ท่านราชา โปรดหยุดมือ · khram
ตอนที่ 93
บทที่ 93 การปะทะกันครั้งสุดท้ายระหว่างค่ายพิชิตมังกรและค่ายพยัคฆ์ดุร้าย
"เจ้าพวกนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย มีความแค้นความเคืองอะไรกันนักหนา"
เจ็ดคนหนึ่งสุนัขแห่งค่ายพิชิตมังกรจ้องมองจดหมายท้าประลองอยู่นานพักใหญ่ ก่อนจะสรุปออกมาเป็นประโยคเดียว
ซินจั๋วก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าคนของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายจะยังตามมาหาเรื่องถึงที่ เรื่องบัดซบที่สุดในชีวิตก็คือการที่คุณไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่คิดจะเล่นงานคุณ
ชุยอิงเอ๋อร์ทัดปอยผมที่ข้างหู ก่อนกล่าวว่า "เป็นเพราะเรื่องที่กำแพงเมืองฝูเฟิงคราวก่อนหรือเปล่าเจ้าคะ ตอนที่พวกเราไปใช้ศีลธรรมบีบบังคับ จดหมายฉบับสุดท้ายที่ท่านประมุขใหญ่ส่งให้ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายได้กระตุ้นความรู้สึกอยากเอาชนะของพวกมัน ทำให้พวกมันหลวมตัวตกหลุมพรางไปด้วย คิดๆ ดูแล้วก็น่าขบขันดีเหมือนกันนะเจ้าคะ"
"ไม่ผิด!"
พอพูดถึงเรื่องนี้ เหล่าโจรก็อดที่จะอารมณ์ดีไม่ได้ พากันหัวเราะร่วนออกมา
มู่หรงซิวลูบจมูก กล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า "ข้าไปสืบฐานะของพวกมันมาแล้ว ผู้นำที่มาใหม่สองสามคนนั้นล้วนเป็นคนต่างถิ่น ชาติกำเนิดไม่เลวเลย วันนั้นพวกมันเลียนแบบพวกเรา บุกไปที่ใต้กำแพงเมืองฝูเฟิง ทว่าผลลัพธ์คือพวกมันไม่รู้เรื่องการทหาร ไปยืนอยู่ทางปีกขวาของกองทัพชายแดน จึงถูกทหารม้าทงอี๋ฟันยับเยิน
ต่อมาพวกเราหนีไปได้ แต่พวกมันหนีไม่รอด ถูกทิ้งไว้ในเมืองและถูกมองว่าเป็นกองกำลังผดุงคุณธรรม ยิ่งพอถูกชาวบ้านรุมสรรเสริญเยินยอ ก็เลยถูกใช้ศีลธรรมบีบบังคับกลับจนดิ้นไม่หลุด
ศึกใหญ่หลายครั้งหลังจากนั้น พวกมันบุกเร็วกว่าใครเพื่อน คนร้อยกว่าคน ตายจนเหลือแค่สามสิบกว่าคน ทว่าสละชีพเพื่อชาติก็ถือว่าไม่ได้ตายเปล่า ตายอย่างห้าวหาญ เป็นวีรบุรุษเลยล่ะ เพียงแต่... พรืด!"
เขากลั้นไม่อยู่จึงหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
พวกโจรภูเขาที่ตายไปนั้นดุดันและกล้าหาญจริง ทว่าคำว่า 'วีรบุรุษ' สองคำนี้ บางทีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกมันต้องการ เกรงว่าต่อให้กลายเป็นผีก็คงต้องด่าทอพวกผู้นำว่าไร้สาระสิ้นดี
"น่าเลื่อมใสจริงๆ นั่นแหละ กลับกลายเป็นว่าพวกเราดูเหมือนพวกกลัวตาย ขาดจิตสำนึกไปเลย!"
