รถไฟจอดที่สถานีรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก
หลังจากเฉียวอวี้อธิบายโจทย์เสร็จ เวลาสามชั่วโมงก็เพียงพอที่จะทำให้อาจารย์หลานจัดการอารมณ์ตัวเองได้ เขาพาเฉียวอวี้ลงจากรถไฟ เดินออกทางออกทิศเหนือ 1 ตามคำแนะนำของคนที่ติดต่อกับเขาผ่านวีแชต มองไปแต่ไกลก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่นอกชานชาลา ชูป้ายที่เขียนชื่อของเฉียวอวี้เอาไว้
อาจารย์หลานพาเฉียวอวี้เดินเข้าไปหา ก่อนหน้านี้เพราะเฉียวอวี้ยุ่งมาก คนที่ติดต่อกับฝ่ายต้อนรับของเสี่ยวหลี่ปาปาจึงเป็นอาจารย์หลานทั้งหมด
ดังนั้นคนดีศรีสังคมจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทาย "สวัสดี คุณคือเสี่ยวกัวใช่ไหม"
เฉียวอวี้แทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่...
วิธีทักทายของคนดีศรีสังคม ฟังดูเหมือนกำลังเรียกคนว่าข้าวตังน้อยเสียอย่างนั้น? มุกพ้องเสียงนี่มันฆ่าไม่ตายจริงๆ...
"อ๊ะ ใช่ครับ สวัสดีครับ ผมคือเสี่ยวกัว กัวซงหยวน คุณคงจะเป็นอาจารย์หลาน ส่วนนี่ก็ต้องเป็นนักเรียนเฉียวอวี้แน่นอน สวัสดีครับ สวัสดี"
ชายหนุ่มเก็บกระดาษที่เขียนชื่อแผ่นนั้นลง แล้วเอ่ยทักทายทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น
"สวัสดีครับ" เฉียวอวี้ตอบรับอย่างผ่าเผย
"ตามผมมาเลยครับ ทางสถาบันมอบหมายให้ผมพาพวกคุณไปที่มหาวิทยาลัยเซียวหูโดยตรง ต้องขอโทษด้วยนะครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่มากันตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็เลยมีผมมาคอยรับแค่คนเดียว" กัวซงหยวนพูดด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
อย่าว่าแต่อาจารย์หลานกับเฉียวอวี้ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย ต่อให้สนใจ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่กระตือรือร้นนั้น ก็คงจะโกรธไม่ลงอยู่ดี
"ไม่เป็นไรครับ หลักๆ คือเมื่อวานที่โรงเรียนผมยังมีธุระนิดหน่อย ถ้าจะต้องขอโทษก็ควรจะเป็นผมมากกว่า" อาจารย์หลานรับคำ
เฉียวอวี้เดินตามหลังทั้งสองคน ฟังผู้ใหญ่สองคนพูดจาเกรงใจกันไปเกรงใจกันมาอย่างเงียบๆ รู้สึกแค่ว่าคนดีศรีสังคมนั้นถ่อมตัวเกินไปสักหน่อย
พวกเขาเป็นฝ่ายได้รับเชิญมา อีกอย่างคนคนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินให้เขาสักหน่อย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เฉียวอวี้รู้สึกว่าต้องขอชมกัวซงหยวน นั่นคือเขาขับรถได้เร็วและนิ่งมาก เก่งกว่าคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันในเมืองดาราเสียอีก
...
