จ้าวกว่างเถียนกำลังทำอะไรไม่ถูกตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นซึ่งอยู่ด้านหลังเดินผ่านข้างกายเขาไป แล้วหยุดยืนนิ่ง
ในสายตาเขา จ้าวฟู่อวิ๋นที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเต็มไปด้วยความเย็นเยือก ตอนที่กางร่มเดินเข้ามาให้ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นตัวจริงมาขวางอยู่ตรงหน้าเขา ความรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัวเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปทันที
จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวว่า "ข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่า ผู้บำเพ็ญเพียรพึงเห็นฟ้าดิน เห็นสรรพสัตว์ เห็นตัวเอง นึกไม่ถึงว่าข้าเพิ่งมากว่างหยวนก็จะได้เห็นตัวเองเสียแล้ว"
"ใครเป็นคนพูดกันล่ะ?" 'จ้าวฟู่อวิ๋น' ผู้แสนเย็นชาฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามกลั้วรอยยิ้ม
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับไม่ได้ตอบคำถามนี้ ทว่าพูดขึ้นแทน "เจ้าใช้วิชามายาแปลงกายเป็นข้าแล้วยังกล้ามาหาข้าอีก ช่างใจกล้าเกินไปหน่อยแล้ว"
"ข้าน่ะหรือ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีความสามารถอื่นใด มีเพียงความใจกล้าเท่านั้นแหละ" คนผู้นั้นพูดกลั้วหัวเราะ
"โอ้ ดูท่าความสามารถของเจ้าก็คงไม่เลวทีเดียว" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"พอใช้ได้" อีกฝ่ายกล่าวด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ้าง "ได้ยินมาตลอดว่าภูเขาเทียนตูคือสำนักเต๋าขนานแท้ ศิษย์ในสำนักล้วนตบะแก่กล้า คาถาอาคมลึกล้ำ ข้าอาศัยอยู่กว่างหยวนมานาน ได้ข่าวว่ามียอดฝีมือจากภูเขาเทียนตูมาเยือนก็เลยอดใจรอที่จะมาพบไม่ไหว"
จ้าวฟู่อวิ๋นหัวเราะ "บางอย่างไม่พบเจอน่าจะดีกว่านะ"
"แล้วถ้าข้าดึงดันจะพบให้ได้ล่ะ?" คนผู้นั้นถามยิ้มๆ
"ตัวจริงกับตัวปลอมเผชิญหน้ากัน ย่อมต้องมีคนหนึ่งถูกเปิดโปง ข้าเคยได้ยินมาว่าระหว่างของจริงกับของปลอม มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ดำรงอยู่ได้" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ฮ่าๆๆ..." ชายคนนั้นหัวเราะลั่น "พูดแรงไปแล้วกระมัง"
"ไม่แรงหรอก สมควรแล้วต่างหาก" จ้าวฟู่อวิ๋นพูดกลั้วหัวเราะ สิ้นคำก็ดีดนิ้ว ส่งประกายไฟกระเด็นออกจากปลายนิ้ว
ชั่วพริบตาที่กระเด็นออกไป มันยังเป็นเพียงจุดสีแดงเล็กๆ กลางสายฝน ดูราวกับแมลงเคราะห์ร้าย ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ประกายไฟนั้นก็หมุนวนกลางพายุฝน ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลูกไฟลูกใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่ ก่อตัวเป็นคลื่นอัคคีลูกโตกลางตรอก
เขาหรี่ตาลง บนโลกนี้มีคำกล่าวว่า ดูนิสัยใจคอคนก็ล่วงรู้ถึงความหยินหยางในวิชาของคนผู้นั้น
ก่อนหน้านี้ที่เขาเห็นจ้าวฟู่อวิ๋น ความรู้สึกแรกคือศึกษาธิการผู้นี้มีกลิ่นอายค่อนไปทางหยินอ่อนโยน ดังนั้นในใจเขาจึงคิดว่าคาถาอาคมของจ้าวฟู่อวิ๋นก็น่าจะค่อนไปทางหยินและไม่ค่อยมีพลังโจมตีรุนแรงนัก
