“วิญญาณสังเวย 6/15
ชุยอิงเอ๋อร์: ความภักดี 70, อายุ 22 ปี, อายุขัยที่เหลือ 60, ไร้ขั้น, รูปงาม, นิสัยเด็ดเดี่ยว, มีแผนการ, เพลงหนามเหมยฮวาเก้ากระบวนท่า
หวงต้ากุ้ย: ความภักดี 51, อายุ 41 ปี, อายุขัยที่เหลือ 30, ไร้ขั้น, ดุร้าย, ป่าเถื่อน, เพลงดาบไร้กระบวน
ไป๋เจียนซี่: ความภักดี 52, อายุ 35 ปี, อายุขัยที่เหลือ 35, ไร้ขั้น, นิสัยเจ้าเล่ห์, นุ่มนวล, มีแผนการ, เพลงกระบี่ไร้กระบวน
หานชีเหนียง: ความภักดี 55, อายุ 18 ปี, อายุขัยที่เหลือ 33, ไร้ขั้น, สะสวย, ดื้อรั้น, ไร้สมอง, เพลงดาบวงแหวนพื้นฐาน
หานจิ่วหลาง: ความภักดี 59, อายุ 17 ปี, อายุขัยที่เหลือ 20, ไร้ขั้น, หล่อเหลา, อ่อนหัด, วู่วาม, เพลงดาบขนห่านป่าพื้นฐาน
สุนัขเสี่ยวหวง: ความภักดี 100, สามเดือน, อายุขัยที่เหลือ 15, ยังไม่เปิดสติปัญญา, ไร้เดียงสา, ขี้ขลาด, ท่าสุนัขตะกุย”
เมื่อกลับมาถึงห้อง ความรู้สึกผูกพันประหลาดหกสายที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ก็ปรากฏขึ้น ซินจั๋วเรียกบ่อชมจันทร์ออกมาด้วยความยินดี อาศัยแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมัน ก็พบว่าวิญญาณสังเวยทั้งหกในบ่อมาประจำที่แล้วจริงๆ
ทว่า...เสี่ยวหวงหรือ
'ไอ้เวรที่ไหนเอาผักกาดขาวตุ๋นไปให้เสี่ยวหวงกิน'
'ช่างเถอะ!'
วิญญาณสังเวยทั้งหกในบ่อ ถูกระบุรายละเอียดตั้งแต่ความภักดี วรยุทธ์ อาวุธ อายุขัยที่เหลือ และนิสัยเอาไว้อย่างครบถ้วน
มีเพียงคำว่า "ไร้ขั้น" สองคำที่เข้าใจยากสักหน่อย แต่ก็เดาได้ไม่ยาก น่าจะหมายถึงระดับพลังของแต่ละคนในโลกนี้
ดีมาก การกระทำเมื่อครู่ดึงความภักดีขึ้นมาได้หมดแล้ว
ตามกฎของบ่อชมจันทร์ หากความภักดี ความรู้สึกผิด และหนี้สินถึงกึ่งหนึ่ง ก็สามารถทำการช่วงชิงความสามารถของวิญญาณสังเวยได้
ปัจจุบันด้วยร่างกายที่แสนธรรมดาของคนห้าคนกับสุนัขอีกหนึ่งตัว ความสามารถที่สามารถช่วงชิงมาแบ่งปันได้ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก แต่ก็สามารถลองดูได้
ซินจั๋วสูดหายใจเข้าลึก ยื่นมือขวาออกไป
'ช่วงชิง!'
จันทราธาตุ: 9/100
ผิวน้ำในบ่อเกิดระลอกคลื่นหลากสีสันพวยพุ่ง หมอกควันลอยกรุ่นแปรเปลี่ยน เลือนรางคล้ายมีอาวุธนับไม่ถ้วน เงามายาของธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน และเงาประหลาดลอยขึ้นลง เพียงไม่นานทุกสิ่งก็มลายหายไป ผิวน้ำในบ่อม้วนตัวเป็นน้ำวนหกสาย:
【นิสัยเด็ดเดี่ยว】
【เพลงดาบไร้กระบวนที่ป่าเถื่อน!】
【เพลงกระบี่ไร้กระบวนที่เจ้าเล่ห์!】
【เพลงดาบพื้นฐาน!】
【ความหล่อเหลาธรรมดา】
【ท่าสุนัขตะกุยที่ขี้ขลาด】
นี่มัน...
