ในหน้าประวัติศาสตร์ มีคนบ้านเดียวกันกับเซี่ยอันถูกปลดจากตำแหน่ง ก่อนกลับบ้านเกิดมีพัดใบพ้อค้างสต็อกอยู่ห้าหมื่นเล่ม เซี่ยอันเพื่อช่วยเหลือคนผู้นั้นจึงนำพัดมาใช้เองหนึ่งเล่ม เหล่าบัณฑิตชนชั้นสูงและชาวบ้านในเมืองหลวงได้ยินว่าเซี่ยอันใช้พัดใบพ้อ ต่างก็แย่งกันซื้อหามาเลียนแบบ ถึงกับทำให้ราคาพัดพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว!
เรื่องนี้กลายเป็นตัวอย่างอันแจ่มชัดที่แสดงถึงความสง่างามของเซี่ยอัน และถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างกว้างขวาง ทว่า 'คนบ้านเดียวกัน' ที่เซี่ยอันช่วยเหลือในเรื่องเล่านั้นกลับไม่ได้ทิ้งชื่อไว้ นี่จึงเปิดช่องให้หวังหยางได้แสดงฝีมือ
ความหมายของบทกวีสองวรรคสุดท้ายคือ: พัดใบพ้อห้าหมื่นเล่มโบกสะบัดพร้อมกัน มากพอจะพัดทำลายคิมหันต์อันร้อนระอุ แม้จะมีลมเย็นเพียงชั่วครู่ แต่ความผูกพันกลับคงอยู่ไปหมื่นปี
เมื่อมีความผูกพันก็ย่อมมีการตอบแทน ตอบแทนกันไปมา เรื่องนี้ก็จะมีเค้าลางไม่ใช่หรือ?
แม้จะกล่าวว่าหวังหยางฝืนหาข้ออ้างในการส่งจดหมาย แต่ท้ายที่สุดก็เป็นแค่การเล่นลูกไม้ แม่นางเซี่ยไม่ใช่คนโง่ มีหรือจะมองอุบายนี้ไม่ออก? จุดสำคัญอยู่ที่ว่านางจะหลงกลนี้หรือไม่
หวังหยางคาดเดานิสัยของแม่นางเซี่ยไม่ถูก เมื่อเห็นในรถม้าเงียบกริบไร้สรรพเสียง ในใจก็พลันกระวนกระวาย
เสี่ยวหนิงเห็นผู้เป็นนายจ้องมองกระดาษแผ่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้างดงามยิ่งมายิ่งเย็นชา นิ้วมือที่บีบกระดาษจดหมายก็ยิ่งออกแรงมากขึ้น จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า "แม่นางเจ้าคะ จดหมายฉบับนี้..."
"จับตัวมา!" นิ้วมือขาวผ่องของเซี่ยซิงหานขยุ้มเข้าหากัน กระดาษจดหมายพลันยับยู่ยี่เป็นก้อน
เสี่ยวหนิงร้องตะโกนเสียงดัง "แม่นางสั่งจับคน!"
"หนีเร็ว!" หวังหยางดึงตัวเล่อผังแล้วออกวิ่ง ทว่าเล่อผังกลับตั้งตัวไม่ทัน ถึงกับยืนบื้อใบ้อยู่กับที่
บ่าวรับใช้จวนเซี่ยทั้งสี่กรูเข้าใส่พร้อมกัน ทันใดนั้นผงสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนก็สาดเทลงมากลางอากาศราวกับทางช้างเผือกไหลย้อนกลับ!
มันคือแป้งหมี่!
นี่คือแป้งหมี่ที่หวังหยางสั่งให้เฮยฮั่นไปซื้อจากร้านเหล้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมไว้หนี
สิ่งที่ถูกสาดขึ้นไปในอากาศพร้อมกับแป้งหมี่ก็คือกำเหรียญทองแดง
"เก็บเงินเร็วเข้า!" หวังหยางตะโกนลั่น
แป้งหมี่สาดกระจายเข้าตาผู้คน ชาวบ้านต่างแย่งกันเก็บเงิน กลุ่มเด็กหนุ่มก็พากันส่งเสียงโห่ร้องฉลองชัย สถานการณ์พลันวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันที!
