ทันทีที่คำพูดหลุดออกไป เขาก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
ราวกับมีบางอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ก่อนที่เขาจะทันได้ขบคิด ตันเอินก็ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิมว่า "เช่นนั้นพวกเราพอจะทราบพระนามและอำนาจของเทพเจ้าองค์นี้ได้ไหมครับ"
คำถามนี้ทำเอาเฉาหยางตอบไม่ถูก
พระนามยังพอเข้าใจได้ แต่อำนาจที่ว่าหมายถึงอะไรกัน
ตลอดหลายวันที่อยู่ในป้อมรุ่งโรจน์ เขาเคยได้ยินนามที่คล้ายจะเป็นเทพเจ้าอยู่บ้าง เช่น เทพแห่งจักรกลซึ่งมีชื่อประดิษฐานอยู่ในโบสถ์กลางเมือง หรือเทพแห่งพายุที่ไห่ย่าเคยกล่าวถึง... แต่ไม่เคยได้ยินคำว่าอำนาจมาก่อนเลย
นอกจากนี้เขายังรู้ว่า "เทพเจ้า" เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งยึดเหนี่ยวทางศรัทธาตามความหมายทั่วไป แต่เป็นตัวตนบางอย่างที่มีอยู่จริง เสาแสงซึ่งพุ่งทะลุฟากฟ้าคือหลักฐานชั้นดี เพียงแต่การให้เขากุเรื่องขึ้นมาสดๆ ทั้งยังต้องไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้นั้นค่อนข้างยากอยู่สักหน่อย
แต่เฉาหยางก็ไม่ใช่คนที่จะยอมจนมุมง่ายๆ
เมื่อใช้ความสามารถในการตบตาอย่างเต็มกำลัง เขาก็พบว่าโครงสร้างสมญานามของเทพเจ้าเหล่านี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อีกทั้งคนทั่วไปก็มักไม่เอ่ยพระนามเต็มของเทพ แต่เรียกแทนว่าเทพแห่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือว่าสิ่งนั้นจะเป็นคำสรุปอำนาจของเทพกันนะ
ประการแรก จะใช้คำว่าปีศาจไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ต่อให้โลกต่างมิติไม่มีคำนี้ ก็ย่อมมีคำอื่นที่มีความหมายทำนองเดียวกัน แค่ได้ยินก็เสียความรู้สึกตั้งแต่แรกแล้ว
ประการต่อมา จะพูดให้ชัดเจนเกินไปไม่ได้ ต้องเหลือพื้นที่ให้จินตนาการบ้าง ต่อให้แต่งผิด ภายหลังก็ยังมีโอกาสหาคำมาแก้ตัวได้
หลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เฉาหยางจึงแสร้งทำตัวเย็นชาและตอบว่า "พระนามของเทพเจ้าที่ฉันรับใช้มิอาจเอ่ยโดยตรง พวกเราจึงเรียกแทนด้วยนามว่าดินแดนหรรษา ความทุกข์ทั้งปวงในโลกหล้าจะมลายหายไปในดินแดนหรรษา และสุดท้ายสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ก็คือความสุข"
ตันเอินกับจูตี๋สบตากัน
'แย่แล้ว หรือจะแกล้งวางท่ามากเกินไป' เฉาหยางคิด น่าเสียดายที่เมื่อพันธสัญญาสิ้นสุดลง เขาก็ไม่อาจใช้เล่ห์กลอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้อีก
"มิน่าล่ะถึงเป็นเช่นนี้..." จูตี๋พึมพำ
'มิน่าที่ว่าหมายถึงแบบไหน อย่าพูดแค่ครึ่งเดียวสิ!'
โชคดีที่ตันเอินพูดต่อจากจูตี๋ว่า "จูตี๋เคยวิงวอนต่อเทพเจ้าให้ช่วยค้นหาที่อยู่ของผม แต่ทุกคำวิงวอนกลับเงียบหายไร้คำตอบ บางทีอาจมีเพียงเทพเจ้าองค์นี้เท่านั้นที่ทอดพระเนตรความทุกข์ของผู้คน"
เฉาหยางพลันรู้สึกกระดากใจขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะสาเหตุที่เขาสังเกตเห็นเรื่องนี้ ก็เป็นเพียงเพราะพลังปรารถนาที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน
แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว จะให้ตบหน้าตัวเองต่อหน้าทุกคนก็คงไม่ได้
อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่กฎหมายที่พิมพ์ไว้บนกระดาษ จะกล่าวเกินจริงไปบ้างก็ช่างปะไร ถึงอย่างไรก็ไม่มีผลผูกมัดอะไรกับเขาอยู่แล้ว
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเส้นสีขาวสองเส้นผุดขึ้นจากร่างของจูตี๋กับตันเอิน!
