับไปอย่างน้อยก็ในปริมาณเท่ากับของเหลวปราณ 100 หยด
กำไรบานเบอะ!
เพียงแต่การเผาผลาญก็น่ากลัวมากเช่นกัน โลหิตแก่นแท้กระทิงทลายภูเขา 100 หยด โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กอีกสองหยด
"ถ้าคิดตามราคาทางการทั้งหมด ก็คือแต้มผลงาน 1,510 แต้ม!"
ซูอวี่เดาะลิ้นเงียบๆ!
ฝึกฝนจนถึงขั้นเชียนจวินระดับสาม ใช้แต้มผลงานไปมากมายขนาดนี้
ใช้แต้มผลงานซื้อเวลา!
หากไม่มีโลหิตแก่นแท้ ไม่มีดินแดนลับพลังปราณ เขาก็ทำได้เพียงดูดซับปราณอันเบาบางที่มีอยู่ในแดนมนุษย์ ที่หนานหยวน หากเขาอยากฝึกฝนจนถึงขั้นเชียนจวินระดับสาม บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายปี!
ทว่าที่สถาบันอารยธรรม เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยมีข้อแม้คือต้องผลาญเงิน!
"ถ้าฉันอยู่ขั้นเถิงคงล่ะก็ ตอนที่ดูดซับปราณพวกนี้ มันจะควบแน่นเป็นของเหลวปราณแล้วเอาออกไปได้โดยตรงหรือเปล่านะ?"
จู่ๆ ซูอวี่ก็เกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา คิดไปคิดมา ก็อาจจะมีจุดที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
ไม่เช่นนั้น ที่นี่ผู้ฝึกตนขั้นเถิงคงก็เหมือนจะเข้ามาได้มิใช่หรือ ถ้างั้นก็คงถูกคนสูบจนแห้งเหือดไปตั้งนานแล้วน่ะสิ?
"อักษรเทวะคำว่า 'ปราณ'..."
วินาทีนี้ แม้ซูอวี่จะไม่ได้เห็นอักษรเทวะตัวนี้ แต่ก็ยังเกิดความรู้สึกปรารถนาขึ้นมา
อักษรเทวะเพียงตัวเดียว กลับเนรมิตพื้นที่อันทรงพลังไร้เทียมทานขึ้นมาได้!
...
เข้าใกล้ชั่วโมงที่ 5 ซูอวี่ก็เดินออกมา
เขาไม่ได้ฝืนต่อไปอีก ไม่มีความจำเป็นแล้ว เบิกจุดชีพจรไป 24 จุด สร้างวงจรได้แล้ว ขืนอยู่ต่อไป สิ่งที่ต้องผลาญคือโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กขั้นว่านสือ ซึ่งอาจจะไม่คุ้มค่า อย่างไรเสียเขาก็ยากที่จะเบิกจุดชีพจรได้อีกแล้ว
ปราณที่มากขึ้น ให้เขาดูดซับตอนนี้ก็มีแต่จะเสียเปล่า สู้พักไว้ก่อนจะดีกว่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ผู้เฒ่าหวงโบกมือเปิดประตู ตอนนี้ซูอวี่เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ใบหน้าก็มอมแมม ทว่าแววตากลับสว่างไสวเป็นพิเศษ!
เบิกจุดชีพจรไปมาก ร่างกายจึงได้รับการชำระล้างไปรอบหนึ่ง
โดยเฉพาะเขาในตอนนี้ยังไม่สามารถเก็บซ่อนพลังได้ เพิ่งจะทะลวงระดับ กลิ่นอายจึงยิ่งพุ่งทะยานดุจรุ้งกินน้ำ!
ถึงขั้นดูมีสง่าราศีกว่าผู้ฝึกตนขั้นหลิงอวิ๋นทั้งสองท่าน รวมถึงไป๋เฟิงที่อยู่ในเหตุการณ์เสียอีก!
ไป๋เฟิงมองซูอวี่พลางเดาะลิ้น!
เจ้าเด็กนี่ เก่งจริงๆ!
น่าเสียดายนิดหน่อยตรงที่ดูเหมือนจะไม่ได้ทำลายสถิติของเจ้านั่น แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ของแบบนี้ไม่ใช่สถิติทางการ ทำลายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
นัยน์ตาของไป๋เฟิงมีประกายแสงวูบวาบ ราวกับแสงไฟที่ทอดผ่านไปยังซูอวี่!
