บานประตูถูกดึงปิดลงอย่างแผ่วเบา เปลวเทียนสั่นไหววูบวาบไปตามสายลมที่พัดลอดเข้ามาทางรอยแยกของหน้าต่าง ราวกับจิตใจของเด็กชายตัวน้อย
"เอ่อ คือว่า..." เด็กชายในชุดมอมแมมมองชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าด้วยความประหม่า พลางเอ่ยถามตะกุกตะกัก "บาทหลวงอูรู ท่านจะมอบอาหารให้ข้าจริงๆ ใช่ไหมครับ?"
"แน่นอน" บาทหลวงนามว่าอูรูยิ้มบางๆ "เทพแห่งไรน์ทรงรักเหล่าศาสนิกชนของพระองค์ ในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าจะทนมองพวกเจ้าหิวโหยและหนาวเหน็บได้อย่างไร?"
"งั้น งั้น..."
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ" อูรูค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เด็กชายตัวน้อย พร้อมกับอ้าแขนออกราวกับจะรวบตัวเด็กชายเข้าสู่อ้อมกอด "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ มาสิ มาหาข้าตรงนี้ ถอดเสื้อผ้าออก ให้ข้าชำระล้างมลทินของเจ้าในนามของเทพแห่งไรน์ผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อให้เจ้าได้กลายเป็นศาสนิกชนขององค์พระผู้เป็นเจ้าของข้า นับแต่นี้ไปเจ้าจะได้อยู่เคียงข้างพระองค์เช่นเดียวกับข้า และนับแต่นี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องอดอยากหนาวเหน็บอีกต่อไป"
ร่างของบาทหลวงอูรูขยายใหญ่ขึ้นทีละน้อยในสายตาของเด็กชาย ทว่ามันกลับไม่ได้ดูใจดีขึ้นเลย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว โดยเฉพาะรอยยิ้มนั่น
เด็กชายอยากจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากเข้ามาในห้องนี้ เขาก็ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว ทำได้เพียงเบิกตามองอูรูที่ยืนอยู่ตรงหน้าเผยรอยยิ้มราวกับปีศาจออกมาร้าย
ส่วนปฏิกิริยาของเด็กชายนั้น ทำให้อูรูรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
แม้ในห้วงภวังค์ เขาจะมองเห็นภาพตัวเองในอดีตยืนอยู่ตรงตำแหน่งของเด็กชาย และจ้องมองบาทหลวงที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ความทรงจำนั้นทรมานเขามาหลายปี แต่มันกำลังจะจบลงในวันนี้
เพราะสถานการณ์ผู้ล่าและเหยื่อได้สลับสับเปลี่ยนกันแล้ว ตอนนี้ เขาต่างหากที่เป็นผู้คุมเกม
"อยากได้อาหาร เพื่อให้คนในครอบครัวรอดชีวิตสินะ" อูรูเอ่ยกับเด็กชายด้วยรอยยิ้ม "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า หากปรารถนาสิ่งใด ย่อมต้องยอมสูญเสียสิ่งใดไปก่อน... เจ้าเองก็ไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องอดตายใช่ไหมล่ะ?"
ประโยคนี้ทำลายปราการด่านสุดท้ายในใจของเด็กชายลงในพริบตา ทำให้เขาต้องหลับตาลง
อูรูยื่นมือออกไป ขยับเข้าหาเด็กชายทีละน้อย
ทว่าหลังจากนั้น
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
เสียงเคาะรัวๆ ราวกับมีคนเคาะโต๊ะดังแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้อูรูต้องหยุดมือ พร้อมกับหุบรอยยิ้มบนใบหน้าลง
เขารีบหันขวับไปมองหาต้นตอของเสียงทันที
ไม่นาน สายตาของอูรูก็หยุดลงที่ตู้เสื้อผ้า เขามั่นใจมากว่าเสียงเคาะเมื่อครู่ดังมาจากในตู้
"ใครน่ะ?" อูรูตวาดเสียงกร้าว "ใครอยู่ตรงนั้น?!"
ไม่มีเสียงตอบรับ ราวกับว่าเสียงเมื่อครู่เป็นเพียงแค่อาการหูแว่ว
บรรยากาศภายในห้องแปรเปลี่ยนเป็นน่าขนลุกขึ้นมาทันที ส่งผลให้เด็กชายไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะเขาก็ได้ยินเสียงเมื่อครู่นี้เหมือนกัน
อูรูขมวดคิ้วแน่น ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือไปหยิบคทาเวทมนตร์บนโต๊ะ
แม้จะไม่รู้ว่าใครมันช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงได้กล้าไปซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเขา... หืม?
จู่ๆ อูรูก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
หรือว่าจะเป็น...
เขารีบหันกลับมา แล้วเอ่ยกับเด็กชายด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "เจ้าออกไปก่อน"
เด็กชายชะงักไปเล็กน้อย "หา?"
