เวลาสี่นาฬิกาสิบห้านาที รถม้าคันหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันที่ปลายถนนของคฤหาสน์ชมวารี
ยามเฝ้าประตูสังเกตเห็นรถม้าคันนี้เป็นคนแรกและเตรียมจะเข้าไปสอบถาม ทว่าไม่นานพวกเขาก็พบความผิดปกติ ที่นั่งคนขับบนรถม้าไม่มีคนอยู่เลย มีเพียงม้าสีดำสองตัวที่กำลังวิ่งตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด!
ยังไม่ทันจะได้เป่านกหวีดเตือน รถม้าก็พุ่งชนประตูเหล็กของคฤหาสน์เสียงดังสนั่น บานประตูที่เปราะบางล้มลงตามแรงกระแทก ตัวรถพุ่งออกไปไกลลิ่ว ก่อนจะพุ่งหลาวตกลงไปในสระน้ำกลางลานคฤหาสน์
"บ้าเอ๊ย นี่มันรถม้าของบ้านไหนวะเนี่ย"
"แม่งเอ๊ย ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ถิ่นใคร!"
ในขณะที่ความสนใจของทุกคนถูกดึงดูดไปที่การพุ่งชนครั้งนี้ ไท่เล่อที่แอบซุ่มซ่อนตัวอยู่ริมรั้วคฤหาสน์ล่วงหน้าก็เปิดฉากโจมตีเป็นคนแรก!
ปัง ปัง ปังปังปัง
เสียงปืนที่ดังคมชัดฉีกกระชากความมืดมิดในชั่วพริบตา!
การยิงแบบชุดละสองถึงสามนัดในระยะหนึ่งร้อยเมตรเรียกได้ว่าไม่พลาดเป้าเลย ตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แขวนอยู่ข้างเอวของศัตรูกลายเป็นเครื่องนำทางชั้นดี เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีคนถูกยิงล้มลงไปถึงสี่คน!
"มีคนลอบโจมตี!"
"มีคนกำลังโจมตีพวกเรา!"
นกหวีดเตือนภัยจากป้อมยามแต่ละจุดถูกเป่าขึ้นในที่สุด บอดี้การ์ดในคฤหาสน์สะดุ้งตื่นจากความงัวเงียและเริ่มหยิบปืนขึ้นมายิงสวน ทว่าความมืดมิดได้ปกปิดร่องรอยของไท่เล่อเอาไว้ พวกเขาจึงทำได้เพียงกะทิศทางที่ผู้บุกรุกยิงมาคร่าวๆ แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งของไท่เล่อได้อย่างแม่นยำ
ขณะที่พวกเขากำลังพยายามจะโอบล้อม ด้านข้างที่ไร้การป้องกันก็ถูกยิงไขว้ด้วยปืน CQ-B อีกกระบอกหนึ่ง
ห่ากระสุนสาดเข้าใส่ฝูงชน ซัดจนพวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะตั้งรับ
พวกยามพบว่าไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหนก็ไม่อาจหลบพ้นกระสุนปืนที่ราวกับยมทูตได้เลย
"ไม่ไหวแล้ว ยันไว้ไม่อยู่แล้ว!"
"ตกลงพวกมันมีกันกี่คนเนี่ย!"
ในตอนนั้นเอง ภายในใจของทุกคนต่างมีความรู้สึกเหลือเชื่ออย่างรุนแรง ราวกับว่าตัวเองยังคงอยู่ในความฝัน!
การลอบโจมตีที่สร้างแรงกดดันจนแทบหายใจไม่ออกขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนสักสี่ห้าสิบคน แต่พวกเขากลับหาไม่เจอเลยว่ากองกำลังหลักของอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น นอกคฤหาสน์ก็มีคนเฝ้ายามอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยให้คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ลักลอบเข้ามาถึงหน้าประตูโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด!?
เวลาสี่นาฬิกายี่สิบนาที ลานคฤหาสน์ก็ถูกตีแตก นอกเหนือจากศพกว่าสิบศพที่ล้มอยู่บนพื้น ผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ ที่เหลือก็พากันวิ่งหนีเตลิดไปจนหมด
...