ซูอวี่รู้สึกเพียงว่าถูกมองทะลุปรุโปร่ง วินาทีต่อมา ไป๋เฟิงก็ดึงสายตากลับ!
บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเจิดจ้า!
"ขั้นเชียนจวินระดับสาม!"
ไป๋เฟิงยิ้ม ยิ้มได้อย่างสดใสเป็นพิเศษ
ด้านข้าง ชายชราทั้งสองไม่ได้สอดแนมซูอวี่ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของไป๋เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจ พอหันไปมองซูอวี่อีกครั้งก็เกิดความชื่นชมขึ้นมาบ้างแล้ว!
อัจฉริยะ!
ยอดอัจฉริยะ!
นักเรียนใหม่ที่ชื่อซูอวี่ผู้นี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ว่ากันแค่เรื่องพรสวรรค์ในการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนของสถาบันสงครามคนนั้นเลย
"ขั้นเชียนจวินระดับสาม..." ผู้เฒ่าหวงทอดถอนใจ "ไม่เลว ดีมาก! เทียบกับอาจารย์ของนายแล้ว..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ไป๋เฟิงก็หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าว "ใกล้เคียงกับฉันแล้ว! ก่อนหน้านี้ฉันกลัวว่าจะไปทำลายความมั่นใจของนาย เลยไม่ได้พูดออกมา ตอนนั้นฉันอยู่ข้างในตั้งห้าชั่วโมง ออกมาก็อยู่ขั้นเชียนจวินระดับสาม เบิกจุดชีพจรไป 24 จุด..."
ไป๋เฟิงกล่าวอย่างทอดถอนใจ "เดิมทีฉันคิดว่า ฉันยอดเยี่ยมขนาดนี้มันก็เกินขีดจำกัดสวรรค์ไปแล้ว ลูกศิษย์ของฉันจะมายอดเยี่ยมแบบนี้ไม่ได้อีก ไม่เช่นนั้นสายอื่นจะไม่อิจฉาตาร้อนจนอกแตกตายหรือไง? ผลคือ... นึกไม่ถึงเลยนะซูอวี่ นายน่ะยอดเยี่ยมเหมือนกับฉันเลย!"
ไป๋เฟิงครั้งนี้ไม่ได้ด้อยค่าซูอวี่ กลับเป็นฝ่ายยกยอตัวเองเสียหน่อย หัวเราะร่วนกล่าว "ซูอวี่ ดีมาก ไม่เสียหน้าอาจารย์! สายของพวกเรา ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้แข็งแกร่ง ดูจากตอนนี้ นายมีพื้นฐานนั้นแล้วล่ะ!"
ชายชราทั้งสองกลอกตาบนอย่างบ้าคลั่ง!
นายนี่ไม่อายปากบ้างเหรอ?
หน้าหนาเกินไปแล้ว!
ส่วนซูอวี่กลับถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "อาจารย์ครับ ท่านก็ออกจากการเก็บตัวที่ขั้นเชียนจวินระดับสามรวดเดียวเลยเหรอครับ?"
"อืม!"
ไป๋เฟิงถอนหายใจยาว "ใช่แล้ว ความจริงไม่ได้มีแค่ฉัน คนที่ออกจากด่านมาพร้อมขั้นเชียนจวินระดับสามเหมือนกับนายก็ยังมีอีกหลายคน ทางฝั่งสถาบันสงครามก็มี โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะหรอก พวกเราถึงแม้ยอดเยี่ยมมาก แต่คนที่ยอดเยี่ยมก็มีไม่น้อย..."
ไป๋เฟิงทอดถอนใจ "แน่นอน ฉันดีกว่านายขึ้นมานิดหน่อย ฉันเข้าเรียนปุ๊บก็มาที่ดินแดนลับนี่เลย นายล่าช้าไปหนึ่งเดือน ดูท่าจะช้ากว่าฉันหนึ่งเดือน ไม่รู้ว่านายจะตามฉันทันไหม"
ซูอวี่ไม่เคยถามไป๋เฟิงเลยว่าทะลวงสู่ขั้นเถิงคงเมื่อไหร่ ตอนนี้จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป "อาจารย์ครับ ท่านอยู่ขั้นเถิงคงตอนอายุเท่าไหร่ครับ?"