"ข้าบอกให้เจ้าออกไปก่อน" บนใบหน้าของอูรูไม่มีตัณหาทางโลกแบบก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว มีเพียงความดุร้ายเข้ามาแทนที่ "รีบไสหัวไปซะ แล้วก็ ห้ามเอาเรื่องในคืนนี้ไปพูดข้างนอกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น... เจ้าคงรู้สินะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความ จึงรีบวิ่งเหยาะๆ ออกจากห้องไป
หลังจากเด็กชายจากไป อูรูก็รีบเดินไปที่ประตู เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอก เขาจึงปิดประตูกลับลงกลอน แล้วเดินย้อนกลับมาที่หน้าตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง
"คงไม่... ใช่เจ้านั่นหรอกนะ"
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดตู้เสื้อผ้าออก
ตรงกลางตู้เสื้อผ้า มีกล่องใบเล็กๆ วางอยู่
และในวินาทีที่เขาเปิดตู้ออก เสียง "ก๊อก" อันชัดเจนก็ดังมาจากในกล่องนั้นอีกครั้ง
เสียง "ก๊อก" ครั้งนี้ราวกับเคาะลงบนหัวใจของอูรู จนแทบจะทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น
เป็นมันจริงๆ ด้วย!
อูรูรีบหยิบกล่องใบนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะ
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกหลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ดึงเปิดกล่องใบเล็กนั้นออก
สิ่งที่วางอยู่ภายในกล่องนั้น
คือนิ้วมือหนึ่งนิ้ว
วินาทีที่ได้เห็นนิ้วมือนั่น อูรูก็รู้สึกราวกับหัวใจของตัวเองเต้นผิดจังหวะไปอีกครั้ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่ส่งเสียงออกมาเมื่อครู่นี้ ย่อมต้องเป็นนิ้วมือนี้อย่างแน่นอน
อูรูรีบลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลัง แล้วเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง
เห็นได้ชัดว่าเขารู้ที่มาของนิ้วมือนี้
มันเป็นของบุคคลในยุคโบราณผู้แสนอันตราย นามว่า—วิซาส
เขาทำอะไรลงไปบ้างนั้น อูรูเองก็ไม่แน่ใจนัก รู้เพียงว่าเหล่าทวยเทพต่างหวาดหวั่นในตัวเขาอย่างยิ่งยวด ถึงขั้นยอมร่วมมือกันเพื่อรุมสังหารเขา และทำลายล้างแม้กระทั่งดวงวิญญาณ
แต่ถึงแม้จะทำลายวิญญาณของเขาไปแล้ว ก็ยังไม่อาจทำลายร่างกายของเขาได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม
ท้ายที่สุด เหล่าทวยเทพงัดเอาทุกวิถีทางออกมาใช้ แต่ก็ทำได้เพียงฉีกกระชากร่างกายของเขาออกเป็นชิ้นๆ กลายเป็นชิ้นส่วนศพนับไม่ถ้วนแล้วผนึกเอาไว้ ต่อมา เมื่อเกิดมหาสงครามระหว่างทวยเทพ ชิ้นส่วนศพจำนวนไม่น้อยก็ร่วงหล่นลงสู่โลกมนุษย์ แม้ว่าสี่มหาเทพจะคอยตามเก็บกู้ชิ้นส่วนศพของวิซาสมาตลอดหลังจากสงครามสิ้นสุดลง แต่ก็ยังตามหาได้ไม่ครบทั้งหมด
และมีตำนานเล่าขานกันว่า หากใครได้ครอบครองชิ้นส่วนศพของวิซาส ก็จะได้รับพลังที่วิซาสเคยมีตอนยังมีชีวิตอยู่
และตอนนี้ ตรงหน้าของอูรู ก็มีนิ้วมือของเขาปรากฏอยู่
นิ้วมือนี้เป็นสิ่งที่อูรูซื้อมาจากพ่อค้าตลาดมืด... พูดให้ถูกก็คือ ใช้ฐานะบาทหลวงตลบตะแลงแย่งชิงมาต่างหาก
แน่นอนว่าก่อนจะแย่งมา เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นของจริง เพียงแต่ในมือของพ่อค้าตลาดมืดคนนั้นไม่มีของมีค่าอะไรเหลือแล้ว เขาจึงหยิบเอาชิ้นที่ดูมีราคาที่สุดมา
พ่อค้าตลาดมืดคนนั้นเองก็เช่นกัน ก่อนที่จะมอบมันให้อูรู เขาก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นของจริง
แต่ใครจะไปนึก ว่ามันดันเป็นของจริงซะได้
ดันเผลอได้ของจริงมาแบบไม่ตั้งใจ แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ?
