"ท่านอยากใช้คดีนี้เป็นข้ออ้างเพื่อจัดการเขาให้ตายอย่างนั้นหรือ?"
เล่อจ้านคิดในใจ 'คุณชายน้อยผู้นี้ดูท่าทางเป็นปัญญาชน แต่กลับมีวิธีการที่เฉียบขาดนัก'
"จัดการให้ตายไปเลย! ถือว่ากำจัดภัยร้ายประการหนึ่งให้จิงโจว!" เล่อผังพูดอย่างตื่นเต้น
เล่อจ้านถลึงตาใส่บุตรชาย ทำท่าจะเงื้อมือตบ "ข้าจะจัดการเจ้าให้ตายก่อน!"
เล่อผังหดคอ ไม่กล้าส่งเสียงอีก
หวังหยางกล่าว "ข้ากังวลว่าวันหน้าเขาจะมาหาเรื่องขอรับ"
"เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ข้าจะให้ที่ว่าการอำเภอสั่งสอนเขาสักหน่อย และตักเตือนให้เขาเจียมเนื้อเจียมตัว เขาเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ว่าควรทำอย่างไร"
เล่อจ้านอยากให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีอะไร
'ก่อนหน้านี้ข้าถูกบุตรชายหลอกให้เข้ามาพัวพันกับคดีนี้ โชคดีที่พัวพันไม่ลึก กองกำลังส่วนตัวของตระกูลบัณฑิตถูกปล้น ตัวข้าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย จึงเร่งรัดให้ที่ว่าการอำเภอทำคดี อีกทั้งยังไม่รู้ว่าทำคดีของผู้ใด อ๋องหลูลิงคงไม่มากล่าวโทษถึงตัวข้าหรอกกระมัง'
'อีกอย่างตอนนี้ข้าก็ช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง คลี่คลายความบาดหมางให้แล้ว วันหน้าต่อให้มีคนถามขึ้นมา ก็ยังอธิบายได้'
'ทางที่ดีที่สุดคือหวังหยางยอมปล่อยมือไป เรื่องนี้ก็จะจบลงอย่างมีความสุขทุกฝ่าย'
'อันที่จริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำอะไร ฝ่ายหนึ่งคือตระกูลหวังแห่งหลางหยา อีกฝ่ายคือคนใต้สังกัดอ๋องหลูลิง ไยต้องแตกหักกันด้วยเล่า'
'เพียงแต่ข้าไม่สะดวกจะเอ่ยปากโดยตรงให้หวังหยางเลิกเอาความเรื่องนี้ อย่างไรก็ต้องไว้หน้าหวังหยางบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็มีความรู้สึกดีๆ ไม่น้อยต่อชายหนุ่มที่แต่งกวี "ร่อนเร่พเนจรในยุทธภพพร้อมสุรา เอวบางร่างน้อยดั่งสาวฉู่เบาหวิวในฝ่ามือ" ผู้นี้ ดังนั้นการลงโทษตู้ซานเหยียสถานเบาเพื่อเป็นการตักเตือน ก็ถือว่าดูแลความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายแล้ว'
ความจริงแล้วสิ่งที่หวังหยางกังวลยิ่งกว่าคือ ตนเองบังเอิญไปพบความลับของอ๋องหลูลิงเข้าหรือไม่
'ดูจากตอนที่หลอกตู้ซานเหยียก่อนหน้านี้ หมอนั่นตกใจกลัวถึงเพียงนั้น เรื่องนี้เกรงว่าคงไม่ธรรมดา หากไม่สามารถจัดการควบคุมตู้ซานเหยียไว้ได้ในตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะฉวยโอกาสนี้มาเล่นแง่ ขอยืมดาบของอ๋องหลูลิงมาสังหารฉันหรือไม่'
'เพียงแต่เรื่องนี้พัวพันกว้างขวางนัก ไม่สะดวกจะบอกกล่าวกับเล่อจ้านตามตรง ฉันไร้ตำแหน่งขุนนาง ไม่มีทางสอดมือเข้ายุ่งกับคดีนี้ การจะให้เล่อจ้านเสี่ยงล่วงเกินอ๋องหลูลิงมาช่วยจัดการตู้ซานเหยียอย่างเด็ดขาด ก็ดูจะไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย ทว่า...'