พวกมันทอดตัวขึ้นไปตรงๆ จนกระทั่งปลายด้านหนึ่งเลือนหายเข้าไปในเพดาน
เฉาหยางชะงักงันและนึกสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไป เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แสร้งทำเป็นยกมือขยี้หางตาอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะเงยขึ้นมองเหนือศีรษะของทั้งคู่อีกครั้ง
เส้นบางๆ เหล่านั้นยังคงอยู่!
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณใกล้เพดานซึ่งค่อนข้างมืดสลัว รูปลักษณ์ของมันกลับเด่นชัดอย่างยิ่ง มันต่างจากประกายของพลังปรารถนา ดูคล้ายเส้นด้ายที่ควบแน่นขึ้น หรือไม่ก็สายน้ำเล็กๆ ที่ไหลริน มีตัวตนจับต้องได้และบริสุทธิ์ยิ่งกว่า
'นี่มันเรื่องอะไรกันอีก'
ขณะที่เฉาหยางกำลังประหลาดใจ ปรากฏการณ์พิลึกอีกอย่างก็เกิดขึ้น
เขาพบว่าพลังปรารถนาภายในร่างเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย!
ความเปลี่ยนแปลงนี้น้อยนิดมาก หากไม่ใช่เพราะเขาเคยใช้ชีวิตท่ามกลางภาวะขาดแคลนพลังปรารถนาอย่างหนักมาเป็นเวลานาน จนจดจำความเจ็บปวดจากการใช้พลังทุกส่วนได้ขึ้นใจ เขาก็คงไม่อาจสังเกตเห็นได้ในทันที
'หรือพลังปรารถนาจะมีชีวิตขึ้นมาแล้ว!'
"คุณเคยช่วยพวกเราไว้ ตอนนี้ถึงคราวที่พวกเราจะช่วยคุณบ้างแล้ว" ตันเอินเก็บกระดาษใส่ไว้ในอกเสื้อ "เรื่องนี้ค่อนข้างยาก แต่ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ ไม่ทราบว่าคุณจะทิ้งที่อยู่ไว้ได้ไหมครับ หากมีข่าวขึ้นมา ผมจะได้ติดต่อคุณสะดวก"
"อ้อ เรื่องนั้น... ไม่จำเป็นหรอก เพราะตอนนี้ฉันเองก็ยังหาที่พักเหมาะๆ ไม่ได้" เฉาหยางรีบดึงสติซึ่งล่องลอยไปไกลกลับมา แล้วตอบอย่างเนิบช้าว่า "หลังจากนี้ฉันจะแวะมาหาทุกสองสามวัน ถึงตอนนั้นค่อยบอกฉันก็ได้"
ความจริงเขามีที่พักอยู่แห่งหนึ่งในป้อมรุ่งโรจน์
นั่นก็คือกระท่อมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเกมรอบที่สอง
แต่ที่นั่นซอมซ่อเกินบรรยาย แม้แต่เตียงสักหลังก็ยังไม่มี ไม่สมฐานะนักสืบของเขาเอาเสียเลย ด้วยเหตุนี้จึงไม่เหมาะจะบอกให้อีกฝ่ายรู้เช่นกัน
"ถ้าอย่างนั้น ตันเอิน... คุณให้คุณเฉายืมบ้านบนถนนเฟยชุ่ยพักชั่วคราวดีไหม" จูตี๋เสนอขึ้นมาอย่างกะทันหัน "ที่นั่นค่อนข้างลับตาคน ปล่อยว่างไว้ก็ไม่มีประโยชน์ มิสู้นำมาใช้ตอบแทนผู้มีพระคุณ"
"ผมไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่เมื่อคำนึงถึงฐานะของคุณแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าบ้านหลังเล็กแบบนั้นจะถูกใจคุณหรือเปล่า" ตันเอินกล่าวอย่างระมัดระวัง
"ที่จริงพวกคุณมองฉันเป็นนักสืบธรรมดาคนหนึ่งก็พอ เพราะฉัน... อืม ดินแดนหรรษาไม่ส่งเสริมการทำตัวเอิกเกริก" เฉาหยางยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปกปิดท่าทีแข็งทื่อของตน
"จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากเลย" จูตี๋ปรบมือพลางหัวเราะ "ต่อไปพวกเราจะได้ไปเยี่ยมคุณง่ายขึ้นด้วย ฉันยังมีเรื่องอยากถามเกี่ยวกับเทพเจ้าแห่งดินแดนหรรษาที่คุณรับใช้อีกมากมาย..."