ความสามารถน่ะมีแล้ว ดูน่าค้นหาดีด้วย แต่มันคืออะไรกันล่ะเนี่ย ไม่เห็นจะดึงดูดใจเลยสักนิด
น้ำวนยังคงหมุนวนไม่หยุด ราวกับกำลังรอให้เจ้าของบ่อตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย
ซินจั๋วตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ความสามารถประหลาดเหล่านี้ น่าจะเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของกลุ่มโจรวิญญาณสังเวยทั้งหกที่สามารถช่วงชิงได้ในตอนนี้ คิดว่าต่อไปเมื่อแนวทางวรยุทธ์และระดับพลังของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้น ก็จะมอบความสามารถที่ดีกว่านี้มาให้เขาดูดซับ
ตอนนี้จำเป็นต้องตัดสินใจเลือก แต่หากดูดซับเข้าไปทั้งหมด รังแต่จะทำให้เสียสติไปเสียเปล่าๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยื่นมือออกไปอีกครั้ง
'หลอมรวม!'
จันทราธาตุ: 0/100
จันทราธาตุที่เหลืออยู่ 8 จุดถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยง
น้ำวนทั้งหกสายบนผิวน้ำในบ่อรวมตัวกันเป็นสองสายอย่างรวดเร็ว:
【บุคลิกหล่อเหลาเด็ดเดี่ยว?】
【เพลงดาบพายุหมุนที่ป่าเถื่อนเจ้าเล่ห์ดุจสุนัข?】
ความสามารถที่ยังไม่ทราบแน่ชัดสองสายหรือ
ชื่อช่างแปลกประหลาดและน่าอับอายเสียนี่กระไร แต่ดูเหมือนจะน่าสนใจอยู่บ้าง
ความจริงแล้วทั้งสองสายนี้ยังสามารถทำการหลอมรวมกันเป็นสายเดียวได้อีก
เพลงดาบพายุหมุนที่เด็ดเดี่ยว หล่อเหลา ป่าเถื่อน เจ้าเล่ห์ และมีบุคลิกดุจสุนัขงั้นหรือ
น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว!
น่าเสียดายที่จันทราธาตุหมดแล้ว ทำได้เพียงรออาบแสงจันทร์เพื่อเติมเต็มเท่านั้น
นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ไม่สามารถทำการหลอมรวมได้อีก และไม่อาจละทิ้ง จำเป็นต้องทำการดูดซับ
พอรับได้
เขายื่นมือล้วงเข้าไปในน้ำวน กระแสน้ำเย็นเยียบสองสายมุดผ่านปลายนิ้วเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ร่างกายรู้สึกเย็นวาบ ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพลงดาบที่แปลกประหลาดและพลิกแพลงสายหนึ่งประทับลงในความทรงจำอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาฝึกฝนอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก สามารถใช้ออกมาได้ตามใจนึก
“เจ้าของบ่อ: ซินจั๋ว
จันทราธาตุ: 0/100
ระดับพลัง: ขั้นเก้าระดับรอง!
วิญญาณสังเวย: 6/15
ตอบแทน: 6/50
หลอมรวม: 6/50
ให้อาหาร: 0/30
วิชา: 【เพลงดาบพายุหมุนที่ป่าเถื่อนเจ้าเล่ห์ดุจสุนัข】
รูปลักษณ์: 【บุคลิกหล่อเหลาเด็ดเดี่ยว】”
แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ถึงขั้นทวนกระแสฟ้าดิน แต่การสามารถช่วงชิงความสามารถเหล่านี้มาจากโจรภูเขาธรรมดาห้าคนกับสุนัขพื้นบ้านอีกหนึ่งตัว เลื่อนระดับจากมนุษย์ปุถุชนมาเป็นขั้นเก้าระดับรอง ได้เพลงดาบมาหนึ่งชุดแถมยังหล่อเหลาขึ้นอีก ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว!