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ อาจารย์หลาน นักเรียนเฉียวอวี้ เนื่องจากงานต้อนรับทั้งหมดจัดไปตั้งแต่เมื่อวาน งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อต้อนรับทุกคนก็จัดไปเมื่อวานแล้ว วันนี้เลยไม่มีกำหนดการอะไร พวกคุณพักที่เกสต์เฮาส์ก่อน จะออกไปเดินเล่นตามสบายก็ได้ครับ
แต่กำหนดการรอบชิงชนะเลิศพรุ่งนี้จะเริ่มตอนเก้าโมงเช้า และต้องสอบต่อเนื่องแปดชั่วโมง เพื่อให้นักเรียนเฉียวอวี้ทำผลการเรียนออกมาได้ดี ผมแนะนำว่าคืนนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนมื้อค่ำเดี๋ยวจะมีหุ่นยนต์นำขึ้นมาส่งให้โดยตรง ถ้าพวกคุณตั้งใจจะออกไปกินข้าวข้างนอก ก็บอกผมได้เลยครับ"
กัวซงหยวนเดินมาส่งทั้งสองคนถึงห้อง จัดแจงทุกอย่างจนเรียบร้อย แล้วจึงอธิบายอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรครับ กำหนดการนี้ก็ดีแล้ว วันนี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะออกไปไหนเหมือนกัน ถ้าอยากจะไปเดินเล่น ไว้รอรอบชิงชนะเลิศจบก่อนค่อยว่ากันครับ" อาจารย์หลานตัดสินใจแทนเฉียวอวี้ไปเลย
แน่นอนว่าเฉียวอวี้ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร เขาไม่ได้รู้สึกอินกับการท่องเที่ยวเป็นพิเศษอยู่แล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าตอนนี้ก็ห้าโมงกว่าแล้ว...
ก่อนมาเซียวโจวเขาเคยหาข้อมูลมาบ้าง คนที่นี่มีวินัยกันสุดๆ โดยพื้นฐานแล้วพอเลยสองทุ่ม บนถนนก็แทบจะไม่เห็นใครแล้ว รถยนต์ก็ไม่ค่อยมี ไม่เหมือนเมืองดาราที่ตอนสองทุ่ม บนท้องถนนยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและรถยนต์ที่ขวักไขว่
โดยเฉพาะพื้นที่ฮอตสปอตไม่กี่แห่งใจกลางเมือง ดึกดื่นค่อนคืนไม่เพียงแต่รถติดอยู่บนถนน ใต้ดินยังมีคนแห่กันไปเบียดเสียดในรถไฟใต้ดินจนแน่นเป็นปลากระป๋อง
ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าคนเมืองดาราไม่ต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างนั้นแหละ
"ได้ครับ ได้ อ้อ จริงสิ หลังอาหารค่ำ ที่ชั้นสามมีห้องสำหรับทำกิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจโดยเฉพาะ ถ้าอยู่แต่ในห้องแล้วรู้สึกอุดอู้ ก็ไปที่ชั้นสามได้นะครับ มีทั้งฟิตเนสและอื่นๆ ครบครัน แน่นอนว่าจะไปเดินเล่นแถวๆ เกสต์เฮาส์ก็ได้เหมือนกัน
ส่วนอาหารเช้าพรุ่งนี้ จะกินพร้อมกันที่โรงอาหารชั้นหนึ่งตอนแปดโมงเช้า กินเสร็จแล้วกลับมาเตรียมตัวที่ห้องสักหน่อย ตอนแปดโมงครึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางพานักแข่งทุกคนที่มาศูนย์ใหญ่ในครั้งนี้ไปยังสนามแข่งที่เตรียมไว้ครับ"
"ขอบคุณนะ เสี่ยวกัว"
"อาจารย์หลานเกรงใจไปแล้วครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
"อืม ลาก่อน"
...