"ฉันเหรอ?"
ไป๋เฟิงยิ้มกล่าว "อันที่จริงตอนเข้าเรียนฉันโตกว่านายปีนึง ฉันเข้าเรียนตอนอายุ 19 แล้วทะลวงขั้นเถิงคงตอน 22..."
ซูอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง 3 ปี?
เขากลั้นเอาไว้ไม่อยู่ จึงกระซิบเสียงเบา "ผมได้ยินมาว่าอู๋ฉี พี่สาวของอู๋หลาน... ทะลวงขั้นเถิงคงตอนอายุ 20..."
ไป๋เฟิงยิ้มบาง "ใช่ เธอเด็กกว่าฉันตั้งสองปีแน่ะ พวกเราทะลวงขั้นเถิงคงในปีเดียวกัน ฉันตอนอายุ 22 เธอตอนอายุ 20 อันที่จริงฉันเข้าเรียนก่อนเธอรุ่นนึง หูเหวินเซิงเข้าก่อนฉันรุ่นนึง เซี่ยอวี้เหวินกับอู๋ฉีรุ่นเดียวกัน หลิวหงรุ่นเดียวกับฉัน... ภายในสามรุ่น ความจริงก็นับว่าเป็นรุ่นเดียวกันได้หมด ดังนั้นภายนอกถึงได้บอกว่าพวกเราเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก"
"ถ้างั้น..."
แววตาของซูอวี่แฝงไปด้วยความแปลกใจ ถ้างั้นท่านยังจะมั่นใจขนาดนี้อีก!
ไป๋เฟิงยิ้มบาง "สามปีเข้าสู่ขั้นเถิงคง มันช้ามากเหรอ?"
พูดจบก็มองไปยังผู้เฒ่าหวงทั้งสอง ยิ้มตาหยีพลางกล่าว "นายลองถามผู้เฒ่าหวงดูสิ ว่าอาจารย์นายอย่างฉันเก่งกว่า หรือว่าอู๋ฉีคนนั้นเก่งกว่า?"
ซูอวี่ประหลาดใจเล็กน้อย
วินาทีต่อมา ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
เป็นดังคาด แม้ผู้เฒ่าหวงจะไม่พอใจที่ไป๋เฟิงชอบคุยโวโอ้อวด ทว่าตอนนี้ยังคงกล่าวยิ้มๆ "มันไม่เหมือนกัน สายของพวกนาย ก่อนจะเข้าสู่ขั้นเถิงคง จำเป็นต้องร่างอักษรเทวะให้มากขึ้น ดังนั้นความเร็วในการทะลวงขั้นเถิงคงจึงช้ากว่าคนอื่นมาตลอด ไป๋เฟิงใช้เวลาสามปีเข้าสู่ขั้นเถิงคง ความเร็วถือว่าเร็วมากจริงๆ หากพูดถึงพรสวรรค์... ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอู๋ฉีเลย"
ไป๋เฟิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "ผู้เฒ่าหวง แข็งแกร่งกว่าเธอเห็นๆ ตังหากล่ะ!"
ผู้เฒ่าหวงเพียงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
นั่นก็ไม่แน่หรอก!
ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นอัจฉริยะของไป๋เฟิง ทว่าหากบอกว่าเขาแข็งแกร่งกว่าเซี่ยอวี้เหวินหรืออู๋ฉีแน่นอน ก็ไม่มีใครเชื่อเหมือนกัน
ซูอวี่กระจ่างแจ้ง!
ก่อนหน้านี้เขาก็นึกขึ้นมาได้ ไป๋เฟิงก่อนจะเข้าสู่ขั้นเถิงคง เขาเคยฟังเซี่ยหู่โหยวพูดมาว่า เหมือนจะร่างอักษรเทวะไปถึง 12 ตัว ถ้างั้นสามปีเข้าสู่ขั้นเถิงคง ก็รวดเร็วมากจริงๆ
ไป๋เฟิงหัวเราะ "ดังนั้นถ้านายทะลวงขั้นเถิงคงได้ภายในสามปี ก็จะตามอาจารย์อย่างฉันทันแล้ว ดูจากตอนนี้ ยังมีหวังอยู่นะ อย่างไรเสียนายในขั้นเชียนจวินก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหมือนอาจารย์อย่างฉันนี่นา!"