ที่สำคัญกว่านั้น ต่อไปเพียงแค่วิญญาณสังเวยขยันขันแข็งพอ มีคุณสมบัติสูงพอ ตัวเขาเองก็เหมือนจะไม่ต้องทนทุกข์ฝึกวรยุทธ์เลย แค่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ การเลื่อนระดับก็ดูเหมือนจะไม่มีคอขวดใดๆ
มุมปากของซินจั๋วอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น ตกอยู่ในภวังค์แห่งจินตนาการอันไร้ที่สิ้นสุด
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หมอกภูเขาปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขา แสงแดดสีทองอร่ามสาดส่องลงมาเป็นสายแรก ขับเน้นให้ค่ายโจรที่ทรุดโทรมดูมีกลิ่นอายหลุดพ้นจากทางโลกอยู่บ้าง
ซินจั๋วผลักประตูออก ก็เห็นรองประมุขชุยอิงเอ๋อร์นั่งอยู่บนแผ่นหินริมประตู
กระโปรงผ้าป่านเนื้อหยาบไม่อาจปิดบังเรียวขาคู่ยาวตรงและรูปร่างอรชรที่ซ่อนรูปของนางได้ เวลานี้นางกำลังเท้าคาง ปล่อยผมยาวสีดำขลับสยายอยู่ข้างลำตัว ดวงตาจิ้งจอกที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนกำลังทอดมองแสงแรกแห่งอรุณรุ่งทางทิศตะวันออกอย่างเหม่อลอย
เป็นภาพที่งดงามมากทีเดียว
ในลานบ้านมีนางเพียงคนเดียว!
“ตื่นแล้วหรือ” ซินจั๋วบิดขี้เกียจ
“อืม” ชุยอิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นปรายตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วเท้าคางต่อ จากนั้นก็หันกลับมามองเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“บุคลิกหล่อเหลาเด็ดเดี่ยวหรือ” ซินจั๋วถาม
น้ำในบ่อมืดเกินกว่าจะส่องเห็นหน้าตา ส่วนในค่ายก็มีกระจกเพียงสองบาน ชุยอิงเอ๋อร์มีหนึ่งบาน หานชีเหนียงมีหนึ่งบาน คนอื่นๆ ไม่ต้องการ การแต่งเนื้อแต่งตัวทำให้เสียศักดิ์ศรีของโจรภูเขาชาย
ดังนั้น ซินจั๋วปจึงไม่แน่ใจนักว่า "บุคลิกหล่อเหลาเด็ดเดี่ยว" นั้นเป็นบุคลิกแบบไหนกันแน่
“...”
ชุยอิงเอ๋อร์เผยอริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ดูเหมือนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาเอ่ย ท้ายที่สุดก็กลอกตา “ไม่เข้าใจคำพูดของประมุขใหญ่เลย ประมุขใหญ่ก็เป็นท่านปราชญ์ที่หล่อเหลาอยู่แล้ว วันนี้ดูเหมือนจะดูดีขึ้นอีกหน่อย หากเกิดในตระกูลร่ำรวย คงเป็นคุณชายที่รูปงามไม่เบา”
“เกรงใจไปแล้ว!” ซินจั๋วนั่งลงบนแผ่นหินอีกฝั่ง “ค่ายหมาป่าหิวโหยได้บุกมาหรือไม่”
“ไม่มี คงจะยังไม่ถึงเวลา” แววตาของชุยอิงเอ๋อร์แฝงรังสีฆ่าฟัน บนใบหน้ามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
ซินจั๋วมองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เรื่องนั้น... ฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าเลือกเพลงดาบยวนยางสิบแปดห่วงซ้อน ภายในมีเคล็ดวิชา สามารถฝึกฝนไปจนถึงระดับขั้นหกได้ เมื่อคืนฝึกฝนชั่วข้ามคืนก็บรรลุขั้นพื้นฐานแล้ว ขอบคุณประมุขใหญ่มาก”
