"โมหะ โลภะ โทสะ มายา เป็น ตาย ล้วนว่างเปล่า ชีวิตคนแสนสั้น ดั่งความฝันตื่นหนึ่ง" น้ำเสียงของไป่หลี่อี้ราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยจังหวะจะโคนที่ฟังดูอ้างว้างและเย็นชา
เกาหยางจดจำไว้ในใจเงียบๆ
"ได้เวลาแล้ว" ไป่หลี่อี้ลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย "ฉันต้องเลิกงานแล้วล่ะ ลาก่อน"
"ลาก่อน"
เกาหยางมองแผ่นหลังของไป่หลี่อี้ที่เดินจากไป หมอนี่ดูยังไงก็ไม่เหมือนหมอ แต่เหมือนกวีมากกว่า ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อย ตอนนี้พอจะยืนยันได้แล้วว่า อสูรมีทั้งหมดหกประเภทหลัก ได้แก่ อสูรโมหะ อสูรโลภะ อสูรโทสะ อสูรมายา อสูรเป็น และอสูรตาย
สารวัตรหวงเคยบอกว่า อสูรโทสะมีสามประเภท ได้แก่ นักพิฆาต ผู้กลืนกิน และผู้เป่าแตร
หลี่เวยเวย มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผู้กลืนกิน ตอนนั้นเธอไม่ได้รีบร้อนที่จะฆ่าเขา วิธีที่เธอทรมานเขา รวมถึงคำพูดพวกนั้น... ดูเหมือนตั้งใจจะ 'กิน' เขาเสียมากกว่า
ป้าเหอ เห็นได้ชัดว่าเป็นนักพิฆาต ไม่พูดพร่ำทำเพลง เจอหน้าก็ลงมือ กระหายเลือดสุดๆ
ส่วนผู้เป่าแตร เกาหยางยังไม่เคยเจอ และถ้าเป็นไปได้ ก็หวังว่าจะไม่ต้องเจอไปตลอดกาล
อสูรโมหะ หรืออีกชื่อคือ ผู้หลงลืม ดูเหมือนจะมีสามประเภทเช่นกัน
ลุงหลิวที่ขายหม่าล่าทั่งจัดอยู่ในประเภทที่ไร้พิษสงและอ่อนโยนที่สุด น่าจะเป็นองค์ประกอบหลักของโลกใบนี้ด้วย อสูรประเภทนี้ดูเหมือนจะแยกแยะได้ง่ายกว่าเพื่อน
ประเภทที่สอง คือผู้หลงลืมที่เนียนจนแยกไม่ออก ผู้ตื่นรู้ไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยประสบการณ์หรือตาเปล่า ต้องอาศัยพรสวรรค์พิเศษถึงจะดูออก อย่างเช่น 【ตาสีแดง】 ของไป่หลี่อี้ และ 【ดมกลิ่น】 ของ 'ผู้ป่วยจิตเวช' คนก่อนหน้านี้ ภรรยาของสารวัตรหวง รวมถึงครอบครัวของเขาเอง ก็น่าจะเป็นผู้หลงลืมประเภทนี้ แน่นอนว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะเป็นมนุษย์ที่ยังไม่ตื่นรู้ เอาเป็นว่าตราบใดที่ไม่ไป 'ทดสอบ' พวกเขาก็จะเป็น 'แมวของชเรอดิงเงอร์' ตลอดไป มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งคนและอสูร
ผู้หลงลืมประเภทที่สาม ก็คือหวังจื่อข่าย หมอนี่มัน 'ประหลาด' เกินไป วิเคราะห์ไม่ได้ และจัดประเภทไม่ถูก
นอกจากนี้ 'ลุงจาง' ที่พวกเขาเจอเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตามหลักแล้วควรจะเป็นผู้หลงลืมประเภทแรก แต่เขากลับคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไร้สัญญาณเตือน แถมรูปร่างหลังกลายร่างเป็นอสูรก็แปลกประหลาดมาก ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝีมือของ 'แมวขาว' ตัวนั้น
แมวขาวตัวนั้นก็เป็นอสูรด้วยหรือเปล่า เป็นไปได้ไหมว่ามันคือหนึ่งในอสูรโมหะ มายา เป็น หรือตาย
สมมติว่าอสูรแต่ละชนิดมีสามประเภท ถ้าอย่างนั้นโลกนี้ก็มีอสูรอย่างน้อย 18 ชนิด!
เกาหยางอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึก หลังตื่นรู้แล้วก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับ ต้องรีบเข้าร่วมองค์กร หาที่พึ่ง และเรียนรู้กฎเกณฑ์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเขาจะเป็นเพียง 'ผู้เล่นที่ถูกปิดตา' ตลอดไป พอฟ้ามืดก็ต้องยอมเป็นเหยื่อให้คนอื่นเชือด จะอยู่รอดได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ
...
ตอนเที่ยง แม่กับน้องสาวมาสลับเวรกับเกาหยางที่โรงพยาบาล
เกาหยางกลับบ้านไปอาบน้ำพักผ่อน เขานอนไปแค่ 4 ชั่วโมงก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ตั้งแต่กลายเป็นผู้ตื่นรู้ สมรรถภาพทางร่างกายของเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของค่าคุณสมบัติ
เกาหยางคำนวณคร่าวๆ ผ่านไป 1 วันอย่างปลอดภัยจะได้แต้มโชค 24 แต้ม ถ้ามีชีวิตรอดได้ 1 เดือน ก็คือ 720 แต้มโชค หากเอาแต้มโชคทั้งหมดนี้ไปอัปค่าคุณสมบัติแค่อย่างเดียว ก็คงจะเก่งกาจไม่เบา
แต่เกาหยางเลือกเส้นทางอัปค่าโชคไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ชอบล้มเลิกกลางคัน แถมยังเสียดายต้นทุนจม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่า แต้มโชคในอนาคต จะแบ่งครึ่งหนึ่งไปทำความเข้าใจพรสวรรค์ใหม่ อีกครึ่งเอาไปอัปค่าคุณสมบัติโชคต่อ ส่วนเศษแต้มที่เหลือค่อยดูสถานการณ์แล้วจัดสรรอีกที
ตอนเย็น กินข้าวเสร็จเกาหยางก็ออกจากบ้าน แม้แม่จะลางานให้เขาแล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจไปเรียนคาบค่ำที่โรงเรียน จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับชิงหลิง ชิงหลิงรอบคอบมาก เธอไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อเลย เพราะมันจะทิ้งร่องรอยไว้ เวลามีธุระอะไรเธอมักจะคุยกันต่อหน้ามากกว่า
เพิ่งเลิกเรียนคาบค่ำคาบแรก เกาหยางกำลังจะไปหาชิงหลิง ว่านซือซือก็วิ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง "เกาหยาง ได้ยินว่าพ่อของนาย... เข้าโรงพยาบาลเหรอ"
"อืม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์น่ะ" เกาหยางตอบ
"ตายจริง ไม่เป็นไรใช่ไหม" เธอดูเป็นกังวลมากจริงๆ
"พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่สถานการณ์... ไม่ค่อยดีเท่าไหร่" เกาหยางรู้สึกหดหู่เล็กน้อย "หมอบอกว่า ต่อไปอาจจะต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิต"
"ไม่หรอก คุณลุงจะต้องหายดีแน่นอน" ว่านซือซือปลอบใจ "เมื่อปีก่อนน้าชายฉันก็รถชน หมอบอกว่าเขาต้องเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างแน่ๆ แต่ผลปรากฏว่าเขาไม่เพียงไม่เป็นอัมพาต หนึ่งปีให้หลังยังลุกจากเตียงมาเดินได้อีก... ตอนนี้ถึงจะยังต้องใช้ไม้เท้า แต่การเคลื่อนไหวก็ไม่มีปัญหาอะไรมากแล้ว"
"ขอบใจนะ" เกาหยางซาบซึ้งใจ แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ บางทีที่น้าชายของว่านซือซือฟื้นตัวได้ อาจเป็นเพราะเขาคืออสูร ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า หากพ่อของเขาเป็นอสูร ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมใช่ไหม
เกาหยางตกใจ สะดุ้งเฮือกกับความคิดนี้ของตัวเอง เขาจะหวังให้พ่อเป็นอสูรไปได้ยังไง...
เกาหยางสับสนว้าวุ่นใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่านซือซือยังไม่ไปไหน เธอกำลังมองเขาเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ลังเล
"มีอะไรอีกหรือเปล่า" เกาหยางถาม
"เอ่อ ความจริงแล้ว..." แก้มของว่านซือซือร้อนผ่าว "ตอนแรกฉันอยากจะถามว่าบ่ายสุดสัปดาห์นี้นายว่างไหม วันเกิดฉันน่ะ แต่ช่างเถอะ นายดูแลคุณลุงให้ดีๆ เถอะนะ"
"โอเค..."
