"...คุณหมายถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนั่นใช่ไหม" เกาเหว่ยหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า เพิ่งจะดึงออกมามวนหนึ่ง จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันไปมองลูกน้อง "ที่บ้านคุณ..."
"ผู้กำกับสูบเถอะครับ ที่นี่ผมอยู่คนเดียว ไม่เป็นไรครับ" จางจื้อหย่วนพูดอย่างร้อนรน "ผู้กำกับเกา ผมทำงานในแผนกตำรวจสากลมาไม่นานนัก แต่ลองคิดดูสิครับ ผมเคยทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อถือไหม แน่นอน รอจนกว่าเกมดินแดนหรรษาจะเริ่มในครั้งหน้า คุณสามารถไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้เลย แต่ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็อาจจะเสียเปรียบเพราะตามไม่ทัน ผมไม่รู้ว่ามีคนรู้เรื่องดินแดนหรรษามากแค่ไหน แต่แค่ผู้เข้าร่วมรอบนี้ก็มีถึงห้าคนแล้ว แถมยังมาจากต่างประเทศกันด้วย สมมติว่าฝั่งนั้นเป็นโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องนี้ก็ต้องทำให้เบื้องบนเตรียมตัวรับมือนะครับ!"
นี่เป็นเหตุผลที่เขาเชิญหัวหน้ามาคุยเป็นการส่วนตัวที่บ้าน
เพราะในอาคารสำนักงานยังมีเจ้าหน้าที่จากประเทศอื่นอยู่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นหากเกี่ยวข้องกับโลกอื่นจริงๆ ปัญหาแรกที่จะต้องเจอก็คือปัญหาทางการทูต ตำรวจสากลอะไรนั่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเรื่องนี้เลย อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่ผู้กำกับเกาก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอ แต่เขาก็หาเส้นสายอื่นไม่ได้แล้ว หัวหน้าของเขาถือเป็นจุดสูงสุดในการรายงานแล้ว ดังนั้นการนัดพบเป็นการส่วนตัวจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ท้ายที่สุดแล้วก่อนที่จะส่งข่าวขึ้นไป คนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
เกาเหว่ยสูบบุหรี่เข้าปอดลึกๆ "ผมเข้าใจที่คุณหมายถึงนะ"
"คุณเชื่อผมแล้วเหรอครับ!?" จางจื้อหย่วนดีใจ
"ผมเชื่อคุณแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร" เกาเหว่ยถลึงตาใส่เขา "ต้องให้เบื้องบนเชื่อถึงจะถูก! เอาเป็นว่า เรื่องนี้ผมไม่สามารถรายงานตาม 'ข้อสันนิษฐาน' ของคุณได้หรอก คนทำงานสายเราน่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหลักฐาน"
"แต่ว่า "
"แต่ผมจะแนบเรื่องราวทั้งหมดที่คุณเล่ามาไปด้วย" หัวหน้าพูดแทรก "ไม่ว่าดินแดนหรรษาจะครอบครองเทคโนโลยีจำลองเสมือนจริงขั้นสุดยอด หรือจะกำกุญแจไปสู่อีกโลกแห่งความเป็นจริงไว้ มันก็คุ้มค่าพอที่จะทุ่มเทกำลังไปสืบสวน ส่วนพวกเขาจะลงมือทำอะไรไหม นั่นก็เป็นอีกเรื่อง เหมือนที่คุณพล่ามให้ผมฟังมาตั้งเยอะนี่แหละ ก่อนจะได้เห็นหลักฐานจริงๆ ผมก็ไม่เชื่อหรอก แต่นี่ก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ผมแจ้งเบื้องบน"
จางจื้อหย่วนถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ผมกลัวว่าคุณจะหาว่าผมบ้าไปแล้วซะอีก"
"ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีเรื่องแบบนี้ เครื่องแบบตำรวจของคุณก็คงได้ใส่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ"
"ผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่างครับ!"
"อืม" เกาเหว่ยพยักหน้า "คุณไม่ต้องเครียดขนาดนั้น องค์กรของเราเน้นเรื่องความเป็นจริง ถึงมันจะฟังดูพิลึกพิลั่นแค่ไหน แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะไม่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น อีกอย่าง เราก็จะเป็นแค่พระที่เอาแต่ตีระฆังไปวันๆ ไม่ได้ รายงานเรื่องแปลกๆ ขึ้นไปแล้วก็จบกัน ตอนนี้คุณลองคิดดูสิว่าต่อจากนี้ควรทำยังไง"
จางจื้อหย่วนอ้าปาก เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป "...ผู้กำกับเกา จะส่งมอบให้สหายในประเทศจัดการจะดีกว่าไหมครับ"
"คุณไม่อยากทำเหรอ"
"จะเป็นไปได้ยังไงครับ!" เขายืดตัวตรง ยืดอกโดยสัญชาตญาณ "ผมขอรับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จครับ!"
