"ดังนั้นก่อนหน้านี้คุณก็ไม่เคยทำเรื่องทำนองนี้มาก่อนสินะ" ในใจเฉาหยางทั้งคาดเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ และก็แอบรู้สึกว้าเหว่เล็กน้อย โลกใบนี้ไม่ได้มีคนอาชีพเดียวกับเขา เขายังคงเป็นตัวตนที่โดดเดี่ยวอยู่ดี "การรับรู้ทั้งหมดของคุณล้วนมาจากการตื่นรู้ของมารร้าย แต่กลับไม่เคยมีโอกาสพิสูจน์เลยว่ามันถูกต้องหรือไม่"
"ฉันไม่ใช่มา " อ้ายลั่วตี้กำลังจะแย้ง พอเห็นเฉาหยางล้วงมือเข้าไปในถุงแป้ง ก็เปลี่ยนคำพูดทันที "ฉันไม่มีประสบการณ์จริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทว... พรรคพวกคนอื่นๆ จะไม่มีนี่"
เฉาหยางใจกระตุกเล็กน้อย
พรรคพวกคนอื่นงั้นหรือ?
ยัยนี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวงั้นหรือ?
นี่มันเป็นข่าวที่น่าตกใจจริงๆ!
ความคิดของเขาแล่นปรู๊ดปร๊าด เดิมทีการควบคุมตัวอ้ายลั่วตี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้ความจำเป็นของทางเลือกนี้กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถอยู่บนโลกต่างมิติได้ตลอดไป ย่อมต้องมีเวลาที่กลับไปยังโลกมนุษย์ หากตอนนั้นมีศัตรูตามธรรมชาติจ้องเล่นงานเขา สถานการณ์ของเขาก็จะตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก
และเทวทูตที่อยู่ในสถานะร่วมมือ ก็อาจจะช่วยลบล้างความเป็นศัตรูจากพรรคพวกคนอื่นๆ ได้
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉาหยางก็หันหน้าไปมองตันเอินและจูตี๋ "ต่อไปจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของพิธีกรรมแล้ว เนื่องจากจำเป็นต้องยืมพลังขององค์พระผู้เป็นเจ้าของผม จึงขอให้พวกคุณสองคนหลบไปก่อน"
"เอ่อ ฉันขอเข้าเฝ้าองค์เทพของคุณไม่ได้หรือคะ..." จูตี๋ดูเหมือนจะแอบเสียดายเล็กน้อย
ตันเอินกลับเป็นคนที่อ่านสถานการณ์เก่งมาก "นี่เป็นงานของท่านทูตสวรรค์ โบสถ์ไหนเขาจะยอมให้คนนอกเข้าเฝ้าองค์เทพสุ่มสี่สุ่มห้ากันล่ะ? พวกเราอย่าสร้างความลำบากใจให้กับผู้มีพระคุณเลย"
รอจนกระทั่งทั้งสองคนเดินออกจากห้องไป อ้ายลั่วตี้ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา "องค์เทพงั้นหรือ? นายคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรกัน? มีเพียงพวกที่มีจุดประสงค์แอบแฝงเท่านั้นแหละ ถึงได้สร้างภาพตัวเองให้ดูสูงส่งไร้ที่เปรียบ นายมันเป็น..."
"เป็นอะไรงั้นหรือ?"