"โรงละครแห่งนี้... ไม่เหลือซากแล้ว"
อู่ตี๋มองดูเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ก่อนหน้านี้คณะทูตขององค์ชายรองเพิ่งจะมาเยือนที่นี่ คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถูกเผาจนราบเป็นหน้ากลอง นี่มันหยามหน้าลอร์ดแห่งป้อมรุ่งโรจน์ชัดๆ! "บ้าจริง พวกกรมตำรวจเขตเหนือมัวแต่ละเมออยู่หรือไง จนป่านนี้ยังไม่ส่งตำรวจมาสักคน! ท่านหัวหน้า "
"ชู่ว" ซานไต้ลากลับทำมือเป็นสัญญาณให้เงียบ
เธอหลับตาลงเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้น ราวกับกำลังสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง
จากนั้นเธอก็เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "นายได้ยินอะไรไหม"
รองผู้บังคับการชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะทำใจให้สงบและเอียงหูเงี่ยฟังเลียนแบบผู้บังคับบัญชา ทว่าเสียงที่ดังก้องอยู่ในหูมีเพียงเสียงหวิวๆ ของสายลมยามค่ำคืน เสียงปะทุของท่อนไม้ที่ถูกแผดเผาในกองไฟ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนที่มุงดูอยู่ ซึ่งต่อให้ไม่ตั้งใจฟังก็ไม่อาจละเลยเสียงเหล่านี้ไปได้เลย
"ท่านครับ ผมไม่ได้ยินอะไรเลย..."
"เสียงปืน" ซานไต้ลาลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เสียงปืนดังต่อเนื่อง คนถือปืนมีไม่ต่ำกว่าสี่สิบคน และกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด!"
"ท่านแน่ใจหรือครับ" อู่ตี๋ถามด้วยความประหลาดใจ ปืนถือเป็นของควบคุมในป้อมรุ่งโรจน์ นอกเหนือจากกองกำลังพิทักษ์เมืองและกรมตำรวจแล้ว ก็ไม่มีกองกำลังถือปืนที่เป็นกิจจะลักษณะเลย พวกแก๊งมาเฟียอาจจะมีของเถื่อนอยู่ในมือบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่น่าจะสร้างเรื่องใหญ่โตได้ "หรือว่ากรมตำรวจกำลังกวาดล้างพวกแก๊งมาเฟียครับ"
แต่เขาก็รู้ดีว่าข้อสันนิษฐานนี้ฟังไม่ค่อยขึ้นนัก เพราะเวลาที่กรมตำรวจปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยปกติมักจะแจ้งให้กองกำลังพิทักษ์เมืองทราบล่วงหน้าก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองฝ่าย
ซานไต้ลาส่ายหน้า "ทิศทางของเสียงมาจากเขตเมืองชั้นใน น่าจะอยู่ในย่านที่พักอาศัยสักแห่ง"
"ย่านที่พักอาศัยในเขตเมืองชั้นในเหรอครับ" อู่ตี๋รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นล้วนเป็นผู้ลากมากดีของเมือง ระดับการรักษาความปลอดภัยก็เป็นเลิศ แล้วจู่ๆ จะเกิดการดวลปืนขึ้นมาได้อย่างไร แต่เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธผู้บังคับบัญชาส่งเดช ความสามารถในการรับรู้ของนักสู้ระดับปรมาจารย์นั้นมีความพิเศษเฉพาะตัวจริงๆ
"แจ้งทุกคนในหน่วยที่หนึ่ง ให้รีบมุ่งหน้าไปเขตเมืองชั้นในเดี๋ยวนี้!"
