“เสี่ยวสวี่ ฉันกับหัวหน้าทีมคนอื่น ๆ ในทีมเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว พอปีนี้ขายโสมได้เงิน เราจะให้โบนัสเธอแยกต่างหากเลยนะ
ถ้าไม่ได้เธอเป็นคนนำเรื่องปุ๋ยสำหรับแปลงปลูกโสม ทีมเราจะมีผลผลิตขนาดนี้ได้ยังไง? เธอนี่คือผู้มีพระคุณของพวกเราเลย
ที่อื่นจะยังไงไม่รู้ แต่ทีมเราต้องแสดงความขอบคุณเธอแน่นอน”
ในระหว่างการประชุมของทีมที่สอง อวี่โส่วกวงได้ประกาศต่อหน้าหัวหน้าทีม หัวหน้ารอง บัญชี และคนอื่น ๆ ว่า จะมอบรางวัลให้กับสวี่ซื่อเยี่ยน
ต้องรู้ว่า เมื่อก่อน แปลงโสมขนาดหนึ่งจั้ง ถ้าได้ผลผลิต 16-17 จิน ก็ถือว่าสูงแล้ว
แต่ตอนนี้ล่ะ? แปลงที่ดี ๆ หน่อย หนึ่งจั้งได้ถึง 26-27 จิน แปลงที่แย่หน่อยก็ยังได้ 22-23 จิน
ทีมที่สองมีแปลงปลูกโสมถึง 4,500 จั้ง ลองคิดดูสิว่าเพิ่มผลผลิตได้มากแค่ไหน?
แล้วยังไม่ใช่แค่เพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ธรรมดา เพราะโสมยิ่งหัวใหญ่ ยิ่งมีระดับสูงขึ้น
ระดับสูงขึ้น ราคาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม รายได้ที่ได้มาจะยิ่งมากกว่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย
“ลุงอวี่ เรื่องโบนัสไม่ใช่ปัญหา
แต่เมื่อกี้ผมไปดูโรงงานแปรรูปมาแล้ว การนึ่งโสมรุ่นใหญ่พวกนั้นมันไม่ถูกวิธีครับ”
เรื่องโบนัสน่ะ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่สนใจเลย
ยุคนี้รางวัลส่วนตัวจะมีสักเท่าไร? มากสุดก็แค่ร้อยหยวน เขาจะใส่ใจอะไรนักหนา?
“หา? ยังไงมันไม่ถูก?”
อวี่โส่วกวงกับคนอื่น ๆ ต่างก็งง การแปรรูปโสมก็แค่นึ่งแล้วตากแดด มันจะมีอะไรผิดอีก?
“ลุง โสมหัวใหญ่พวกนั้น หนักตั้งสามสี่เหลี่ยง มันใหญ่มาก พอนึ่งแล้วมันจะแตกเป็นกลีบง่าย
ถ้าแตกกลีบขึ้นมา จะทำให้แปรรูปเป็นของคุณภาพดีไม่ได้ ขายราคาดีไม่ได้แน่นอนครับ”
หัวโสมยิ่งใหญ่ น้ำแป้งในตัวก็ยิ่งเยอะ หลังจากนึ่งเสร็จจึงมักแตกตามแนวยาว หรือที่เขาเรียกกันว่า "แตกกลีบ"
พอแตกแล้ว ถึงจะตากให้แห้ง ก็ยังมีรอยอยู่ ตอนตรวจระดับคุณภาพก็จะตกชั้น ขายไม่ได้ราคาดี
“โอ๊ย งั้นจะทำยังไงดีล่ะ?” ทุกคนพอได้ยิน “แตกกลีบ” ก็เข้าใจทันที
เมื่อก่อนผลผลิตโสมน้อย บางทีก็มีหัวใหญ่หลุดมาบ้าง แต่นึ่งแล้วก็แตกกลีบบ้างอะไรบ้าง ก็ไม่มีใครใส่ใจนัก
แต่ตอนนี้ผลผลิตเยอะ หัวใหญ่มีเยอะ ถ้าแตกกันหมดก็เสียดายแย่เลย