ซินจั๋วทอดถอนใจ พลางสรุปว่า "ดังนั้น หลังจากเรื่องจบลงพวกมันถึงรู้สึกว่าถูกพวกเราหลอก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ประกอบกับเสียพี่น้องไปตั้งมากมาย เลยตั้งใจจะมาแก้แค้นพวกเรา ตัดสินความเป็นตายกันไปเลยงั้นสิ"
เหล่าโจรหุบยิ้ม มู่หรงซิวขมวดคิ้วกล่าว "น่าจะหมายความแบบนั้นแหละขอรับ!"
"มาลองจำลองสถานการณ์กันดูก่อน ดูสิว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง"
ซินจั๋วหยิบพู่กันและกระดาษออกมา วาดแผนผังและสัดส่วนของบุคคล ทุกคนพากันล้อมวงเข้ามา
จากนั้น
สถานการณ์ก็ดูไม่สู้ดีนัก!
ความคิดอ่านของพวกผู้นำค่ายพยัคฆ์ดุร้ายนั้นไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นแค่คุณชายตระกูลใหญ่มาเล่นสนุก หรือคิดจะตั้งตัวเป็นโจรภูเขาจริงๆ แต่ระดับพลังของคนพวกนี้ไม่ต่ำเลย ซ่างกวนฟ่านชิ่งที่เป็นหัวหน้าอยู่ในระดับหกขั้นรองหรือระดับหก ส่วนอีกสองคนที่เหลืออยู่ระดับเจ็ดขั้นรอง และมีระดับแปดอีกห้าหกคน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มีเพียงซินจั๋วและมู่หรงซิวเท่านั้นที่มีพลังพอจะสู้ได้ ส่วนพวกชุยอิงเอ๋อร์ไม่มีทางตอบโต้ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายจะสูญเสียคนไปเกือบร้อย ทว่าก็ยังมีชายฉกรรจ์อีกสามร้อยคน ในจำนวนนั้นมีผู้คนหลากหลายปะปนกันอยู่ ดูเหมือนจะมีคนของสำนักคุ้มภัยอยู่ไม่น้อย
จะดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ ผลของการประมาทก็คืออาจถูกเล่นงานจนตายได้จริงๆ
ภายในโถงชุมนุม บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชุยอิงเอ๋อร์ก็ถามขึ้นว่า "ท่านประมุขใหญ่มีแผนการอันใดหรือเจ้าคะ"
เหล่าโจรต่างก็มองไปที่ประมุขใหญ่ของตน ของแบบนี้เมื่อเกิดความคุ้นชินในการพึ่งพาอาศัยเสาหลักแล้ว ก็จะกลายเป็นความเคยชิน
ทว่าซินจั๋วกลับมองไปทางทิศที่ลงเขา "ได้ลงไปดูตีนเขาบ้างหรือยัง คนของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาถึงหรือยัง"
ไป๋เจียนซี่ลูบจมูก หัวเราะเสียงแหลมเล็กกล่าวว่า "ข้าลงไปดูมาแล้วขอรับ มีลูกสมุนแค่สิบกว่าคนเฝ้าอยู่ตรงทางลงเขา ข้าได้วางสายลับซ่อนไว้แล้ว หากมีใครขึ้นมาก็จะส่งสัญญาณเตือนได้
ผู้นำเหล่านั้นของพวกมันน่าจะเพิ่งกลับมาจากเมืองฝูเฟิง คงต้องพักผ่อนกันสักคืนแน่! ไม่มีใครเข้าใจพวกมันได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว"
จู่ๆ ซินจั๋วก็มีสีหน้าแปลกประหลาด ถามขึ้นอีกว่า "ความคับแค้นใจของชาวบ้านอำเภอผิงอันนั้นมากถึงขนาดนั้นจริงหรือ"
ไป๋เจียนซี่กับหานจิ่วหลางสบตากัน รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เรื่องนี้ไปเกี่ยวอะไรกับอำเภอผิงอันด้วย แต่พวกเขาก็ยังคงพยักหน้า "มากขอรับ มากจนน่าตกใจเลยล่ะ"
"ดีมาก ยังมีเวลาอีกหนึ่งวัน เหลือเฟือเลยเชียวล่ะ!"
