ตีหนึ่ง เขตซานชิง โรงพยาบาลสาม
เกาหยางพุ่งพรวดเข้าไปในโถงตึกฉุกเฉิน มองปราดเดียวก็เห็นน้องสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้สาธารณะสีฟ้า เธอยังสวมชุดนอน สวมรองเท้าแตะ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
พอเกาซินซินเห็นเกาหยางปรากฏตัว ก็พุ่งเข้าไปกอดพี่ชายแล้วร้องไห้ออกมาอีกรอบ
เกาหยางลูบหัวน้องสาว "ตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน"
"ชั้นสอง หนูพาพี่ไปเอง" เกาซินซินจับมือพี่ชายแล้วเดินนำไป
ระหว่างทางที่รีบมา เกาหยางรับรู้สถานการณ์ผ่านทางโทรศัพท์แล้ว
พ่อของเกาหยางไปสังสรรค์กับลูกค้าจนดึกดื่นและดื่มเหล้า จึงเรียกคนขับรถรับจ้าง ทว่าคนขับรถรับจ้างกลับหลับใน จนไปชนเข้ากับรถบรรทุกขนาดเล็กอีกคันที่สี่แยก
คนขับรถรับจ้างเสียชีวิตคาที่ ส่วนพ่อที่นั่งอยู่เบาะหลังคาดเข็มขัดนิรภัย แม้จะรอดตายมาได้แต่ก็บาดเจ็บสาหัส หลังจากถูกช่วยออกมาก็ถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตทันที ตอนพยาบาลจัดการเสื้อผ้าก็เจอประเป๋าสตางค์กับบัตรประจำตัว จึงโทรศัพท์หาแม่ของเกาหยาง
แม่แทบจะล้มทั้งยืน เสื้อผ้าก็ไม่ทันได้เปลี่ยน พาน้องสาวออกจากบ้านมาเลย ย่าสุขภาพไม่ค่อยดีและเข้านอนไปแล้ว สองแม่ลูกไม่กล้าปลุก และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกเรื่องนี้ให้ย่ารู้
เกาหยางกับน้องสาวพุ่งออกจากลิฟต์ มองไปก็เห็นแม่อยู่ตรงโถงทางเดิน เธอยังสวมชุดนอนกับรองเท้าแตะ ผมเผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าซูบซีด ดวงตาแดงช้ำ นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด ทันทีที่เธอเห็นลูกชายกับลูกสาว ก็รีบลุกขึ้นมาสวมกอดเด็กทั้งสองคนไว้
"แม่ หนูกลัว..." น้ำเสียงของน้องสาวสั่นเครือจากการร้องไห้
แม่ไม่ได้พูดอะไร แต่มือทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
เกาหยางกอดแม่กับน้องสาวไว้ "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะครับ พ่อจะต้องไม่เป็นอะไรแน่"
...
การผ่าตัดใช้เวลายาวนาน ดำเนินไปจนถึงช่วงค่อนคืน
หมอเดินออกจากห้องผ่าตัด เลือดเปรอะเปื้อนเต็มตัว สวมหน้ากากอนามัย น้ำเสียงค่อนข้างเหนื่อยล้า "ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่สถานการณ์ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก สิ่งที่ควรทำพวกเราก็ทำไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองครับ นอกจากนี้ พวกคุณต้องเตรียมใจไว้ด้วย ถึงครั้งนี้เขาจะรอดชีวิตมาได้ แต่หลังจากนี้อาจจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต"
"ขอบคุณค่ะหมอ! ขอบคุณมาก ขอแค่รอดมาได้ก็พอแล้ว..." แม่ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้ ร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ
"เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ" หมอพูดตามมารยาทสองสามประโยคแล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นครอบครัวของเกาหยางก็เฝ้าอยู่ข้างนอกต่อไป จนกระทั่งถึงตีห้า หมอมาบอกว่าพ่อยืนยันว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว หินที่ทับอยู่ในใจของแม่ถึงได้ถูกยกออกไป
เห็นแม่กับน้องสาวหน้าตาซูบซีด เกาหยางจึงให้พวกเธอกลับไปพักผ่อนที่บ้าน แต่ทั้งสองคนก็ไม่ยอม
เกาหยางเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น "เราสามคนไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน ทางฝั่งพ่อยังไงก็ต้องมีคนผลัดกันเฝ้า ตอนนี้แม่กับน้องกลับไปพักผ่อน ตอนบ่ายถึงจะมาสลับเวรกับผมได้ แถมทั้งสองคนยังใส่ชุดนอนกันอยู่เลย ดูไม่ได้เลย รีบกลับไปเถอะครับ"
แม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ถึงได้ยอมตกลง เธอเงยหน้ามองลูกชาย เอ่ยด้วยความปลาบปลื้มใจ "หยางหยางโตแล้วสินะ"
เกาหยางชะงัก "งั้นเหรอครับ"
"อืม โดยเฉพาะช่วงนี้ ถึงจะกลับบ้านดึกบ่อยๆ แต่ก็รู้สึกว่า... รู้ความขึ้นเยอะเลย"
เกาหยางรู้สึกหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไปในชั่วขณะ ตัวเขาหลังจากตื่นรู้แล้ว จะบอกว่ารู้ความขึ้น สู้บอกว่าระมัดระวังตัวมากขึ้นเสียดีกว่า
ไม่นานแม่ก็พาน้องสาวกลับไป เกาหยางเฝ้าอยู่หน้าห้องไอซียูต่อไป ระหว่างนั้นเขาเหนื่อยมาก แต่กลับนอนไม่หลับ ในหัวคิดอะไรสะเปะสะปะ แล้วก็เผลอนึกถึงเรื่องตอนเด็กๆ ขึ้นมา
ตอนเด็กๆ เกาหยางอาศัยอยู่ในอำเภอแถบชานเมือง ตอนนั้นปู่ยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวหกคนอาศัยรวมกันในบ้านปูนสองชั้นที่สร้างเอง บ้านมีลานหน้าบ้าน นอกลานปลูกต้นแปะก๊วยไว้ต้นหนึ่ง พอถึงฤดูใบไม้ร่วง พื้นดินก็เต็มไปด้วยสีเหลืองทอง
ครอบครัวเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ชื่อ "เกาซิ่งซูเปอร์มาร์เก็ต" ขายขนมขบเคี้ยวและของใช้ในชีวิตประจำวันนิดหน่อย พอไม่อดตาย แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
พ่อเป็นคนฉลาด มีหัวการค้ามาตลอด ที่บ้านมีหนังสือแนวประสบความสำเร็จกองเป็นพะเนิน เขามักจะคุยโวว่า รอเก็บเงินทุนได้มากพอก็จะร่วมหุ้นเปิดโรงงานกับเพื่อน พอได้เงินก็จะไปใช้ชีวิตในเมือง ซื้อบ้านในเขตโรงเรียนดีๆ ซื้อรถยนต์ ให้ครอบครัวได้มีชีวิตที่ดี
ปีที่เกาหยางเรียนจบประถม พ่อก็หาเงินได้ก้อนหนึ่งจริงๆ จึงพาครอบครัวย้ายมาที่เมืองหลี
พ่อร่วมหุ้นเปิดโรงงานแปรรูปอาหารกับเพื่อน เน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์จากถั่วต่างๆ เพื่อโปรโมตสินค้าของตัวเอง เขาวิ่งหาลูกค้าทุกวัน ในโทรศัพท์เมมเบอร์ไว้เป็นพันเบอร์ ล้วนเป็นเถ้าแก่ซูเปอร์มาร์เก็ตน้อยใหญ่ ยิ่งธุรกิจดี การสังสรรค์ก็ยิ่งเยอะ ในแต่ละเดือนมีเวลาครึ่งหนึ่งที่ต้องไปดื่มเหล้ากับลูกค้า และแต่ละครั้งก็เมาหยำเปกลับมาเสมอ
"ตึก ตึก ตึก"
มีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เกาหยางตื่นตัวทันที