พอพูดถึงเรื่องวรยุทธ์ ดวงตาของชุยอิงเอ๋อร์ก็ทอประกายขึ้นมาบ้าง ท่าทางก็ดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงขึ้นมาก
ซินจั๋วไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้นัก จึงถามด้วยความอยากรู้ “พูดแบบนี้แสดงว่าพรสวรรค์ของเจ้าไม่เลวเลยใช่ไหม คนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง สามารถฝึกไปถึงขั้นหกได้เลยหรือ แล้วระดับพลังแบ่งกันอย่างไรแน่”
“ระดับวรยุทธ์มีเก้าขั้นสิบแปดระดับย่อย แต่ละขั้นแบ่งเป็นระดับรองและระดับแท้ ขั้นเก้าระดับรองต่ำที่สุด ขั้นหนึ่งสูงที่สุด พรสวรรค์ของข้ากับชีเหนียงถือว่าดีที่สุดในค่าย แต่หากนำไปเทียบกับอัจฉริยะในตระกูลสูงศักดิ์ ณ ดินแดนจงหยวนที่วรยุทธ์เฟื่องฟูแล้วล่ะก็ ถือว่าไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลยจริงๆ
ได้ยินมาว่าเหล่าอัจฉริยะทั้งหลาย เกิดมาก็มีรากฐานกระดูกขั้นเก้าแล้ว แทบไม่ต้องฝึกวรยุทธ์ก็บรรลุขั้นเก้าได้ทันที เมื่อใดที่ฝึกฝนเคล็ดวิชา เพียงชั่วข้ามคืนก็บรรลุความสำเร็จขั้นต้น ระดับพลังพุ่งทะยานไล่ตามขั้นแปดไปติดๆ”
แววตาของชุยอิงเอ๋อร์หม่นแสงลงอีกครั้ง “ห้วงลึกแห่งวรยุทธ์จะอธิบายให้กระจ่างได้ด้วยคำพูดแค่สองสามประโยคได้อย่างไร ประมุขใหญ่คนก่อนฝึกวรยุทธ์มาสี่สิบปี ก็ยังอยู่แค่ขั้นหกเท่านั้น แต่ด้วยระดับขั้นหกนี้แหละ ที่กล้าบุกขึ้นค่ายพยัคฆ์ดุร้ายเพียงลำพัง กดดันโจรป่าแปดร้อยคนจนต้องยอมจำนนอย่างเชื่อฟัง แม้แต่ยอดฝีมือมือปราบแห่งเมืองหลวง ก็ยังไม่มีใครกล้าตอแยค่ายพิชิตมังกรของเราเลย
ประมุขใหญ่คนก่อนเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่ำกว่าขั้นห้าล้วนธรรมดาสามัญ คนที่มีรากฐานกระดูกทั่วไปเพียงใช้ความพยายามทั้งชีวิต การจะไปให้ถึงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก!
ทว่ายอดฝีมือขั้นห้านั้นกลับล้ำค่ายิ่งนัก หากไม่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าก็ไม่มีทางทำได้! ส่วนระดับที่อยู่เหนือกว่านั้น ปรมาจารย์ขั้นสามและขั้นสี่สามารถเดินกร่างไปทั่วทั้งยุทธภพได้แล้ว! ในอาณาเขตสิบแปดมณฑลหลายพันหมื่นลี้ของต้าโจว ผู้สูงส่งขั้นสองนั้นมีแทบจะนับหัวได้! ส่วนขั้นหนึ่ง สามารถผ่าภูเขาแยกศิลา เป็นดั่งเทพเซียนบนดิน เปรียบเสมือนมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นแต่หัวไม่เห็นหาง
นอกจากนี้ วรยุทธ์และพลังวิเศษบนโลกนี้ยังมีหลากหลายรูปแบบที่แสนจะพิสดาร แบ่งเป็นสายน้ำ บก อากาศ เร้นกาย พิษ เสียง ความตาย หุ่นเชิด และอื่นๆ อีกมากมาย ในระดับพลังเดียวกัน ความแข็งแกร่งอ่อนแอของวรยุทธ์และพลังวิเศษก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกที่ต่อสู้ข้ามระดับแล้วชนะก็มีให้เห็นอยู่ถมไป!”
