"ท่านแม่!"
"ท่านพี่!"
ข่าวลือในยุทธภพกล่าวว่า ผู้ฝึกยุทธ์หากปรารถนาจะเหนือชั้นหลุดพ้นจากโลกีย์ จำต้องอดทนต่อความโดดเดี่ยวอ้างว้างและความทุกข์ทรมานจากการขัดเกลากระดูกและเส้นเอ็นที่คนทั่วไปไม่อาจทานทนได้ อีกทั้งยังต้องละทิ้งความรักและสายใยผูกพันระหว่างมนุษย์ จึงจะสามารถบรรลุถึงมรรคผลอันยิ่งใหญ่
เฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลยเห็นได้ชัดว่ายังไปไม่ถึงจุดสูงสุดระดับนั้น กระทั่งไม่เคยมีความคิดทำนองนี้เลยแม้แต่น้อย เสียงร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่าของเด็กน้อยและเสี่ยวหลีฮวาที่ถูกพวกโจรภูเขาจับตัวไปอยู่เบื้องหน้า แทบจะทำให้หัวใจของทั้งสองแหลกสลาย
เด็กคนนั้นคือพยานรักและความคิดถึงที่เฉินกุยเยี่ยนมีต่อบัณฑิตผู้ล่วงลับไปแล้ว
ส่วนเสี่ยวหลีฮวาก็เป็นที่พึ่งพิงทางร่างกายและจิตใจของมู่หรงเหลย เขายังเคยคิดด้วยซ้ำว่าหลังจากสังหารซินจั๋วได้แล้ว จะไปพลอดรักกับโฉมงามที่หอเคลิ้มใจ ใช้ชีวิตมัวเมาอยู่กับนางสักครึ่งเดือน
"ปล่อยลูกของข้าเดี๋ยวนี้!"
"ซินจั๋ว วางเสี่ยวหลีฮวาลง ทุกเรื่องยังพอเจรจากันได้!"
"พวกเจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรือ ปล่อยพวกเขาไปแล้วพวกข้ายังมีชีวิตรอดได้อีกหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด!"
ซินจั๋ววิ่งหนีพลางหันหน้ากลับไปตะคอกด่าทอด้วยความโกรธ เสื้อผ้าของเขาถูกหนามเกี่ยวจนขาดวิ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผง ในแววตาเผยให้เห็นความหวาดกลัวและลังเลทำอะไรไม่ถูก
ชุยอิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกายยิ่งเดินโซซัดโซเซ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกสลดและดูทุลักทุเลสุดขีด
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายไม่ไกลไม่ใกล้ สร้างสถานการณ์ที่ต่อให้พวกเฉินกุยเยี่ยนจะทุ่มเทใช้วิชาตัวเบาอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทันในเวลาอันสั้น
ทว่าระยะห่างนั้นกำลังถูกร่นเข้ามาอย่างช้าๆ
การไล่ล่าและหลบหนีดำเนินเช่นนี้ไปจนอ้อมผ่านยอดเขาไปถึงสองลูก ด้านหน้าพลันกลายเป็นทางตันในหุบเขา สองข้างทางล้วนเป็นหน้าผาสูงชัน ยากแก่การปีนป่ายยิ่งนัก
"ประมุขใหญ่ ไม่มีทางไปแล้ว!"
หานชีเหนียงหันขวับกลับมาด้วยความตื่นตระหนก บนใบหน้าเล็กๆ ที่เปื้อนฝุ่นมอมแมมมีน้ำตาสองสายไหลริน "ทะ... ทำอย่างไรดีเจ้าคะ"
"สวรรค์ดับสิ้นข้าแล้ว!"
หวงต้ากุ้ยแหงนหน้าหอนประดุจหมาป่า "วันนี้ค่ายพิชิตมังกรของพวกเราต้องเดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ หรือนี่"
ชุยอิงเอ๋อร์ยิ่งกัดฟันกรอด "ไอ้สวะมู่หรงซิว พอเรื่องจวนตัวก็ชิงหนีไปก่อนคนแรก ข้าบอกแล้วว่าคุณชายเศรษฐีในเมืองเชื่อถือไม่ได้!"
ไป๋เจียนซี่กล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า "รองประมุข เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดไปจะมีประโยชน์อันใด เป็นเพราะพวกเราชะตาอาภัพ ภรรยาของข้าคงยังรอข้าอยู่ที่บ้าน..."