ภายในใจของอูรูเริ่มร้อนรุ่มกระวนกระวาย
สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเขามีเพียงสองทางเลือก
ทางเลือกแรก ส่งมอบนิ้วมือนี้ขึ้นไป ในฐานะที่นิกายไรน์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่นิกายหลักก็กำลังตามเก็บกู้ชิ้นส่วนศพของวิซาสอยู่เช่นกัน ขอเพียงส่งมอบสิ่งนี้ไป ย่อมถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงอย่างแน่นอน ตำแหน่งของเขาจะต้องพุ่งพรวดขึ้นไปอีกหลายระดับ หรืออาจจะได้เป็นบิชอปปกครองพื้นที่สักแห่งเลยด้วยซ้ำ และต่อให้แย่ที่สุด เขาก็ยังได้ย้ายออกจากดินแดนห่างไกลความเจริญแห่งนี้
แต่ว่า... มันก็คงทำได้แค่นั้น
เขาไม่ได้มีพรสวรรค์เหนือธรรมดาอะไรมากมาย ไม่ใช่คนที่ศาสนจักรจะให้ความสำคัญ การได้ไปเป็นบิชอปในดินแดนห่างไกลความเจริญอีกแห่ง ดูเหมือนจะเป็นจุดสูงสุดในชีวิตที่เขาจะคว้ามาได้แล้ว
แล้วถ้า... เขาไม่เลือกทางนี้ล่ะ?
อูรูหยุดเดิน ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมา มองดูนิ้วมือที่ขาดด้วนซึ่งนอนนิ่งสงบอยู่ในกล่อง
หากเขาฮุบนิ้วมือนี้ไว้ แล้วเอามันมาใช้เองล่ะ?
นั่นน่ะ... คือพลังของวิซาสเชียวนะ
อูรูรู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะพุ่งทะลักออกมาจากหัวใจ ความทะเยอทะยานนั้นงอกงามและเบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ ประดุจหน่อไม้ที่แทงยอดหลังฝนตก
หลายปีมานี้ เขาเคยพยายามที่จะออกไปจากที่นี่ พยายามตะเกียกตะกายขึ้นสู่ที่สูง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและพลังที่มากขึ้น แต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่มีทั้งพรสวรรค์และเส้นสาย เขาเฝ้าโบสถ์แห่งนี้มาตลอดยี่สิบปี แต่ก็ยังเป็นแค่บาทหลวงต๊อกต๋อยคนหนึ่ง และดีไม่ดีอาจจะต้องทนเฝ้าที่นี่ต่อไปอีกยี่สิบปีด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น...
เขาหลับตาลง เสียงหัวเราะเยาะหยันก็พรั่งพรูขึ้นมาในความทรงจำ "ไอ้รูตูดแก่โสโครกอย่างแกเนี่ยนะ อยากจะเป็นบิชอป? นิกายไรน์ไม่ต้องการอวัยวะขับถ่ายเน่าๆ อย่างแกหรอก ไสหัวไปซะ"
ความทรงจำนี้ทิ่มแทงลึกลงไปในหัวใจของอูรู
เมื่ออูรูลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภายในใจของเขาก็มีคำตอบแล้ว
และคำตอบนั้นก็มีเพียงหนึ่งเดียว
หากปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป อูรูคิดว่าเขาคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
หลังจากแน่ใจแล้วว่านิ้วที่ขาดของวิซาสคือนิ้วกลาง อูรูก็เอาผ้าก๊อซมาอุดปากตัวเองไว้ จากนั้นก็เล็งมีดไปที่นิ้วกลางของตน แล้วสับลงไปอย่างไม่ออมแรง
"อื้อ!!!!"
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำเอาเขาแทบสลบเหมือดไปตรงนั้น
แต่เขาก็กัดฟันข่มความเจ็บปวด โยนนิ้วที่ถูกตัดขาดของตัวเองทิ้งไปด้านข้าง ก่อนจะหยิบนิ้วที่อยู่ในกล่องมาต่อเข้ากับปากแผลของตน
จากนั้น เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
นิ้วมือของวิซาสทำตัวราวกับทารกที่กำลังควานหาเต้านมมารดา ทันทีที่สัมผัสกับบาดแผลของอูรู มันก็ดูดติดหนึบเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ตามมาด้วยความเจ็บปวดระลอกใหญ่
ครั้งนี้อูรูแทบจะทนไม่ไหว
ทว่าความเจ็บปวดนั้นมาไวไปไว
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที อูรูก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ อีกเลย
เขาก้มหน้าลง และพบว่ามือซ้ายของตนกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม นิ้วกลางนิ้วนั้นต่อติดกับมือของเขาอย่างแนบเนียน ดูเป็นธรรมชาติราวกับเป็นนิ้วของเขาเอง
หากไม่ใช่เพราะคราบเลือดบนโต๊ะ และนิ้วมืออีกนิ้วที่ขาดวิ่น อูรูคงสงสัยว่าการตัดนิ้วของตัวเองเมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตาไปแล้ว
"ขะ ข้าทำสำเร็จแล้ว" อูรูยกมือซ้ายขึ้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น "ข้าทำสำเร็จแล้ว! ขะ ข้าได้มันมาแล้ว ข้าได้พลังของวิซาสมาแล้ว!"
จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงทุ้มของชายหนุ่มแฝงแววหยอกล้อดังขึ้นในหัว "โอ้? ดูท่าแกจะโหยหาพลังของฉันจริงๆ สินะ"
อูรูถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปทั้งตัว