ซินจั๋วบิดขี้เกียจ "เจ็ดต่อสามร้อย พวกเราได้เปรียบ! ถ่วงเวลาค่ายพยัคฆ์ดุร้ายไว้ก่อน จากนั้นค่อยสุมไฟ แล้วหลอกฟันพวกมันสักตั้ง!"
เหล่าโจรต่างมองหน้ากัน ในที่สุดก็รอจนได้ยินประโยคนี้อีกครั้ง แต่ละคนล้วนฮึกเหิมมีชีวิตชีวา "เจ็ดต่อสามร้อย พวกเราได้เปรียบ ฮ่าๆ..."
...
ที่ตีนเขามีลูกสมุนของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายเดินลาดตระเวนอยู่จริงๆ คนมีไม่มากนัก แค่สิบกว่าคน ทว่าก็เพียงพอที่จะปิดทางลงเขาทุกเส้นทางได้
และบรรดาผู้นำของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายก็ไม่อยู่จริงๆ ด้วย เพราะคืนนี้ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายกำลังจัดงานเลี้ยง
งานศพ งานขาว
ณ หุบเขาข้างถ้ำสามพัน ในยามนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ผ้าไหมสีขาว หุ่นกระดาษ และม้ากระดาษถูกวางระเกะระกะ
ทว่าเนินฝังศพกว่าร้อยแห่งที่อยู่ไม่ไกลออกไปกลับเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดหูผิดตา
คนแก่ คนอ่อนแอ ผู้หญิงและเด็กต่างรู้สึกเศร้าเสียใจ ทว่าก็ไม่มากนัก เพราะร้อยกว่าคนที่ตายไปนั้นล้วนเป็นโจรโฉดที่มีวรยุทธ์สูงส่งที่สุด โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด ฆ่าคนไม่กะพริบตา และชั่วช้าสามานย์ที่สุด พวกมันไม่มีครอบครัวเลยด้วยซ้ำ ปกติเวลาอยู่กับพวกเดียวกันก็มักจะทุบตีเตะต่อย ควบคุมด้วยความกดดันขั้นสูง
ก็มีแค่ตอนที่ท่านประมุขซินยังอยู่เท่านั้นแหละที่สงบเสงี่ยมขึ้นมาได้ช่วงหนึ่ง
ซุนอู่เป็นคนหยาบกระด้างแต่แฝงความละเอียดอ่อน ตอนที่พาคนมุ่งหน้าไปยังเมืองฝูเฟิง เขาก็ตั้งใจคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
"มารดามันเถอะ! ข้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ!"
ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก งานเลี้ยงกว่าสิบโต๊ะเต็มไปด้วยไก่ ปลา เนื้อ ไข่ ผลไม้ ขนม และสุรา ข้าวของเหล่านี้รวมถึงหุ่นกระดาษและม้ากระดาษ ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายไม่มีทางมีเด็ดขาด เพียงแต่ตอนที่พวกเขากลับมา ได้บุกปล้นอำเภอผิงอันอีกครั้งหนึ่ง
กระทั่งวงปี่พาทย์และช่างทำหุ่นกระดาษก็ยังถูกกวาดต้อนมากลุ่มหนึ่ง เนื่องจากเป็นกองกำลังผดุงคุณธรรม ใช้ศีลธรรมบีบบังคับ - ใช้ศีลธรรมบีบบังคับกลับ - แล้วก็ใช้ศีลธรรมบีบบังคับอีกที เรื่องพรรค์นี้มันอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้จริงๆ
คนพูดคือซุนอู่ บนแขนและขามีผ้าพันแผลพันอยู่เต็มไปหมด บนศีรษะสวมหมวกไว้ทุกข์ดูไม่เข้าท่า บนใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ดูทั้งดุดันและหดหู่ พอตบต้นขาฉาดหนึ่ง เขาก็สูดปากด้วยความเจ็บปวด