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เป็นหมอเจ้าของไข้ที่รับผิดชอบช่วยชีวิตพ่อ ตอนนี้เขาถอดเสื้อกาวน์และหน้ากากอนามัยออกแล้ว เปลี่ยนมาใส่ชุดลำลอง
"ดื่มไหม" หมอถือแก้วกาแฟสองใบ นั่งลงข้างเกาหยาง ยื่นกาแฟแก้วหนึ่งมาตรงหน้าเขา กลิ่นหอมกรุ่นลอยเตะจมูก
"ขอบคุณครับ" เกาหยางไม่เกรงใจ รับมาจิบอึกหนึ่ง ร่างกายอบอุ่นขึ้นไม่น้อย
เกาหยางปรายตามองพิจารณาหมอที่อยู่ข้างกาย แม้อีกฝ่ายจะมีรัศมีของชายวัยกลางคน แต่กลับดูหนุ่มมาก มองแค่ภายนอกอย่างมากก็อายุราวๆ สามสิบ
หมอรูปร่างสูง ผอม เครื่องหน้าคมเข้มชัดเจน ผมหยักศกเล็กน้อย สวมแว่นตากรอบดำดูภูมิฐาน สวมเสื้อสเวตเตอร์ขนแกะสไตล์อังกฤษสีเทาเข้ม กางเกงขายาวสีกากี รองเท้าหนังออกซ์ฟอร์ดสีน้ำตาล ข้อมือสวมนาฬิกาควอตซ์สไตล์วินเทจ บนนิ้วนางเรียวยาวสวมแหวนเงินเรียบๆ วงหนึ่ง
สรุปก็คือ พอเขาถอดเสื้อกาวน์ออก ก็ดูเหมือนชายหนุ่มสายอาร์ตที่ดูอมทุกข์มากกว่า
เขาสองมือประคองแก้วกาแฟ จิบเบาๆ เอียงคอไปมองหน้าต่างสุดทางเดิน แสงแรกของยามเช้าสาดส่องเข้ามา แสงอันนุ่มนวลกระจ่างใสและบริสุทธิ์ ราวกับส่งตรงมาจากสรวงสวรรค์
"ในหนึ่งวัน ผมชอบช่วงเวลานี้ที่สุด" หมอเอ่ยขึ้นเรียบๆ น้ำเสียงค่อนข้างทุ้มต่ำ แต่ก็อ่อนโยนมาก
เกาหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ตระหนักได้ว่าเขากำลังพูดกับตัวเองอยู่ จึงเค้นคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง "เพราะ... แสงแดดยามเช้าทำให้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังเหรอครับ"
"เปล่า เพราะในที่สุดผมก็เลิกงานได้สักทีต่างหาก" หมอหัวเราะ
เกาหยางก็หัวเราะตาม
"ปีนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้ว" หมอถามอีก
"สิบแปดครับ"
"สิบแปดเหรอ งั้นก็ใกล้จะสอบเกาเข่าแล้วสิ"
"ใช่ครับ"
"ตั้งใจจะไปเรียนมหา'ลัยที่ไหนล่ะ"
"ยังไม่ได้คิดเลยครับ" เกาหยางตอบ
"สถานการณ์ของพ่อคุณ..." หมอถอนหายใจแผ่วเบา "ผมว่าคุณพิจารณาเมืองนี้ไว้ก็ดีนะ มหาวิทยาลัยเมืองหลีก็ไม่เลวเลย เป็นมหา'ลัยชั้นหนึ่งด้วย"
เกาหยางรู้สึกทะแม่งๆ หมอคนนี้ ไม่กระตือรือร้นเกินไปหน่อยหรือ เขาเลื่อนแก้วกาแฟลง ขยับก้นไปด้านข้างเล็กน้อย
หมอสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเกาหยางอย่างเฉียบแหลม ยิ้มบางๆ "คุณกำลังกลัวผมอยู่ใช่ไหม"
หัวใจของเกาหยางกระตุกวาบ ไม่พูดอะไร เขาใช้หางตามองหาลิฟต์ ทางหนีไฟ และหน้าต่างบนโถงทางเดินอย่างแนบเนียน แต่ปากกลับแสร้งทำเป็นไขสือ "กลัวคุณ ทำไมผมต้องกลัวคุณด้วยล่ะ"
"กลัวว่าผมจะเป็นอสูร" หมอตอบ
เกาหยางแทบจะกระโดดหนี แต่กลับถูกหมอจ้าวคว้าข้อมือไว้หมับ ท่าทางไม่ถือว่ารุนแรง แต่หนักแน่นและทรงพลัง เกาหยางพยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็ทำไม่ได้ อีกฝ่ายควบคุมแรงได้อย่างแม่นยำ รักษาระดับให้เหนือกว่าเกาหยางอยู่ขั้นหนึ่งเสมอ
รอยยิ้มของหมอจ้าวกลับมาบนใบหน้าอีกครั้ง "อย่ากลัวไปเลย ถ้าอยากจะฆ่าคุณ คุณคงตายไปแล้ว"
