เมืองเกาจื้อแจ้งเหตุฉุกเฉิน
หลังจากที่เซวียจวี่โจมตีเมืองจิงโจวอยู่นานแต่ไม่แตก เขาจึงตัดสินใจนำกำลังหลักอ้อมเมืองจิงโจวมุ่งตรงไปยังเมืองเกาจื้อเสียเลย นี่คือหมากตาเสี่ยง ช่องเขาแม่น้ำจิงชวนนั้นสูงชันและอันตรายอยู่แล้ว การปล่อยเมืองจิงโจวไว้โดยไม่ตีให้แตกแล้วมุ่งลงใต้
หมายความว่าเส้นทางเสบียงของทัพเซวียจะไม่ราบรื่น หากไม่สามารถยึดเมืองเกาจื้อและฉางอู่ได้อย่างรวดเร็ว ทัพเซวียก็อาจจะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นี่คือการทุบหม้อข้าวตีเมือง
เซวียจวี่เดิมพันครั้งใหญ่ เดิมพันว่ากำลังพลของหลี่ซื่อหมินจะต้านทานทหารม้าชั้นยอดแห่งหลงโย่วของเขาไม่อยู่ ขอเพียงเอาชนะหลี่ซื่อหมินได้ ก็จะสามารถบุกทะลวงเข้าสู่ที่ราบกวนจง ถึงเวลานั้นก็สามารถปล้นชิงเสบียงจากศัตรูได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องปัญหาเสบียงกรังอีกต่อไป
เมื่อได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน
หลิวเหวินจิ้งและอินไคซานผู้กุมอำนาจทหารชั่วคราว ก็รีบนำทัพไปเสริมกำลังที่เมืองเกาจื้อทันที
กองทัพหลงโย่วนับไม่ถ้วนทยอยเดินทางมาถึง ตั้งค่ายอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกาจื้อ ค่ายทหารทอดยาวติดต่อกันถึงสิบลี้
ขุนพลกองทัพถังยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมือง ทอดสายตามองค่ายทหารกองทัพหลงโย่วที่กำเริบเสิบสานหาใดเปรียบ
ขุนพลทหารม้าทะลวงฟันเกาซื่อจิ้งที่จะเดินทางไปยังเฟิงโจวก็ถูกสกัดไว้ที่เมืองเกาจื้อเช่นกัน เมื่อมองดูทัพศัตรู เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงราชโองการของฮ่องเต้กับหลิวเหวินจิ้งและอินไคซานอีกครั้ง
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้อ๋องฉินรีบนำทัพออกรบ นึกไม่ถึงว่ายามนี้อ๋องฉินจะประชวรด้วยไข้จับสั่นจนไม่อาจนำทัพได้ หรือว่าพวกเราจะมัวแต่มองดูเซวียจวี่วางกล้ามโอ้อวดบารมีอยู่เช่นนี้”
“ท่านอัครเสนาบดีหลิว ยามนี้อ๋องฉินมอบอำนาจทหารให้ท่านแล้ว ท่านต้องเป็นคนตัดสินใจนะขอรับ”
อินไคซานก็กล่าวเช่นกัน “หากไม่ออกรบ กลับจะถูกศัตรูดูแคลนเอาได้ ยามนี้ขวัญกำลังใจในเมืองกำลังตกต่ำ การเอาแต่ตั้งรับเช่นนี้ก็มิใช่แผนการที่ดีนัก”
ทัพใหญ่ของเซวียจวี่บุกมาถึงหน้ากำแพงเมืองเกาจื้อ ส่งคนไปตะโกนอยู่หน้าเมืองว่าเมืองจิงโจวแตกแล้ว ทหารรักษาเมืองต่อต้านอย่างหนัก หลังจากตีเมืองแตกจึงถูกสังหารจนหมดสิ้น
ขีดเส้นตายให้ทหารรักษาเมืองเกาจื้อยอมจำนน มิเช่นนั้นหลังจากตีเมืองแตกจะมีจุดจบเช่นเดียวกับกองทัพถังที่เมืองจิงโจว
หลิวเหวินจิ้งและคนอื่นๆ ย่อมไม่เชื่อคำพูดพรรค์นี้
แต่ก็ทนให้ทหารและชาวเมืองเกาจื้อบางส่วนครึ่งเชื่อครึ่งสงสัยไม่ได้ อย่างไรเสียเซวียจวี่ก็เพิ่งจะนำทัพใหญ่จากเมืองจิงโจวมาเสริมกำลังจริงๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพหลงโย่วที่มีกำลังพลมากกว่าทหารรักษาเมืองหลายเท่า
ขวัญกำลังใจของทหารรักษาเมืองก็ตกลงอย่างรวดเร็วจริงๆ
“สมควรฉวยโอกาสตอนที่ศัตรูเพิ่งมาถึง ยกทัพออกไปสู้รบสักตั้ง เพื่อบั่นทอนความเหิมเกริมของพวกมัน”