ไม่ใช่แค่เขา เจียงเฮ่อจู๋และคุณชายคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมโต๊ะก็สูญเสียมาดอันสง่างามในตอนแรกไปนานแล้ว แต่ละคนเสื้อผ้าขาดวิ่น หนวดเคราเฟิ้มรุงรัง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ดูเหมือนโจรยิ่งกว่าโจรเสียอีก
ซ่างกวนฟ่านชิ่งยังดูดีกว่าหน่อย แต่ก็ดีกว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น เนื้อตัวเขาสกปรกมอมแมม เส้นผมยุ่งเหยิงไปหมด "สรุปว่า ค่ายพิชิตมังกรต้องถูกสังหารงั้นหรือ"
"ต้องสังหาร!" เจียงเฮ่อจู๋กระดกสุราอึกใหญ่ หรี่ตาลง บนใบหน้าที่เดิมทียังพอจะหล่อเหลาอยู่บ้างกลับบิดเบี้ยวและมืดมน "ไอ้โจรชั่วซินจั๋ว ปากอ้างคุณธรรม ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงคนต่ำช้า ไอ้ลูกกระหรี่ หลอกพาพวกเราไป แล้วตัวเองก็พาคนเผ่นหนี นี่มันคนหรือเปล่าเนี่ย แทบจะไม่ใช่คนแล้ว! หากไม่ฆ่ามัน ข้าคงมิอาจคลายความเจ็บแค้นในใจได้!"
"ไม่ผิด!"
ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย โดยเฉพาะอดีตเถ้าแก่บ่อนตะขอทองอย่างซุนต้าหลวี่ เขายื่นมือขวาที่นิ้วขาดไปสองนิ้วออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม "อย่าลืมสิว่า มันยังทำให้พวกเราหมดตัว ความแค้นนี้มันจุกอกจนแทบระเบิด! ส่งสาส์นท้าประลองให้มัน ก็ถือว่ายกย่องมันมากพอแล้ว!"
"แต่ว่า..." สาวใช้ไห่ถังที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมกล่าวเสียงเบา "ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้ลงมือกับพวกเราเลยนะ เสียเงินก็เป็นเพราะพวกเราอยากพนันกันเอง ไปสนามรบก็เป็นพวกเราที่อยากไปกันเอง"
คนทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง
เจียงเฮ่อจู๋ตาแดงก่ำ "แม่นางไห่ถัง เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ หลักการที่ว่าแต่โบราณกาลผู้เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายย่อมต้องถูกสังหาร เจ้าไม่เข้าใจงั้นหรือ คำว่าตัวการสำคัญ เจ้าไม่เคยได้ยินหรือไร เงินทองหลายหมื่นตำลึง กับอีกร้อยกว่าชีวิตเชียวนะ!"
"อ้อ" สาวใช้ไห่ถังอึกอักพูดไม่ออก ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้แล้วว่าใครผิดใครถูกกันแน่
"คนธรรมดามีความผิดเพราะครอบครองของล้ำค่า จับมือท่านไว้แก่เฒ่าไปด้วยกัน ในความฝันดอกสาลี่ทับดอกไห่ถัง เอาเป็นว่าซินจั๋วถึงจะไม่มีความผิดก็ถือว่ามีความผิดไปแล้ว แต่ได้ยินมาว่าตอนนี้เขาไปอยู่ที่หอสารทสถานแล้วนี่"
แววตาของซ่างกวนฟ่านชิ่งวูบไหว เขายกขาขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางนักเลงเต็มพิกัด "พวกเราไปล้อมโจมตีค่ายพิชิตมังกรก่อน ฆ่าลูกน้องของมันให้หมด จับตัวมันไว้ แล้วถามมันคำหนึ่งว่ายอมจำนนหรือไม่ จากนั้นก็คุมตัวไปที่หอสารทสถาน ทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเย่อหยิ่งของซินจั๋ว ซ้ำยังเป็นการทำลายจิตใจของมัน อีกทั้งยังไม่ล่วงเกินหอสารทสถาน นี่มันช่าง... อาศัยบารมีผู้อื่นมาข่มขู่จริงๆ!"