ซินจั๋วลองขบคิดดู ระดับขั้นเก้าระดับรองของตัวเองนี้น่าจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจตั้งแผงลอยขายของ แล้วโดนเทศกิจวิ่งไล่จับอยู่กระมัง จึงถามต่อว่า “เหนือกว่าขั้นหนึ่งยังมีอีกหรือไม่ บนโลกนี้มีเทพเซียนไหม”
ชุยอิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ประมุขใหญ่คนก่อนเคยบอกว่า ใต้หล้านี้ไม่ขาดแคลนสำนักหรือหมู่บ้านอายุนับพันปี ที่น่าสะพรึงกลัวก็อย่างเช่นหอเทียนจี สำนักโลหิตบุปผา พรรคเทวะเร้นลับ และวังไท่ผิงแห่งต้าโจว ที่พบเห็นได้ทั่วไปก็อย่างเช่นเส้าหลิน บู๊ตึ๊ง สำนักเหล่านี้ล้วนแต่มียอดฝีมือขั้นหนึ่งขั้นสองคอยดูแลอยู่ทั้งสิ้น
ส่วนระดับที่เหนือกว่าขั้นหนึ่ง เรียกขานกันว่าเซียนวรยุทธ์ เป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ได้ยินมาแค่ว่าภายในพระราชวังของต้าโจวมีกงกงผู้หนึ่งที่บรรลุระดับเหนือกว่าขั้นหนึ่งแล้ว แต่จะไม่ยอมลงมือง่ายๆ
เมื่อสามปีก่อนตอนที่ผู้ตรวจการมณฑลหลงโจวนำทัพบุกโจมตีเมืองหลวง กงกงผู้นั้นซัดฝ่ามือเดียวก็ผลักดันทหารม้าสามหมื่นนายให้ถอยร่นไปได้ สังหารผู้ตรวจการซ่งเฉิงเวยลงที่หน้าประตูเมือง เขาคือที่พึ่งพิงอันแข็งแกร่งที่ทำให้ราชวงศ์ต้าโจวไม่มีวันล่มสลาย ส่วนระดับที่อยู่สูงขึ้นไปกว่านี้... ก็ไม่แน่ใจแล้ว!”
'พอแล้ว! ซัดฝ่ามือเดียวผลักดันทหารม้าสามหมื่นนายให้ถอยร่นได้งั้นหรือ ไม่รู้ว่าท่านปู่ฟังเขาเล่ามาอีกทีหรือเป็นเรื่องจริงกันแน่ แต่พลังเหนือธรรมชาติที่ทรงอานุภาพขนาดนี้ ช่างน่าตื่นเต้นเร้าใจเสียจริง'
สิ่งนี้ยากที่จะไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกคอแห้งผาก และจิตใจเกิดความปรารถนาอยากจะไปให้ถึง
ชุยอิงเอ๋อร์ใช้มือตบศีรษะตัวเองเบาๆ “เกือบจะลืมจุดประสงค์ที่มาหาประมุขใหญ่ไปเสียสนิท บ่อน้ำของพวกเราหายไปแล้ว ท่านมีความรู้สูง พอจะรู้ไหมว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ผีหลอกหรือ”
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว” ซินจั๋วพยักหน้าพูดจาเหลวไหล “บนโลกนี้จะมีผีที่ไหนกันเล่า ป่าเขาลำเนาไพรลึกซึ้ง บ่อน้ำเก่าแก่นี้ก็มีอายุยาวนานมากแล้ว บางทีอาจจะเปิดสติปัญญาแล้ววิ่งหนีไปเองก็ได้ ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกเลย”
ชุยอิงเอ๋อร์มีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยเต็มประดา ราวกับกำลังไตร่ตรองถึงความน่าเชื่อถือเรื่องที่บ่อน้ำจะเปิดสติปัญญาได้ ก่อนจะเปลี่ยนใจยอมแพ้ไป คนจะเอาชีวิตรอดไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องที่บ่อน้ำหายไปซึ่งคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกแบบนี้ ขี้เกียจจะเก็บมาคิดแล้ว
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น หมอกก็จางลงไปมาก
ทั้งสองเงียบงัน ทอดสายตามองทิวทัศน์ยามเช้าของภูเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“กินอะไรหรือยัง” ซินจั๋วหิวจนไส้กิ่ว เป็นความรู้สึกแบบที่หน้าท้องแทบจะทะลุไปติดแผ่นหลังแล้ว
“โครกคราก...”