เกาหยางลองคิดดู ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ถึงได้ค่อยๆ ใจเย็นลงบ้าง เขาแสร้งทำเป็นนิ่งสงบ แล้วถามไปตรงๆ "คุณเป็นผู้ตื่นรู้ หรือว่าเป็นอสูร"
"คุณว่าไงล่ะ" หมอยิ้มถามกลับ
"ผมไม่รู้" เกาหยางพูดตามความจริง เมื่อเขายิ่งรู้จักอสูรมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะยิ่งแยกแยะเส้นแบ่งระหว่างพวกมันกับมนุษย์ยากขึ้นเท่านั้น
"พรสวรรค์เนตรแดง หมายเลขลำดับ 131 ผมแยกแยะมนุษย์กับอสูรด้วยอุณหภูมิ โดยรวมแล้ว อุณหภูมิร่างกายของอสูรจะสูงกว่ามนุษย์นิดหน่อย การกระจายตัวก็มีความแตกต่างที่เล็กน้อยแต่เป็นไปตามกฎเกณฑ์" หมอมองไปทางเกาหยาง ดวงตาสีน้ำตาลของเขาพลันเปล่งแสงสีแดงจางๆ ออกมา "ดังนั้น ผมแค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคุณคือคน"
เกาหยางถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที โชคดีที่เป็นแค่การตื่นตูมไปเอง
"ผมชื่อไป่หลี่อี้" หมอยื่นมือออกมา
"สวัสดีครับ... คุณไป่หลี่ ผมชื่อเกาหยาง" เกาหยางยื่นมือออกไป สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
"คุณเพิ่งตื่นรู้ได้ไม่นานใช่ไหม" ไป่หลี่อี้ถาม
"คุณรู้ได้ยังไง"
"เทียบกับผู้ตื่นรู้แล้ว คุณดูเหมือนจะกลัวอสูรมากกว่านะ"
เกาหยางชะงัก "ไม่ควรเหรอครับ"
ไป่หลี่อี้ยิ้มอย่างมีความนัย "อสูรมีอะไรน่ากลัวกัน ขอแค่คุณเคารพกฎเกณฑ์ เล่นบทลูกแกะผู้บริสุทธิ์ต่อไป ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ จะบอกว่าพวกมันกำลังเล่นบทมนุษย์อยู่ สู้บอกว่าพวกมันมีทั้งบุคลิกและร่างกายของทั้งมนุษย์และอสูรจะดีกว่า ขอแค่คุณไม่ไปเปิดสวิตช์ในตัวพวกมัน ไม่ไปกระตุ้นบุคลิกและร่างกายของ 'อสูร' ในความหมายหนึ่ง พวกมันก็คือเผ่าพันธุ์เดียวกับพวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ"
เกาหยางครุ่นคิด คำอธิบายนี้ คล้ายคลึงกับความเข้าใจของสารวัตรหวงอยู่บ้าง
ไป่หลี่อี้ปรับท่านั่งเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า แสงอรุณรุ่งหลอมละลายอยู่เบื้องหลังเขา ประกายสีทองจางๆ ไหลเวียนอยู่บนกรอบแว่นตาของเขา "เมื่อเทียบกันแล้ว คนน่ากลัวกว่าอสูรตั้งเยอะ"
เกาหยางขบคิดประโยคนี้ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง "คุณเป็นศัลยแพทย์ ต้องผ่าตัดทุกวัน ส่วนใหญ่คนที่สัมผัสด้วยก็ต้องเป็นอสูรสินะครับ พวกมันไม่ความลับแตกเหรอ"
ไป่หลี่อี้ส่ายหน้า "อสูรในสภาวะที่ไม่ได้กลายร่างเป็นอสูร ร่างกายก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเราเลย ก็แค่ระบบเผาผลาญ ความสามารถในการรักษาตัวเอง ภูมิคุ้มกัน และด้านอื่นๆ แข็งแกร่งกว่านิดหน่อย รวมถึงความสมจริงของระบบสืบพันธุ์ที่ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ผมก็เคยเจอพวกที่ทำได้เหมือนจริงมากเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะผมมีเนตรแดง ก็เกือบจะโดนหลอกไปแล้ว"