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากขอให้ท่านลุงช่วยเหลือขอรับ"
"จือเหยียนไม่ต้องเกรงใจ ว่ามาได้เลย"
"ข้าอยากให้ท่านลุงแจ้งต่ออำเภอเจียงหลิง ให้พวกเขาสอบสวนหาสาเหตุที่ลักพาตัวอาอู่ขอรับ"
เล่อจ้านเผยสีหน้าลังเล เห็นได้ชัดว่าไม่อยากสอดมือเข้ายุ่งกับคดีนี้อีกแล้ว
หวังหยางกล่าวเสริม "ท่านลุงวางใจเถิด ข้าไม่ได้อยากจะกัดไม่ปล่อยเรื่องนี้ สำหรับวิธีจัดการตู้ซานเหยีย ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายอีกขอรับ"
"จริงหรือ?" เล่อจ้านดีใจขึ้นมา ทำเช่นนี้ย่อมดีที่สุดแล้ว
"ขอรับ แต่ข้าอยากขอให้ท่านลุงช่วยสืบความจริงให้ข้า หากไม่รู้สาเหตุที่เขาลงมือ ข้าคงรู้สึกไม่สบายใจ"
"เรื่องนี้ง่ายดาย! เดิมทีก็ควรสอบสวนให้ชัดเจนอยู่แล้ว พอดีเลยจะได้ขังเขาให้นานขึ้นอีกหน่อย ให้เขาหลาบจำเสียบ้าง! เรื่องนี้ฝากไว้ที่ข้าได้เลย"
เล่อจ้านคิดว่าก็คงเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อย่างการจับคนไปขายเป็นทาส หรือไม่ก็แก้แค้นส่วนตัว จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม "จือเหยียนเอ๋ย ธุระปะปังพวกเราก็คุยกันจบแล้ว ตอนนี้มาคุยเรื่องบทกวีบทนั้นกันเถอะ..."
เล่อจ้านในยามนี้คิดไม่ถึงเลยว่า เบื้องหลังความจริงของเรื่องที่เขารับปากไปอย่างส่งๆ นี้ จะเกินความคาดหมายของทุกคนไปมาก...
......
ยามเช้าตรู่ แสงแดดสาดส่องไปทั่วเรือนหลังเล็กของตระกูลหวัง
หวังหยางนั่งอยู่กลางโถง กินโจ๊กแกล้มผักดองและไข่เจียวต้นหอม พลางมองดูเสี่ยวอาอู่กับเฉินชิงซานฝึกวรยุทธ์อยู่ในลานบ้าน
เสี่ยวอาอู่มีสีหน้าขึงขัง ใบหน้าเล็กๆ กลั้นจนแดงก่ำ ยืนหยัดในท่าหม่าปู้ กำปั้นน้อยๆ สองข้างวางไว้ที่เอว ให้ความรู้สึกเหมือนถูกเตะปลิวได้ในเตะเดียว
'หืม? นี่ฉันเปรียบเทียบอะไรของฉันเนี่ย???'
เฉินชิงซานสวมชุดสีครามดูสง่าผ่าเผย มีสายรัดเอวเรียบๆ เรียวขาทั้งสองข้างตึงกระชับและเหยียดตรง ราวกับไผ่งามต้องลม ปอยผมบางเส้นระแก้ม งดงามเยือกเย็นดั่งภาพวาด
"ฝึกหมัดต้องฝึกปอดก่อน วิถีแห่งการฝึกปอด สำคัญที่สุดคือการหายใจ หายใจออก"
"ฮ่า! ฮ่า!" อาอู่เปล่งเสียงตะโกนสองครั้ง ชกออกไปสองหมัด
"ลมปราณต้องจมลง หากลมปราณไม่จมร่างกายก็จะไม่มั่นคง เอาใหม่"
"ฮ่า! ฮ่า!"
"ยังคงไม่จม เจ้าชูแขนทั้งสองข้างขึ้น"
หวังหยางเห็นอาอู่ยกมือขึ้นเหมือนยอมจำนน ก็พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
"ชูขึ้นเหนือศีรษะ ท่อนล่างห้ามขยับ" เฉินชิงซานตบแขนอาอู่เบาๆ "กางออก เหยียดให้ตรง! หายใจเข้า... หายใจออก... หายใจเข้า... หายใจออก..."