"ครับ!" อู่ตี๋รับคำสั่งทันที "แล้ว... มือวางเพลิงล่ะครับ เราจะไม่จับแล้วเหรอ"
"แน่นอนว่าต้องจับ" ซานไต้ลาพูดอย่างไม่ลังเล "แต่เกรงว่าคงไม่ได้อยู่ที่นี่"
รองผู้บังคับการเผยสีหน้างุนงง
"รีบไปที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน" เธอไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก ท้ายที่สุดแล้วสัญชาตญาณก็เป็นสิ่งที่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งสับสน การเผาโรงละครใหญ่กับเสียงปืนที่ดังสนั่นขึ้นมาอย่างกะทันหันในเขตเมืองชั้นในดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่ทั้งสองเหตุการณ์กลับมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือการเกิดขึ้นโดยไม่มีลางบอกเหตุและแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนกับนักพยากรณ์คนที่หายตัวไปอย่างกะทันหันคนนั้น
เธอกลับรู้สึกรางๆ ว่าอาจจะพบคำตอบในสถานที่ที่เสียงปืนดังขึ้น
...
'ใช่! คุมปืนเอาไว้ อย่าละสายตาจากศูนย์เล็งมากเกินไป เตรียมพร้อมเหนี่ยวไกเสมอ!' จางจื้อหย่วนตะโกนอยู่ในหัวของโจวจือ 'การปะทะกันในร่มไม่เหมือนกับข้างนอก ห้ามปล่อยผ่านทุกมุมอับเด็ดขาด! ทางที่ดีที่สุดคือต้องกวาดล้างศัตรูให้หมด!'
"ลูกพี่ พี่อย่าตื่นเต้นไปเลย ผมได้ยินน่า" โจวจือทั้งฉิวทั้งขำ เมื่อรู้ว่า "ผู้เสียชีวิต" คนอื่นๆ ยังคงติดตามความคืบหน้าของเกมอยู่ เขาก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาทันที คิดไม่ถึงเลยว่าจางจื้อหย่วนจะมีพลังมากกว่าเขาเสียอีก ทั้งยังชี้แนะเขาอย่างครอบคลุมและละเอียดถี่ถ้วน แถมเสียงยังดังสนั่นอีกด้วย "ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่โรงละคร พี่ไม่ใช่ว่าต่อต้านพฤติกรรมการตั้งศาลเตี้ยแบบนี้มากหรอกเหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เปลี่ยนนิสัยไปแล้วล่ะ"
'นายนี่โง่หรือเปล่า ตอนนี้คนที่ยิงคือนาย ไม่ใช่ฉันสักหน่อย!' จางจื้อหย่วนพูดอย่างหงุดหงิด 'อีกอย่างนายก็เห็นคำอธิบายภารกิจแล้วนี่ พวกมันมีสิทธิ์อะไรมาเรียกตัวเองว่าตำรวจ สวมคราบผู้รักษาสันติราษฎร์แต่กลับทำเรื่องโหดร้ายทารุณยิ่งกว่าเดรัจฉาน สวะแบบนี้กำจัดทิ้งไปให้หมดก็ไม่เห็นเป็นไรเลย'
พอพูดถึงตอนท้าย เขาก็ถึงกับมีน้ำเสียงเคียดแค้นจนกัดฟันกรอด
"รู้แล้วๆ ผมจะพยายามให้ดีที่สุดก็แล้วกัน!" โจวจือตอบรับอย่างจนใจ "แต่ว่าไปแล้ว... ผมก็รู้สึกว่าปืนมันไม่ได้ใช้ยากขนาดนั้นนี่นา ก็เหมือนกับเล่นเกมยิงปืนนั่นแหละ... ยกเว้นเรื่องที่ไม่มีเงินรางวัลให้"
'ไร้สาระ!' จางจื้อหย่วนกลอกตาอย่างเงียบๆ 'นายก็ไม่ดูบ้างเลยว่าในมือของอีกฝ่ายถืออะไรอยู่' ถึงแม้ว่าจะเป็นปืนเหมือนกัน แต่ช่องว่างด้านประสิทธิภาพของทั้งสองฝ่ายก็กว้างมากพอที่จะลบข้อด้อยเรื่องทักษะของมือใหม่ได้แล้ว ในระยะหนึ่งร้อยเมตร กระสุนของศัตรูยากที่จะรับประกันได้ว่าจะยิงโดนตั้งแต่ความพยายามครั้งแรก แต่สำหรับ CQ-B แล้ว เล็งตรงไหนก็โดนตรงนั้น และในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายยิงพลาดและกำลังรอที่จะยิงในครั้งต่อไป อำนาจการยิงอันทรงพลังของปืนไรเฟิลอัตโนมัติก็คงยิงเป้าหมายจนพรุนเป็นรังผึ้งไปตั้งนานแล้ว
