"เหล่าเฮย เจ้ามาได้อย่างไร นังผู้หญิงบ้านข้ากำลังอาละวาด คงไม่เชิญเจ้าเข้าไปนั่งหรอกนะ"
แววตาของติงจิ่วหลบเลี่ยงเล็กน้อย ทั้งสองอยู่ด้วยกันที่ป้อมอาชวีมาห้าปีแล้ว เมื่อคืนเขารู้ว่าตู้ซานเหยียไปที่บ้านเฮยฮั่น แต่กลับไม่กล้าโผล่หัวไปดูแม้แต่น้อย
"อาจิ่ว ข้ามาขอยืมเงินเจ้าหน่อย" เฮยฮั่นเข้าเรื่องทันที
ติงจิ่วเดาจุดประสงค์ของเฮยฮั่นออกแต่แรกแล้ว ตู้ซานเหยียมาแล้วก็ไป เฮยฮั่นย่อมต้องมายืมเงินแน่นอน! จึงรีบยกข้ออ้างที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาพูด
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้เจ้ายืมนะ เจ้าก็รู้ว่านังผู้หญิงบ้านข้าผลาญเก่ง ลูกชายข้าเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งป่วย เมื่อวานข้ายังไปเล่นพนันมาหลายตา มือไม่ค่อยขึ้น พ่อตาข้าก็ยังรับเกาลัดมาอีกลอตหนึ่ง ตาเฒ่านี่ก็จริงๆ เลย เจ้าก็รู้ ตอนนี้ราคาเสบียงพุ่งสูง ข้าวยังจะกินไม่อิ่ม ใครจะมีเงินเหลือไปกินเกาลัดเล่า..."
ติงจิ่วพร่ำบ่นยืดยาวไปสารพัด สุดท้ายก็ถอนหายใจกล่าว "หากเป็นเมื่อสองเดือนก่อนเจ้ามายืมเงินข้า ข้ายังพอเจียดให้ได้ ตอนนี้เอาออกมาไม่ได้จริงๆ"
เฮยฮั่นใช้น้ำเสียงจริงใจ "อาจิ่ว เงินนี้ข้าไม่ได้จะใช้เอง แต่คุณชายหวังต้องการใช้ หากเจ้ายอมให้ยืม ต่อให้เป็นหนึ่งพันอีแปะ ข้อแรกข้ารับรองว่าจะคืนเงินให้เจ้าแน่นอน ข้อสองคุณชายหวังต้องจดจำน้ำใจเจ้าอย่างเด็ดขาด"
อาจิ่วตกใจกล่าว "เจ้ายังตามคุณชายหวังอยู่อีกหรือ! สถานการณ์ที่ตรอกโซ่วคังอะไรนั่นเมื่อวันก่อนเจ้าก็เห็นแล้ว! พวกเขาไม่ยอมให้เขาเข้าประตูด้วยซ้ำ! แม้แต่คำเดียวก็ยังคร้านจะพูดด้วย! หมอนั่นถ้าไม่ใช่สิบแปดมงกุฎก็เป็นพวกตกอับ! ตอนนี้เห็นชัดว่าตั้งใจจะหลอกเอาเงินเจ้าไปใช้! เจ้าอย่าได้หลงกลอีกเป็นอันขาดเชียวนะ!"