"..."
ผู้เฒ่าหวงทั้งสองไม่อยากจะเอ่ยปากอะไรอีกเลย
เจ้านี่เพื่อจะรักษาหน้าต่อหน้าลูกศิษย์ ถึงกับหน้าด้านหน้าทนไปซะแล้ว
ไป๋เฟิงกระแอมเบาๆ ยิ้มกล่าว "ไปล่ะ!"
พูดจบก็หันไปมองชายชราทั้งสอง ยิ้มพลางกล่าว "ทั้งสองท่าน ซูอวี่ยังมีข้อตกลงเดิมพันติดตัวอยู่ ก่อนจะจบการเดิมพัน เรื่องขั้นเชียนจวินระดับสามอย่าเพิ่งบอกใครล่ะครับ ถ้าแพ้เดิมพันแต้มผลงานเป็นพันๆ แต้มขึ้นมาจริงๆ... ถึงสายของพวกเราจะไม่ขาดแคลนเงิน แต่ทั้งสองท่านก็ต้องชดใช้ให้บ้างเหมือนกันนะครับ..."
"..."
ผู้เฒ่าหวงทนไม่ไหว สบถด่าด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไสหัวไป ไปให้พ้นเลย!"
เจ้านี่อยู่ที่นี่ ทำให้เขาโมโหพาลไปเปล่าๆ ปลี้ๆ หลายรอบแล้ว
ขืนยังไม่ไสหัวไปอีก เชื่อไหมฉันจะแฉแกให้หมด?
เดี๋ยวนี้แหละ!
...
รอจนไป๋เฟิงพาซูอวี่จากไปแล้ว ผู้เฒ่าหวงถึงเอ่ยปากขึ้น "ตาเฒ่าเนี่ย นายคิดว่าไง?"
"คิดว่าไงอะไร?"
"ซูอวี่คนนี้น่ะ..."
ตาเฒ่าเนี่ยกล่าวเสียงเรียบ "อัจฉริยะมีมาทุกปี ยอดอัจฉริยะก็มีไม่น้อย ขั้นเชียนจวินระดับสามจะไปดูอะไรออก? ไว้ไปถึงขั้นเถิงคงได้ก่อนค่อยว่ากัน! เข้าไม่ถึงขั้นเถิงคง ยอดอัจฉริยะที่ติดแหงกอยู่จุดสูงสุดขั้นบ่มเพาะจิตยังมีน้อยหรือไง? รอเขาถึงขั้นเถิงคงได้เสียก่อน ถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะตัวจริง ตอนนี้... จะพูดอะไรก็ยังเร็วไป!"
"นั่นก็จริง!"
ผู้เฒ่าหวงพยักหน้า ยิ้มกล่าวอีกครั้ง "หงถานไปปุ๊บ ไป๋เฟิงก็รับนักเรียนคนนี้ไว้ปั๊บ ฉันเห็นหงถานจากไปอย่างรีบร้อน... ดีไม่ดีอาจจะเป็นไอ้เด็กไป๋เฟิงยุยงส่งเสริม กลัวหงถานจะแย่งลูกศิษย์ตัวเองล่ะมั้ง!"
"..."
ตาเฒ่าเนี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ สบถด่าเบาๆ "ไอ้ตัวแสบเอ๊ย!"
"อย่าพูดเป็นเล่นไป เป็นไปได้จริงๆ นะ!" ผู้เฒ่าหวงหัวเราะ "อีกอย่าง หงถานก็ทำเรื่องพรรค์นี้ลงคออยู่แล้ว นายคิดว่าไงล่ะ! ตอนนั้นไป๋เฟิงชัดเจนว่าเฉินหย่งเตรียมจะรับเป็นศิษย์แท้ๆ ผลสุดท้ายหันกลับมาก็กลายเป็นศิษย์น้องของเฉินหย่งซะงั้น นายว่า ไป๋เฟิงจะไม่ระแวงเขาไว้สักกระบวนท่าได้ยังไง?"
"แค่กๆๆ!"
