"ไม่ยอมเขียนลงบนกระดาษ แต่กลับเขียนลงบนโต๊ะ แล้วแบบนี้จะให้ข้าเอากลับไปยังไง คงไม่ใช่ว่าต้องยกโต๊ะของสำนักหัวเวยไปหรอกนะ" หลีอิงก้มหน้า พินิจดูรอยน้ำหมึกบนโต๊ะหิน ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ "อุ๊ย!"
นางร้องอุทานเสียงเบา ตรงรอยหมึกนั้นยุบตัวลงไป เศษหินป่นละเอียดถึงกับติดปลายนิ้วมาด้วย
ผีหมากเป่าลมหายใจหนึ่งครั้ง ฝุ่นผงชั้นหนึ่งบนโต๊ะก็ปลิวคลุ้งขึ้นมา ทว่าบนโต๊ะหินกลับหลงเหลือรอยสลักอักษรที่ชัดเจน
"พลังพู่กันทะลวงหิน ยกของหนักดั่งของเบา ฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก" นัยน์ตาทั้งสองของผีหมากเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้น
"ข้าได้ยินมาว่า จ้าวมู่กับเว่ยจ้านหยางที่โดดเด่นที่สุดในการสอบอักษรภาพ ยังต้องเดินลมปราณนั่งสมาธิครึ่งชั่วยาม ปรับลมหายใจจนถึงจุดสูงสุด ถึงจะเริ่มตวัดพู่กันบนหน้าผาหินได้ คนละหนึ่งวรรคกวี คนผู้นี้หยิบพู่กันขึ้นมาก็เขียนเลย สี่วรรครวดเดียวจบ แบบนี้ไม่ใช่งดงามกว่าพวกเขาทั้งหมดหรอกหรือ?" หลีอิงปรบมือกล่าว
นางหยิบน้ำหมึกและกระดาษขาวออกมา ลอกลายอักษรที่สลักบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง "ทีนี้ก็ดีเลย ประหยัดแรงยกโต๊ะไปได้เยอะ"
ผีหมากมองนางที่ดีใจ ก็ถอนหายใจด้วยความเอ็นดู "เจ้าอายุยังน้อย กลับได้พบเจอคนระดับนี้เข้า ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรอกนะ"
หลีอิงเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ทำเพียงหัวเราะแล้วถามว่า "ท่านอาจารย์จะรับเขาเข้าสำนักเมื่อใดเจ้าคะ?"
"ข้าคิดว่าจะได้รับศิษย์ที่ดีกว่าเว่ยผิงเสียอีก แต่พอกวีสลักโต๊ะหินนี่ปรากฏออกมา กลับไม่แน่เสียแล้ว" ผีหมากท่องว่า "'วีรบุรุษใต้หล้าผู้ใดคือคู่ต่อกร' ช่างเป็นนิสัยที่เย่อหยิ่งจองหองนัก อาจารย์คนไหนจะปราบลงได้?"
"เดิมทีเขาก็ไม่ได้กราบอาจารย์อยู่แล้ว วิชายุทธ์ที่สายนอกของสำนักหัวเวยฝึกได้ก็มีไม่มาก เขาไปเรียนรู้วิถีหมากวิถีอักษรด้วยตัวเองมาจากไหนกัน?" หลีอิงไม่เข้าใจ
"เจ้าเดาออกแล้วหรือว่าเขาคือใคร?"
"ซ่งเฉียนจี!" หลีอิงกลอกตา "เมื่อครู่คนพวกนั้นสวมชุดศิษย์สายนอกสำนักหัวเวย เรียกเขาว่าศิษย์พี่ซ่ง แทบจะอุ้มเขาเดินอยู่แล้ว มีบารมีในสายนอกของหัวเวยถึงเพียงนี้ ทุกคนล้วนเคารพยกย่อง ถ้าไม่ใช่ซ่งเฉียนจี แล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า?"
"เขามีชื่อเสียงมากหรือ?" ผีหมากถาม "มีชื่อเสียงด้วยเรื่องอันใด?"