ชายหนุ่มที่รับผิดชอบการต้อนรับเดินจากไปได้ไม่นาน โทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น เฉียวอวี้พุ่งตัวออกไปนอกประตู หุ่นยนต์ล้อเลื่อนตัวหนึ่งกำลังจอดอยู่ตรงหน้าประตู
ตอนที่เฉียวอวี้กำลังหยิบข้าวกล่องตามคำแนะนำ หุ่นยนต์อีกตัวก็โผล่มาตรงทางเดิน และไปหยุดอยู่ที่ห้องข้างๆ เขา
ไม่นานนัก เจ้าอ้วนที่ตัวพอๆ กับเขาก็เปิดประตูเดินออกมา
เฉียวอวี้เหลือบมองเพื่อนบ้านห้องข้างๆ แวบหนึ่ง หุ่นยนต์ฝั่งนี้เปิดฝาครอบออกอัตโนมัติแล้ว เขากำลังจะถือข้าวกล่องกลับเข้าห้อง เจ้าอ้วนฝั่งนั้นก็เป็นฝ่ายทักทายขึ้นมาก่อน "เฮ้ นายคงจะเป็นเฉียวอวี้ที่เพิ่งมาถึงวันนี้ใช่ไหม"
เฉียวอวี้หยุดเดิน แล้วพยักหน้าให้หมอนี่ที่ทำตัวตีสนิท "ใช่"
เจ้าอ้วนยกนิ้วโป้งให้เขาทันที พร้อมกับพูดว่า "เทพมากเลยลูกพี่! ว่าแต่ลูกพี่ รอบชิงชนะเลิศจะเลือกแข่งสายไหนเหรอ"
ถามตรงไปไหมเนี่ย
จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนเรียกเขาว่าเทพตรงๆ แบบนี้
เฉียวอวี้ลองคิดดูแล้ว รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เห็นมีอะไรต้องเป็นความลับ จึงตอบไปอย่างเปิดเผยว่า "พีชคณิตและทฤษฎีจำนวน"
"หา? ทฤษฎีจำนวนเหรอ ดีเลยลูกพี่ ฉันจะบอกให้นะ ครั้งนี้มีคนนึงโคตรจะขี้เก๊ก..."
ตอนที่เจ้าอ้วนกำลังพูดอย่างออกรส เสียงหนึ่งจากในห้องก็ดังขัดจังหวะขึ้น "อวี๋หย่งจวิ้น แค่ออกมาหยิบข้าว แกไปชวนใครคุยอีกแล้วเนี่ย"
"อาจารย์ชวี เฉียวอวี้จากเมืองดาราห้องข้างๆ มาแล้วครับ ผมเลยคุยกับเขานิดหน่อย" เจ้าอ้วนหันไปตอบ แล้วขยิบตาให้เฉียวอวี้พลางพูดว่า "เดี๋ยวเจอกันนะ กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันไปหา"
จากนั้นก็รีบหยิบข้าวกล่องออกจากหุ่นยนต์อย่างรวดเร็ว แล้วมุดกลับเข้าห้องไปโดยไม่แม้แต่จะปิดประตู...
เฉียวอวี้ส่ายหน้า ไม่สนใจหุ่นยนต์ปัญญาอ่อนข้างนอกที่กำลังพูดเรื่องไร้สาระอยู่ตรงนั้น เขาถือข้าวเดินกลับเข้าห้อง
"เพิ่งมาก็หาเพื่อนได้แล้วเหรอ" อาจารย์หลานที่ได้ยินบทสนทนานอกห้องเหมือนกันเอ่ยถามขึ้น
"เพื่อน?" เฉียวอวี้ปรายตามองอาจารย์หลาน รู้สึกเพียงว่าคนดีศรีสังคมคนนี้เหมาะจะอยู่แค่ในโรงเรียนจริงๆ สังคมมันโหดร้าย ไม่เหมาะกับคนที่มีกลิ่นอายของความเป็นนักวิชาการเข้มข้นขนาดนี้ใช้ชีวิตอยู่หรอก
"หืม?" อาจารย์หลานไม่ค่อยเข้าใจนัก
"ก็แค่คุยกันเล่นๆ สองสามประโยค จะนับว่าเป็นเพื่อนได้ยังไงล่ะครับ แต่ว่าเจ้าอ้วนคนนั้นร่าเริงดีนะ อ้อ ห้องข้างๆ ก็มีอาจารย์มาเป็นเพื่อนเหมือนกัน ผมได้ยินเขาเรียกอาจารย์ชวี" เฉียวอวี้ตอบส่งๆ ไป
"อาจารย์ชวีเหรอ อ้อ งั้นพวกเขาก็น่าจะมาจากฉงชิ่ง ที่เมืองฉงชิ่งน่ะเก่งคณิตศาสตร์กันมาก การศึกษาขั้นพื้นฐานก็แข็งแกร่ง โรงเรียนก็เข้มงวดสุดๆ ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งไปแลกเปลี่ยนที่ฉงชิ่ง โรงเรียนรัฐบาลเกือบทั้งหมดบังคับให้นักเรียนต้องเรียนคาบค่ำตั้งแต่ ม.1 เลย แถมเย็นวันอาทิตย์ก็ยังมีจัดตารางสอนด้วยนะ"