อาอู่เบิกตากลมโต
"สัมผัสได้ถึงลมปราณที่จมลงหรือยัง?"
อาอู่พยักหน้าอย่างตื่นเต้น
"นี่คือเคล็ดลับ ยกแขนขึ้นลมปราณก็จะจมลง กระบวนท่าเริ่มต้นของเพลงหมัดจำนวนไม่น้อยล้วนเป็นการยกแขน ความจริงแล้วก็คือความหมายของการกดลมปราณให้จมนั่นเอง"
หวังหยางเห็นว่าน่าสนใจ จึงเดินไปที่หน้าประตู เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า "ชิงซาน หรือพรุ่งนี้เจ้าจะสอนข้าสักสองสามกระบวนท่าดีไหม?"
เฉินชิงซานแก้ไขท่าทางให้อาอู่ โดยไม่มองหวังหยาง เผยให้เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่งดงามเยือกเย็น "เจ้าอ่านกฎหมายฉีจบแล้วหรือ?"
"ใกล้แล้ว ข้าเลือกจำเฉพาะที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องจำให้หมดรวดเดียวเสียหน่อย"
"คืนพรุ่งนี้ข้าก็จะไปแล้ว" เฉินชิงซานน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับพูดเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง
อาอู่เงยหน้ามองเฉินชิงซานอย่างตกตะลึง
"คืน... คืนพรุ่งนี้?" หวังหยางสีหน้าเปลี่ยนไป
เฉินชิงซานตบศีรษะอาอู่เบาๆ เอ่ยเสียงเบา "หายใจเข้า ตั้งสมาธิ"
อาอู่พยายามสูดลมหายใจเข้า แต่ลมหายใจกลับเริ่มไม่ราบเรียบ
เฉินชิงซานช่วยปรับท่าทางให้อาอู่ โดยหันหลังให้หวังหยาง
"คืนพรุ่งนี้เจ้าไม่ได้จะไปบ้านเจียวเจิ้งหรอกหรือ? หากสำเร็จ ข้อตกลงของพวกเราก็ถือเป็นอันสิ้นสุด ข้าก็ควรจะไปได้แล้ว"
หวังหยางรีบเอ่ย "ไม่ไปไม่ได้หรือ! ข้าให้ราคาสูงจ้างเจ้าเป็นผู้คุ้มกัน "
"ข้าไม่เป็นผู้คุ้มกัน" น้ำเสียงราบเรียบดังเดิม
ทว่าเสี่ยวอาอู่กลับเห็นว่า ระหว่างคิ้วและดวงตาอันเยือกเย็นของเฉินชิงซานมีความไม่พอใจจางๆ ก่อตัวขึ้น
"เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าพวกเราเข้าขากันได้ดีมาก? ข้ามีสมอง เจ้ามีกำลัง..."
ความไม่พอใจจางๆ นั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าโกรธเคืองในทันที เฉินชิงซานหันขวับกลับไปถลึงตาใส่ "เจ้าว่าใครไม่มีสมอง?"
......
หวังหยางอารมณ์ไม่สู้ดี 'อย่าว่าแต่เรื่องที่เฉินชิงซานมีประโยชน์มากเพียงใดเลย ต่อให้เป็นแค่แจกันดอกไม้ตั้งโชว์ แค่ได้มองทุกวันจิตใจก็เบิกบานมากแล้ว!'
'พูดไปพูดมา รั้งคนเก่งไว้ไม่ได้ก็ยังต้องโทษที่ฝีมือตัวเองไม่ถึง ทำไมฉันถึงได้ซื่อบื้อแบบนี้นะ? ตกลงกันไว้ว่าจะจัดการให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน ไยต้องรีบร้อนนัดหมายในคืนนี้ด้วย?'
'แต่หากจะให้ฉันจงใจประวิงเวลาหรือตั้งใจทำให้พัง ก็กลับทำใจทำเช่นนั้นไม่ลง นางเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องสืบคดีของพ่อให้กระจ่าง ฉันก็ไม่อาจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แล้วไปขัดขวางนางได้'
หากบอกว่าเรื่องนี้ทำให้หวังหยางรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวเขาก็จะได้ยินข่าวที่น่าหงุดหงิดใจยิ่งกว่า







