โชคดีที่ซูอันอิงเอาผ้าอ้อมรองลูกไว้ แล้วข้างล่างก็ยังมีผ้าห่มอีกชั้น
กางเกงของจี๋อวี้เฟิงเลยเปียกแค่นิดเดียว
“ดูสิ มัวแต่คุยกัน ลืมจับลูกฉี่อีกแล้ว”
“น้องสะใภ้งั้นเข้าไปในบ้านก่อน ใส่กางเกงพี่แทนสักพักไหม?”
ซูอันอิงเห็นลูกชายฉี่รดเสื้อผ้าคนอื่นก็รู้สึกเก้อเขินมาก
รีบลุกขึ้น แล้วพยายามดึงจี๋อวี้เฟิงให้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างใน
“ไม่เป็นไรหรอกพี่สะใภ้ แค่นิดเดียวเอง อากาศร้อนๆ เดี๋ยวก็แห้งแล้ว”
“ฉี่เด็กชาย ก็ถือว่าโชคดี”
จี๋อวี้เฟิงไม่ได้โกรธแม้แต่น้อย ก้มลงมองกางเกงตัวเอง
เห็นว่าเปียกแค่นิดเดียว ราวกับโดนน้ำกระเด็นนิด ๆ
หน้าร้อนขนาดนี้ แห้งไวอยู่แล้ว กลับบ้านค่อยเปลี่ยนก็ได้
ยุคนี้คนทั่วไปก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก
ทั้งวันทำงานอยู่กลางแจ้ง บุกป่าฝ่าดิน จะให้สะอาดแค่ไหนกัน?
ถ้าไม่ใช่เวลาไปเยี่ยมใคร ก็มักจะใส่เสื้อผ้าเดิม ๆ ทั้งนั้น
พอจี๋อวี้เฟิงพูดแบบนี้ ซูอันอิงก็ไม่ฝืนอีก
รีบอุ้มลูกชายเข้าบ้านไปเปลี่ยนผ้าอ้อม
ยังไม่ทันจะออกมา
ก็ได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งร้องไห้โฮขึ้นมานอกบ้าน
วันนี้ เด็ก ๆ รุ่นเล็กของตระกูลสวี่มากันครบ
พวกเด็กโตอย่าง สวี่จินเฟิง สวี่จินซิ่ว สวี่ไห่ปัว สวี่ไห่เถาและสวี่ไห่ปิน
พากันวิ่งไปเล่นบนเนินหลังบ้าน
ส่วนพวกเด็กเล็ก ได้แก่ สวี่ไห่หยวน สวี่จิ่นผิง สวี่ไห่หยาง ลูกของสวี่ซื่อเต๋อ
สวี่จิ้งอีและหยางฮ่าวอวี้ก็อยู่แถวหน้าบ้าน
พวกผู้ใหญ่ไม่ให้เด็กเล็กขึ้นหลังบ้าน พวกเขาก็เลยเล่นอยู่ใต้ร่มไม้หน้าบ้าน ไม่รู้กำลังง่วนกับอะไรกันอยู่
สวี่จิ้งเหวิน ลูกสาวบ้านสวี่ซื่อเสียง เกิดปี 1981 เพิ่งครบขวบ เดินเตาะแตะได้พอดี
ก็ยังพยายามเข้ามาร่วมกลุ่มกับเด็ก ๆ
เมื่อกี้ยังเล่นกันดี ๆ อยู่เลย
แค่แป๊บเดียวก็มีเสียงร้องไห้ขึ้นมา
ซูอันอิง อู๋ชิวเยี่ยน และเฉินชุนหลิง ตกใจรีบวิ่งออกมาดู
“ไห่หยาง เป็นอะไรลูก?”
อู๋ชิวเยี่ยนเห็นว่าเป็นลูกตัวเองที่ร้องไห้ ก็รีบวิ่งเข้าไปอุ้ม ถามเสียงอ่อนโยน
“พี่หยวน ตีผม”
สวี่ไห่หยางพูดเสียงสะอื้น ชูมือที่โดนตีให้แม่ดู
สวี่ไห่หยางเกิดวันที่ 23 เดือนหก ปี 1978 ตามปฏิทินจันทรคติ
อายุน้อยกว่าสวี่ไห่หยวนราวสามเดือน
“แล้วทำไมไม่บอกด้วยล่ะ ว่านายผลักเสี่ยวอวี้ก่อน?”
ยังไม่ทันที่ใครจะว่าอะไร สวี่ไห่หยวนก็ลุกขึ้นมาชี้หน้าไห่หยาง
ใบหน้าเล็ก ๆ บึ้งตึง ปากเม้มแน่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เสี่ยวอวี้แบ่งลูกอมให้พวกเรา แต่ไม่ให้เธอ เธอก็เลยผลักเขา
แบบนี้โดนตีก็สมควรแล้ว!”