"พอเถอะ ผมจะพูดตรงๆ เลยนะ" ปลายบุหรี่ของเกาเหว่ยสว่างวาบขึ้นมา ราวกับดวงดาวสีแดงในห้องนั่งเล่นยามพลบค่ำ "ถ้าเรื่องที่คุณเล่ามาเป็นความจริงทั้งหมด นี่ต้องเป็นผลงานชิ้นใหญ่แน่ๆ เรื่องอำนาจการบังคับใช้กฎหมายไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ผมยังพอมีหน้ามีตาเรียกตัวคนมาได้สองสามคนอยู่แล้ว ในเมื่อเราทำได้ แล้วทำไมต้องยกให้คนอื่นด้วยล่ะ ส่วนเรื่องการรักษาความลับ... ผมตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาได้ ส่วนในทีมจะมีกี่คน คุณก็ตัดสินใจเอาเอง อ้อ คุณพาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุยไปด้วยสิ เธอเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายไม่ใช่หรือไง"
"ชุยเจินเอินเหรอครับ แต่เธอเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษฝั่งเกาหลีใต้นะครับ..."
"วางใจเถอะ เธอไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรอก ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความลับ ผมคงลงรายละเอียดไม่ได้ แต่คนคนนี้ไม่มีปัญหาอะไรหรอก" เกาเหว่ยลุกขึ้นหาจานมาขยี้บุหรี่ดับ "แน่นอนว่าคุณจะไม่ฟังผม แล้วทำตามความคิดของตัวเองก็ได้ ถ้างั้น... ผมเดาว่าคุณพอจะมีเบาะแสแล้วใช่ไหม"
"อย่างแรก ผมอยากติดต่อกับผู้เล่นอีกคนในเกม" สีหน้าของจางจื้อหย่วนจริงจังขึ้น "คนคนนี้ชื่อโจวจือ เขาบอกว่าตัวเองอาศัยอยู่ในเมืองเจียงเฉิง เป็นลูกเศรษฐี แถมในเดือนนี้ยังเคยเดินทางไปต่างประเทศ คัดกรองดูสักหน่อยก็น่าจะหาตัวได้ไม่ยากครับ"
ในฐานะผู้เข้าร่วมเกมดินแดนหรรษา เขาจึงเป็นพยานคนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย
มีหลักฐานเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง ก็เพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นอีกหนึ่งระดับ
"อย่างที่สอง ผมคิดว่าควรจะส่งคนไปสืบที่บริษัทแคริบเบียนครับ" จางจื้อหย่วนชะงักไปครู่หนึ่ง "ผมสงสัยเป็นอย่างมากว่า ผู้จัดงานหลักของดินแดนหรรษาเคยขึ้นไปบนเรือสำราญลำนั้น"
สิ่งที่เขาหมายถึงก็คือหัวใจมหาสมุทร สถานที่จัดเกมครั้งแรกของดินแดนหรรษานั่นเอง
"ทำไมล่ะ" เกาเหว่ยถาม
"ก่อนที่จะไปรับคุณ ผมให้คนไปตรวจสอบแว่น VR นั่นดู แล้วก็เจอจุดที่น่าแปลกใจครับ" เขาเปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเลื่อนหารูปภาพรูปหนึ่ง อุปกรณ์ที่ถูกถอดชิ้นส่วนในรูปภาพนั้นก็คือแว่น VR "ที่ด้านในของแว่น มีกล้องตัวหนึ่งซ่อนอยู่ครับ"
"คุณอธิบายให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยสิ!" เหล่าเกาพูดอย่างไม่พอใจ "ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าไอ้ของที่พวกวัยรุ่นอย่างพวกคุณชอบใช้มันมีกลไกอะไรซ่อนอยู่"