ตาเฒ่าเนี่ยไม่ตีหน้าขรึมอีกต่อไป เกือบจะหัวเราะจนสำลัก "สายอักษรเทวะพหุคูณ... ไม่มีใครปกติสักคน! โชคดีที่หลังจากนั้นเฉินหย่งรับอู๋เจียมาเป็นศิษย์ อู๋เจียเองก็เอาถ่าน ไม่กี่ปีก็ทะลวงเข้าทำเนียบร้อยอันดับได้แล้ว..."
พูดไปพูดมา ก็เงียบเสียงลง
เมื่อไม่นานมานี้อู๋เจียเพิ่งถูกคนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ร่วงหล่นจากทำเนียบร้อยอันดับ ซ้ำร้ายในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็เกรงว่าจะไม่มีหวังทะยานกลับขึ้นไปได้อีกแล้ว
การต่อสู้ภายในสถาบัน ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะเริ่มควบคุมไม่อยู่เสียแล้ว
ผู้เฒ่าหวงก็นึกถึงจุดนี้เช่นกัน จึงเอ่ยขึ้น "ฉันดูซูอวี่คนนี้ ขั้นบ่มเพาะจิตก็น่าจะเร็ว ขั้นบ่มเพาะจิต ขั้นเชียนจวิน รอไปอีกสักไม่กี่เดือน พอถึงสิ้นปี เกรงว่าคงเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับหกได้ บวกกับขั้นบ่มเพาะจิต... ปีนี้ไม่ไหว ปีหน้าก็มีลุ้นเข้าทำเนียบร้อยอันดับได้ ดูท่าทำเนียบร้อยอันดับปีหน้า คงมีเรื่องให้สู้กันสนุกแน่"
"ยังจะรอปีหน้าอีก ปีนี้ผ่านไปอีกไม่กี่เดือนก็มีเรื่องให้สู้กันแล้ว!"
ตาเฒ่าเนี่ยกล่าวเสียงขรึม "ยอดอัจฉริยะไม่กี่คนของปีนี้ คราวก่อนฉันแอบไปดูมา มีคนเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับเจ็ดไปแล้วด้วยซ้ำ!"
"เร็วขนาดนั้นเชียว?"
"ใช่ เร็วขนาดนั้นแหละ! ตอนนี้ต่างก็เก็บซ่อนตัวกันอยู่ นายคอยดูเถอะ ผ่านไปอีกไม่กี่เดือน มีคนเข้าสู่ขั้นว่านสือ หรือแม้กระทั่งขั้นเชียนจวินระดับเก้าเมื่อไหร่ ทำเนียบร้อยอันดับคงได้เกิดมรสุมเป็นแน่!"
...
บทสนทนาของชายชราทั้งสอง ซูอวี่หาได้ล่วงรู้ไม่
ตอนนี้ เขายังคงจมอยู่กับความปีติยินดี
ภายในวันเดียว ทะลวงเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับสาม แม้จะเผาผลาญไปมาก ทว่าเขาก็ยังคงดีใจอย่างหาที่เปรียบมิได้อยู่ดี
ขั้นเชียนจวินระดับสาม... เบิกจุดชีพจรไป 36 จุด!
หากฝึกฝน เคล็ดวิชาเชียนจวิน เหมือนกับพ่อ ตอนนี้เขาก็คงอยู่ขั้นเชียนจวินระดับเก้าไปแล้ว!
เขาดีใจ ตื่นเต้น
ไป๋เฟิงที่อยู่ด้านข้าง ก็พลอยดีใจไปกับเขาด้วย ทว่าภายในใจกลับมีความอ้างว้างแปลกๆ ผุดขึ้นมา!
โกหกก็ไม่ได้แล้ว!
ขายหน้าชะมัด!
อุตส่าห์โกหกไปว่า 3 ชั่วโมง เบิกจุดชีพจร 12 จุด ผลคือพริบตาเดียวก็โดนไอ้เด็กนี่ตอกหน้าหงายซะแล้ว
โชคดีที่ฉันหน้าหนาพอ พริบตาเดียวก็พลิกคำลวงก่อนหน้านี้ แล้วแต่งเรื่องใหม่ขึ้นมาอีกอัน!
"วันหลังจะมาบอกว่าเบิ้ลเป็นสองเท่าคงไม่ได้แล้ว ต้องสิบเท่าถึงจะเอาอยู่!"