ถึงตัวจะเล็ก แต่สวี่ไห่หยวนก็พูดจาชัดเจน น้ำเสียงก็ไม่เบา
เขาอายุมากกว่าไห่หยางไม่กี่เดือน แต่พูดเก่งกว่ามาก
สวี่ซื่อเต๋อทำงานอยู่ที่ต้าอิ๋ง
ปีหนึ่งจะพาลูกกลับบ้านได้แค่สองครั้ง คือช่วงตรุษจีนกับวันเกิดสวี่เฉิงโฮ่ว
แม้ว่าสวี่ไห่หยวนกับไห่หยางจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
แต่ก็เจอกันน้อย ไม่ได้เล่นด้วยกัน จึงไม่สนิทใจ
สำหรับสวี่ไห่หยวนแล้ว เขาสนิทกับ "น้องชายบุญธรรม" อย่างหยางฮ่าวอวี้มากกว่าเสียอีก
“ไห่หยวน ห้ามพูดไร้สาระถึงยังไงก็ห้ามตีลูกพี่ลูกน้อง!”
พอดีกับที่ซูอันอิงเดินออกมาจากในบ้าน รีบดึงลูกชายมาดุทันที
“ไห่หยางเป็นน้องชายของหนู เป็นแขกมาบ้านเรา หนูไปตีแขกได้ยังไง?”
“ถ้าอยากได้ลูกอม บอกแม่ก็ได้นี่ แม่ให้เพิ่มอีกก็ได้”
เรื่องเด็กทะเลาะกันนี่แหละ ลำบากสุด
แต่ก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ซูอันอิงก็ต้องจัดการลูกตัวเองก่อน
“แม่ทูนหัว อย่าดุพี่เลย ผม ผมผิดเอง...”
ยังไม่ทันซูอันอิงจะดุเสร็จ
หยางฮ่าวอวี้ ก็วิ่งเข้ามากอดขาเธอไว้ เงยหน้าทำตาปริบ ๆ น้ำตาคลอ
แล้วบอกว่าเขาเป็นคนผิดเอง ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย...
“ลูกอมมีน้อย ผมให้น้องสาวไปแล้ว”
ที่แท้หยางฮ่าวอวี่ แค่พกลูกอมติดตัวมาแค่สี่เม็ด
เมื่อครู่เขาแบ่งให้สวี่ไห่หยวนกับสวี่จิ่นผิงคนละเม็ด ทีแรกเขาก็ว่าจะเก็บไว้กินเองอีกเม็ดหนึ่ง
แต่พอสวี่จิ้งอีกับสวี่จิ้งเหวินเดินมาขอด้วย เขาก็เลยยกสองเม็ดที่เหลือให้น้องสาวทั้งสอง
สวี่ไห่หยางเห็นว่าเพื่อนมีลูกอมแต่ไม่แบ่งให้ตนเองก็เลยผลักหยางฮ่าวอวี่ไปทีหนึ่ง
ทางนั้น สวี่ไห่หยวนไม่พอใจเลยฟาดมือลงบนมือของสวี่ไห่หยางดัง "เพี๊ยะ"
สวี่ไห่หยางไม่ได้ลูกอมแถมยังโดนพี่ชายตีกลับอีก เลยร้องไห้โฮอย่างเจ็บใจแล้ววิ่งไปฟ้องแม่
งานนี้ทำเอาซูอันอิงลำบากใจสุด ๆ
ฝั่งหนึ่งคือลูกบุญธรรม อีกฝั่งคือหลานชาย แถมตรงกลางยังมีลูกแท้ ๆ ที่ยืนหน้างออยู่อีกคน
เรื่องทะเลาะกันของเด็กวัยสี่ห้าขวบแบบนี้ ใครจะตัดสินได้ล่ะว่าใครผิดใครถูก?
“พอเถอะ อิงจื่อ เธอจะไปถือสากับเด็ก ๆ ทำไม?” ตอนนั้นเอง โจวกุ้ยหลาน ก็พูดขึ้น
“เร็ว ๆ เลย เข้าไปในบ้าน หาของอร่อยให้เด็ก ๆ กินหน่อย”
“ก็เพราะพวกเรามัวแต่ยุ่งกับเจ้าตัวเล็ก เลยลืมไปว่าไม่ได้เตรียมอะไรให้พวกเขากินเลย”
ที่โจวกุ้ยหลานพูดแบบนี้ก็เพื่อให้ซูอันอิงได้มีทางลง จะให้ทำยังไงได้ล่ะ? จะให้จับสวี่ไห่หยวนมาตีเหรอ?
ถ้าจะว่าความผิด เริ่มจากสวี่ไห่หยางก่อนทั้งนั้น จะให้ตีเด็กหมดทุกคนเลยหรือไง?