เขายิ่งพูดยิ่งได้ใจ มองซ้ายมองขวา แล้วลดเสียงต่ำลง
"ข้าจะบอกเจ้าให้นะ หลังจากกลับถึงบ้าน ข้าก็ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล โจรปล้นชิงตระกูลหวังแห่งหลางหยา นี่เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน เหตุใดเขาจึงไม่ไปแจ้งทางการ แล้วยังบังเอิญขนาดนั้น บนตัวไม่มีของยืนยันตัวตนอะไรเลย! ข้าว่าฐานะของเขามีปัญหา ดีไม่ดีอาจไม่ใช่คนตระกูลหวังแห่งหลางหยา! ดีไม่ดีอาจไม่ใช่แม้กระทั่งบัณฑิตตระกูลใหญ่ด้วยซ้ำ! เจ้าไม่เห็นหรือว่าหัวหน้ากองกับเสมียนของเราต่างก็หลบหน้ากันหมดแล้ว หากฐานะของเขาไม่มีปัญหา พวกเขาจะหนีหรือ ประจบประแจงไปตั้งนานแล้ว! ยังจะเหลือไว้ให้เจ้าประจบหรือไง"
เฮยฮั่นส่ายหน้า "ความจริงที่ข้าประจบเขา ไม่ใช่เพราะฐานะบัณฑิตตระกูลใหญ่ของเขาหรอก"
"คำพูดพวกนี้หลอกคนนอกได้ แต่มาพูดกับข้าก็ไม่มีความหมายหรอก" ติงจิ่วไม่เชื่อแม้แต่น้อย
"จริงๆ นะ หรือจะพูดว่าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เสียทั้งหมด เขาน่ะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมข้าไม่รู้ แต่เพียงแค่คำอธิบายเกี่ยวกับรัชศกหย่งหมิงของเขา เพียงแค่เขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนอะไรเลย แต่กลับสามารถทำให้หัวหน้ากองกับเสมียนของเราไม่กล้าดูแคลนได้ในไม่กี่คำ เพียงแค่เขาพลิกสถานการณ์ได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค ทำให้หัวหน้ากองสังหารจารชนแดนเหนือสองคนที่แว้งกัดเขา ข้าก็รู้สึกว่าเขามีความสามารถ ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว"
เฮยฮั่นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง "อาจิ่วเจ้าลองคิดดูสิ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเป็นบัณฑิตตระกูลใหญ่หรือไม่ บุคคลเช่นนี้ ชั่วชีวิตของพวกเราสองคนเกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้พบพาน ต่อให้ได้พบ หากเขาไม่ได้ตกระกำลำบาก พวกเราจะมีโอกาสได้รู้จักหรือ เจ้ามักจะบ่นเสมอไม่ใช่หรือว่าไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว เหตุใดจึงไม่รู้จักคว้าเอาไว้เล่า"
คำพูดของเฮยฮั่นทำให้ติงจิ่วเริ่มโอนเอียง ลังเลพลางเอ่ย "เช่นนั้น...เขาต้องการยืมเงินเท่าใด"
"ไม่ใช่เขายืม ข้ายืมเอง ข้าอยากยืมหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ" เฮยฮั่นรู้สึกว่าไม่อาจสร้างหนี้สินเพิ่มให้คุณชายหวังได้อีกแล้ว
"หนึ่งพันห้าร้อย!" ติงจิ่วเบิกตากว้าง "ยืมมากมายปานนี้ไปทำอะไร สร้างบ้านหรือไง!"
"ไปทำอะไรนั้นบอกไม่ได้ เอาเป็นว่ามีประโยชน์ต่อคุณชายหวังก็แล้วกัน หากเจ้ายอมให้ยืม ข้ากลับไปก็จะบอกคุณชายหวัง ว่านี่คือเงินของติงจิ่ว จะให้ยืมหรือไม่ก็สุดแท้แต่เจ้า"
ติงจิ่วคิดหนักอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า "เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้เดี๋ยว" จากนั้นก็กลับเข้าไปในบ้าน
เฮยฮั่นได้ยินเสียงผู้หญิงด่าทอดังแว่วมาจากในบ้านของติงจิ่วระลอกหนึ่ง
ผ่านไปพักใหญ่ ติงจิ่วถึงถือห่อผ้าใบเล็กออกมา ฝืนยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติพลางกล่าว "เงินในมือข้าฝืดเคืองจริงๆ มีแค่ห้าร้อยอีแปะเท่านั้น"
เฮยฮั่นคิดว่าห้าร้อยก็ห้าร้อย ยืมได้นิดหน่อยก็ยังดี
"ตกลง วันหน้าข้าต้องคืนเจ้าแน่! หรือไม่ก็ทำสัญญาจดไว้เถอะ"
"ทำสัญญาไม่ต้องหรอก ทว่าเจ้าต้องให้คุณชายหวังรับปากข้าเรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอะไร"
"ช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากทะเบียนทหาร"
เฮยฮั่นถึงกับพูดไม่ออกในทันที "อาจิ่วเจ้าคิดได้อย่างไร ต่อให้เจ้าเอาเงินหมื่นอีแปะไปหาคนมาช่วยให้หลุดพ้นจากทะเบียนทหาร เจ้ามีเส้นสายหรือ เรื่องที่เงินหมื่นอีแปะยังจัดการไม่ได้ เจ้าให้คนยืมห้าร้อยอีแปะก็คิดจะให้จัดการได้แล้วหรือ"
ติงจิ่วหน้าด้านหน้าทน "หากเขาสามารถช่วยข้าหลุดพ้นจากทะเบียนทหารได้ เช่นนั้นห้าร้อยนี่ก็ไม่ต้องคืนแล้ว! ให้ข้าเพิ่มอีกสองพันอีแปะก็ยังได้!"
