หลิวถานถือไพ่เหนือกว่า จึงไม่โกรธเคือง เขาพูดพลางหัวเราะว่า "ในเมื่อเจ้าดึงดันจะถ่อมตนให้ได้ เช่นนั้นข้าเริ่มก่อนก็ได้ ปัจจุบันมีจุดที่ซ่างซูฉบับอักษรโบราณดีกว่าฉบับอักษรปัจจุบันห้าสิบห้าจุดที่เห็นได้ชัดเจน เจ้าแน่ใจนะว่าอยากฟังข้าพูดก่อน?"
ห้าสิบห้าจุด?!
ถึงกับแจกแจงออกมาได้มากถึงห้าสิบห้าจุดเชียว!
สมแล้วที่เป็นถึงคุณชายรองตระกูลหลิวที่แม้แต่หวังเจี่ยนผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ยังให้ความสำคัญ!
เสียงประหลาดใจดังขึ้นระงมทั่วที่นั่ง
ฝ่ายฉบับอักษรปัจจุบันล้วนตึงเครียดอย่างหนัก หลิวเจายิ่งคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด
"ห้าสิบห้าจุด?! เช่นนั้นข้าเริ่มก่อนดีกว่า" หวังหยางกระแอมเบาๆ แล้วโพล่งประโยคหนึ่งออกมา "แท้จริงแล้ว "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นของปลอม"
บัณฑิตทั้งหลายต่างมีสีหน้างุนงง ล้วนไม่แน่ใจว่าตนเองฟังชัดหรือไม่ พวกเขาเริ่มสอบถามกันทันที "เมื่อครู่เขาพูดว่าอะไรนะ?" "อะไรของตระกูลไหนนะ?" "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณของตระกูลไหนนะ?"
ไม่ใช่ว่าหวังหยางออกเสียงไม่ชัด แต่เป็นเพราะไม่มีใครเอาคัมภีร์ซ่างซูไปเชื่อมโยงกับคำว่า "ของปลอม" เลยต่างหาก
หลิวถานเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ถามอย่างไม่แน่ใจว่า "เจ้าบอกว่า "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นอะไรนะ? เจียเต๋อรึ?"
หวังหยางพูดซ้ำว่า ""ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นของปลอม ปลอมในความหมายว่าของปลอมนั่นแหละ มันคือตำราเก๊ เป็นของที่คนรุ่นหลังทำปลอมขึ้นมา"
ลานแห่งนั้นเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงอื้ออึงขึ้นทันที!
"บ้าไปแล้ว!"
"เขาถึงกับบอกว่า "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นตำราเก๊ ข้าฟังไม่ผิดใช่ไหม?!"
"เหอะ นี่คงรู้ตัวว่าสู้หลิวถานไม่ได้ เลยแกล้งสร้างทฤษฎีประหลาดขึ้นมาละสิ"
"สถานการณ์จริงจังเช่นนี้ ไฉนจึงพูดจาเช่นนี้ออกมาได้?! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!"
"หลิวเจาเลือกคนไร้ความรู้ความสามารถพรรค์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร!"
"ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" คือคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อ เป็นสิ่งที่คนทั้งใต้หล้าล้วนร่ำเรียน สืบทอดมาอย่างยาวนาน อย่าว่าแต่พูดว่าเป็นตำราเก๊เลย แม้แต่จะคิดก็ยังไม่มีใครกล้า!
ไม่เพียงนักปราชญ์ที่ศึกษา "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" จะไม่เคยคิด แม้แต่ผู้สนับสนุน "ซ่างซูฉบับอักษรปัจจุบัน" ก็ยังไม่เคยคิดมาก่อน!
เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยโดยสิ้นเชิง!
ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหนก็ล้วนเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น!!
การบอกว่า "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นของปลอม ก็เหมือนกับการบอกว่า ""คัมภีร์หลุนอวี่" เป็นของปลอม" "เมิ่งจื่อไม่มีอยู่จริง" คำพูดพรรค์นี้มีเพียงคนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่จะพูดออกมา!