อาจารย์หลานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น
"ใช่ครับ ผมจำชื่อนั้นได้ อวี๋หย่งจวิ้น เหมือนจะอยู่อันดับ 600 กว่าๆ เห็นบอกว่ามาจากโรงเรียนมัธยมปาซานฉงชิ่ง เดี๋ยวนะ อาจารย์บอกว่าพวกเขาทุกคนต้องเรียนพิเศษช่วงบ่ายวันอาทิตย์ด้วยเหรอครับ" เฉียวอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกดีใจอยู่ในใจที่ตัวเองไม่ได้เกิดที่ฉงชิ่ง
นี่มันจะแข่งขันกันดุเดือดเกินไปแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียนแข่งขันกันนะ อาจารย์ก็แข่งด้วยเหมือนกัน!
เย็นวันอาทิตย์ยังต้องไปเรียนที่โรงเรียนอีก คนพวกนี้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านกันบ้างเลยหรือไง
"ใช่แล้ว แค่เรียนเย็นวันอาทิตย์ยังถือว่าเป็นโรงเรียนที่ไม่ค่อยดุเดือดนะ โรงเรียนที่แข่งขันกันเอาเป็นเอาตายจริงๆ เขาจัดตารางสอนตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ"
"คนทางฉงชิ่งเขาแข่งขันกันดุเดือดขนาดนี้เลยเหรอ พวกเขาไม่มีหน่วยงานต้นสังกัดระดับสูงกว่าคอยดูแล หรือว่าโทรศัพท์ไม่เป็น อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง ถึงไม่ได้ร้องเรียนขึ้นไปข้างบนน่ะ!" เฉียวอวี้ทอดถอนใจ
อาจารย์หลานชำเลืองมองเฉียวอวี้แล้วถาม "เรื่องนี้เธอรู้ทะลุปรุโปร่งเลยนะ ทำไมล่ะ เคยร้องเรียนเหรอ"
เฉียวอวี้ยิ้ม ตักข้าวเข้าปากคำหนึ่งแล้วถึงตอบ "ผมไม่เคยร้องเรียนหรอกครับ เรื่องเรียนพิเศษจะมาเกี่ยวอะไรกับผม ในเมื่อผมลางานได้อยู่แล้ว แต่ผมเคยยุให้เพื่อนร่วมชั้นไปร้องเรียนนะ ได้ผลดีทีเดียวเลยล่ะ"
ประโยคเดียวทำเอาอาจารย์หลานถึงกับโกรธจนหัวเราะออกมา เขามองค้อนเจ้าเด็กนี่พลางพูดว่า "แล้วถ้ามันเป็นสิ่งที่หน่วยงานต้นสังกัดระดับสูงกว่าเขาจัดเตรียมไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ฝ่ายแนะแนวการสอนของโรงเรียนทางฉงชิ่งเขาเชื่อมต่อกับหน่วยงานระดับสูงโดยตรง การจัดสรรเวลาเรียนก็รับคำสั่งจากหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง เข้าใจหรือยัง"
พูดจบ พอเห็นท่าทางไม่ค่อยเข้าใจของเฉียวอวี้ เขาก็เลยอธิบายเสริมไปอีกประโยค
"ถึงจะมีคนไปร้องเรียนจริงๆ ก็อ้างได้ว่าโรงเรียนได้รับคำร้องจากผู้ปกครองส่วนหนึ่งก่อน จึงเปิดห้องเรียนให้นักเรียนมานั่งอ่านหนังสือช่วงวันหยุด ดังนั้นนักเรียนจะมาอ่านหนังสือหรือไม่ ก็เป็นความสมัครใจทั้งนั้น นักเรียนที่มาล้วนเป็นคนยื่นเรื่องขอเข้ามาเอง แถมโรงเรียนยังต้องพิจารณาอนุมัติอีกต่างหาก! ในขณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน โรงเรียนก็เลยจัดอาจารย์มาเข้าเวรโดยเฉพาะ แบบนี้มีเหตุผลฟังขึ้นใช่ไหมล่ะ"