"เกาหยางไป" จู่ๆ ชิงหลิงก็โผล่มา ทำเอาเกาหยางสะดุ้งตกใจ
ว่านซือซือแปลกใจเล็กน้อย เธอมองชิงหลิงแล้วไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
"ฉันก็จะไปด้วย" ชิงหลิงพูดเสริม "ต้อนรับไหม"
"ตะ... ต้องต้อนรับอยู่แล้ว!" ว่านซือซือมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะชวนชิงหลิง ไม่ใช่ว่าเกลียดชิงหลิงหรอกนะ แค่รู้ว่าอีกฝ่ายมีอาการ 'เกลียดผู้ชาย' และงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนี้เธอก็ชวนเพื่อนผู้ชายมาด้วย กลัวว่าถึงตอนนั้นบรรยากาศจะตึงเครียดเกินไป
เกาหยางรีบขยิบตาให้ชิงหลิงอย่างรวดเร็ว แต่ชิงหลิงทำเป็นมองไม่เห็น
"งั้น บ่ายสองครึ่งสุดสัปดาห์นี้ ที่เล่อเป่าตี๋ ไม่เจอไม่เลิกรานะ" ว่านซือซือพูดจบก็แทบจะวิ่งหนีเตลิดไป
ชิงหลิงนั่งลงข้างเกาหยาง "เรื่องพ่อของนาย ฉันได้ยินมาแล้ว"
"ทำไมถึงอยากไปงานเลี้ยงวันเกิดล่ะ" เกาหยางไม่ตอบแต่ถามกลับ
ชิงหลิงลดเสียงเบาลง "ช่วงนี้นายสนิทกับเสี่ยวซือมาก เสี่ยวซือก็เข้าหานายมากกว่าเมื่อก่อน ฉันต้องสังเกตดูให้ดีว่าเธอเริ่มสงสัยนายหรือเปล่า"
"เธอคิดมากไปแล้ว..."
"เรื่องของหลี่เวยเวย ฉันก็คิดมากไปเองงั้นเหรอ"
เกาหยางถึงกับพูดไม่ออก
...
สองวันหลังจากนั้น ทุกคืนเกาหยางจะไปสลับเวรกับแม่และน้องสาว ส่วนตอนเช้าก็กลับบ้านมาอาบน้ำนอน พอตื่นตอนบ่ายก็เก็บข้าวของไปเรียนคาบค่ำ แวะเจอชิงหลิง แล้วก็ถามโจทย์ภาษาอังกฤษกับว่านซือซือสักสองสามข้ออะไรทำนองนั้น
พ่ออยู่ในห้องไอซียู 48 ชั่วโมง จากนั้นก็ย้ายไปห้องผู้ป่วยกึ่งวิกฤต เช้าวันที่สาม เขาฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่พูดไม่ได้ ทำได้แค่กะพริบตา แล้วก็หลับไปอีกอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่นี้ก็พอที่จะปัดเป่าความหมองหม่นของครอบครัวไปได้แล้ว คิ้วที่ขมวดมุ่นของแม่คลายออกเป็นครั้งแรก เธอถึงกับมีอารมณ์กลับมาแต่งหน้าอีกครั้ง น้องสาวก็เผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน พร้อมกับงัดทักษะดั้งเดิมอย่างการหยอกล้อเกาหยางกลับมาใช้ด้วย
เช้าวันอาทิตย์ เกาหยางกลับถึงบ้าน อาบน้ำเสร็จ งีบหลับไปได้แป๊บเดียวก็ตื่น
เขาเปิดระบบขึ้นมา แต้มโชคสะสมถึง 85 แล้ว
เขาใช้แต้มโชค 60 แต้มเพื่อทำความเข้าใจพรสวรรค์ใหม่หนึ่งครั้ง ซึ่งก็ล้มเหลวตามคาด เหลืออีก 25 แต้ม เขาจึงเก็บไว้ก่อนชั่วคราว
เกาหยางคำนวณอีกครั้ง ถ้าทำความเข้าใจพรสวรรค์ 3 ครั้งถึงจะสำเร็จ 1 ครั้ง งั้นการจะได้พรสวรรค์ที่สามมา เขาต้องใช้แต้มโชคทั้งหมด 180 แต้ม หลังทำความเข้าใจสำเร็จ แต้มโชคที่ต้องใช้ในครั้งต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กลายเป็นครั้งละ 120 แต้ม ถ้าต้องทำ 3 ครั้งถึงจะสำเร็จ ก็ต้องใช้ถึง 360 แต้ม
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเขาอยากได้พรสวรรค์มากขึ้น ความต้องการแต้มโชคก็แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด แค่ปล่อยบอตไว้เฉยๆ ไม่รู้ว่าต้องสะสมไปถึงปีมะโว้ชาติไหน โลกที่อันตรายใบนี้คงไม่เปิดโอกาสให้เขาขนาดนั้น
ลาภยศต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง ถ้ามี 'การต่อสู้ที่ถึงจะอันตรายแต่ไม่ถึงกับต้องแลกด้วยชีวิต' ก็คงดี แบบนี้แค่สู้กันวันละครึ่งชั่วโมง ก็เท่ากับปล่อยบอตเพิ่มไปได้ตั้งหลายวัน รอให้เข้าร่วมองค์กรก่อนเถอะ เขาจะต้องศึกษาให้ดีๆ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอบั๊กที่เอาไว้ปั๊ม 'ค่าประสบการณ์' แบบไม่จำกัดก็ได้
...