ไป๋เฟิงทอดถอนใจ หากไม่ใช่เพราะเรื่องเวลาทะลวงขั้นเถิงคงของเขามีคนรู้มากเกินไปละก็ เขาคงอยากจะอ้างว่าตัวเองใช้เวลาสามเดือนก็ทะลวงขั้นเถิงคงไปแล้ว!
เมื่อเห็นว่าซูอวี่ยังคงตื่นเต้นอยู่ ไป๋เฟิงจึงกระแอมเบาๆ กล่าว "อย่าตื่นเต้นเกินไปนัก! ขั้นเชียนจวินระดับสาม ก็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังไปไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิตด้วยซ้ำ! รากฐานของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมยังคงเป็นพลังใจ ขั้นเชียนจวินขั้นว่านสือ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น! ขั้นเถิงคงถึงจะเป็นของจริง!"
"ทราบแล้วครับอาจารย์!"
ซูอวี่จริงจังขึ้นมา รีบกล่าว "ผมจะไม่เหลิงแน่นอนครับ คืนนี้กลับไปผมจะฝึกเพิ่ม! รอเดือนหน้า ผมไม่เป็นหัวหน้าชั้นเรียนแล้ว จะฝึกฝนวันละ 12 ชั่วโมงขึ้นไปเลย!"
"..."
ไป๋เฟิงถึงกับพูดไม่ออก!
แกช่วยเกียจคร้านลงสักหน่อยได้ไหมฟะ!
วันนี้นายขั้นเชียนจวินระดับสามแล้ว จะมีวินัยขนาดนี้ไปทำไมอีก?
แย่งคำที่ฉันอยากจะพูดไปหมดแล้ว แล้วฉันจะพูดอะไรได้อีกล่ะ?
คนเป็นอาจารย์อย่างฉันมันช่างไร้ความภาคภูมิใจเอาซะเลยรู้ไหม!
นายจะบอกว่า วันนี้ก้าวหน้าไปมาก ขอพักสักหลายๆ วันหน่อย แล้วจากนั้นฉันก็ค่อยดุด่าสั่งสอนนาย ให้นายอย่าทะนงตัวแบบนั้นไม่ได้หรือไง?
ไป๋เฟิงเหนื่อยใจ หันกลับมาคิดอีกทีก็ทำได้เพียงกล่าว "ดีมาก แต่ก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนกับฝึกฝนให้ดี อย่าโหมหนักเกินไป นอกจากนี้... จะทะนงตัวขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่อย่าได้หลงตัวเอง อย่างไรเสียหมอนั่นที่เขตปกครองต้าโจวซึ่งอายุมากกว่านายปีนึง ก็ใกล้จะเข้าสู่ขั้นเถิงคงระดับหกแล้ว!"
ไป๋เฟิงโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก!
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ต้องไปหยิบยืมเอายอดอัจฉริยะจากข้างนอกมากดดันลูกศิษย์ตัวเอง
ไป๋เฟิงอย่างเขา... อัจฉริยะไม่พออย่างนั้นหรือ?
ถ้ารับคนอื่นมา ชัดเจนว่าลำพังตัวเองก็สามารถกดดันได้แท้ๆ!
นึกถึงปีนั้น ตอนที่อาจารย์สอนเขา ก็เอาตัวเองมาเล่นงานเขาจนหมดความมั่นใจแท้ๆ แต่ตอนนี้สิ ตัวเขาเองกลับรู้สึกเหมือนจะกดเอาไว้ไม่อยู่เสียแล้ว!
"เฮ้อ!"
เสียงถอนหายใจหลุดรอดออกมาแผ่วเบา
ซูอวี่คล้ายกับจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "อาจารย์วางใจเถอะครับ โลหิตแก่นแท้พวกนี้ที่ใช้ไปในวันนี้ รอผมมีเงินเมื่อไหร่ จะหาทางคืนให้อาจารย์แน่นอน..."
ไป๋เฟิงกลอกตาบน!
ใครมันจะไปถอนหายใจเรื่องโลหิตแก่นแท้กันล่ะ!
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ไป๋เฟิงจึงกล่าวเสียงขรึม "เรียนรู้ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ให้มากหน่อย ไม่อย่างนั้นฉันกลัวว่าถึงตอนนั้นนายจะอ่านต้นฉบับหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ออก ปีนั้นตอนฉันเข้าเรียน ฉันเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ 35... หมวดใหญ่ รวมทั้งภาษาหลักภาษารอง... ทั้งหมด 120 ภาษา!"