จู่ๆ เฉียวอวี้ก็รู้สึกสงสารเจ้าอ้วนห้องข้างๆ ขึ้นมานิดหน่อย
เพื่อที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ เขาคงพยายามอย่างหนักมากแน่นอน พอคิดว่าวันหยุดสุดสัปดาห์หมอนี่ต้องรีบไปโรงเรียนเพื่อเรียนคาบค่ำภายใต้การดูแลของอาจารย์ แล้วยังอุตส่าห์อ้วนเอาๆ ได้ขนาดนี้ สภาพจิตใจต้องดีมากแน่ๆ จู่ๆ เฉียวอวี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหมอนี่ถึงเป็นคนเปิดเผยขนาดนี้
แถมพอได้ฟังเรื่องตลกจากปากอาจารย์หลานว่า ในประเทศหัวเซี่ยเดียวกันนี้ ยังมีรุ่นราวคราวเดียวกันที่ใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาขนาดนี้อยู่ เฉียวอวี้ก็เจริญอาหารขึ้นมาอีกหลายส่วน
แต่จะว่าไป ข้าวกล่องที่เกสต์เฮาส์เตรียมไว้ให้นักแข่งก็รสชาติดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ในอินเทอร์เน็ตต่างก็บอกว่าเซียวโจวเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่าเรื่องอาหารอร่อย ดังนั้นเฉียวอวี้จึงทำใจไว้แต่เนิ่นๆ แล้วว่ามาที่นี่ขอกินแค่อิ่มท้องก็พอ แต่ข้าวกล่องมื้อนี้กลับทำให้เขารู้สึกถึงรสชาติแบบบ้านเกิดอยู่บ้าง โดยเฉพาะหมูผัดถั่วฝักยาวกับน่องไก่พะโล้ มันช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก
พอทั้งสองคนกินมื้อค่ำเสร็จ และเก็บข้าวกล่องเรียบร้อยแล้ว นอกห้องก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจริงๆ
อาจารย์หลานมองเฉียวอวี้แวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ส่งเสียงอะไร
เฉียวอวี้เดินไปเปิดประตูห้องอย่างว่าง่าย และก็เป็นไปตามคาด หมอนั่นที่ตัวอ้วนกลมจากห้องข้างๆ ยืนอยู่ข้างนอกจริงๆ "ลูกพี่ ผมมาแล้ว"
"เข้ามาสิ" เฉียวอวี้เดินกลับเข้าห้องไปโดยไม่สนใจ อีกฝ่ายทำตัวสนิทสนมซะขนาดนี้ เขาก็ขี้เกียจจะมาแกล้งทำเป็นเกรงใจ
"สวัสดีครับอาจารย์" พอเดินเข้ามาในห้อง เห็นอาจารย์หลานกำลังพิงเตียงมองมาที่ตน เจ้าอ้วนก็เอ่ยทักทายทันที
"สวัสดี นั่งตามสบายเลยนะ" อาจารย์หลานผงกศีรษะรับเบาๆ แล้วยกนิ้วชี้ไปที่เก้าอี้รับแขกสองตัวในห้อง
อาจารย์ห้องข้างๆ ไม่ได้มาด้วย เขาก็เลยได้โอกาสไม่ต้องลุกขึ้นมาต้อนรับ
"นายดูออกได้ไงว่าเป็นอาจารย์" เฉียวอวี้ถาม
"โธ่ พวกนายสองคนหน้าตาไม่เห็นจะเหมือนกันสักนิด" เจ้าอ้วนตอบส่งๆ
เฉียวอวี้เบ้ปาก แล้วนั่งลงข้างเจ้าอ้วน
"เมื่อกี้นี้นายตั้งใจจะพูดอะไรนะ" เฉียวอวี้ถามอีกครั้ง
"อ้อ คือว่าเมื่อวานมีนักแข่งจากโรงเรียนมัธยมอะไรสักอย่างในหลินไห่ ใส่แว่น ตัวสูงๆ แซ่เดียวกับฉันด้วยนะ ชื่ออวี๋เหวย นายไม่รู้หรอกว่าหมอนั่นขี้เก๊กขนาดไหน" อวี๋หย่งจวิ้นพูดอย่างตรงไปตรงมา
เฉียวอวี้หันหน้าไปกลอกตาบน คนพูดมากก็มักจะจับประเด็นไม่ได้แบบนี้แหละ เหมือนโจวซวงไม่มีผิด...