หวังหยาง เล่อผัง และเฮยฮั่น ทั้งสามคนอาศัยจังหวะนี้วิ่งหนีออกไปอย่างสุดชีวิต!
......
"อย่า... อย่าเพิ่งวิ่ง... ไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว จริงๆ... วิ่ง... ไม่ไหวแล้ว" เล่อผังค้อมเอวพลางหอบหายใจอย่างหนัก
"สลัด... สลัดหลุดแล้วใช่ไหม?" หวังหยางเองก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ บ่าวรับใช้จวนเซี่ยพวกนั้นเอาเป็นเอาตายเกินไปแล้ว ทนหัวหงอกหัวขาวเปื้อนแป้งไล่ตามพวกเขามาถึงสามช่วงตึก!
เฮยฮั่นมีสภาพร่างกายดีที่สุด เมื่อเห็นหวังหยางและเล่อผังไม่วิ่งต่อแล้ว เขาก็ย้อนกลับไปดูว่ามีผู้ติดตามไล่หลังมาหรือไม่
"สหายรัก วันนี้ต้องขอบใจเจ้าแล้ว น้ำใจครั้งนี้ข้าจะจดจำไว้! ไป ตามข้ากลับบ้าน พวกเราไปดื่มกันให้เต็มที่"
หวังหยางไม่กล้าตามเจ้าอ้วนกลับบ้าน เพราะพ่อของเจ้าอ้วนคือขุนนางเปี๋ยจย้าแห่งจิงโจว สมัยก่อนที่หลู่ซู่เกลี้ยกล่อมให้หลิวเป้ยเรียกใช้ผังถ่ง ก็เคยกล่าวว่าผังถ่งไม่ใช่บุคลากรที่บริหารแค่พื้นที่ร้อยหลี่ แต่ควรรับตำแหน่งสำคัญระดับขุนนางเปี๋ยจย้าหรือจื้อจง
ในยุคราชวงศ์ใต้อำนาจของขุนนางเปี๋ยจย้าไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยยุคหลังราชวงศ์ฮั่น แต่ก็ยังถือเป็นขุนนางระดับสูงในท้องถิ่น เทียบเคียงได้กับรองผู้ว่าการมณฑล แม้เจ้าอ้วนจะดูไม่ออกว่าฐานะของเขาเป็นของจริงหรือของปลอม แต่ผู้เป็นพ่อก็ไม่แน่ว่าจะดูไม่ออก
"วันหลังเถอะ วันนี้ข้ายังมีธุระ รอจัดการเสร็จแล้วค่อยไปเยือนถึงจวน" หวังหยางตัดสินใจว่าจะเอาเงินสองพันอีแปะมาให้ได้ก่อน แล้วค่อยทำตามแผนเดิม
"ยังจะวันหลังอะไรอีก? วันนี้แหละ! อีกอย่าง เจ้าไม่ได้ต้องการเงินสองพันอีแปะหรอกหรือ? ข้าพกเงินติดตัวมาไม่มาก มีแค่หนึ่งพวง เจ้าตามข้ากลับบ้านไปดื่มเหล้า แล้วค่อยรับเงินไปด้วยเลย"
หนึ่งพวงก็คือเงินจำนวนหนึ่งพันอีแปะที่ร้อยติดกันเป็นพวง
คนโบราณเวลาออกจากบ้านมักมีวิธีพกเงินอยู่สามแบบ หนึ่งคือใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้า สองคือใส่ไว้ในถุงเงิน สามคือแขวนไว้ตามตัวหรือพันไว้รอบเอว
ตำแหน่งของกระเป๋าเสื้อผ้ามักจะมีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือเย็บไว้ในแขนเสื้อ ปากกระเป๋าจะอยู่ที่ข้อศอก ซึ่งมีทิศทางตรงกันข้ามกับปลายแขนเสื้อ ขอเพียงรัดปากกระเป๋าให้แน่น สิ่งของข้างในก็จะไม่ร่วงหล่นออกมา ด้วยเหตุนี้ในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกจึงมีตำราแพทย์เล่มหนึ่งชื่อว่า 'ตำรับยาฉุกเฉินหลังข้อศอก' ซึ่งหมายถึงหนังสือที่สามารถใส่กระเป๋าพกพาติดตัวไปได้ คล้ายกับหนังสือในยุคปัจจุบันที่เรียกว่า 'หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ก'