อินไคซานและเกาซื่อจิ้งต่างก็เกลี้ยกล่อมให้หลิวเหวินจิ้งยกทัพออกไป การที่ทั้งสองคนกระตือรือร้นขอออกรบเช่นนี้ ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ทรงเร่งรัดมาอย่างหนักเช่นกัน
เกาซื่อจิ้งถึงกับเอ่ยปากว่าเดิมทีเซวียจวี่ก็เป็นแค่ผู้บัญชาการทหารแห่งจินเฉิงเท่านั้น
อินไคซานก็กล่าวว่าคราวก่อนที่เซวียเริ่นก่าวบุกฝูเฟิง ก็ถูกเขาและหลี่ซื่อหมินตีจนแตกพ่ายหนีเตลิดไปถึงหลงซาน ทัพเซวียก็มีดีแค่นั้นแหละ
หลิวเหวินจิ้งครุ่นคิด
เขาเป็นทั้งจ่างสื่อเดินทัพ และยังเป็นอัครเสนาบดีคอยถวายคำแนะนำ
เขายังเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งขององค์ชายรองหลี่ซื่อหมินอีกด้วย
อินไคซานเสนอให้ออกไปสู้รบนอกเมือง อย่างไรเสียก็มีเมืองเกาจื้ออยู่เบื้องหลัง รบเสร็จก็ถอยกลับมาได้
การรบครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถเอาชนะเซวียจวี่ได้อย่างเด็ดขาด แต่ต้องการบั่นทอนความเหิมเกริมของศัตรู และปลุกขวัญกำลังใจของฝ่ายตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่ารักษาเมืองต้องรบนอกเมือง
ยามนี้ข่าวที่ว่าแม่ทัพอ๋องฉินประชวรหนักจนไม่อาจนำทัพได้แพร่สะพัดไปทั่วกองทัพแล้ว
หากไม่สามารถเอาชนะรบได้สักครั้ง แม้จะเป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ด้วยขวัญกำลังใจในยามนี้ การรักษาเมืองก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ประการต่อมา ตั้งแต่เกาซื่อจิ้งจนถึงอินไคซาน ไปจนถึงแม่ทัพรักษาเมืองเกาจื้อคนสำคัญอย่างหลิวซื่อรั่ง ตลอดจนผู้บัญชาการหลี่อันหย่วนและมู่หรงหลัวโหว ต่างก็ไม่ได้เห็นสองพ่อลูกตระกูลเซวียอยู่ในสายตามากนัก
แน่นอนว่าอินไคซานยังมีเรื่องให้ต้องกังวลอีกหนึ่งเรื่อง
เซวียจวี่โอหังถึงเพียงนี้ ไม่ทำตามตำราพิชัยสงคราม อ้อมเมืองจิงโจวมาโดยตรง แล้วเขาจะอ้อมเมืองเกาจื้อ แล้วมุ่งตรงไปยังฉางอู่ด้วยหรือไม่
หรือแม้กระทั่งบุกทะลวงเข้าไปถึงที่ราบกวนจงเลยทีเดียว
ในเมื่อเขาสามารถอ้อมเมืองหนึ่งได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะอ้อมเมืองที่สอง แม้ว่าคนปกติจะไม่ทำเช่นนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
และยามนี้แม้เมืองฉางอู่จะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งแล้ว แต่กำลังหลักล้วนถูกเรียกตัวมายังเมืองเกาจื้อ อ๋องฉินประชวรหนัก ข้างกายก็มีคนอยู่ไม่มาก หากปล่อยให้เซวียจวี่บุกไปยังฉางอู่ได้จริงๆ นั่นมิเท่ากับเป็นการนำแม่ทัพไปตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ
“ก่อนที่พวกเราจะมา อ๋องฉินจงใจกำชับแล้วกำชับอีก ว่าห้ามออกไปสู้รบนอกเมือง ขอเพียงตั้งรับอย่างเข้มแข็งไม่ออกไปรบก็พอแล้ว” หลิวเหวินจิ้งกล่าวอย่างช้าๆ
“ท่านอัครเสนาบดีหลิว สถานการณ์ในจงหยวนรอไม่ไหวแล้วนะขอรับ หลิวฉางซวิ่นที่เหอเท่าก็อาจจะรอไม่ไหวเช่นกัน”
“สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พวกเรายืดเยื้อต่อไปไม่ไหวแล้วขอรับ ก่อนที่ข้าจะมา ฝ่าบาทก็ทรงกำชับแล้วกำชับอีก ว่าต้องให้อ๋องฉินรีบเผด็จศึกโดยเร็ว จะปล่อยให้ยืดเยื้อไม่ได้” เกาซื่อจิ้งกล่าว