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังถามกลับไปส่งๆ ว่า "อ้อ หมอนั่นไปล่วงเกินอะไรนายเหรอ"
"ล่วงเกินฉันน่ะไม่ได้ทำหรอก! เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เมื่อวานตอนไปเยี่ยมชมเสี่ยวหลี่ปาปา ช่วงบ่ายที่มีการจัดเวลาให้พักผ่อน พวกเราหลายคนก็มานั่งคุยกัน แล้วก็คุยเรื่องลูกพี่เนี่ยแหละ ก็ในบรรดานักแข่งที่ได้รับเชิญมาครั้งนี้ อันดับของลูกพี่สูงที่สุดเลยนี่นา"
พอพูดจบ เจ้าอ้วนก็มองเฉียวอวี้ตาปริบๆ
เฉียวอวี้ทำได้เพียงพูดถ่อมตัวไปว่า "โชคช่วย โชคช่วยเท่านั้นแหละ"
ประโยคเดียวทำเอาเจ้าอ้วนถึงกับยิ้มแก้มปริ
"เห็นไหมล่ะ ลูกพี่เนี่ยแหละที่เขาเรียกว่าถ่อมตัว ไอ้งั่งนั่นไม่เหมือนกันเลย! ตอนที่พวกเราคุยกัน หมอนั่นนั่งซะไกลลิบ พอพวกเราคุยถึงอันดับของนาย จู่ๆ หมอนั่นก็พูดแทรกขึ้นมาว่า ที่เขาสอบรอบคัดเลือกไม่ดี เป็นเพราะข้อสอบรอบคัดเลือกมันกระจัดกระจายเกินไป! แถมยังพูดอะไรอีกว่าหวังว่านายจะเลือกทฤษฎีจำนวนเหมือนกันอะไรทำนองนั้น
คำพูดจริงๆ พูดว่าไงฉันก็จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ฟังความหมายของหมอนั่นก็คือ ถ้านายเลือกทฤษฎีจำนวนเหมือนกัน เขาก็จะสามารถเอาชนะนายได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ! สรุปก็คืออวดเก่งสุดๆ... ฉันไม่ได้มายุแยงตะแคงรั่วนะ เมื่อวานทุกคนก็ได้ยินกันหมด ไม่เชื่อก็ลองไปถามดูสิ ป่านนี้คงมีคนอยู่ที่ห้องกิจกรรมชั้นสามแน่ๆ"
เฉียวอวี้ยิ้มและไม่ออกความเห็น
คำพูดพวกนี้ไม่สามารถกระตุ้นความอยากเอาชนะของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ถึงนี่จะเป็นการแข่งขันคณิตศาสตร์ ซึ่งแฝงความหมายของการแข่งขันเอาไว้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เขาแข่งเพื่อแย่งชิงคือเงินรางวัล ไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติยศเสียหน่อย
แต่จะว่าไป ได้ยินมาว่าคนหลินไห่นั้นรวยกันมาก
ถ้าไอ้คนที่ชื่ออวี๋เหวยนั่นรวยมากเหมือนกันล่ะก็ เขาก็พอจะยอมอ่อนข้อให้ได้นะ อย่างเช่นจ่ายมาสองแสน แล้วตอนทำข้อสอบเขาจะยอมปล่อยน้ำให้สักหน่อย ถ้าอีกฝ่ายเก่งมากจริงๆ ก็ยอมให้อวี๋เหวยนั่นได้เหรียญทองไป ส่วนตัวเองก็รับเหรียญเงิน
แบบนี้เงินรางวัลเหรียญทองที่เดิมทีมีสองแสนกว่าหยวน ก็จะกลายเป็นเงินรางวัลที่ใกล้เคียงกับเหรียญทองสองแสนหยวน บวกกับเงินรางวัลเหรียญเงินอีกหนึ่งแสนกว่าหยวน
มูลค่าความมั่งคั่งที่คาดหวังไว้เพิ่มขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในพริบตา แบบนี้มันได้กำไรเยอะกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ เสียอีก!