เดิมทีเขาไม่ได้คิดร้ายต่อซินจั๋ว เพียงแต่รู้สึกน่าสนใจ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายยั่วยุอย่างไม่มีสาเหตุ จนต้องไปที่สนามรบ ต่อสู้เอาเป็นเอาตายอยู่ครึ่งเดือน ความเจ็บแค้นก็ก่อเกิด เรื่องถูกผิดอะไรนั่น ไม่ต้องพูดถึงเลยจะดีกว่า
"ยอดเยี่ยม! มีคำพูดนี้ของท่านประมุขใหญ่ ครั้งนี้มั่นใจได้เปราะหนึ่งแล้ว!" ทุกคนต่างพากันปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดี พลางรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม
"รายงาน!"
ในขณะนั้นเอง ลูกสมุนโจรภูเขาสองคนฝ่าหิมะ หิ้วป้ายคำไว้อาลัยคู่หนึ่ง วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา "ค่ายพิชิตมังกรส่งป้ายคำไว้อาลัยห่วยๆ นี่มาขอรับ!"
ทุกคนสบตากัน ก่อนจะรีบเข้าไปล้อมดู เห็นเพียงว่า:
วรรคสดับ: สุ้มเสียงรอยยิ้มยังตราตรึง
วรรครับ: ขี่กระเรียนคืนประจิมมิหวนกลับ
ป้ายขวาง: วีรชนค่ายพยัคฆ์ดุร้ายสถิตนิรันดร์
ลงชื่อ: จากชาวค่ายพิชิตมังกรทุกคน
สัมผัสคล้องจองกันดีเสียด้วย
ทุกคนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ป้ายคำไว้อาลัยพรรณนี้ พวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆ เพราะถึงอย่างไรโจรภูเขาต่อให้กลายเป็นผีก็คงอ่านไม่ออกอยู่ดี
ทว่า นี่มันช่างประชดประชันเสียจริงกระไร หมายความว่าจะส่งพวกเราขี่กระเรียนกลับสวรรค์งั้นหรือ
ซุนอู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะด่าทอออกมาอย่างเกรี้ยวกราด "ด่าใครอยู่วะ คนตายไปแล้ว จะเอาสุ้มเสียงรอยยิ้มมาจากไหน ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายของพวกข้าใครมันขี่กระเรียนกัน ไม่ตกลงมาตายหรือไง ไอ้ซินจั๋วลูกกระหรี่ จิตใจอำมหิตนัก!"
เจียงเฮ่อจู๋สูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวเสียงเย็นชาว่า "แมวร้องไห้ให้หนู แสร้งทำเป็นมีเมตตา พรุ่งนี้ยามอู่เซ่นสังเวยธงรบ ยามค่ำคืนลงมือบุกโจมตี ฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือ!"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งพยักหน้า "ได้เลย!"
พูดจบก็หันกลับไปตะโกนสั่ง "เป่าสั่วหน่าขึ้นมา ร้องงิ้วฉากเล็กขึ้นมาเลย"
...
รุ่งสางของวันที่สอง แสงเรืองรองสายแรกปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก บนพื้นหิมะหน้าประตูเมืองทิศตะวันออกของอำเภอผิงอัน ปรากฏร่างเจ็ดสายในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น
"ถ้าไม่อยากถูกเจ้าพวกนั้นเล่นงานจนตาย ก็ต้องรับมืออย่างจริงจัง ทำตามแผน โอกาสสำเร็จน่าจะมีสักเจ็ดส่วน"
"ได้ขอรับ ท่านประมุขใหญ่!"