“ใช้ผ้าผืนยาว ผ้าขนาดกว้างประมาณนิ้วเดียว มาพันรอบโสมให้แน่น ๆ ก่อนนึ่งครับ
นึ่งเสร็จ รอให้เย็นแล้วค่อยแกะออก แล้วค่อยเอาไปตาก แบบนี้โสมจะไม่แตกกลีบง่ายครับ”
เคล็ดลับนี้ ลูกสาวคนโตของเขาในชาติก่อนเป็นคนคิดขึ้น
ตอนนั้นผลผลิตโสมเยอะ เพื่อป้องกันการแตกกลีบ สวี่จิ่นผิงเลยเสนอให้พันผ้ารอบหัวโสมให้แน่น แล้วค่อยนึ่ง ผลปรากฏว่าได้ผลดีจริง ๆ
ถึงจะยุ่งยาก ใช้แรงมาก แต่ก็จำเป็น ถ้าอยากขายได้เงินมาก ก็ต้องยอมเสียแรง
“พันผ้านี่? งั้นต้องใช้ผ้าเท่าไหร่ คนเท่าไหร่กันล่ะ? จะทำไหวเหรอ?” คนข้าง ๆ ถามขึ้นมา
“จะให้ทำไงล่ะ? ก็ไปขอผ้าจากทุกบ้านน่ะสิ เสื้อผ้าเก่า ผ้าห่มเก่าอะไรก็ได้ แค่ไม่ตกสีก็พอ
ระดมแรงทุกคนในทีม ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง ก็ต้องมาช่วยกัน”
สวี่ซื่อเยี่ยนยักไหล่ อยากได้เงินมาก ก็ต้องแลกด้วยแรงและเวลา
อยากได้ดี แต่ไม่อยากเหนื่อย มันไม่มีในโลกนี้หรอก
อวี่โส่วกวงฟังแล้วก็เห็นด้วย อยากรวยจะกลัวลำบากได้ยังไง? ทันทีที่ตัดสินใจ ก็ประกาศเสียงตามสายเลย
ขอให้ทุกบ้านบริจาคเสื้อผ้าเก่า ผ้าห่มเก่า ออกแรงออกกำลัง มาช่วยกันที่โรงงานแปรรูป
ไม่ว่าจะชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ ขอแค่ทำงานดี ได้แต้มแรงงานแน่นอน
คราวนี้คนก็มากันมากมายเลย
ทุกคนต่างหอบเสื้อเก่า ผ้าห่มที่ขาดกลาง เอามาตามคำแนะนำของสวี่ซื่อเยี่ยน ฉีกเป็นผ้าขนาดนิ้วเดียว
แล้วใช้ผ้าพวกนั้นพันหัวโสมหนักสามสี่เหลี่ยงให้แน่น ก่อนจะนำไปใส่ลังนึ่ง
หลังจากนึ่งเสร็จ ก็ยกมาวางพักให้เย็น แล้วค่อยแกะผ้าออก จัดเรียงบนไม้ตากให้เรียบร้อย
ต้องบอกว่า วิธีนี้ได้ผลจริง โสมไม่แตกกลีบเลยแม้แต่หัวเดียว
“เสี่ยวสวี่ เธอนี่เก่งจริง ๆ เคราะห์ดีของพวกเราทั้งหมู่บ้านเลยที่มีเธออยู่ด้วย ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เธอย้ายมา พวกเราทั้งหมู่บ้านได้อานิสงส์ตั้งเท่าไหร่?”
อวี่โส่วกวงกล่าวอย่างให้กำลังใจพร้อมถอนหายใจ
“ขยันแบบนี้แหละดีล่ะ ไอ้หนู เธอทำต่อไปนะ ลุงนี่ล่ะเชื่อว่าเธอไปได้อีกไกล
เสียดายเดี๋ยวนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยสำหรับกรรมกร ชาวนา ทหารเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไม่งั้นลุงจะต้องเสนอชื่อเธอไปเรียนเกษตรให้ได้ เก่งขนาดนี้อยู่แค่ในหมู่บ้านมันเสียของเปล่าๆ!”