หากนี่เป็นการต่อสู้ที่สูสีกัน ในสายตาของจางจื้อหย่วน ต่อให้โจวจือตายสักสิบครั้งก็ยังไม่ถือว่ามากเกินไป
และด้วยความได้เปรียบทางด้านอาวุธอย่างแท้จริงนี่เอง ไท่เล่อและโจวจือจึงเลือกที่จะบุกโจมตีซึ่งๆ หน้า ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีที่จะจบการต่อสู้ด้วยความเร็วที่ไวที่สุด
ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลดีทีเดียว ไม่ถึงห้านาที พวกเขาก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์จากทั้งทางซ้ายและขวา และเริ่มปะทะกับบอดี้การ์ดในตัวบ้าน
ทว่าบอดี้การ์ดเหล่านี้กลับไม่มีปืนด้วยซ้ำ อาวุธที่พวกเขาใช้ยังคงเป็นอาวุธเย็นที่มีดาบเป็นหลัก
แม้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเขาจะแข็งแกร่งกว่า ทว่ากลับล้มลงเร็วกว่ายามข้างนอกเสียอีก โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาพยายามฉวยโอกาสบุกพุ่งเข้าใส่สุดชีวิตในช่วงที่ทิ้งห่างระหว่างการยิง ห่ากระสุนที่สาดซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่องดุจพายุฝนก็ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยสีหน้าเหลือเชื่อก่อนที่จะสิ้นใจ
ทั้งสองคนบุกรวดเดียวขึ้นไปถึงห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง
ซึ่งที่นี่ก็เป็นสถานที่ที่เจ้าของคฤหาสน์มักจะใช้เวลาอยู่เป็นประจำ
เห็นเพียงร่างล่ำสันร่างหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวไม้เนื้อแดง จากการแต่งกายเห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากยามและบอดี้การ์ด ทั้งยังมีตราสัญลักษณ์สีทองติดอยู่ที่หัวไหล่อีกด้วย
โจวจือไม่พูดพร่ำทำเพลง สาดกระสุนรัวใส่คนผู้นี้ทันที!
กระสุนเจาะเข้าที่แผ่นหลังของเขาจนละอองเลือดสาดกระเซ็น
"เขาคือขุยฉีเหรอ"
"ใครจะไปรู้ล่ะ นายควรถามให้จบก่อนแล้วค่อยลงมือนะ"
เมื่อเห็นเป้าหมายล้มลง ไท่เล่อก็เดินเข้าไปพลิกใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นมา ก่อนจะหน้าเปลี่ยนสีไปในทันที ใบหน้าของผู้ตายบวมเป่ง เบ้าตาเป็นสีม่วงคล้ำ เห็นได้ชัดว่าตายมาพักใหญ่แล้ว!
นี่คือศพที่ถูกจัดฉากเอาไว้อย่างจงใจ!
"ระวัง ในห้องอาจจะมีกับดัก " ไท่เล่อยังพูดไม่ทันจบ ตู้เสื้อผ้าติดกระจกในห้องก็ระเบิดออกกะทันหัน ร่างของคนผู้หนึ่งพุ่งเข้าหาโจวจือพร้อมกับเศษกระจกที่สาดกระเซ็นไปทั่วฟ้า โจวจือหันกระบอกปืนเตรียมจะป้องกันตัว ทว่าความเร็วของอีกฝ่ายกลับรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ ยังไม่ทันที่โจวจือจะได้เหนี่ยวไก หมัดของคนผู้นั้นก็ซัดเข้าที่ใบหน้าของเขาเข้าเต็มแรง!
ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่น โจวจือถูกซัดกระเด็นลอยข้ามห้องนอนไป ก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง เลือดที่สาดกระเซ็นประทับเป็นรอยรูปใยแมงมุมอยู่บนกำแพง!