อ้ายลั่วตี้จ้องมองถุงแป้งที่อยู่ข้างกายเขา สุดท้ายก็ยังคงไม่สามารถพูดออกมาได้
"ถ้าผมเป็นคุณ ตอนที่มายังโลกใบใหม่เอี่ยมแบบนี้ คงจะต้องระมัดระวังคำพูดให้มากกว่านี้แน่" เฉาหยางล้วงกริชเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วขยับเข้าไปใกล้เด็กสาวอย่างช้าๆ "เพราะบนโลกใบนี้มีตัวตนบางอย่างที่แทบไม่ต่างอะไรจากเทพเจ้า คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกมันเลย แต่ผมกลับเคยสัมผัสพวกมันมาแล้วช่วงสั้นๆ"
อีกฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนไป แต่ก็รีบกัดริมฝีปากแน่น และหลับตาลงอย่างแรง
ทั้งที่ถูกถุงแป้งข่มขู่เอาไว้ชัดๆ แต่ในเวลานี้เธอกลับไม่ยอมพูดคำขอร้องอ้อนวอนออกมาเลยสักคำ
"ไม่รู้ว่าคุณเคยคิดถึงคำถามข้อหนึ่งไหม ทำไมคุณถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ? วินาทีที่เปิดใช้งานพลัง คุณก็เปรียบเสมือนลูกธนูที่หมดแรงส่งแล้ว และผลลัพธ์ของการใช้พลังจนหมดเกลี้ยงก็คือความตาย... ในจุดนี้ คุณกับผมไม่ได้มีอะไรต่างกันเลย"
อ้ายลั่วตี้อดไม่ได้ที่จะชะงักไป
และในตอนนั้นเอง เฉาหยางก็ตวัดกริชลงไป ตัดเชือกที่มัดมือขวาของเธอเอาไว้จนขาด
วินาทีที่ตระหนักว่าได้รับอิสระกลับคืนมา เธอก็เผลอหลุดปากถามออกไป "...ทำไม?"
"เพราะผมช่วยคุณเอาไว้ไง" เฉาหยางพูดอย่างเรียบเฉย "ผมป้อนเลือดแห่งพลังปรารถนาให้คุณไปหยดหนึ่ง"
สีหน้าของอ้ายลั่วตี้แข็งค้างไป
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลไหม แต่ดูเหมือนมันจะได้ผลแหละนะ... ดังนั้นผมเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมเทวทูตถึงต้องไล่ฟันพวกปีศาจ เพราะทำแบบนั้นถึงจะได้อาบเลือดของปีศาจให้มากที่สุด ในความหมายหนึ่ง พวกคุณก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฝูงแวมไพร์หรอก แค่ยอมจำนนต่อตัณหาของตัวเองเท่านั้นเอง!"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะ... การกำจัดปีศาจก็เพื่อปราบปรามความชั่วร้ายต่างหาก..."
"รวมถึงการลงมือฆ่าผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตัวเองด้วยงั้นสิ?" เฉาหยางพูดเย้ยหยัน
อ้ายลั่วตี้ถึงกับพูดไม่ออก
เขาฉวยโอกาสรุกไล่ต่อ "ถือโอกาสนี้ ผมจะบอกความลับที่ไม่ใช่ความลับให้คุณฟังก็แล้วกัน ในอดีตปีศาจทำพันธสัญญาโดยมีเป้าหมายคือการกลืนกินวิญญาณจริงๆ นั่นแหละ แต่นั่นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ระยะยาว แถมความเสี่ยงก็ยังสูงมากด้วย ดังนั้นผู้ตื่นรู้ในยุคหลังจึงปรับปรุงขั้นตอนของพันธสัญญาให้ดีขึ้น โดยเปลี่ยนมาเก็บพลังปรารถนาแทน... ซึ่งก็คือการผ่อนจ่ายวิญญาณเป็นงวดๆ นั่นแหละ แม้รายรับต่อครั้งจะลดลง แต่ต้นทุนและความเสี่ยงก็ลดลงตามไปด้วยอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องกันพวกนี้ พรรคพวกของคุณไม่ได้บอกคุณเลยงั้นหรือ?"
"ผ่อน... ผ่อนจ่ายงั้นหรือ?"
"เพื่อความอยู่รอด ย่อมต้องก้าวให้ทันยุคสมัยสิ" เฉาหยางพลิกมือตวัดวูบ กริชในมือก็กลายเป็นกระดาษ A4 แผ่นหนึ่งในพริบตา "ตอนนี้ควรคุยเรื่องการตอบแทนกันได้แล้ว ขอถามหน่อยว่าในค่านิยมอันเรียบง่ายของคุณเทวทูต คนที่ได้รับการช่วยชีวิตเอาไว้ ก็ควรจะตอบแทนอะไรบ้างถึงจะดูยุติธรรมใช่ไหม?"