"เรื่องมันทำกันแบบนี้ที่ไหนเล่า! เจ้าจ่ายเงินอย่างเปิดเผยเพื่อปลดทะเบียนทหารเช่นนี้ เป็นใคร ใครจะไปยอมรับได้! ยังจะเพิ่มอีกสองพัน เจ้าคิดว่าซื้อของอยู่หรือไง! ข้าไม่ต้องถามเลย คุณชายหวังไม่มีทางรับปากเด็ดขาด"
ติงจิ่วเบ้ปาก "เจ้ากลัวว่าเขาจะไม่มีความสามารถช่วยข้าปลดทะเบียนทหารละสิ"
เฮยฮั่นคิดเช่นนั้นจริงๆ
เพราะตนเคยพูดเรื่องทะเบียนทหารต่อหน้าหวังหยาง ยังเคยพูดว่าอาอู่เป็นบุตรสาวตระกูลทหาร คุณชายหวังก็ไม่ได้เอ่ยต่อ ดูจากท่าทีนี้แล้วอาจจะอยู่เหนือขอบเขตความสามารถของเขาแล้วกระมัง ก็ใช่อยู่ ตอนนี้ราชสำนักควบคุมเข้มงวด ทะเบียนทหารไม่ใช่สิ่งที่จะหลุดพ้นได้ง่ายดายปานนั้น
"มีความสามารถหรือไม่ค่อยว่ากัน เรามาพูดกันตามหลักเหตุผลเถอะ หากเจ้าเสียเงินหาคนมาจัดการเรื่องนี้ อย่าว่าแต่สองพันเลย ต่อให้สองหมื่นก็ทำไม่สำเร็จ! หากเจ้าอยากจะทำ มีแต่ต้องพึ่งพาเส้นสายน้ำใจเท่านั้น ในเมื่อเป็นเรื่องน้ำใจ เจ้าก็ต้องเป็นฝ่ายให้ก่อน เจ้าเพิ่งจะให้ยืมแค่ห้าร้อยก็ตั้งเงื่อนไขเสียแล้ว นี่ไม่ได้ล้อเล่นอยู่หรอกหรือ"
ติงจิ่วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "จะมาจับเสือมือเปล่าไม่ได้หรอกนะ! เกิดข้าให้เขายืมไป แล้วเขาช่วยอะไรไม่ได้เลยเล่า"
เฮยฮั่นนึกขึ้นได้ว่าติงจิ่วชอบเล่นพนัน จึงกล่าวขึ้น "นี่ก็คือการพนันนั่นแหละ หากเจ้ายินดีใช้เงินห้าร้อยมาวางเดิมพันเพื่อเสี่ยงซื้อโอกาส เช่นนั้นเจ้าก็ให้ยืม ไม่ยินดีก็ไม่ต้องให้ ลงเดิมพันตานี้หรือไม่ จะลงมากหรือลงน้อย ล้วนสุดแท้แต่เจ้าจะตัดสินใจ!"
เห็นติงจิ่วยังคงอิดออดลังเล เฮยฮั่นก็หันหลังเดินจากไปทันที
"เหล่าเฮย! เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่ให้ยืม!" ติงจิ่วรีบดึงเฮยฮั่นไว้ "ห้าร้อยอีแปะ ให้เจ้าหมดเลย เจ้าลองนับดู กลับไปอย่าลืมบอกคุณชายหวังด้วยล่ะว่านี่เป็นเงินที่ข้าให้ยืม"
ด้วยกลัวว่าเฮยฮั่นจะแย่งเอาความดีความชอบ จึงพูดเสริมอีกประโยคว่า "รอข้าทำงานเสร็จ ข้าจะไปเข้าพบคุณชายหวังเสียหน่อย"
หลังจากเฮยฮั่นจากไป ติงจิ่วก็ใคร่ครวญถึงคำพูดของเขา จู่ๆ ก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ลุกลี้ลุกลนไปเปิดหีบเก็บของ ภรรยาใช้ร่างกายขวางไว้สุดชีวิตพลางร้องว่า "เจ้าจะทำอะไร! เพิ่งเอาไปห้าร้อย! ยังอยากจะทำอะไรอีก!"