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็เกิดความมั่นใจขึ้นมา ยิ้มกล่าว "นายก็ต้องรีบเชี่ยวชาญภาษาพวกนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นถึงเวลานายจะเรียนอักษรเทวะได้ยังไง? หรือว่าจะเลือกเรียนแต่เผ่าที่นายรู้จัก? เผ่าพันธุ์พวกนั้นที่นายรู้จัก ร่างอักษรเทวะออกมาก็อาจจะไม่เหมาะกับนาย แล้วก็อาจจะไม่ทรงพลังด้วย เข้าใจหรือยัง?"
ความมั่นใจมาแล้ว!
ปีนั้นฉันเชี่ยวชาญถึง 35... หมวดใหญ่เชียวนะ!
ซูอวี่กล่าวด้วยความแปลกใจ "35 หมวดใหญ่ ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์มีการแบ่งเป็นหมวดใหญ่ด้วยเหรอครับ?"
"แน่นอนสิ!"
ไป๋เฟิงกล่าวเสียงเรียบ "เผ่าปีศาจเหมือนกัน หรือว่าจะมีเผ่าปีศาจแค่ชนิดเดียว? เผ่าพยัคฆ์เหมือนกัน หรือว่าจะมีเผ่าพยัคฆ์แค่ชนิดเดียว? พวกนี้นับว่าเป็นหมวดใหญ่ แน่นอนว่าการแบ่งหมวดหมู่มีมากมาย ที่ฉันพูดคือวิธีแบ่งในแบบของฉัน นายไม่ต้องใส่ใจหรอก!"
"อ้อ!"
ซูอวี่พยักหน้า 120 ภาษา... ยอดไปเลย!
ก่อนหน้านี้เขาเป็น 20 ภาษา หลายวันมานี้เขาเข้าเรียนทุกคาบ สัมผัสกับภาษาใหม่ๆ 12 ภาษา แต่ยังเรียนไม่สำเร็จ เรียกได้ว่าเพิ่งจะรู้ภาษาพื้นฐานบางส่วนอย่างคร่าวๆ เท่านั้น
ภาระหนักอึ้ง หนทางยาวไกลนัก!
"แต่ว่า... ผมรู้สึกอยู่ตลอดเลยว่าอาจารย์กำลังโม้!"
ซูอวี่วิจารณ์อยู่ในใจ 120 ภาษา จริงหรือหลอกเนี่ย?
อาจารย์ครับ ผมก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลยนะ อย่างน้อยก็อยู่สถาบันมาเดือนนึงแล้ว
ผมจำได้ว่าคราวก่อน มีอาจารย์ผู้สอนท่านหนึ่งบอกว่า นักวิจัยที่เก่งกาจที่สุดท่านหนึ่งของสถาบัน เชี่ยวชาญถึง 370 ภาษา
นักเรียนใหม่ที่เก่งที่สุด ตอนเข้าเรียนก็เชี่ยวชาญ 79 ภาษา
ไม่เห็นบอกว่าเป็นท่านเลยนี่นา!
"หรือว่าจะเป็นหลังเข้าเรียนไปสักระยะ ถึงได้เชี่ยวชาญ 120 ภาษา?"
แน่นอนว่า แบบนั้นก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว!
แม้ซูอวี่จะรู้สึกว่าอาจารย์มีนิสัยเสียเล็กๆ น้อยๆ อย่างการชอบคุยโวโอ้อวด ทว่าก็ฝืนเชื่อไป ช่างเถอะ ไม่ต้องใส่ใจหรอก
ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าไป๋เฟิงไม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง ทว่าเมื่อตอนที่ไป๋เฟิงโยนโลหิตแก่นแท้มูลค่านับพันแต้มผลงานมาให้เขาอย่างไม่ใส่ใจ เขาก็รู้สึกว่า... อาจารย์ก็น่ารักดีเหมือนกัน
ถึงจะจน แต่ก็นับว่าเป็นคนจนที่ใจป้ำ ถ้ามีเงินจริงๆ อาจารย์ก็น่าจะยังคงใจกว้างอยู่ดี น่าเสียดายก็ตรงที่ไม่มีเงินนี่แหละ
