หลีอิงมีท่าทีกระตือรือร้น เริ่มเล่าจากเรื่องราวที่ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ชื่นชอบที่สุดก่อน อย่างเช่นการเด็ดดอกไม้ที่ทะเลสาบเหยากวง การบุกขึ้นหอในงานชมบุปผา เป็นต้น
จากนั้นค่อยเล่าถึงปัญหาที่เจ้าสำนักและผู้อาวุโสแต่ละสำนักให้ความสนใจมากที่สุด
"สายนอกสำนักหัวเวยทั้งหมดถูกเขาก่อกวนจนไม่เป็นสุข สามวันดีสี่วันไข้ก็พากันประท้วงหยุดงาน งานชุมนุมเติงเหวินครั้งนี้ สำนักอื่นภายนอกไม่พูดอะไร แต่ลับหลังกลับหัวเราะเยาะว่าเจ้าสำนักหัวเวยไร้ความสามารถ กระทั่งศิษย์สายนอกกลุ่มเดียวยังควบคุมไม่ได้"
ผีหมากได้ฟัง สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียด พึมพำกับตัวเองว่า
"รับมือยากแล้วสิ"
นิสัยอย่างซ่งเฉียนจี จะยอมเป็นศิษย์ของคนอื่นจริงๆ หรือ?
หากเขายินยอม คงคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งทั้งการสอบหมากและการสอบอักษรภาพในงานชุมนุมเติงเหวินไปตั้งนานแล้ว
"ไม่เคยเห็นท่านอาจารย์กังวลใจเช่นนี้มาก่อนเลย" หลีอิงกล่าว "รับมือยากจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
"ข้าไม่ใช่ 'ตัวมากรัก' เสียหน่อย ข้าไม่ได้หลงตัวเองเหมือนเขา เขาถูกพวกนักเรียนโง่ๆ ในสำนักศึกษาประจบสอพลอจนเคยตัว เลยคิดว่าคนทั้งใต้หล้าล้วนเต็มใจเรียกเขาว่าอาจารย์ แล้วข้าก็ไม่ได้เจ้าเล่ห์ขี้ระแวงเหมือนเขาด้วย เขาคิดแผนการสารพัด ยังไม่รู้เลยว่าลูกศิษย์อยู่ที่ไหน ส่วนข้านั่งอยู่ในศาลา ก็มีอัจฉริยะส่งตัวเองมาถึงที่แล้ว"
ผีหมากทั้งดีใจและกังวลใจ ที่กังวลคือจะรับซ่งเฉียนจีเป็นศิษย์ได้อย่างไร ที่ดีใจคือในที่สุดก็เร็วกว่าปราชญ์อักษรไปก้าวหนึ่ง
……
ซ่งเฉียนจีถูกคนพยุง ท่องพึมพำในปากอย่างคลุมเครือ "ชีวิตคนเราหนอ ชีวิตคนเราเจ็บปวดกับอดีตกี่หน รูปเขายังคงหนุนกระแสน้ำเย็นชา"
เขายังคงหันหน้ากลับไป มองไปยังศาลาหิน "ท่านลุง มีวาสนาค่อยพบกันใหม่ ค่อยมาประลองกันอีก!"
เมิ่งเหอเจ๋อเอ่ยเสียงเบา "ศิษย์พี่ซ่ง บนเขามีท่านอยู่คนเดียว แล้วเหล้านี่มาจากไหนขอรับ?"
ปล่อยให้ศิษย์พี่ซ่งดื่มเหล้าแรงๆ แบบนี้คนเดียวได้ยังไง ถ้าดื่มจนเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำยังไง?
เขาดึงไหเหล้าในมือซ่งเฉียนจีออกมา รวบรวมความกล้า จิบไปคำหนึ่ง……
รสเปรี้ยวอมหวานขององุ่นและบ๊วย ผสมผสานกับกลิ่นหอมอบอวลของดอกท้อแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก
น้ำเชื่อมน้ำผลไม้?!
ไม่สิ รสชาติที่หลงเหลือมีความหอมของเหล้าอยู่ เป็นเหล้าผลไม้จริงๆ แต่ว่าเหล้านี้มันจะไม่จืดจางไปหน่อยหรือ?