ติงจิ่วผลักภรรยาออก "จะพนันทั้งทีก็ต้องเล่นตาใหญ่! ข้าจะเอาไปอีกสองพัน!"
ภรรยากระโจนเข้าไปทุบตีติงจิ่วราวกับคนบ้า ร้องตะโกนว่า "หากวันนี้เจ้ากล้าแตะต้องเงินแม้แต่อีแปะเดียว ข้าจะสู้ตายกับเจ้า! ไม่ต้งไม่ใช้มันแล้วชีวิตนี้!"
หลังจากทุบตีและด่าทอกันอยู่อีกยกหนึ่ง ติงจิ่วก็ทรุดนั่งลงบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในอ้อมอกอุ้มลูกชายที่กำลังร้องไห้จ้า รู้สึกเพียงว่าชีวิตนี้ช่างสิ้นหวัง เรื่อง "เพิ่มเดิมพัน" จึงเป็นอันต้องล้มพับไปตามระเบียบ
ในฐานะภรรยาผู้เป็นฝ่ายชนะศึกครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรในยามนี้ก็คาดไม่ถึงว่า ต่อไปเรื่องนี้จะกลายเป็นขี้ปากให้สามีพูดถึงไปชั่วชีวิต
......
เฮยฮั่นนำปิ่นปักผมไปแลกเงินสองร้อยอีแปะที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อรวมกับเงินเก็บทั้งหมดของเขาสองร้อยอีแปะและเงินห้าร้อยอีแปะที่เพิ่งยืมมา ฝืนรวบรวมได้เก้าร้อยอีแปะ กำลังจะเอาข้าวของในบ้านไปแลกเงินอีก ก็ถูกหวังหยางห้ามไว้ "เก้าร้อยกับหนึ่งพันต่างกันไม่มาก อีกอย่างข้าตรงนี้ก็ยังมีเงินสามสิบสามอีแปะที่เจ้าให้มาก่อนหน้านี้ เอาตามนี้เถอะ ตอนนี้พวกเราไปเมืองจิงโจวกันเลย"
อาอู่เงยหน้าขึ้น เปี่ยมด้วยความคาดหวัง "คุณชายพาข้าไปดูด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ายังไม่เคยเข้าเมืองเลย!"
หวังหยางคิดว่าครั้งนี้จะไปทำธุระสำคัญ พาเด็กเล็กไปจะไม่สะดวก จึงบอกว่า "ไว้คราวหน้า คราวหน้าจะพาเจ้าเข้าเมืองไปเที่ยว"
เมื่อเห็นอาอู่ก้มหน้ามีท่าทีผิดหวัง ใจของหวังหยางก็อ่อนยวบ "รอข้ากลับมา จะซื้อน้ำตาลมาให้กิน"
"จะ...จริงหรือเจ้าคะ" อาอู่เงยหน้าขวับ มองหวังหยางด้วยความตกตะลึง
หวังหยางไม่รู้เลยว่า น้ำตาลมีความหมายเช่นไรต่อเด็กบ้านยากจนในยุคสมัยนี้
อย่าว่าแต่ครอบครัวยากจนเลย ต่อให้เป็นครอบครัวทั่วไปก็แทบจะไม่ได้กินน้ำตาล นานๆ กินที ก็ไม่มีปัญญากินน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้ง ได้แต่กินน้ำตาลมอลต์
น้ำตาลมอลต์นั้นเคี่ยวมาจากยอดอ่อนของธัญพืชอย่างเช่นข้าวเจ้า ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี (สมัยโบราณเรียกว่า "เนี่ย") ในปีก่อนๆ อาอู่จะได้กินตังเมเหนียวหนึบที่เรียกว่า "เจียวหยาถัง" ก็เฉพาะตอนฉลองปีใหม่เท่านั้น ทว่าปีนี้ราคาเสบียงในจิงโจวพุ่งสูง ราคาของน้ำตาลก็เลยพุ่งสูงตามไปด้วย ปีใหม่นี้จะได้กินหรือไม่ยังต้องรอดูอีกที







