"ทนายไป๋ ผมหวังว่าคุณจะคิดให้รอบคอบนะ"
ภายในห้องส่วนตัวของภัตตาคารอาหารทะเล ตู้หย่งเซี่ยวมองไป๋อิงจวิ้นที่นั่งสวาปามกุ้งมังกรอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วพูดขึ้น "บริษัทของเราเพิ่งก่อตั้ง ทั้งเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ อาจจะยังไม่ตอบสนองความต้องการของคุณได้ แต่ผมมีความจริงใจมากจริงๆ ที่จะเชิญคุณมาร่วมงานกับอสังหาริมทรัพย์เหิงชวงของเรา"
"ความจริงใจของคุณ ผมสัมผัสได้จากกุ้งมังกรตัวนี้แหละ!" ไป๋อิงจวิ้นเลียดูดนิ้วที่มันย่อง เงยหน้ามองตู้หย่งเซี่ยว "ปัญหาคือ คุณสามารถให้อะไรผมได้บ้าง"
ตู้หย่งเซี่ยวหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ "เหิงชวงแม้จะเล็ก แต่ก็เติบโตมาด้วยน้ำมือของคุณ ในอนาคตเมื่อคุณมองย้อนกลับมา จากลูกกุ้งตัวเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น กลายร่างเป็นฉลามขาวที่ผงาดอยู่เหนือท้องทะเล คุณว่ามันน่าภาคภูมิใจไหมล่ะ"
"ผมไม่เคยมองไปถึงอนาคต ชอบมองแค่ปัจจุบันเท่านั้น คุณตู้ ไม่ต้องมาวาดวิมานในอากาศให้ผมหรอก ผมกินไม่ลง!"
"งั้นผมจะพูดเรื่องจริงจังแล้วนะ! แทนที่คุณจะทนถูกดองอยู่ในบริษัทใหญ่อย่างบริษัทฉางเจียง สู้มาสร้างเนื้อสร้างตัวกับบริษัทเล็กๆ อย่างผมไม่ดีกว่าเหรอ" ตู้หย่งเซี่ยวคีบบุหรี่ "คุณเป็นคนมีความสามารถ แต่ทางบริษัทฉางเจียงกลับไม่ยอมรับคุณ ในเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วจะไปอาลัยอาวรณ์อยู่ทำไม"
ไป๋อิงจวิ้นหยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดปาก "คุณไม่รังเกียจที่ผมพิการเหรอ"
"ไม่รังเกียจ!"
"คุณไม่รังเกียจที่ผมหน้าตาอัปลักษณ์เหรอ"
"ไม่รังเกียจ"
"ในเมื่อคุณนั่นก็ไม่รังเกียจ นี่ก็ไม่รังเกียจ แล้วทำไมอาหารตรงหน้าคุณถึงยังไม่พร่องลงไปเลยสักนิดล่ะ"
"เอ๊ะ?" ตู้หย่งเซี่ยวมองดูอาหารทะเลชั้นเลิศตรงหน้า "ผมยังไม่หิวน่ะ"
"แล้วเขาล่ะ เขาก็ไม่หิวเหมือนกันเหรอ" ไป๋อิงจวิ้นชี้ไปที่หลิวฝูซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
หลิวฝูรีบพูด "ใช่ ฉันก็ไม่หิว ทำไมล่ะ"
สิ้นเสียงพูด ครอก !
เสียงท้องร้องดังลั่น
ไป๋อิงจวิ้นหัวเราะ "สุดท้ายก็เป็นเพราะผมหน้าตาอัปลักษณ์ ทำให้พวกคุณพานกินอะไรไม่ลงเลยสิท่า!"
หลิวฝูยังอยากจะอ้าปากพูด แต่ตู้หย่งเซี่ยวพูดขึ้นก่อน "ใช่แล้ว! คุณหน้าตาอัปลักษณ์จริงๆ นั่นแหละ พอเห็นคุณ ผมก็กินอะไรไม่ลงจริงๆ!"
ไป๋อิงจวิ้นถลึงตาใส่ตู้หย่งเซี่ยวด้วยความโกรธ
ตู้หย่งเซี่ยวมองตรงไปที่เขา "คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำไม แต่ก็ยังมัวมาถามเซ้าซี้ แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวหรือไง คนเราหน้าตาอัปลักษณ์ได้ แต่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ได้! ไม่มีใครมาสงสารคุณ และไม่มีใครเคารพคุณหรอก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะกลายเป็นคนที่อยู่เหนือคนอื่น แล้วทำให้ทุกคนต้องสยบอยู่แทบเท้าคุณ!"