บ่ายสองโมง เกาหยางจัดการตัวเองแบบง่ายๆ แล้วมุ่งหน้าไปที่เล่อเป่าตี๋ ระหว่างทางรถติดนิดหน่อย เขาเลยไปถึงเป็นคนสุดท้าย ภายใต้การนำทางของพนักงานต้อนรับ ไม่นานเขาก็มาถึงห้องส่วนตัวที่ว่านซือซือจองไว้
เพิ่งจะผลักประตู ก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งแหกปากร้องเพลงหอนราวกับผีสาง "ฉันที่ควรคล้อยตามการแสดงของเธอแต่กลับทำเป็นมองไม่เห็น กำลังบีบให้คนที่รักเธอที่สุดต้องแสดงสด..."
เกาหยางคิดในใจ นี่นายกำลังบีบให้คนฟังรอบข้างเป็นนักแสดงมากกว่ามั้ง ร้องได้ห่วยแตกขนาดนี้ เดี๋ยวก็ต้องปรบมือให้อีก น่าเวทนาชะมัด
เกาหยางเดินเข้าไป เป็น 'คุณชายเซวียน' จริงๆ ด้วย เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงข้างเครื่องเลือกเพลง ถือไมโครโฟนร้องเพลงอย่างลึกซึ้งและอินสุดๆ
คุณชายเซวียนมีชื่อเต็มว่าหนิวเซวียน จะเรียกว่าลูกเศรษฐีก็คงไม่เชิง แต่ก็นับว่าเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ระดับย่อยๆ พ่อของเขาเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตแฟรนไชส์กว่ายี่สิบสาขาในเมืองหลี ปกติหนิวเซวียนจะเป็นคนมือเติบ ชอบทำตัวเด่น ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ ถือว่าเป็นคนดังในห้องเรียนคนหนึ่ง
ถ้าเทียบกับ 'จอมมารป่วนโลก' ไร้สมองอย่างหวังจื่อข่ายแล้ว หนิวเซวียนนั้นกะล่อนกว่ามาก อยู่ต่อหน้าพ่อแม่ก็แบบหนึ่ง ต่อหน้าครูก็แบบหนึ่ง ต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
ถ้านายไปคลุกคลีกับเขา ก็จะรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว แต่ถ้าไปล่วงเกินเขาเข้าล่ะก็ มักจะจบไม่สวยหรอก การถูกกีดกันทั้งทางตรงและทางอ้อมจะทำให้นายอึดอัดสุดๆ เกาหยางไม่ค่อยได้สุงสิงกับหนิวเซวียนเท่าไหร่ จัดอยู่ในประเภทที่หนิวเซวียนไม่ค่อยสนใจแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกลั่นแกล้ง
ตอนนี้ ทันทีที่เกาหยางเดินเข้ามาในห้องคาราโอเกะ เสียงร้องเพลงของหนิวเซวียนก็หยุดลง เขาตะโกนใส่ไมโครโฟนด้วยความกระตือรือร้นเกินเหตุ "โย่ นี่เกาหยางไม่ใช่เหรอ ในที่สุดก็มาสักที ทุกคนรออยู่เลยนะ!"
เกาหยางรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกนี้... ไม่ค่อยดีเลยแฮะ