“ท่านอัครเสนาบดีหลิว รบเถิดขอรับ ลองหยั่งเชิงเซวียจวี่ดูสักหน่อย หากศัตรูแข็งแกร่งจริงๆ ค่อยถอยกลับมาตั้งรับในเมืองก็ยังไม่สาย” อินไคซานเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
“ตกลง เช่นนั้นก็ให้ผู้บัญชาการทั้งแปดออกศึกทั้งหมด ไปทำศึกที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้สักตั้ง”
แปดผู้บัญชาการใหญ่ แต่ละคนคุมกำลังห้าพันนาย ทหารราบและทหารม้าสี่หมื่นนายที่รวมพลอยู่ที่เมืองเกาจื้อพากันยกทัพออกไป ภายในเมืองเหลือคนรักษาการเพียงไม่กี่พันคน
เสียงกลองศึกดังกึกก้อง
เสียงแตรเขาสัตว์ดังประสานเสียง
แปดผู้บัญชาการใหญ่สวมหมวกเกราะและชุดเกราะเต็มยศ นั่งอยู่บนหลังม้าศึกตัวใหญ่ นำทหารทยอยเดินออกจากเมืองเป็นทิวแถว
ทหารค่ายแล้วค่ายเล่าพากันเดินออกจากเมือง
จัดขบวนทัพอยู่หน้ากำแพงเมือง
ใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ทหารสี่หมื่นนายจึงจะจัดขบวนทัพเสร็จสิ้น แล้วค่อยๆ เคลื่อนพลไปยังทัพศัตรูทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ส่วนเซวียจวี่ที่เดิมทีกำลังย่างแกะทั้งตัวอยู่ในค่าย เมื่อได้ยินเสียงกลองและเสียงแตร เมื่อเห็นว่าในที่สุดกองทัพถังก็ยอมยกทัพออกมาสู้รบแล้วหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน เขาก็เตะแกะย่างทิ้งด้วยความตื่นเต้น แล้วตะโกนเสียงดังว่า “เอาหอกทวนของข้ามา”
ทัพฉินรวมพล
จัดขบวนทัพ
เซวียจวี่เตรียมนำทหารม้าชั้นยอดไปบุกตะลุยทำลายขบวนทัพของกองทัพถังด้วยตัวเอง
“ฝ่าบาท”
ห่าวหยวน อัครเสนาบดีของเซวียจวี่รีบวิ่งเข้ามา
“ฝ่าบาท ช้าก่อนพะย่ะค่ะ”
“ท่านอัครเสนาบดีห่าวมีเรื่องอันใดหรือ”
เดิมทีห่าวหยวนเป็นนายอำเภอแห่งจินเฉิง ในช่วงปลายราชวงศ์สุย ดินแดนหลงโย่วและเหอซีเกิดทุพภิกขภัย บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย โจรผู้ร้ายชุกชุม ห่าวหยวนรวบรวมชายฉกรรจ์ได้หลายพันคน เตรียมจะมอบให้ผู้บัญชาการทหารเซวียจวี่นำทัพไปปราบปรามพวกโจรเร่ร่อน
นึกไม่ถึงว่าในพิธีสาบานตนก่อนออกศึก เซวียจวี่และลูกชายจะนำคนรับใช้สิบสามคน กลับตาลปัตรจับห่าวหยวนเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้เขาเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายเสบียง จากนั้นก็ยกทัพก่อกบฏ
สองพ่อลูกตระกูลเซวียล้วนห้าวหาญไร้เทียมทาน ทุกครั้งที่ทำศึกล้วนเป็นแนวหน้าบุกตะลุย ไม่มีใครต่อกรได้ แถมยังตั้งฉายาให้ตัวเองว่าป้าหวางแห่งฉินตะวันตก
และห่าวหยวนก็ตัดสินใจติดตามเซวียจวี่ กลายเป็นกุนซือที่เขาไว้วางใจไปเสียเลย
ห่าวหยวนเสนอแนะให้เซวียจวี่ขยายอำนาจไปทางตะวันออก ชิงลงมือยึดฉางอันให้ได้ก่อน เพื่อสร้างรากฐานในการครองแผ่นดิน แต่เซวียจวี่กลับต้องการโจมตีหลี่กุ่ยก่อน เพื่อยึดเหอซีและขจัดภัยคุกคามในภายหลัง ใครจะรู้ว่าการส่งทหารไปโจมตีเหอซีไม่เพียงแต่จะพ่ายแพ้ กลับถูกหลี่กุ่ยตีโต้กลับ เมืองซีผิงและเมืองเป้าห่านล้วนถูกหลี่กุ่ยยึดไป
ทำให้จินเฉิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของเซวียจวี่ต้องเผชิญหน้ากับคมหอกคมดาบของศัตรูโดยตรง ทำให้เขาต้องจำใจย้ายเมืองหลวงไปยังเทียนสุ่ย