"จูตี๋" ตันเอินรีบขัดจังหวะเธอ
หญิงสาวกะพริบตาอย่างซุกซน
"เทพเจ้าแห่งดินแดนหรรษาไม่ให้ความสำคัญกับฐานะ และยินดีต้อนรับทุกคนให้อาบไล้แสงของพระองค์" เฉาหยางกล่าว หากแปลความหมายก็คือ ยิ่งมีแรงงานฟรีที่ยินดีช่วยงานมากเท่าไรก็ยิ่งดี พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนและพยักหน้าให้ทั้งคู่ "ในเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฉันจะรอฟังข่าวดีจากพวกคุณ"
"ผมไปส่งครับ" ตันเอินลุกขึ้นตาม "พอดีกุญแจบ้านบนถนนเฟยชุ่ยก็ซ่อนอยู่ตรงทางเข้าบ้าน"
ทว่าเฉาหยางเพิ่งก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว แรงกระตุ้นทางจิตอันรุนแรงก็พุ่งเข้าสู่สมองอย่างกะทันหัน!
เขาคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้จนไม่มีทางจำผิด...
มันคือแรงต่อต้านและความไม่สบายที่เกิดขึ้นตอนนำจิตสำนึกของผู้เล่นเข้าสู่ดินแดนหรรษา ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะสงบลงได้
แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เปิดเกมรอบใหม่ แล้วจะมีผู้เล่นเข้ามาได้อย่างไร!?
แรงกระตุ้นในสมองคงอยู่ไม่นาน เพียงสิบกว่าวินาทีความผิดปกตินั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเชี่ยวกรากที่กำลังก่อตัวขึ้นในห้องข้างๆ ความรู้สึกนั้นประหนึ่งยืนอยู่ริมชายฝั่งก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน!
'มีบางสิ่งข้ามมาตามช่องทางที่ฉันบุกเบิกไว้...'
'อีกทั้งยังไม่อาศัยร่างจำแลงที่สร้างขึ้นชั่วคราว แต่กำลังควบแน่นเป็นร่างจริงด้วยพลังของตัวเองล้วนๆ!'
"คุณเฉา เกิดอะไรขึ้นหรือครับ" ตันเอินสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเขา
"กลับเข้าไป อยู่ในห้องแล้วอย่าขยับ!" เฉาหยางดึงปืนพกออกมาจากความว่างเปล่า ก้าวยาวๆ ไปยังห้องข้างกัน ก่อนถีบประตูเปิดแล้วหันปากกระบอกปืนไปยังศูนย์กลางพายุ
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังค่อยๆ ลุกขึ้นจากท่าคุกเข่า เธอมีผมหยิกสั้นสีป่าน ใบหน้าขาวผ่อง ดวงตาสีฟ้าคราม ดูอ่อนเยาว์อย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของเฉาหยางดังสนั่นยิ่งกว่าก็คือ เธอสวมกระโปรงสั้นกับเสื้อผ้าขนสัตว์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเสื้อผ้ารูปแบบสมัยใหม่!
'นี่คือผู้บุกรุกที่มาจากโลกเดียวกับฉัน!'
"คุณเป็นใคร" นิ้วชี้ของเฉาหยางกดไกปืนลงไปแล้วสามส่วน
อีกฝ่ายไม่ตอบ สีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน แต่ในวินาทีถัดมา แววตาของเธอกลับเปลี่ยนไป ความสับสนและลังเลจางหายอย่างสิ้นเชิง ชั่วพริบตาเธอราวกับกลายเป็นคนละคน เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวอยู่ในดวงตา
ก่อนหน้านี้เฉาหยางรู้สึกเสมอว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะอ่านหลายสิ่งหลายอย่างจากสีหน้าของคนคนหนึ่งในเวลาเพียงสั้นๆ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับทำให้เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
ในชั่วขณะนั้น เฉาหยางนึกถึงแมลงเม่าที่โผเข้าสู่เปลวไฟ
'แย่แล้ว!'