"ฉันช่วยคนไม่เคยร้องขอการตอบแทน" พอพูดถึงเรื่องนี้ เด็กสาวก็ดูเหมือนจะจุดประกายความกล้าขึ้นมาได้เล็กน้อย เธอจ้องมองเฉาหยางตรงๆ แล้วเอ่ยทีละคำ "นายอย่าหวังจะใช้คำพูดมาล่อลวงฉันเลย"
"คุณไม่ลองดูหน่อยค่อยคุยกันเหรอ?"
"ไม่ต้อง! กฎของคนรุ่นก่อนบอกพวกเราไว้ว่า พันธสัญญาใดๆ ที่ทำกับปีศาจล้วนเป็นกับดัก นายฆ่าฉันได้เลย แต่อย่าหวังว่าจะได้กดขี่วิญญาณของฉัน!" เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า "ผ่อนจ่ายก็ไม่ได้!"
"ไม่ล่ะ ผมขี้เกียจฆ่าคุณ เพราะผมต่างจากพวกคุณ ผมไม่มานั่งพรากชีวิตคนโดยไม่ถามไถ่หรอก อย่างมากก็แค่ขับไล่คุณออกไปจากโลกนี้ก็เท่านั้น" เฉาหยางแสร้งทำเป็นดึงพันธสัญญากลับมา "แน่นอน ครั้งแรกผมถือซะว่าเป็นความผิดพลาดที่คุณก่อขึ้นเพราะความไม่รู้ แต่ครั้งหน้าผมจะไม่เกรงใจแบบนี้อีกแล้วนะ"
"นายจะ... ปล่อยฉันไปจริงๆ หรือ?" อ้ายลั่วตี้ยังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
"มีตรงไหนที่ไม่ได้ล่ะ? ยังไงซะคุณก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ถึงจะเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ สิ่งที่คุณทำได้ก็มีแค่มองอยู่ไกลๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้ลิ้มรสก็มีเพียงความขมขื่นจากความล้มเหลวเท่านั้น"
"นายกำลังพูดเรื่องอะไร?" เธอขมวดคิ้ว
"คุณรู้ดีว่าผมกำลังพูดอะไร" เฉาหยางหัวเราะเบาๆ "เมื่อไม่มีพลังปรารถนาของปีศาจ สุดท้ายพวกคุณก็ทำอะไรไม่สำเร็จอยู่ดี... เพราะความหวังดีที่ไร้ซึ่งพลัง ทำได้แค่มีอยู่แค่ลมปาก ไม่ใช่หรือไง?"
แววตาของอ้ายลั่วตี้แปรเปลี่ยนเป็นแหลมคมดุจหนามแหลมในฉับพลัน
เฉาหยางรู้ว่าตัวเองเดาถูกแล้ว
นี่แหละคือต้นตอของอารมณ์มืดมนในใจของเธอ
ความจริงแล้วช่องโหว่นี้ไม่ได้สังเกตยากเลย ด้วยวัยสิบหกปีของเธอ องค์กรและกิจกรรมที่เคยเข้าร่วมนั้นมันมีมากเกินไปสักหน่อย ซึ่งนี่บอกได้อย่างเดียวว่า เธอไม่ได้อยู่องค์กรไหนนานเลย เธอพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะเธอไม่มี 'พลัง'
ในยุคที่ปีศาจใกล้จะสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ เทวทูตจะไปดีกว่ากันได้สักแค่ไหนเชียว? เมื่อสูญเสียแหล่งที่มาของพลังปรารถนา คนอย่างอ้ายลั่วตี้ก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น คนธรรมดาคนหนึ่ง หากอยากจะประคองคุณยายข้ามถนนก็ยังพอไหว แต่พอเจอเรื่องที่รับมือยากขึ้นมาสักหน่อย ก็จะพบว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้นั้นมีจำกัดอย่างมาก
และอุปสรรคความพ่ายแพ้แบบนี้ เมื่ออายุมากขึ้นก็จะยิ่งพบเจอได้ทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ
"ตอนนี้กว่าคุณจะมีโอกาสให้เปลี่ยนแปลงได้สักครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย น่าเสียดายที่คุณกลับทิ้งมันไปเพียงเพราะสายตาสั้นของตัวเอง" เฉาหยางยืนขึ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย "ปล่อยคนไร้ประโยชน์ไปสักคน จะเป็นอะไรไปล่ะ?"