ชุยอิงเอ๋อร์ลูบท้องเบาๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เมื่อวานผักกาดขาวก็กินไปหมดแล้ว จะไปมีอาหารเหลืออยู่ที่ไหนกัน”
“เอี๊ยด...”
“โครกคราก...”
พวกโจรภูเขาที่เหลือบังเอิญเอามือกุมท้องเดินออกจากห้องมาพอดี บนใบหน้าดูซีดเซียวอิดโรยขึ้นหลายส่วน
“แม่งเอ๊ย อาหารนกอย่างผักกาดขาวมันไม่อยู่ท้องเลย พวกเราบุกไปเมืองหลวง ตัดหัวบัดซบของฮ่องเต้ แล้วไปกินงานเลี้ยงบัดซบของฮ่องเต้กันเถอะ!”
ประมุขสามหวงต้ากุ้ยเชิดเคราครึ้มรอบกรอบหน้าขึ้น ภายในดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่เปล่งประกายเย่อหยิ่ง เมื่อคืนเขาได้ฝึกฝนคัมภีร์ลับ "รูปแบบพยัคฆ์" ซึ่งมอบความมั่นใจให้เขาอย่างล้นเหลือ ด้วยนิสัยที่ป่าเถื่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องและพูดจาเหลวไหลออกมา
ซินจั๋วเมินเฉยต่อคำแนะนำที่ไม่เข้าท่าของเขาโดยอัตโนมัติ แล้วเอ่ยถาม “ในเมื่อลงเขาไปปล้นไม่ได้ แล้วพวกเราจะไปหาของกินจากไหนกัน ล่าสัตว์ จับปลา หรือเก็บผลไม้ป่าล่ะ อยู่ป่าก็ต้องพึ่งป่า อยู่ติดน้ำก็พึ่งน้ำ คงไม่ถึงกับต้องอดตายหรอกมั้ง”
“ประมุขใหญ่ ไอ้หนูอย่างท่าน... ท่านคงไม่ได้สติหลุดไปแล้วหรอกนะ แกล้งโง่ทั้งที่รู้ตัวอยู่เต็มอกแท้ๆ”
ประมุขสี่ไป๋เจียนซี่หัวเราะแหลมเล็กคล้ายสตรีอย่างน่ารำคาญ “พวกแม่ชีของอารามจันทราวารีกลัวว่าพวกเราจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลยใช้ผงไล่แมลงสูตรลับขับไล่สัตว์ป่าออกไปไกลกว่าสองร้อยลี้ ผงไล่แมลงนั่นโดนน้ำก็ไม่ละลาย โดนไฟก็ไม่ไหม้ อย่างน้อยๆ ภายในสามเดือนนี้ จะไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนหวนกลับมาเลยล่ะ
พวกท่านปราชญ์ของหอสารทสถานก็มาเกลี้ยกล่อมให้พวกเราทำความดี ประมุขใหญ่คนก่อนมองว่าคำพูดพวกนั้นเป็นแค่เรื่องไร้สาระ ผลก็คือพวกท่านปราชญ์นับร้อยคนพากันไปเก็บผลไม้ป่าในละแวกนี้ไปจนเกลี้ยง ปลาในบ่อปลาตีนเขาก็ถูกพวกเขาวางยาเบื่อจนตายหมด ไม่มีใครจะเข้าใจความน่าสะอิดสะเอียนของคนพวกนั้นได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว!”
“ไอ้พวกลูกหมาเอ๊ย บุกขึ้นเมืองหลวง ตัดหัวบัดซบของฮ่องเต้...”
ประมุขสามหวงต้ากุ้ยแบกดาบใหญ่ สบถด่าทออย่างสะเปะสะปะ
เอาล่ะ สำหรับเหล่าโจรค่ายพิชิตมังกรที่ตกงานกันยกแก๊ง การเติมเต็มกระเพาะอาหารให้อิ่มหนำได้กลายมาเป็นปัญหาอันดับแรกไปเสียแล้ว