“ลุง ผมน่ะก็อยากเรียนเหมือนกันแหละ เสียดายว่ามันไม่ใช่ยุคของพวกเราแล้ว ตอนนี้กลับมาใช้ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ผมมีความรู้แค่นี้ คงสอบไม่ติดหรอกครับ”
สวี่ซื่อเยี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงเสียดาย
จริง ๆ แล้ว เขาเองก็อยากเรียนต่อ โดยเฉพาะพวกด้านการเลี้ยงสัตว์หรือสัตวแพทย์
เพราะในอนาคตฟาร์มของเขาจะต้องขยายใหญ่ขึ้นแน่นอน เรื่องการป้องกันโรคระบาดพวกนี้ ยิ่งต้องเข้มงวดมากขึ้นไปอีก
แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นมือใหม่ในเรื่องพวกนี้ ถ้ามีโอกาสได้เรียนรู้ให้เป็นเรื่องเป็นราวจริงจังได้สักหน่อยก็คงจะดี
ที่จริงแล้วมันก็ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ ไม่ใช่แค่การเลี้ยงสัตว์กับสัตวแพทย์เท่านั้น
ทั้งเรื่องการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร หรือแม้กระทั่งการสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรต่าง ๆ เขาเองก็อยากเรียน
แถบภูมิภาคฝูซงนี้ ถึงจะขึ้นชื่อเรื่องโสมก็จริง แต่ก็ยังเป็นแค่การขายวัตถุดิบ ยังไม่เข้าสู่กระบวนการแปรรูปอะไรเลย
พูดกันตามตรง มันก็เท่ากับโดนต่างชาติถือดาบอยู่เหนือหัว ราคาก็ปล่อยให้พวกเขาเป็นคนกำหนด
ช่วงไม่กี่ปีนี้ ยังอยู่ในระบบการควบคุมการซื้อขายของรัฐ การผลิตก็ยังไม่ได้มากอะไร เลยยังมองไม่เห็นผลกระทบ
แต่ถ้าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เริ่มมีการทำสัญญาเช่าที่ดิน แล้วแต่ละครัวเรือนเริ่มปลูกโสมกันมากขึ้น
รวมถึงโรงงานของแต่ละแห่งก็เริ่มตั้งสวนโสมของตัวเอง ตลาดโสมก็จะเข้าสู่ยุคของการเติบโตแบบไร้การควบคุม
ถ้าหากระบบการควบคุมของรัฐยังตามไม่ทันล่ะก็ ชาวสวนโสมก็จะเริ่มตัดราคากันเอง สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพวกผู้ค้าต่างประเทศ
ขณะที่ชาวสวนเองกลับขาดทุนยับ
เมื่อก่อนเขาเองก็ไม่ได้คิดไกลนัก แค่อยากพัฒนาสวนโสมของตัวเอง ปลูกสักไม่กี่ร้อยไม่กี่พันจั้ง
ใช้ประสบการณ์จากชาติก่อนให้คุ้มที่สุด หลีกเลี่ยงหลุมพราง แล้วก็ใช้ชีวิตให้สุขสบายเท่านั้นก็พอใจแล้ว
แต่พอเกิดเหตุการณ์มากมายในช่วงสองสามปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่ปุ๋ยพิเศษสำหรับโสมที่เขาคิดขึ้นมาเริ่มถูกเผยแพร่ออกไป มันก็ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นมาเหมือนกัน
หากไม่มีมาตรการที่เหมาะสม ราคาโสมในอนาคตอาจจะดิ่งเหวเร็วกว่าที่เคยเป็นในชาติก่อนด้วยซ้ำ
ถ้าแค่หมู่บ้านที่สอง หรือแม้แต่แค่ชุมชนตงกังมีสูตรปุ๋ยนี้ใช้ ก็คงไม่กระทบอะไรกับภาพรวมมากนัก
แต่ตอนนี้ทั้งอำเภอกำลังเริ่มเอาไปใช้ อีกสามปีข้างหน้า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นขนาดไหนไม่มีใครรู้ได้เลย
ต่อไปอาจจะไม่ใช่แค่อำเภอเราด้วยซ้ำ อำเภอข้างเคียงที่ก็ปลูกโสมเหมือนกันก็ต้องตามมาใช้แน่
ถ้าเป็นแบบนั้น ผลผลิตโสมจะพุ่งทะลุเพดาน แต่ปริมาณรับซื้อของรัฐ หรือแม้แต่ราคาที่จ่ายกลับไม่เพิ่มตาม กลับลดลงอีกต่างหาก
สุดท้ายก็จะเกิดสภาวะ ‘ผลผลิตมากแต่รายได้น้อย’ กับชาวสวนโสม
สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นไหม?
ก่อนปี 1986 รัฐยังคุมเข้มอยู่ ก็คงยังไม่เกิดขึ้นทันที
แต่หลังปี 1986 ไปแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้นจริง
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ความหวังดีของเขาอาจจะกลายเป็นหายนะเลยก็ได้
แค่คิดว่าอนาคตอาจเป็นแบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
เขาก็แค่ชาวนาไร้การศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีเส้นสาย ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งนั้น
คนที่ถูกกระแสของยุคสมัยผลักดันให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะมีปัญญาอะไรไปต้านคลื่นยักษ์แบบนั้นได้?
“เสี่ยวสวี่ คิดอะไรอยู่? ทำไมยืนเฉย ๆ ไม่พูดไม่จาเลย? เหม่อไปถึงไหนแล้ว?”
อวี่โส่วกวงเห็นสวี่ซื่อเยี่ยนยืนเหม่ออยู่นาน ก็รู้สึกแปลกใจเลยเอื้อมมือมาสะกิดที่ไหล่เขาเบา ๆ
“ลุง ถ้ามีจัดอบรมอะไรในอำเภอ ช่วยลุงช่วยดูให้หน่อยนะครับ
ช่วยลงชื่อผมไว้เลย ผมอยากไปเรียนบ้างครับ”
จะให้ไปเรียนมหาวิทยาลัยคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้คงต้องมองหาทางเลือกอื่นแล้ว.