ดังนั้นจึงจินตนาการได้เลยว่าคำพูดของหวังหยางก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ในสถานที่นั้นมากเพียงใด
เดิมทีหลิวเฉิงกังวลว่าหวังหยางจะมีลูกไม้ประหลาดอะไรมาคว้าชัยชนะ ทว่ายามนี้พอได้ยินหวังหยางโอ้อวดคำโต เขาก็เบาใจลงทันที
เพราะทฤษฎีที่ชี้ว่าคัมภีร์สืบทอดแต่โบราณเป็น "ตำราเก๊" นั้นช่างเลื่อนลอยสิ้นดี!
ต่อให้ถอยให้สักล้านก้าว แล้วเขาเดาถูกจริงๆ ก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้อยู่ดี!
ดังนั้นการถกประชันวิชาครั้งนี้ พี่ชายของเขาชนะแน่ ส่วนหวังหยางก็ถูกกำหนดให้กลายเป็นตัวตลก!
"จือเหยียนเป็นอะไรไป?! แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่การศึกษาเล่าเรียนนั้นหนักแน่นมาตลอด แล้วไหงตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้......"
หลิวเจาเองก็ลนลานเช่นกัน
ท่าทีที่ดูค่อนข้างมั่นใจของหวังหยางก่อนหน้านี้ทำให้เขาฟื้นความมั่นใจกลับมาได้บ้าง แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดหวังหยางจึงยังมีความกล้าขึ้นเวทีไปสู้ ในสถานการณ์ที่อาจารย์ผู้บรรยายทั้งสามท่านล้วนยกย่อง "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" แต่เมื่อนึกถึงเรื่องน่าประหลาดใจสารพัดที่หวังหยางเคยทำมาตลอด เขาก็ยังเลือกที่จะเชื่อใจอีกฝ่าย
ทว่าคำพูดชุดนี้ของหวังหยางในตอนนี้กลับทำลายความเชื่อใจนั้นจนพังทลาย!
การตั้งทฤษฎีบ้าบิ่นปานนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเบาปัญญาเกินไปจริงๆ! หละหลวมเกินไปแล้ว!
อวี่อวี๋หลิงเองก็ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เดิมทีเขาเลื่อมใสความรู้ของหวังหยางมาก ทว่าคำพูดของหวังหยางในวันนี้กลับทำให้เขาไม่อาจเห็นด้วยได้จริงๆ
เซี่ยซิงหานนั้นคิ้วงามขมวดมุ่น แววตาแฝงความกังวลไว้รางๆ
อาจารย์ผู้บรรยายทั้งสามมองหวังหยาง ก็ยิ่งเหมือนมองคนไร้สมองที่ดีแต่เปลือกนอก
เพราะคำเตือนของน้องชายก่อนหน้านี้ หลิวถานยังนึกว่าหวังหยางเป็นบุคคลสำคัญอะไรเสียอีก ในใจยังแอบสงสัยใคร่รู้ ทว่าพอตอนนี้ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก็หมดความสนใจไปในพริบตา เขามองหวังหยาง ไม่พูดจาอะไร เพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ พลางคิดในใจว่า
'ดูท่าคนผู้นี้จะเป็นบุคคลในแวดวงการสนทนาเชิงปรัชญา มีพรสวรรค์แต่ไร้ความรู้ มิใช่คนที่จะมาถกประชันวิชาได้ หลิวเจาเลือกเขาขึ้นมา จะไม่มีเหตุให้พ่ายแพ้ได้อย่างไร?'
หวังหยางคาดการณ์ปฏิกิริยาของทุกคนไว้ก่อนแล้ว จึงปล่อยเวลาให้ทุกคนได้บ่นและทำใจยอมรับ รอจนเสียงด้านล่างซาลงเล็กน้อย จึงกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า
"'ปราชญ์ชั้นสูงได้ฟังมรรค หมั่นเพียรปฏิบัติตาม ปราชญ์ชั้นกลางได้ฟังมรรค คล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ ปราชญ์ชั้นต่ำได้ฟังมรรค หัวเราะเยาะลั่น หากไม่หัวเราะเยาะก็ไม่คู่ควรเป็นมรรค' ตอนนี้ทุกท่านหัวเราะเยาะสิ่งที่ข้าพูด แต่รอให้ข้าบรรยายจบ พวกท่านก็จะหัวเราะไม่ออกแล้ว"
เป็นสไตล์การสนทนาเชิงปรัชญาจริงๆ ด้วย
นี่คือการศึกษาค้นคว้าวิชาความรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่การพูดคุยถกเถียงหลักธรรมลึกซึ้ง!