มันไม่สมเหตุสมผลเลย ต้องปล่อยให้เรื่องมันจบ ๆ ไป
ซูอันอิงจะว่าอะไรได้? ก็เลยรีบอุ้มหยางฮ่าวอวี่เข้าไปในบ้าน หาขนมให้เด็ก ๆ กิน
ฝั่งนั้น อู๋ชิวเยี่ยนก็รีบจูงลูกชายออกไปพูดตักเตือนเบา ๆ
ส่วนจี๋อวี้เฟิงก็อุ้มสวี่ไห่หยวนไว้ในอ้อมแขน ปลอบใจหลานชาย
“คุณย่า! ดูสิว่าเราหาอะไรมาจากข้างหลังบ้าน!”
พอดีกับที่สวี่จินเฟิงและพวกเด็กโตกลับมาจากหลังบ้าน สวี่จินเฟิงกับสวี่ไห่ปัว แต่ละคนถือแก้วน้ำชาใบใหญ่ ในแก้วใส่ผลไม้เล็ก ๆ สีแดงเต็มไปหมด
เด็กโตพากันโชว์ของอย่างตื่นเต้น “หลังเขามีต้นโถวผั่นเยอะมาก เราเก็บมาได้ตั้งสองแก้วแน่ะ!”
โถวผั่นที่พูดถึงนี้ จริง ๆ แล้วก็คือผลราสเบอร์รี่ป่าหรือที่เรียกว่าแบล็คเบอรี่
ผลของมันสีแดงสด รูปร่างเหมือนลูกปัดปะติดกันเป็นพวง เหมือนที่หลู่ซวินเคยพรรณนาไว้ในงานเขียนว่าเหมือนลูกปัดปะกันเป็นปมเล็ก ๆ
โถวผั่นที่สุกแล้วจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นของโปรดของเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้
แต่ปัญหาคือ กิ่งของมันมีหนามเต็มไปหมด เวลาจะเก็บต้องระวังมาก ถ้าเผลอนิดเดียวก็มักจะโดนตำมือเข้าให้
สวี่ซื่อเยี่ยนจะคอยดูแลสันเขาหลังบ้านทุกปีช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ พวกวัชพืชหรือพุ่มไม้ที่มีหนามก็มักจะถูกตัดหรือขุดรากออก
แต่บริเวณรั้วสวนหลังบ้าน เขาตั้งใจเหลือพวกต้นกุหลาบป่าและต้นโถวผั่นไว้ เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันขโมย
ตอนนี้พอดีกับฤดูที่โถวผั่นสุก พวกเด็กเล็กยังไม่มีใครไปเก็บ เด็กโตอย่าง สวี่จินเฟิง กับพวกเลยบุกไปเจอเข้า เก็บกลับมาได้ไม่น้อยเลย
“โอย พวกเธอนี่เก่งจริง ๆ ไม่กลัวโดนหนามตำเอาหรือไง?”
“ในสวนเราก็มีลูกพลัมกับแอปเปิ้ลจีนให้กินตั้งเยอะ อยากกินก็แค่ไปเด็ดมาได้เลย ทำไมต้องลำบากไปเก็บโถวผั่นที่หนามเยอะอีกล่ะ?”
โจวกุ้ยหลาน ถึงแม้จะอายุมากแล้ว แต่สายตายังดีอยู่ พอเห็นหลานสาวมีรอยข่วนแดงเต็มหลังมือก็อดใจไม่ไหว รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที
“คุณย่า ไม่เป็นไรหรอก แค่ข่วนหน่อยเดียว ไม่เจ็บเลย คุณย่าลองชิมดูสิ หวานมากเลยนะ!”
สวี่จินเฟิงหยิบโถวผั่นจากในแก้วมายื่นให้คุณย่า เหมือนกำลังอวดของวิเศษ ไม่ยอมให้ย่าปฏิเสธ
หลานสาวออกตัวน่ารักขนาดนี้ โจวกุ้ยหลานจะปฏิเสธได้ยังไง? เลยหยิบมาชิมไปสองสามลูก
“เฮ้อ...โถวผั่นแถวนี้มันเล็ก ไม่สู้ของบ้านเกิดฉันเลย
“บ้านเกิดฉันน่ะ โถวผั่นลูกใหญ่ แถมอร่อยกว่านี้อีก”
อาจเพราะอายุมากขึ้น ช่วงหลัง ๆ นี้ โจวกุ้ยหลาน ก็มักจะรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตบ่อย ๆ
“ตอนฉันยังเด็ก ก็ราว ๆ พวกเธอแหละ มักจะขึ้นเขาไปเก็บโถวผั่นกันอยู่เรื่อย
“ที่บ้านเก่าลูกมันใหญ่กว่านี้ เมล็ดก็น้อย อร่อยกว่าเยอะเลย”
เด็ก ๆ อย่างสวี่จินเฟิง พอฟังแล้วก็พากันตาโต
“คุณย่า งั้นวันไหนเรากลับไปบ้านเกิดกันเถอะ! หนูอยากชิมโถวผั่นแบบที่คุณย่าบอก!”