ที่สำคัญคือเงินสองแสนที่รับมาเงียบๆ นั้นไม่ต้องเสียภาษีด้วย
ความยากอยู่ตรงที่เขายังไม่รู้จักอวี๋เหวยคนนั้น แถมยังไม่รู้ระดับฝีมือที่แท้จริงของอีกฝ่าย ว่าจะคว้าเหรียญทองมาได้หรือเปล่า ในกรณีที่เป็นแค่ของปลอมที่แม้แต่เหรียญเงินก็ยังคว้ามาไม่ได้ เอาแต่คุยโวโอ้อวดไปวันๆ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
อวี๋หย่งจวิ้นในเวลานี้ให้ตายก็คิดไม่ถึงว่า เขาเพียงแค่เล่าประสบการณ์เมื่อวานให้ฟัง แต่สมองของเฉียวอวี้ที่อยู่ตรงหน้ากลับแล่นฉิวไปหนึ่งรอบ คิดแผนการว่าจะใช้ประโยชน์จากนิสัยเย่อหยิ่งของรุ่นราวคราวเดียวกันบางคนที่อาจจะรวยมาก เพื่อทำให้ความมั่งคั่งที่กำลังจะได้รับเพิ่มมูลค่าขึ้นได้อย่างไร
ถ้าพูดความคิดนี้ออกมาล่ะก็ รับรองว่าจะต้องทำให้เขาสติแตกยิ่งกว่าคำพูดของอวี๋เหวยเมื่อวานเสียอีก...
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความหมายที่อวี๋เหวยสื่อออกมา โอกาสมากที่สุดก็แค่จะบอกว่าตัวเองเก่งกว่าเฉียวอวี้ในวัยเดียวกันอย่างแน่นอนเท่านั้น
แต่ความคิดของเฉียวอวี้คือยอมรับเหรียญทองและเงินรางวัลไปทั้งหมดแล้ว ระดับความคิดของทั้งสองฝ่ายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะถึงอย่างไร การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คนหนุ่มสาวที่ได้รับเชิญมาเข้าร่วมการแข่งขันในวิทยาเขตมหาวิทยาลัยเซียวหูเท่านั้น แต่ยังมีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและแม้แต่อาจารย์อีกกว่าเจ็ดร้อยคนที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมโลก...
ทั้งสองคนต่างก็มีความเย่อหยิ่ง แต่ระดับความเย่อหยิ่งนั้นไม่เหมือนกันเลย
ส่วนอาจารย์หลานที่นั่งฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ข้างๆ ทำได้เพียงลอบถอดถอนใจเงียบๆ...
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการพาเฉียวอวี้มาร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ มันค่อนข้างจะรังแกเด็กที่ยังอ่อนต่อโลกพวกนี้เกินไปหน่อย ช่างโหดร้ายเกินไปจริงๆ!
นี่มันคือการโจมตีแบบลดมิติชัดๆ!