"...เดี๋ยวก่อน" เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเดินจากไป อ้ายลั่วตี้ก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากพูดขึ้น "หรือว่านายคิดจะมอบพลังปรารถนาให้ฉันต่อไปงั้นหรือ?"
เฉาหยางไม่พูดอะไร เพียงแต่ดีดนิ้วลงบนพันธสัญญาในมือเบาๆ
"ก็ได้ นายเอามาสิ..."
"ปกติคุณพูดกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแบบนี้ตลอดเลยหรือ? ผมคิดว่าคุณควรจะสุภาพกว่านี้นะ"
อ้ายลั่วตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดทวนอีกครั้ง "ช่วยเอาให้ฉันดูหน่อยเถอะ"
เฉาหยางเห็นว่าได้ทีก็พอแค่นั้น ยื่นพันธสัญญาไปตรงหน้าเธออีกครั้ง "ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของพันธสัญญาคือความยุติธรรม... เมื่อพิจารณาถึงความกังวลของคุณแล้ว ผมจะไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนจำพวกวิญญาณหรือพลังปรารถนาเลย ในทางกลับกัน ผมยังจะจ่ายเลือดแห่งพลังปรารถนาให้กับคุณ เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในอีกโลกหนึ่งด้วย คุณน่าจะรู้ดีกว่าผมนะ ว่าพลังที่ได้จากการตื่นรู้ของพรสวรรค์นั้นมีความหมายว่าอะไร"
ครั้งนี้ อ้ายลั่วตี้ตั้งใจอ่านพันธสัญญาทั้งฉบับจนจบ "ส่วนสิ่งที่ฉันต้องทำ... คือการคุ้มครองความปลอดภัยของนาย? แล้วยังต้องให้ความร่วมมือทำตัวตามฐานะที่นายมอบให้ฉัน และต้องให้ความช่วยเหลือนายในยามจำเป็นงั้นหรือ? ช่างไร้สาระสิ้นดี..."
"แต่แก่นแท้ของมันอยู่ที่ส่วนการยกเลิกสัญญา ไม่ใช่หรือไง?" เฉาหยางพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก "สิ่งที่คุณกังวลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ไม่สามารถหยุดยั้งผมจากการทำเรื่องชั่วร้ายได้ หรือกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของผม ดังนั้นผมถึงตั้งใจเขียนเงื่อนไขการยกเลิกสัญญาเอาไว้ให้ชัดเจน ทันทีที่สิ่งที่ผมทำเอนเอียงไปทางความชั่วร้าย ไม่ใช่การกระทำที่หวังดีอีกต่อไป พันธสัญญาก็จะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ"
"...ใครเป็นคนตัดสินล่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ทำสัญญาอยู่แล้ว" เฉาหยางหัวเราะเบาๆ "ซึ่งก็คือคุณ... คุณหนูอ้ายลั่วตี้ แต่มีจุดหนึ่งที่คุณต้องจำเอาไว้ พันธสัญญาไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคำพูด เมื่อมันถูกเซ็นลงไปแล้ว มันก็จะเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดในโลก ต่อให้คุณเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน แล้วอ้างด้วยปากเปล่าว่าผมเป็นความชั่วร้าย พันธสัญญาก็จะไม่มีทางสิ้นสุดลง... เพราะมันวัดจากหัวใจของคุณ"
"ถ้านายกำลังจะทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำความดี ฉันก็สามารถเมินเฉยได้เลยงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง"
อ้ายลั่วตี้เงียบไปครู่หนึ่ง "แล้วถ้าฉันโจมตีนายโดยที่ยังไม่ได้ยกเลิกสัญญาล่ะ?"