เกาหยางนึกถึงภรรยาของสารวัตรหวงที่ "ตั้งท้อง" ขึ้นมาทันที บางทีภรรยาของเขาอาจจะเป็นอสูรที่ทำได้เหมือนจริงมากก็ได้
ไป่หลี่อี้ดื่มกาแฟต่อไปอย่างสบายใจ ราวกับกำลังคุยเรื่องทั่วไป "อสูรก็มีวงจรชีวิตเหมือนกัน คล้ายๆ กับมนุษย์นั่นแหละ วัยเด็กอ่อนแอ วัยผู้ใหญ่แข็งแกร่ง วัยชราเสื่อมถอย เนื่องจากอสูรต้องคอยรับบทเป็นมนุษย์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างขยันขันแข็ง ดังนั้นความสามารถในฐานะอสูรจึงลดทอนลงเรื่อยๆ อสูรที่อายุยิ่งมากก็ยิ่งเสื่อมถอยรุนแรง อสูรแก่ๆ หลายตัว ต่อให้กลับคืนสู่สภาวะอสูร พลังต่อสู้อาจจะยังสู้มนุษย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ"
เกาหยางนึกถึง "ป้าเหอ" ที่โจมตีตัวเองในม่านรูด ตอนนั้นสารวัตรหวงก็เคยบอกไว้ว่า ป้าเหอเสื่อมสภาพไปค่อนข้างมาก ไม่อย่างนั้นพลังการต่อสู้คงจะแข็งแกร่งกว่านี้อีกหลายเท่า
"แล้วครอบครัวของผมล่ะครับ ตกลงพวกเขาเป็นคนหรือว่า... อสูร" เกาหยางอยากรู้คำตอบมาก แต่ก็กลัวที่จะรู้คำตอบเช่นกัน ตอนที่ถามคำถามนี้ออกไป ลำคอของเขาก็ตีบตัน หัวใจก็เต้นรัวเร็วขึ้น
"ผมบอกคุณไม่ได้ มันผิดกฎ" ไป่หลี่อี้ยิ้มขอโทษ "ความจริง วันนี้ที่ผมคุยกับคุณ ก็ถือว่าแหกกฎไปแล้ว ยังไงก็ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะครับ"
ช่างน่าขันนักที่เกาหยางกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก เขานึกอะไรขึ้นมาได้อีก "คุณก็เป็นคนขององค์กรเหรอครับ"
"องค์กรเหรอ" ไป่หลี่อี้ขบคิดคำนี้ "ถ้าให้พูดล่ะก็ ผมก็สังกัดองค์กรใดองค์กรหนึ่งจริงๆ นั่นแหละ"
"คุณไป่หลี่ครับ ผมเพิ่งตื่นรู้ได้ไม่นาน ผมมีคำถามอยากจะถามคุณเยอะแยะไปหมดเลยครับ" เกาหยางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปไม่ได้ จึงยิงคำถามออกไปเป็นชุด
"ผมได้ยินมาว่าอสูรไม่มีระบบสืบพันธุ์ที่แท้จริง แล้วอสูรมาจากไหนล่ะครับ แล้วมนุษย์เรามาจากไหน ทำไมพวกมันถึงต้องเอามนุษย์เราไปไว้ท่ามกลางพวกมัน แล้วยังต้องยอมลำบากมาเล่นพ่อแม่ลูกกับพวกเราด้วย ทำไมถึงมีแค่ตอนที่เราค้นพบความจริงถึงจะเข้าใจถึงพลังพรสวรรค์ได้ล่ะครับ"
"ทำไมพอมนุษย์เราตื่นรู้ อสูรที่อยู่รอบตัวก็จะเปลี่ยนสภาวะและอยากจะฆ่าพวกเราล่ะครับ แล้วอสูรมีทั้งหมดกี่ชนิดกันแน่ เลวร้ายไปซะทั้งหมดเลยหรือเปล่า คนกับอสูรมีลูกด้วยกันได้ไหมครับ มีแค่รอบตัวผมที่เป็นแบบนี้ หรือว่าเป็นกันทั้งโลกเลย..."
ไป่หลี่อี้ยิ้มอย่างขบขัน "พ่อหนุ่มผู้น่าสงสาร อัดอั้นมานานสินะ"
เกาหยางอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ตั้งแต่ตื่นรู้ขึ้นมา ในหัวเขาก็มีแต่คำถามพวกนี้ คิดนานๆ เข้าก็แทบจะทำให้คนเป็นบ้าได้
"ขอโทษทีนะ หลายๆ คำถามผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ส่วนคำถามที่รู้คำตอบ ก็บอกคุณไม่ได้หรอก" ไป่หลี่อี้ครุ่นคิดเล็กน้อย "เอาอย่างนี้ละกัน ผมขอฝากประโยคหนึ่งไว้ให้คุณเป็นประโยคสุดท้ายก็แล้วกัน"