ครั้งนี้ในที่สุดเซวียจวี่ก็ได้รับบทเรียน ยอมฟังคำแนะนำของห่าวหยวนที่ให้มุ่งหน้าไปทางตะวันออก หลังจากไปถึงฝูเฟิง ก็ได้ปะทะกับถังปี้ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มโจร ก็เป็นห่าวหยวนอีกเช่นกันที่เสนอแนะให้เซวียจวี่ใช้ตำแหน่งขุนนางและเบี้ยหวัดเงินเดือนมากมายเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ถังปี้ยอมจำนน
เดิมทีถังปี้สนับสนุนหลี่หงจือให้เป็นฮ่องเต้หุ่นเชิด หลังจากสู้เซวียจวี่ไม่ได้ เขาก็สังหารหลี่หงจือแล้วพาลูกน้องไปสวามิภักดิ์ต่อเซวียจวี่
ใครจะรู้ว่าเซวียจวี่นั้นไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง ถึงกับฉวยโอกาสลอบโจมตีถังปี้ กลืนกินกำลังพลส่วนใหญ่ของเขาไป ถังปี้ทำได้เพียงพาคนไม่กี่ร้อยคนหลบหนีไป
การกระทำที่ไม่คำนึงถึงคุณธรรมเช่นนี้ ทำให้หลังจากนั้นไม่มีใครยอมสวามิภักดิ์ต่อเซวียจวี่อีก
อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้ จึงทำให้หลี่ยวนชิงก้าวเข้าสู่กวนจงและยึดครองฉางอันได้ก่อน
ในยามคับขัน ก็เป็นห่าวหยวนที่ก้าวออกมาเสนอแนะอีกครั้ง ให้ร่วมมือกับเหลียงซือตูแห่งซั่วฟาง ใช้เงินทองมากมายติดสินบนเค่อหานแห่งทูเจวี๋ย เพื่อร่วมกันยกทัพโจมตีกวนจง
น่าเสียดายที่แผนการดึงทูเจวี๋ยมาเป็นพวกสุดท้ายก็ยังคงล้มเหลว หลี่ยวนได้รับการสนับสนุนจากทูเจวี๋ยตั้งแต่เริ่มตั้งตัว และมีความสัมพันธ์อันดีกับทูเจวี๋ยมาโดยตลอด
“ฝ่าบาท กองทัพถังยกพลออกจากเมืองมาสู้รบ นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำลายล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียว แต่พวกเราจะเผชิญหน้ากันง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้พะย่ะค่ะ หากกองทัพถังเพลี่ยงพล้ำ พวกมันก็จะถอยกลับเข้าไปในเมืองเกาจื้อ ถึงตอนนั้นพวกมันก็จะไม่ยอมโผล่หัวออกมาง่ายๆ อีกแล้ว”
“ท่านอัครเสนาบดีห่าวมีแผนการอันแยบยลใดหรือ”
ห่าวหยวนยิ้มพลางกล่าว “ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง สามารถทำลายกองทัพถังได้ ขอเพียงฝ่าบาทนำทัพออกจากค่ายไปจัดขบวนรบ เคลื่อนพลไปข้างหน้าเพื่อเข้าปะทะกับกองทัพถัง ขอเพียงถ่วงเวลากองทัพถังไว้ได้ก็พอพะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทโปรดส่งองค์รัชทายาทให้นำทหารม้าชั้นยอด อ้อมไปตลบหลังกองทัพถัง ตัดเส้นทางถอยหนีของพวกมัน ถึงตอนนั้นเมื่อถูกขนาบตีทั้งหน้าหลัง กองทัพถังจะไร้หนทางให้ถอยหนี ต้องถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้นเมืองเกาจื้อก็จะตกเป็นของพวกเราอย่างง่ายดายพะย่ะค่ะ”
เซวียจวี่ถามด้วยความสงสัย “ง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ”
“แม่ทัพรักษาเมืองเกาจื้อ ในเมื่อสามารถนำทัพทั้งหมดออกจากเมืองมาสู้รบได้ นั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นคนโง่เขลา แผนการนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆๆ ท่านอัครเสนาบดีห่าวปราดเปรื่องยิ่งนัก เอาตามที่ท่านอัครเสนาบดีห่าวว่ามาก็แล้วกัน”