เขาตัดสินใจเหนี่ยวไกทันที
และในจังหวะเดียวกันนั้น หญิงสาวก็เหยียดขาตรง พุ่งเข้าใส่เฉาหยางอย่างรุนแรง พร้อมเปล่งถ้อยคำในภาษาที่เขาไม่อาจเข้าใจ
สิ่งเหลือเชื่อเกิดขึ้น กระสุนกลับไม่โดนเป้าหมาย!
'ไม่ใช่ มันไม่ใช่ยิงไม่โดน แต่ถูกเธอสลายไปต่างหาก!'
ระหว่างที่เธอพุ่งเข้ามา ระลอกคลื่นอันรุนแรงก็ระเบิดออกโดยมีร่างของเธอเป็นศูนย์กลาง หากเมื่อครู่ยังเป็นเพียงชายฝั่งก่อนพายุมาเยือน ตอนนี้พายุก็ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว! ภายใต้คลื่นไร้รูปร่างนั้น กระสุนที่ยิงออกไปพลันสลายหาย ตามด้วยปืนพก ก่อนจะลามไปถึงแขนและลำตัวของร่างนักสืบ
ร่างของเขาทั้งร่างถูกซัดจนแหลกสลาย!
ภาพตรงหน้าดับวูบลงทันที
เฉาหยางซึ่งนั่งอยู่ในรถม้าลืมตาขึ้นพรวด! 'แย่แล้ว ดูจากทิศทางที่เจ้าหล่อนวิ่งไป เห็นได้ชัดว่ากำลังมุ่งหน้ามายังรถม้านอกบ้าน! เธอมองภาพมายาที่ฉันสร้างออกอย่างนั้นหรือ!?'
"คนขับรถม้า รีบไปเร็ว!" เฉาหยางตะโกนเสียงดัง
"คุณผู้ชาย... กลับมาตั้งแต่เมื่อไรครับ" คนขับรถม้าสะดุ้งโหยง ตื่นจากอาการงีบหลับเมื่อครู่
และในตอนนั้นเอง ประตูบ้านของตันเอินก็ถูกพังเปิดออก ร่างของหญิงสาวคนนั้นปรากฏขึ้นในสายตาของเฉาหยางอย่างเด่นชัด
'แย่ละ' เขาตระหนักได้ว่าตอนนี้สายเกินกว่าจะหนีแล้ว!
อีกฝ่ายสาวเท้าพรวดพราด ครั้นอยู่ห่างจากถนนราวเจ็ดถึงแปดเมตรก็ทะยานขึ้นกลางอากาศ ชูมือทั้งสองสูงเหนือศีรษะ พายุที่ปั่นป่วนรอบกายเธอรวมตัวเข้าสู่สองมืออย่างรวดเร็ว ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นดาบใหญ่ที่เปล่งแสงสีรุ้ง ตัวดาบโปร่งใส ทั้งคล้ายลมหมุนที่ระเบิดออกและคล้ายแสงนีออนเบ่งบาน
จากนั้นหญิงสาวก็เหวี่ยงสองมือลง!
เฉาหยางยกแขนขึ้นป้องกันเบื้องหน้าตามสัญชาตญาณ หรี่ตา กัดฟันแน่น เตรียมรับการโจมตีอันมิอาจต้านทานนี้เข้าไปเต็มๆ!
แต่ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากตามที่คาดกลับไม่มาถึง
มีเพียงเสียงกระแทกอู้อี้ดังขึ้น บางสิ่งพุ่งชนร่างเขาตรงๆ จนล้มกลิ้งไปในห้องโดยสาร สิ่งนั้นไม่ใช่คมดาบอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นบางอย่างที่นุ่มนิ่ม
เฉาหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ผู้ที่พุ่งเข้ามาในอ้อมแขนของเขาก็คือหญิงสาวคนนั้น และดูเหมือนว่าเธอจะหมดสติไปแล้ว