ยังพูดไม่ทันจบ น้ำตาก็ไหลร่วงหล่นเป็นสาย สะอื้นไห้จนพูดไม่ออก
"เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่มีทางแพ้"
ร่างกายของซินจั๋วสั่นเทาเล็กน้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวไปบ้าง
"ซินจั๋ว วางเด็กกับเสี่ยวหลีฮวาลงเสีย บางทีอาจจะยังมีความหวังรอดชีวิตรอด!"
เฉินกุยเยี่ยนและกลุ่มของมู่หรงซิวบีบคั้นเข้ามาอย่างช้าๆ บนใบหน้าแฝงไว้ด้วยความโล่งใจที่ในที่สุดก็ปิดล้อมจนฝุ่นตลบลงได้ ทว่าก็ยังมีความตึงเครียดในลักษณะของคนที่ถูกข่มขู่จนเกรงใจไม่กล้าลงมือเพราะกลัวกระทบกระเทือนถึงสิ่งสำคัญ
"ไม่! ข้ายังไม่แพ้! ข้ายังอายุน้อย ข้าจะตายไม่ได้!"
ซินจั๋วแสร้งทำเป็นคลุ้มคลั่ง เขารวบตัวเด็กมากอดไว้ มือขวาบีบคอของเด็ก "ปล่อยพวกข้าไป ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเขา!"
เด็กชายตัวน้อยคนนั้นร้องไห้โฮออกมา
"ซินจั๋ว ห้ามทำร้ายลูกของข้านะ..."
เฉินกุยเยี่ยนหายใจหอบหนัก ทวนยาวที่เดิมทีกำไว้แน่นถูกปักลงบนพื้นดินอย่างแรง นางโบกมือด้วยความลุกลี้ลุกลน ส่งสัญญาณให้ซินจั๋วผ่อนคลายลง "พวกเจ้าเป็นโจรภูเขา ตอนนี้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ขอเพียงปล่อยเด็กไป ข้าสามารถละเว้นความผิดในอดีตได้ กระทั่งทางฝั่งทางการ ข้าก็จะหาวิธีอลุ้มอล่วยให้ ตกลงหรือไม่ เชื่อข้าเถอะ"
"ถูกต้อง!"
ดวงตากลมโตของมู่หรงเหลยจ้องเขม็งไปที่เสี่ยวหลีฮวาซึ่งถูกหวงต้ากุ้ยอุ้มไว้แน่น "พวกข้าจะไม่ฆ่าพวกเจ้าเด็ดขาด ทางฝั่งเจ้าเมืองซูก็จะไม่ฆ่าเชลยสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นกัน วางเสี่ยวหลีฮวาลง ทุกเรื่องล้วนเจรจากันได้!"
"ฝันไปเถอะ!" ซินจั๋วเบิกตาโพลงจนแทบฉีกขาด แผดเสียงคำราม "พวกเจ้าบีบคั้นอย่างไม่ลดละ ไม่เหลือทางรอดให้โจรภูเขาอย่างพวกข้าเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ยังคิดจะมาหลอกลวงข้าอีกหรือ ข้าซินจั๋วแม้จะเป็นโจร แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ ถอยไป ปล่อยพวกข้าไป!"
เฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลยหายใจติดขัด ตกอยู่ในความรู้สึกลังเลสับสนอย่างหาที่สุดไม่ได้
ในจังหวะนั้นเอง หานจิ่วหลางที่อยู่ด้านหลังก็พลันร้องอุทานขึ้นมา "ประมุขใหญ่ ตรงนี้มีถ้ำขอรับ ข้างในลึกมาก ดูเหมือนจะทะลุไปอีกฝั่งได้"
ในพงหญ้าที่อยู่ติดกับผนังภูเขา มีถ้ำที่สังเกตเห็นได้ยากแห่งหนึ่งอยู่จริงๆ ความสูงขนาดเท่าคนหนึ่งคน ภายในมืดมิดดำทะมึน
ซินจั๋วหันขวับกลับไปมอง แววตาประกายความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบหันขวับกลับมาอีกครั้ง "ห้ามเข้ามาใกล้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าฆ่าคนแน่ ปล่อยพวกข้าไป!"
พูดจบก็อุ้มเด็กแล้วเป็นฝ่ายมุดเข้าไปในถ้ำก่อนใคร พวกโจรที่เหลือรีบเร่งลนลานตามเข้าไป
กลุ่มของเฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แกว่งไกวอาวุธไล่ตามเข้าไปทันที
ภายในถ้ำมืดมาก มีกลิ่นเหม็นคาวจางๆ ของเชื้อราที่ก่อตัวขึ้นหลังจากแห้งและเย็นเป็นเวลานานแผ่ออกมา บนพื้นเป็นเศษหินผุพังลักษณะคล้ายผงทราย เวลานี้พวกโจรภูเขากลุ่มนั้นหลบหนีเข้าไปด้านในลึกแล้ว ตลอดทางได้เตะฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว
"ตามไป!"