แววตาของไป๋อิงจวิ้นเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความเร่าร้อน
"บอกผมมา " ตู้หย่งเซี่ยวมองจ้องไป๋อิงจวิ้นเขม็ง "สรุปแล้วคุณอยากจะเป็นหมาขี้เรื้อนไปตลอดชีวิต หรือจะยืดอกขึ้นมาเป็นคนให้สมภาคภูมิสักครั้ง"
หลิวฝูที่อยู่ข้างๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงขยับเข้าไปใกล้ตู้หย่งเซี่ยว "นี่ นายอย่าไปบีบคั้นเขาสิ ยังไงเขาก็เป็นคนพิการนะ มีความเห็นอกเห็นใจหน่อยได้ไหม! อีกอย่าง บริษัทกระจอกๆ ของนาย ใครเขาจะไปอยากทำงานด้วย"
ตู้หย่งเซี่ยวมองไป๋อิงจวิ้น "พูดตามตรง ผมไม่เคยดูถูกคุณเลย! ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณช่วยผมจัดการเรื่องเอกสารทางกฎหมาย ผมก็รู้แล้วว่าคุณเป็นคนเก่ง ไม่เพียงแต่จะมีความสามารถโดดเด่น แต่ยังท่องมาตรากฎหมายได้คล่องปาก ด้วยเหตุนี้แหละ ผมถึงอยากดึงตัวคุณมาร่วมงาน!"
พูดจบ ตู้หย่งเซี่ยวก็ขยี้บุหรี่จนดับ ลุกขึ้นยืนแล้วยกแก้วเหล้าขึ้น "วัดของผมถึงจะเล็ก อาจจะรองรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างคุณไม่ได้ แต่ผมก็เสียดายคนเก่งอย่างคุณจากใจจริง!" พูดจบเขาก็ดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
ไป๋อิงจวิ้นก้มหน้าก้มตาแกะกุ้ง ปากก็พูดว่า "จุดประสงค์ที่คุณก่อตั้งเหิงชวงคืออะไร เพื่อกอบโกยเงินให้เร็วที่สุดใช่ไหม"
"เอ๊ะ?" ตู้หย่งเซี่ยวเพิ่งจะอ้าปาก ไป๋อิงจวิ้นก็พูดต่อ "คุณนี่ร้ายลึกนักนะ ให้พ่อของคุณเป็นนิติบุคคลของบริษัท ถึงเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็สาวไม่ถึงตัวคุณ"
"อีกอย่าง คุณกว้านซื้อห้องแถวสิบแห่งรวดเดียว ราคาพื้นฐานอยู่ที่ห้องละห้าหมื่น รวมแล้วก็แค่ห้าแสน! จากนั้นล่ะ คุณก็แค่เอาห้องแถวพวกนี้มาตกแต่งใหม่ให้เป็นร้านแฟรนไชส์ของแมคโดนัลด์ ก็สามารถขายได้ในราคาสูงถึงห้องละสองแสน หรือแม้แต่สามแสน! ไปๆ มาๆ ก็กำไรบานเบอะ!"
สีหน้าของตู้หย่งเซี่ยวค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น
หลิวฝูฟังจนอ้าปากค้าง "เชี่ย ไม่จริงมั้ง" เขาหันไปมองตู้หย่งเซี่ยว "นายนี่มันใจดำชะมัดเลย ขนาดพ่อแท้ๆ ของตัวเองยังหลอกใช้ได้ลงคอเชียว"
ตู้หย่งเซี่ยวผายมือออก "ที่นี่เขากำหนดให้นิติบุคคลต้องเป็นญาติสายตรง นอกจากแม่ของผมแล้ว ก็มีแค่พ่อผมนี่แหละ จะให้ผมทำยังไงล่ะ"
หลิวฝูส่ายหน้า "โชคดีนะที่ฉันไม่ใช่พ่อนาย!"