แบบที่สองคือกระเป๋า 'รูปสามเหลี่ยม' ที่เกิดจากการซ้อนทับกันระหว่างสายรัดเอวกับสาบเสื้อท่อนบน การใส่ของไว้ข้างในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'พกไว้ในอก' ในยุคราชวงศ์ซ่งมีประโยคหนึ่งในบทกวีเซนกล่าวไว้ว่า 'สงสัยว่าข้าพกพาพระธรรมไว้เต็มอก จึงปลดสายรัดเอวสะบัดชายเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น' คำว่า 'พกพาพระธรรมไว้เต็มอก' ไม่ได้เป็นเพียงคำอุปมา แต่คนโบราณสามารถพกของไว้ในอกได้จริงๆ
ในยุคราชวงศ์ฉีใต้ยังไม่มีการประดิษฐ์ตั๋วแลกเงิน ทองและเงินก็ยังไม่กลายเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ซื้อขายกันในหมู่ประชาชน แม้มูลค่าของเหรียญทองแดงจะมีความแตกต่างกัน ทว่าราชวงศ์ใต้ ยกเว้นราชวงศ์เฉิน กลับไม่เคยหล่อเหรียญกษาปณ์ที่มีน้ำหนักเกินห้าจูเลย แม้จะอนุญาตให้ใช้เหรียญโบราณหมุนเวียนได้ อย่างเช่น 'ต้าเฉวียนตางเชียน' ในสมัยตงอู๋ หรือ 'จื๋ออู่ไป๋จู' ที่สร้างในสมัยสู่ฮั่น ทว่า 'ธนบัตรใบใหญ่' แบบนี้มีไม่มากนัก อีกทั้งในระหว่างการใช้งานก็เสื่อมมูลค่าลงอย่างมาก ดังนั้นแม้แต่คนรวยก็ไม่พกเหรียญทองแดงติดตัวมากเกินไป
หรือว่าจะรับเงินหนึ่งพันอีแปะมาก่อนดี?
ไม่ได้ หนึ่งพันนั้นไม่พอ ต้องได้สองพัน
หวังหยางเอ่ย "วันนี้ข้าไม่สะดวกจริงๆ เรื่องดื่มเหล้าไว้วันหลังก็เหมือนกัน เฮยฮั่น เจ้าตามคุณชายเล่อไปเอาเงิน"
เล่อผังเห็นหวังหยางยืนกรานปฏิเสธ ก็ไม่ได้บังคับอีก หวังหยางเรียกเฮยฮั่นไปกำชับสองสามประโยค จากนั้นจึงให้เฮยฮั่นตามเล่อผังกลับบ้านไป
ระหว่างทาง เล่อผังถามเฮยฮั่นเกี่ยวกับเรื่องของหวังหยาง เฮยฮั่นตอบว่า "หากนายท่านไม่อนุญาต ข้าน้อยมิกล้านินทาเรื่องของเจ้านาย" เล่อผังคิดเพียงว่าตระกูลหวังแห่งหลางหยาช่างเข้มงวดนัก จึงไม่ได้ถือโกรธ
ทั้งสองมาถึงจวนขุนนางเปี๋ยจย้า เฮยฮั่นทำตามความประสงค์ของหวังหยาง ไม่ยอมเข้าประตู ยืนกรานที่จะรออยู่ข้างนอก เล่อผังก็ต้องปล่อยตามใจเขา
"ซวงจี๋ เจ้าไปเบิกเงินสองพันอีแปะจากบัญชีของข้า ไปมอบให้ชายหน้าดำที่อยู่ข้างนอกจวน"
"คุณชาย..." ซวงจี๋พูดอึกอัก สีหน้ามีแววลำบากใจ
เล่อผังไม่ได้สังเกตเห็น เขาเดินเข้าไปในลานจวนพลางร้องเรียก "อาชาง เจ้าเกณฑ์คนมาสิบคน ถือกระบองตามข้าไปดักตีไอ้สารเลวซุนตั๋ว!"
"รีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าเร็ว! อย่าปล่อยให้ไอ้สารเลวซุนตั๋วนั่นหนีไปได้!"
เล่อผังเรียกอยู่หลายครั้งถึงเพิ่งพบความผิดปกติ บ่าวรับใช้ในลานไม่ได้กรูกันเข้ามาปรนนิบัติเหมือนอย่างเคย แต่กลับมองเขาด้วยท่าทีหวาดกลัว คล้ายมีเรื่องอยากพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
"พวกเจ้าเป็นอะไรไป?" เล่อผังหยุดเดินและถามด้วยความสงสัย
"ไอ้ลูกทรพี! ยังมีหน้ากลับมาอีก! เด็กๆ! จับตัวไอ้ลูกทรพีคนนี้ไว้!"
เล่อผังได้ยินเสียงตะโกนของผู้เป็นพ่อก็ตกใจจนตัวสั่น ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รีบวิ่งออกไปนอกจวน บ่าวรับใช้เจ็ดแปดคนพากันเข้าไปขวาง เล่อผังตวาดลั่น "ไสหัวไปให้พ้น!"
พวกบ่าวรับใช้ไม่กล้าลงมือขัดขวางจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าปล่อยตัวคุณชายน้อยหนีไป ทำได้เพียงใช้ร่างกายขวางทางพลางกล่าวขอขมา เล่อผังกำลังจะฝ่าวงล้อมออกไป ทว่ากลับถูกองครักษ์สองคนที่พุ่งมาจากด้านหลังกดตัวเอาไว้
"พวกเจ้าจับข้าทำไม! ข้าทำผิดอะไร!" เล่อผังดิ้นรนพลางตะโกนเสียงดัง
"คุณชาย ขออภัยด้วยขอรับ!" องครักษ์คุมตัวเล่อผังเข้าไปในโถงด้านหน้า ภายในโถง เล่อจ้าน ขุนนางเปี๋ยจย้าแห่งจิงโจวผู้เป็นบิดาของเล่อผัง กำลังถือหวายรออยู่ที่นั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ไอ้ลูกทรพี! คุกเข่าลง!"
"ท่านพ่อ "
"คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!"
เล่อผังไม่กล้าขัดขืน คุกเข่าลงกลางห้องโถงทันที
"วันนี้ข้าจะตีไอ้ลูกทรพีที่ไม่เอาถ่าน ไร้ความสามารถอย่างเจ้าให้ตาย!"
เล่อจ้านลงมืออย่างไม่ปรานี ความเจ็บปวดทำให้เล่อผังร้องโอดโอย "โอ๊ย! อ๊า! ท่านพ่อ ท่านว่าแต่ โอ๊ย! ตีข้าทำไมเนี่ย!"
เล่อจ้านกำลังตีอย่างได้ใจ ปากก็ก่นด่าเล่อผังว่าเอาแต่ลอยชายไม่ทำอะไร เอาแต่เที่ยวเล่นก่อเรื่อง แต่ไม่ได้ตอบคำถามของลูกชายเลยสักนิด ไม้หวายฟาดไปมาซ้ายขวา ตีจนเล่อผังร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
"ใต้เท้าเล่อโปรดอย่าเพิ่งโกรธเคือง ซักถามเรื่องราวให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย" น้ำเสียงเยือกเย็นและประณีตของหญิงสาวคนหนึ่งดังมาจากห้องโถงด้านหลัง