"กล้องตัวนี้หันไปทางดวงตาของผู้ใช้งานครับ ซึ่ง VR ทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชันนี้เลย พูดอีกอย่างก็คือ แว่นตาที่ดินแดนหรรษาส่งมาถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ จุดประสงค์เดียวของมันก็คือตอนที่ผมสวม จะมีคนมองเห็นผมได้ครับ" พูดถึงตรงนี้จางจื้อหย่วนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ถึงมันจะฟังดูพิลึกไปหน่อย แต่ผมเดาว่า ตอนที่ดินแดนหรรษาส่งพวกเราเข้าไปในโลกนั้น จำเป็นต้องมองเห็นตัวพวกเราครับ"
เกาเหว่ยนวดหน้าผากตัวเอง "ยิ่งฟังก็ยิ่งไร้สาระแฮะ เอาเถอะ... สมมติว่าเป็นอย่างที่คุณเดา แล้วเกมรอบแรกบนเรือสำราญนั่น จะใช้วิธีเดียวกันไม่ได้หรือไง"
"เกรงว่าจะไม่ได้ครับ" จางจื้อหย่วนแย้งขึ้นมาจริงๆ "เรือสำราญที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกรับสัญญาณเครือข่ายจากผู้ให้บริการไม่ได้ครับ ผมเคยถามคนที่เกี่ยวข้องมาแล้ว พวกเขาบอกว่าถึงแม้จะมี WIFI แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสัญญาณดาวเทียม ความเร็วในการสื่อสารไม่รองรับการส่งภาพแบบเรียลไทม์เลยครับ อีกทั้งในห้องวีไอพีก็เป็นไปไม่ได้ที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิด บริษัทแคริบเบียนก็ไม่รู้เรื่องเกมดินแดนหรรษาเลยสักนิด ผมเลยสงสัยว่าผู้จัดงานหลักของเกมจะซ้อนทับกับพิธีกรที่ปรากฏตัวบนเรือสำราญอย่างมาก แค่จับตัวเขาได้ เราก็จะอยู่ไม่ไกลจากความจริงแล้วครับ!"
"ไม่ต้องพูดถึงว่าบริษัทแคริบเบียนจะยินดีให้รายชื่อลูกค้ามาไหม ผู้โดยสารบนเรือลำหนึ่งอย่างน้อยก็มีเป็นพันคนแล้ว คุณจะสืบยังไงล่ะ"
"สืบเฉพาะคนในประเทศครับ"
เกาเหว่ยขมวดคิ้ว น้ำเสียงแฝงความจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย "หรือว่าคุณหมายถึง..."
"ใช่ครับ ผมสงสัยว่าดินแดนหรรษาเป็นองค์กรภายในประเทศ แถมยังมีคนน้อยมากด้วย" จางจื้อหย่วนพูดอย่างไม่ลังเล "ตอนเกมครั้งแรก ผมสังเกตเห็นว่าผู้เข้าร่วมที่อีกฝ่ายคัดกรองมาล้วนแต่พูดภาษาจีนได้ โจวจือน่ะไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อก็อยู่ใกล้ๆ แต่แม้กระทั่งคนรัสเซียกับคนอเมริกันก็ยังพูดได้ นี่มันก็น่าสนใจแล้วล่ะครับ นั่นก็หมายความว่า ดินแดนหรรษาพิจารณาถึงสถานการณ์ที่ผู้เข้าร่วมจำเป็นต้องสื่อสารกัน จึงเลือกภาษาจีนเป็นภาษากลาง ถ้ามองจากมุมมองทางจิตวิทยา นี่ก็น่าจะเป็นภาษาที่ใช้บ่อยที่สุดภายในดินแดนหรรษาด้วยเหมือนกัน"
เกาเหว่ยเดาได้แล้วว่าลูกน้องจะพูดอะไรต่อไป
หากใช้ภาษาแม่มาจำกัดขอบเขต นักท่องเที่ยวหลายพันคนก็สามารถลดลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน หรือแม้กระทั่งร้อยกว่าคนได้ในพริบตา!
การสืบสวนคนหนึ่งร้อยคนนั้นยากลำบากก็จริง แต่ปริมาณงานก็ลดลงจากก่อนหน้านี้มาก!
นั่นหมายความว่าแค่ใช้กำลังคนในแผนกของพวกเขาไปไขคดีก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
เกาเหว่ยหัวเราะออกมา
เขาตบไหล่จางจื้อหย่วน แล้วเดินไปที่ไม้แขวนเสื้อตรงประตู "ไม่เลว คุณให้ผมได้ฟังเรื่องราวดีๆ เรื่องหนึ่งเลยล่ะ"
"ผู้กำกับเกา แล้วเรื่องรายชื่อ..."
เกาเหว่ยสวมเสื้อคลุมอย่างเป็นระเบียบ "ผมจะไปติดต่อให้"