หลิวถานเหยียดหยามเกินกว่าจะถือหวังหยางเป็นคู่ต่อสู้อีก เขาพูดว่า "หากเป็นเพียงคำพูดเรียกกระแสความสนใจ ก็ไม่ต้องพูดแล้ว"
"ก่อนหน้านี้ใต้เท้าหลิวบอกว่า สามารถแจกแจงจุดที่ "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" ดีกว่าฉบับอักษรปัจจุบันได้ห้าสิบห้าจุด ข้าเองก็สามารถแจกแจงหลักฐานเก้าสิบเก้าข้อที่พิสูจน์ว่า "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เป็นตำราเก๊ได้ ทว่าหากจะพิสูจน์ว่าเป็นของปลอมจริงๆ ก็ไม่ต้องพูดเยอะถึงเพียงนั้นหรอก ข้าขอถามคำถามใต้เท้าหลิวเพียงสามข้อ หากใต้เท้าหลิวตอบได้ ข้าจะยอมแพ้ทันที เป็นอย่างไร?"
"พูดจาส่งเดช! เสื่อมเสียเกียรติปัญญาชน!"
"ยังมีหน้ามาบอกว่าเก้าสิบเก้าข้อ ทำไมไม่พูดว่าสองร้อยข้อไปเลยเล่า!"
"พิธีถกประชันวิชาอันยิ่งใหญ่ จะเอามาทำเป็นเล่นได้อย่างไร?!"
"คนผู้นี้มาจากสายไหนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา? ไม่กลัวทำให้ตระกูลหวังของพวกเขาขายหน้าบ้างหรือ?"
"คนระดับตระกูลหวังแห่งหลางหยาแท้ๆ ยังมาเป็นศิษย์ที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น ก็เห็นได้ชัดว่าพื้นเพครอบครัวคงงั้นๆ ยังมีอะไรน่าถามอีกล่ะ? แต่ถึงอย่างไรก็เป็นตระกูลดังอันเลื่องชื่อ การมาทำตัวเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ ช่างเป็นการทำเพื่อเอาหน้าสิ้นดี!"
ไม่รอให้หลิวถานเอ่ยปาก บัณฑิตจำนวนไม่น้อยก็เริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมาแล้ว
เดิมทีทุกคนก็ไม่เชื่อคำพูดของหวังหยางอยู่แล้ว พอเขาบอกว่าสามารถแจกแจงหลักฐานได้ถึงเก้าสิบเก้าข้อ ก็ยิ่งมองว่าหวังหยางกำลังคุยโวโอ้อวด พร่ำเพ้อเจ้อ
หลิวเจารู้สึกเพียงปวดหัวจนต้องยกมือกุมขมับ ส่วนหลิวเฉิงนั้นมีรอยยิ้มเต็มหน้า รอชมว่าเรื่องตลกฉากนี้จะจบลงเช่นไร
หลิวถานยิ่งรังเกียจเหยียดหยาม เอามือไพล่หลังหันตัวกลับ ไม่มองหวังหยางอีก
ลู่ฮวนกำลังคิดจะไล่หวังหยางลงจากเวที ก็ได้ยินหวังหยางเอ่ยปากพูดว่า
"คำถามแรก ข้อเขียนสมัยก่อนราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่นตะวันตกไม่เคยมีอักษรคำว่า 'หยิง' (เงา) ปรากฏอยู่ "คัมภีร์โจวหลี่·ต้าซือถู" กล่าวว่า 'ใช้ตุ้มดินวัดเงา' "จวงจื่อ·บทฉีอู้ลุ่น" เอ่ยถึง 'เงามืดถามเงา' "หวยหนานจื่อ" กล่าวว่า 'เรียกว่าเสาเงา' "กว่างหย่า" ว่าไว้ 'เสานาฬิกาแดดทอดเงา' บท "กว้อฉินลุ่น" ของเจี่ยอี้บอกว่า 'แบกเสบียงติดตามเป็นเงา' ทั้งหมดนี้ล้วนใช้อักษร 'จิ่ง' (ทิวทัศน์) มาแทนความหมายของคำว่า 'หยิง' (เงา) ดังนั้นก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก จึงยังไม่มีอักษร 'หยิง' เหตุใดใน "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ·ต้าอวี่หมัว" จึงกล่าวว่า 'คล้อยตามคือมงคล ขัดขืนคืออัปมงคล ดุจเสียงสะท้อนและเงาตามตัว' อักษร 'หยิง' คำนี้มาจากที่ใด?"