แต่ไฟนี้กลับมีอานุภาพยิ่งใหญ่ เพียงพริบตาก็อัดแน่นไปทั้งตรอก
เปลวเพลิงลุกโชนในตรอก เขายื่นมือออกไป หยาดฝนในตรอกและบนท้องฟ้าดูเหมือนจะมารวมกันอยู่ที่ฝ่ามือเขาในชั่วพริบตานั้น
พร้อมกันนั้น ในความว่างเปล่ารอบตัวเขาคล้ายมีภาพมายาของคลื่นน้ำก่อตัวขึ้น เขายืนอยู่ตรงนั้นไม่เหมือนยืนอยู่บนพื้นดิน แต่เหมือนยืนอยู่กลางแม่น้ำสายใหญ่ และน้ำในแม่น้ำนั้นก็เคลื่อนไหวตามมือเขา ก่อเกิดเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ที่มองไม่เห็น ม้วนตัวลงมาจากหลังคาสองฝั่งตรอก หวังจะโถมทับลงมา
ในตอนนั้นเอง จ้าวฟู่อวิ๋นก็อ้าปาก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โน้มตัวลง คล้ายกับคำราม ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
แต่หลังจากนั้นเพียงชั่วพริบตา ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชนก็พลันมีเสียงมังกรคำรามดังก้อง มังกรไฟตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากเกลียวคลื่นอัคคี หัวและลำตัวของมังกรไฟปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ความลึกลับและน่าเกรงขามที่ราวกับหลุดมาจากตำนานนั้นทำให้เขาถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ส่งผลให้อำนาจเวทในตัวคลายลงไปบ้าง
ถึงกระนั้น เขาก็ยังตวัดมือลง คลื่นน้ำที่มองไม่เห็นพลันทะลักออกมาจากความว่างเปล่า กลายเป็นเกลียวคลื่นยักษ์
ขณะเดียวกัน มังกรไฟก็คำรามก้อง พุ่งทะยานเข้าใส่คลื่นน้ำ
เขารู้สึกเพียงว่าพลังวิญญาณธาตุน้ำที่ตัวเองดึงมานั้นระเหยไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน มังกรไฟก็บิดตัวชอนไชไปในคลื่นน้ำ กระแสน้ำวนของเขากลับไม่สามารถมัดตัวมันไว้ได้ นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
เขารู้สึกเพียงว่าบนตัวมังกรไฟมีพลังวิเศษบางอย่าง น้ำที่เขาควบคุมอยู่ต่อหน้ามังกรไฟกลับคล้ายกับถูกมองเห็นช่องโหว่ระหว่างกระดูกและกล้ามเนื้อ จึงถูกมังกรไฟชอนไชเข้ามาได้
ในสายตาของเขา มังกรไฟตัวหนึ่งพุ่งชนคลื่นน้ำของเขาจนแตกกระจาย พุ่งทะลุผิวน้ำโถมเข้าใส่ตัวเขา
เห็นเพียงแสงสว่างวูบขึ้นที่มือเขา เขาเงยหน้าขึ้นแล้วคว้าจับมังกรไฟ
ไอน้ำรอบตัวราวกับเชือกที่มัดพันรอบตัวมังกรไฟ
นี่คือคาถาอาคมที่เขาภาคภูมิใจ 'ฝ่ามือจับคลื่นมัดเกลียว'
ทว่าเมื่อเขายื่นมือออกไปจับ มังกรไฟตัวนั้นกลับคล้ายกลายเป็นภาพมายา เพียงแค่สัมผัสก็แตกกระจาย มังกรไฟตัวหนึ่งแตกตัวออกเป็นลูกมังกรฝูงใหญ่ในพริบตา มุดลอดผ่านช่องว่างในมือเขาแล้วพุ่งเข้าใส่ตัวเขาในทันที
และในตอนนั้นเอง ร่างของเขาก็แตกสลาย เงาร่างหนึ่งพุ่งถอยหลังไปท่ามกลางเกลียวคลื่น ไปตกอยู่ที่ปากตรอก และยังมีคลื่นน้ำที่เหมือนงูน้ำพุ่งเข้าพันรอบตัวจ้าวฟู่อวิ๋น ส่วนที่ปากตรอกไกลออกไปก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
ทั้งตรอกตกอยู่ในม่านหมอก
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับพุ่งทะยานออกไป ร่างกายราวกับมังกรว่ายน้ำ มุดลอดไปตามตรอกแคบๆ