"วิญญาณจะแตกซ่าน ในชั่วพริบตาที่คุณลงมือไง" เฉาหยางแบมือ "เชื่อผมเถอะ พลังของการผูกมัดนั้นไร้เทียมทาน ความจริงแล้วไม่เพียงแต่คุณจะไม่สามารถโจมตีผมได้เท่านั้น คุณยังไม่สามารถร่วมมือกับคนอื่นมาลอบทำร้ายผมได้ด้วย ในทำนองเดียวกัน ผมก็ไม่สามารถปองร้ายคุณได้ การผูกมัดนี้ก็มีผลกับผมเช่นเดียวกัน"
เมื่อเห็นแววตาของเธอสั่นไหว เฉาหยางก็รู้ว่าความสำเร็จอยู่ห่างไปอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น "ผมไม่ได้ต้องการให้คุณมาเชื่อใจผมหรอก เหมือนกับที่ผมก็ไม่เชื่อใจเทวทูตเช่นกัน พันธสัญญาคือหลักประกันที่เชื่อถือได้เพียงอย่างเดียว ลองเปลี่ยนมุมมองความคิดดูสิ ต่อให้ผมไม่ได้ช่วยชีวิตคุณ แล้วคุณก็ไม่ได้มาที่นี่ หรือว่าพวกเราจะสร้างความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ร่วมกันแบบนี้ไม่ได้เลยงั้นหรือ? ก็เพราะพวกเราทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับประโยชน์ ความร่วมมือถึงสามารถก้าวข้ามสถานะตัวตนแล้วมีอยู่จริงได้"
เฉาหยางกดเสียงต่ำลง แล้วล่อลวงเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "คุณเองก็ต้องการพลังใช่ไหมล่ะ? ถึงแม้ในโลกมนุษย์คุณจะใช้การทำความดีสารพัดวิธีเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่นั้น พลังปรารถนาที่ขาดแคลนจำกัดให้คุณไม่สามารถลงมือทำอะไรได้เต็มที่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่แท้จริง ตัวคุณที่ไม่สามารถใช้พลังพรสวรรค์ได้ ย่อมไม่มีทางชนะเลยแม้แต่นิดเดียว"
ครั้งนี้ อ้ายลั่วตี้เงียบไปเป็นเวลานานมาก
ผ่านความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนบนสีหน้าของเธอ เฉาหยางสามารถสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งในใจของเธอ ราวกับว่าความมืดมนภายใต้แสงแดดนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีกเล็กน้อย
เนิ่นนานผ่านไป เธอจึงค่อยๆ เอ่ยถามขึ้นมา "...มีพลังปรารถนาอยู่เท่าไหร่?"
"เรื่องนั้นก็ต้องคำนวณตามปริมาณพลังปรารถนาที่ผมได้รับมา ยิ่งผมช่วยเหลือคนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับพลังปรารถนามากเท่านั้น"
"ฉันไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดหรอกนะ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เฉาหยางก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้สำเร็จแล้ว "คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาหรอก ถึงแม้จะอยู่บนโลกต่างมิติสักสามสี่วัน ทางฝั่งนั้นก็ผ่านไปแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น... เดี๋ยวก่อน สถานการณ์ในครั้งนี้เกรงว่าจะพิเศษไปสักหน่อย"
"หมายความว่าไง?"
"ไม่มีอะไร ครั้งนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ต่อไปผมจะพยายามทำให้ผลกระทบจากความต่างของเวลาลดลงให้เหลือน้อยที่สุด" เขาข้ามหัวข้อนี้ไปโดยตรง "ยิ่งไปกว่านั้น... ถ้าคุณไม่มาลงมือพร้อมกับผม แล้วจะตัดสินได้ยังไงล่ะว่าสิ่งที่ผมทำมันเป็นเรื่องชั่วร้ายหรือเปล่า? อย่าลืมนะ ว่าจุดนี้แหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้พันธสัญญามีผล"
อ้ายลั่วตี้จ้องมองเขาอยู่นาน สุดท้ายก็สูดหายใจเข้าลึกๆ "หากนายล้ำเส้น ฉันจะไม่ยอมปล่อยนายไปง่ายๆ แน่"
"อืมฮึ" เฉาหยางยื่นปากกาให้กับเธอ "ผมจะตั้งตารอให้ถึงวันนั้นก็แล้วกัน"