ยอดฝีมือของทั้งสองตระกูลพุ่งตรงเข้าไปไล่ล่าในส่วนลึกของถ้ำ
ภายในถ้ำลับที่อยู่ด้านข้างช่วงกลางถ้ำ ซินจั๋ว ชุยอิงเอ๋อร์ หวงต้ากุ้ย และคนอื่นๆ รวมทั้งมู่หรงซิวที่มาถึงก่อนล้วนมารวมตัวกันในที่เดียว ความลนลานและสิ้นหวังบนใบหน้ามลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา แต่ละคนกลืนยาเม็ดลูกกลอนลงไปหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอกด้วยท่าทางกวนโอ๊ย
"ความคิดของประมุขใหญ่ยอดเยี่ยมที่สุด"
มู่หรงซิวถูมือทั้งสองข้างด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ คล้ายโจร "เริ่มจากหาถ้ำแห่งนี้ให้เจอ จากนั้นข้าก็ล่วงหน้ามาก่อน เทผงสลายเอ็นละลายกระดูกไว้ตลอดทาง แล้วค่อยเอากิ่งไม้มากวาดผุ่นให้คลุกเคล้าไปกับผงยา กลิ่นคาวในถ้ำกับกลิ่นฝุ่นสามารถกลบกลิ่นยาได้อย่างแนบเนียน ทำให้ยากที่จะถูกค้นพบ"
"จากนั้นพวกท่านก็แสดงท่าทางสิ้นหวัง ลนลานหนีตาย ท้ายที่สุดก็บังเอิญจับพลัดจับผลูมาเจอถ้ำแห่งนี้เข้าเหมือนมืดแปดด้านแล้วพบแสงสว่าง แล้วจึงจำใจต้องหนีเข้ามาในถ้ำ ด้วยวิธีนี้ ปล่อยให้พวกเขาเดาอย่างไรก็เดาต้นสายปลายเหตุไม่ออก แผนการนี้ช่างกลมกล่อมไร้ที่ติ..."
มู่หรงซิวยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น เขายกมือประสานคารวะ "ประมุขใหญ่ พวกเราตามคนไม่ผิดจริงๆ!"
มุมปากของชุยอิงเอ๋อร์เผยรอยยิ้มบางๆ "จุดสำคัญคือระหว่างที่ประมุขใหญ่กำลังหลบหนี ยังกะเวลาได้แม่นยำ ไม่ถึงขั้นปล่อยให้ผงยาตกลงพื้นจนหมดฤทธิ์ ยิ่งพวกเขาลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ฤทธิ์ยาก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้น!"
"ชีวิตดั่งละคร พึ่งพาเพียงฝีมือการแสดง ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเอาชีวิตรอดเอาขึ้นเวทีใหญ่ไม่ได้หรอก อย่าชมเลย"
ซินจั๋วมองไปที่พวกชุยอิงเอ๋อร์ การแสดงของคนเหล่านี้ทำให้เขาตกตะลึงจริงๆ ทุกคนล้วนเป็นราชาจอเงินระดับตัวพ่อตัวแม่ ความสิ้นหวังและหวาดกลัวที่แสดงออกมานั้นสมจริงจนน่าทึ่ง สุดยอดไปเลย
"ฮะ!" ไป๋เจียนซี่หัวเราะเสียงแหลมเล็กคล้ายสตรี "หากจะพูดถึงฝีมือการแสดง ข้ามีเรื่องจะพูด ประมุขใหญ่นั้นออกแรงมากเกินไปหน่อย รองประมุขก็ยังดูปล่อยของไม่สุด ต้ากุ้ยก็ทำหน้าตาโอเวอร์และดูเสแสร้งไปนิด จิ่วหลางไม่ต้องพูดถึง เขามัวแต่หาถ้ำ ข้ากับชีเหนียงนี่สิ ถึงจะเรียกว่าสองกระบี่ประสานใจ ไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริง"
พูดพลางชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเอง "ท่านดูน้ำตาของข้าที่ไหลออกมานี่สิ..."
มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น มีเพียงหานชีเหนียงที่อยู่ด้านข้างหัวเราะคิกคักด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกล
ซินจั๋วนวดหัวคิ้ว มองไปทางทิศทางที่กลุ่มของมู่หรงเหลยเพิ่งจากไป อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป ทางที่ดีอย่าให้มีคดีพลิก ไม่อย่างนั้นหากเกิดการเข่นฆ่ากันมั่วซั่ว แผนการทุกอย่างจะปั่นป่วนไปหมด
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีคดีพลิกอีกแล้ว
กลุ่มของเฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลยเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาไล่ตาม กระทั่งไม่มีแก่ใจจะไปสังเกตด้วยซ้ำว่าในถ้ำย่อยแคบๆ รอบด้านนั้นมีคนซ่อนอยู่หรือไม่ ในเมื่อพวกของซินจั๋วรีบร้อนหนีตาย ย่อมไม่มีทางไปหลบซ่อนอยู่ในทางตัน ยอมปล่อยให้ถูกจับดั่งตะพาบในไหหรอก
เพียงแต่ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ร่างกายของคนกลุ่มนี้ก็ยิ่งอ่อนแรง กล้ามเนื้อและกระดูกปวดเมื่อยจนยากจะทนทาน
ในถ้ำมีก๊าซพิษจากหนองน้ำอย่างนั้นหรือ
มู่หรงเหลยเพิ่งจะผุดความคิดนี้ขึ้นมา คนที่อยู่ด้านหลังก็พากันล้มตึงลงกับพื้นราวกับเทเกี๊ยวลงหม้อ
"หยุด อย่าเดินไปไหน ถ้ำนี่มีความผิดปกติ เดินลมปราณต้านทานไว้!"
เฉินกุยเยี่ยนแทบจะกัดฟันพูดประโยคนี้ออกมา นางนั่งขัดสมาธิลงไปในทันที
มู่หรงเหลยที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวพร้อมกับยอดฝีมือขั้นเจ็ดอีกสองคน ก็นั่งขัดสมาธิลงพร้อมกัน
และในตอนนั้นเอง หินหลายสิบก้อนก็ถูกทุ่มลงมาใส่หัวหูหน้าตาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ทั้งสี่คนรู้สึกมึนงง ร่างกายอ่อนปวกเปียก ไม่สามารถรวบรวมลมปราณได้ หมดเรี่ยวแรงจะหลบหลีกโดยสิ้นเชิง ชั่วพริบตาก็ถูกทุ่มหินใส่จนหัวโนไปหมด บนใบหน้าและตามร่างกายมีเลือดไหลอาบ
ข้าโง่จริงๆ โง่จริงๆ!
เฉินกุยเยี่ยนและมู่หรงเหลยล้มฟุบลงไปกองกับพื้น ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของทั้งสองคนแทบจะพร้อมกัน
พวกเขาเพิ่งจะตั้งสติได้ว่า ในเมื่อซินจั๋วโจรภูเขาชั้นผู้น้อยคนนั้นมีความสามารถบุกเข้าไปในเมืองฝูเฟิงเพื่อจับตัวเด็กและผู้หญิงมาเป็นเชลยได้ ประกอบกับการที่เขาใช้ค่ายพิชิตมังกรข่มขู่มือปราบกว่าพันคน ทำร้ายบัณฑิตใฝ่รู้จนได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังพากลุ่มของพวกตนเดินอ้อมไปมาในภูเขาได้หลายวันอย่างสบายอารมณ์
โดยธรรมชาติย่อมต้องเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายและไร้ยางอาย ต้องมีแผนการใหญ่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน จะเป็นไปได้หรือที่เขาจะหลบหนีลนลานมายังทางตัน พวกตนเป็นห่วงจนสติแตกเองแท้ๆ จึงได้หลวมตัวเข้าไปในกับดักเข้าแล้ว
"ซินจั๋ว ไอ้โจรชาติหมา เจ้าออกมาพูดกันให้รู้เรื่อง!"
เฉินกุยเยี่ยนแผดเสียงตะโกนอย่างสุดกำลัง เพียงแต่คำพูดที่เปล่งออกมานั้นกลับอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง
มู่หรงเหลยขมวดคิ้วมองไปรอบๆ "นี่คือผงสลายเอ็นละลายกระดูกหรือ"
สิ่งที่ตอบเขากลับมาคือเงาดาบที่ฟาดฟันออกมาจากความมืดมิดพร้อมด้วยลมปราณอันทรงพลัง
"ฉึก ฉึก ฉึก..."
ทั้งสี่คนถูกฟันไปหลายดาบ แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ก็สูญเสียเรี่ยวแรงในการขัดขืนเฮือกสุดท้ายไปจนหมดสิ้น
"ลากตัวกลับไป!" เสียงของซินจั๋วดังแว่วมาจากในความมืด