ตรงหน้าเขาคือมังกรน้ำและมังกรไฟที่กำลังต่อสู้กัดกินกัน ทว่าร่างกายของเขากลับทะลวงผ่านไปได้ ให้ความรู้สึกราวกับหยาดฝนไม่เปื้อนกายเลยทีเดียว
คนผู้นั้นที่อยู่ปากตรอกสวมชุดเสื้อตัวยาว แต่กลับสวมหน้ากากสีน้ำเงิน
เขามองจ้าวฟู่อวิ๋นที่พุ่งเข้ามา หันหลังเดินหนีไป ขณะที่หันหลังกลับนั้น เขาก็สะบัดแขนเสื้อ คลื่นลมม้วนตัวเข้าใส่จ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีท่าทีจะหยุดชะงักแม้แต่น้อย ร่างกายพุ่งทะยาน นิ้วดาบที่เอวถูกชักออกมาประดุจชักดาบ แสงจางๆ ปรากฏขึ้นในตรอก
แสงพุ่งประกายจากปลายนิ้วเขา ตัดผ่านตรอก
อำนาจเวทในเกลียวคลื่นนั้นสลายไปทันที จ้าวฟู่อวิ๋นเดินตามแสงนี้ ก้าวเดียวก็ออกจากตรอก ชายสวมหน้ากากสีน้ำเงินแยกออกเป็นสามคน คนหนึ่งพุ่งเข้าไปในตรอกฝั่งตรงข้าม
คนหนึ่งเดินไปตามถนนทางซ้าย และอีกคนเดินไปทางขวา
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงแค่นหัวเราะ ก่อนจะไล่ตามคนที่อยู่ในตรอกเล็กๆ นั้นไป
ทันทีที่เขาหายเข้าไปในตรอกฝั่งตรงข้าม ในตรอกเล็กๆ แห่งนี้ เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
เห็นเพียงคนผู้หนึ่งยืนกลับหัวอยู่บนกำแพงตรอก เขาสวมหน้ากาก ลอยตัวลงมาจากด้านบน จ้าวกว่างเถียนที่ยังคงอยู่ในตรอกและไม่ได้จากไปไหนเห็นภาพนี้เข้าก็ถึงกับเบิกตากว้าง เมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องมอง เขาก็รู้สึกเย็นเยือกไปทั้งตัว
"ผู้บำเพ็ญเพียรจากภูเขาเทียนตูก็แค่นี้เอง มองวิชามายาแค่นี้ไม่ออก ฮ่าๆ"
เขามองไปทางที่จ้าวฟู่อวิ๋นหายตัวไปพลางเยาะเย้ย หันหลังเดินไปอีกทางหนึ่ง ตอนที่เดินผ่านจ้าวกว่างเถียน เขายื่นมือไปหยิกแก้มจ้าวกว่างเถียนและดึงเส้นผมออกมาหนึ่งเส้นพลางกล่าว "ล้วนเป็นคนกว่างหยวนด้วยกัน อย่าเห็นคนนอกดีกว่าคนใน ระวังจะรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ไม่ได้นะ"
จ้าวกว่างเถียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยืนแนบกำแพง ไม่กล้าส่งเสียง
ชายสวมหน้ากากสีน้ำเงินเดินออกจากตรอก ยื่นมือไปลูบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูหล่อเหลาแต่ก็แฝงความดื้อรั้นอยู่หลายส่วน
เขาเดินอาดๆ ผ่านถนนหลายสาย จนมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง
ตอนที่เขาจะเดินเข้าไป จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตนเองอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองด้านหลัง
เมื่อหันไป ก็เห็นคนหลายคนกำลังเดินผ่านถนนไปอย่างเร่งรีบ
คนพวกนั้นบางคนกางร่ม บางคนสวมเสื้อกันฝนสานและสวมหมวกกุยเล้ย
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกแปลกๆ ทว่าก็บอกไม่ได้ว่าคืออะไร
สุดท้าย เขาก็เข้าไปในบ้านหลังนั้น
และหลังจากที่เขาเข้าไปแล้ว คนพวกนั้นที่เพิ่งเดินผ่านหน้าคฤหาสน์ก็มารวมตัวกันที่ตรอกแห่งหนึ่ง ในตรอกมีคนสองคน ชายหนุ่มหนึ่งคนและเด็กหนุ่มอีกหนึ่งคน
เห็นเพียงชายหนุ่มยื่นมือออกไปคว้า กลิ่นอายบนตัวคนพวกนั้นก็สลายไปในพริบตา กลายเป็นตุ๊กตากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ถูกเขากวาดรวบไว้ในมือแล้วเก็บเข้าแขนเสื้อ