ทั้งลานเงียบกริบลงทันที
ท่าทางนวดขมับของหลิวเจาก็ชะงักกึกในพริบตา!
ทุกคนเริ่มกระซิบกระซาบกัน
"สมัยก่อนราชวงศ์ฉินไม่มีคำว่า 'เงา' จริงๆ หรือ?"
"เหมือนจะจริงด้วยสิ เมื่อก่อนข้าทำไมถึงไม่ทันสังเกตนะ!"
"ได้พก "เมิ่งจื่อ" มาด้วยไหม? ข้าจำได้ว่าในนั้นเหมือนจะมีคำว่าเงาอยู่นะ......"
"จริงรึ? รีบหาเร็ว!"
หลิวถานไม่ได้หันกลับมา เขาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า "นี่คือตอนที่คนรุ่นหลังคัดลอกคัมภีร์ฉบับโบราณ ก็ได้ใช้อักษรใหม่ในยุคนั้นมาเขียนแทน มีอะไรน่าแปลกกัน?"
บัณฑิตทั้งหลายต่างพยักหน้า รู้สึกว่าหลิวถานพูดมีเหตุผล
อวี่อวี๋หลิงถามหลิวเจาว่า "ท่านอาจารย์ ที่หลิวถานพูด......."
"ชู่ว! อย่าเพิ่งพูด" หลิวเจาสะกดคำถามของศิษย์ทันทีเพราะกลัวจะฟังคำพูดต่อจากนั้นของหวังหยางไม่ชัด
หวังหยางจงใจพูดขึ้นว่า "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...... ดังนั้นซ่างซูฉบับอักษรโบราณที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ฉบับคัดลอกทุกเล่มในใต้หล้าถึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนตัวอักษรนี้ในเวลาเดียวกัน ช่างบังเอิญเสียจริง!"
หลิวถานกล่าวอย่างผ่าเผยว่า "เหตุจลาจลหย่งเจีย ตำราสูญหาย ภัยพิบัติมิได้น้อยไปกว่าจิ๋นซีฮ่องเต้เผาตำรา "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" เองก็กระจัดกระจายสูญหาย เคราะห์ดีที่สวรรค์ไม่สิ้นเมตตาต่ออารยธรรม เหมยเจ๋อเน่ยสื่อแห่งอวี้จางในสมัยราชวงศ์จิ้นได้ถวายฉบับคัดลอกของอักษรโบราณ อักษรโบราณจึงได้รับการสืบทอดมา ดังนั้น "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ" ในใต้หล้ายามนี้ ล้วนมาจากฉบับของเหมยเจ๋อ เหมยเจ๋อเป็นคนยุคราชวงศ์จิ้น เก่อหงก็เป็นคนยุคราชวงศ์จิ้นเช่นกัน ใน "จื้อเยี่ยน" ของเก่อหงมีอักษร 'หยิง' แล้ว ดังนั้นผู้คัดลอกในยุคนั้นย่อมเปลี่ยน 'จิ่ง' เป็น 'หยิง' ตามความนิยมในเวลานั้น มีอันใดมิได้เล่า?"
หลิวเจาถอนหายใจ รู้ว่าคำถามนี้ไม่สามารถไล่ต้อนหลิวถานจนมุมได้