ตู้หย่งเซี่ยวหันไปมองไป๋อิงจวิ้น "คุณรู้ได้ยังไงว่าผมจะเอาห้องแถวพวกนี้มาตกแต่งเป็นร้านแมคโดนัลด์"
ไป๋อิงจวิ้นกลืนเนื้อกุ้งสีขาวอวบอ้วนลงคอ เผยให้เห็นฟันที่เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ "โฆษณาร้านสาขาหลักของแมคโดนัลด์ดังกระหึ่มซะขนาดนั้น ผมเกิดสงสัยก็เลยไปสืบดู ปรากฏว่าเถ้าแก่ที่อยู่เบื้องหลังก็คือคุณตู้คนนี้นี่เอง! แล้วตอนนี้คุณตู้ยังยุ่งอยู่กับการกว้านซื้อห้องแถวอีก ลองใช้สมองคิดดูสักนิดก็ต้องรู้แล้วว่า ในเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมนัยอะไรแน่ๆ"
ตู้หย่งเซี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อดไม่ได้ที่จะต้องประเมินอีกฝ่ายใหม่ "ที่คุณพูดมาส่วนใหญ่ก็ถูกหมดนะ แต่ทายผิดไปเรื่องหนึ่ง ความจริงแล้วผม "
"ความจริงแล้วคุณไม่ได้อยากขาย แต่อยากปล่อยเช่าใช่ไหมล่ะ" ไป๋อิงจวิ้นพูดแทรกตู้หย่งเซี่ยวขึ้นมาดื้อๆ "บางทีคุณตู้อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงในตอนนี้เท่าไหร่ ตอนนี้การเช่าบ้านจะต้องจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะจำนวนหนึ่งด้วย อย่างเช่นตึกแถวราคาหนึ่งแสน ค่าแป๊ะเจี๊ยะก็ตกอยู่ประมาณสามพัน หรือก็คือสามเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน การซื้อขายบ้านไม่เพียงแต่จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่รัฐบาลยังมีเงินอุดหนุนเรื่องบ้านให้อีกต่างหาก ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณ คุณจะเช่าหรือจะซื้อล่ะ"
ตู้หย่งเซี่ยวชะงัก หันไปมองหลิวฝู
หลิวฝูผายมือ "นายไม่ต้องมามองฉัน! ฉันเองก็ซื้ออย่างเดียวไม่เคยเช่าเหมือนกัน!"
"เพราะฉะนั้นคุณตู้ ถ้าผมเป็นคุณล่ะก็ ผมจะตกแต่งห้องแถวพวกนั้นให้ดีๆ แล้วก็ขายออกไปในราคาสูงๆ จากนั้นค่อยเอาเงินที่ได้มาไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นทางการ ผมเชื่อว่าในอีกสิบปี ยี่สิบปี หรือแม้แต่สามสิบปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่วงการอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ถ้าคุณคว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้ ต่อให้ไม่ได้เป็นถึงเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ก็ยังกลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ได้อยู่ดี!"
ไป๋อิงจวิ้นพูดจบ ก็ใช้หลังมือเช็ดปาก เงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่ตู้หย่งเซี่ยว
ตู้หย่งเซี่ยวมองไป๋อิงจวิ้น ในใจรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง หรือว่าอีกฝ่ายจะทะลุมิติมาเหมือนกับเขากันนะ ตามติดมาด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ หรือว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่แค่คนเก่งธรรมดา แต่เป็นคนเก่งระดับหัวกะทิกันล่ะเนี่ย!
ตู้หย่งเซี่ยวอยากจะทำอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว แต่การทำอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องใช้คนเก่ง
การกว้านซื้อตึกแล้วเอาไปขาย อย่างมากคุณก็เป็นได้แค่เศรษฐีใหม่ แต่เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ตัวจริงจะต้องมีการวางแผนระยะยาว ต้องรู้จักพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ วางผังเมือง ก่อสร้าง ประชาสัมพันธ์ ออกแบบตกแต่ง ไปจนถึงการตลาด
เมื่อตู้หย่งเซี่ยวคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นอีกครั้ง "คุณพูดแบบนี้ ก็แปลว่าตกลงจะช่วยผมแล้วใช่ไหม"
ไป๋อิงจวิ้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน เขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ยกแก้วเหล้าขึ้น "พูดตามตรงนะ ผมเป็นหมามานานเกินไป จนชักจะลืมความรู้สึกของการเป็นคนไปแล้ว! เป็นคุณตู้ที่เตือนสติผมเมื่อครู่นี้ ว่าผมยังเป็นคน เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ!" พูดจบเขาก็ชูแก้วขึ้นมองไปทางตู้หย่งเซี่ยว "ถ้าคุณตู้ไม่รังเกียจ ผมก็ยินดีจะช่วยเหลือคุณ เรื่องอื่นไม่กล้าพูดหรอกนะ แต่ในเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผมช่วยคุณได้มากแน่ๆ!"
ตอนนั้นเองหลิวฝูก็เพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จึงรีบพูดกับไป๋อิงจวิ้นว่า "ที่จริงฉันก็ถูกใจนายมากเหมือนกันนะ สู้มาช่วยงานฉันไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะให้เงินเดือนนายสูงๆ เลย!"
"ขอโทษทีนะ ถ้าจะให้ผมเลือกใครสักคนระหว่างคุณกับคุณตู้ ผมขอเลือกคุณตู้ดีกว่า"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะคุณแก่เกินไปน่ะสิ"
หลิวฝูถึงกับเถียงไม่ออกไปในทันที
พอลองคิดดูให้ดีแล้ว
นกที่ดีย่อมเลือกต้นไม้ทำรัง ใครเขาจะไปเลือกฝาโลงศพกันล่ะ!