แววตาที่เมิ่งเหอเจ๋อมองซ่งเฉียนจีเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ที่แท้ศิษย์พี่ซ่งก็ไม่ได้เก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง
"ตั้งแต่นี้ต่อไป ห้ามใครให้ศิษย์พี่ซ่งดื่มเหล้าอีก!" เขาหันไปสั่งศิษย์สายนอก
"รับทราบ!"
ซ่งเฉียนจีพูดลิ้นพันกัน "ข้าจะดื่มเหล้า!"
"ศิษย์พี่ซ่ง หลังจากสอบเสร็จท่านไปไหนมา พวกเราตามหาท่านไปทั่วเลย" เมิ่งเหอเจ๋อฉวยโอกาสยึดไหเหล้าหยกม่วงไป เปลี่ยนเรื่องสนทนา "ทุกคนทำป้ายผ้าให้ท่านด้วยนะ รีบเอาออกมาให้ศิษย์พี่ดูเร็วเข้า!"
วันนี้เมิ่งเหอเจ๋อมีประลองบนเวที ศิษย์สายนอกจึงแบ่งกำลังออกเป็นสองสาย กลุ่มใหญ่ไปที่ลานกว้างเพื่อส่งเสียงเชียร์ศิษย์พี่เมิ่ง รับผิดชอบเรื่องอุปกรณ์ประกอบฉากและเอฟเฟกต์เวที ส่วนกลุ่มเล็กไปกางป้ายผ้าที่ริมลำธารศิลาสีรุ้ง เพื่อต้อนรับศิษย์พี่ซ่งหลังสอบเสร็จ
เสียงพรึบดังขึ้น ป้ายผ้ากางออกรับลม ความยาวสิบจั้งเต็ม พื้นขาวหมึกดำ ตัวอักษรขนาดใหญ่เบ้อเริ่ม
เฉลิมฉลองอย่างอบอุ่นแด่ศิษย์พี่ซ่งที่เข้าร่วมการสอบอักษรภาพอย่างสมบูรณ์แบบ
คนที่รู้ก็เข้าใจว่ามารับคนไปฉลอง คนที่ไม่รู้คงนึกว่ามาทวงค่าจ้างริมถนน
ซ่งเฉียนจีเห็นแล้วก็ตกใจอย่างยิ่ง ไม่นึกว่าจะมีปฏิบัติการที่ขายหน้ายิ่งกว่า "ถูกหามบนเก้าอี้ผ้าใบไปแห่ประจานที่ลานสายนอก" เสียอีก
ได้แต่โชคดีที่ตัวเองชิ่งหนีมาเร็วกว่า
"เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ฟังดีดฉิน เล่นหมาก" ซ่งเฉียนจีพูด "ไม่มีอะไรหรอก"
เมิ่งเหอเจ๋อพยักหน้า "ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว"
เวลาส่วนใหญ่ซ่งเฉียนจีมักจะก้มหน้าก้มตาทำไร่ แต่วันนี้กลับผิดปกติ ค่ำมืดแล้วยังไม่กลับเรือนซ่ง
เขากลัวว่าจะมีคนประสงค์ร้าย ฉวยโอกาสตอนซ่งเฉียนจีอยู่คนเดียวมาหาเรื่อง
เขาทำผลงานในการสอบบู๊ได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้อาวุโสหลายสำนักแสดงความจำนงอยากรับเป็นศิษย์ คืนนี้ต่างพากันมาหยั่งเชิงเขา แต่เขากลับไม่มีอารมณ์จะรับมือ
จึงพาศิษย์สายนอกทั้งหมดออกเคลื่อนไหวพร้อมกัน แบ่งเป็นหกทีมค้นหา แทบจะพลิกสำนักหัวเวยหาจนทั่ว
ทำเอาหอวินัยจ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยว หอผู้คุมกฎก็โอดครวญไม่หยุด
"ศิษย์พี่ซ่ง น้องเมิ่ง แย่แล้ว!"
เงาร่างสองสายวิ่งตรงเข้ามาหา ร้องตะโกนเสียงหลง
ซ่งเฉียนจีเพ่งมอง ก็เป็นสวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิง ผีพนันสองคนนี้อีกแล้ว
"วันนี้ไม่พนัน!" เขาโบกมือ
สวีคั่นซานรีบละล่ำละลักบอก "ที่นี่คืออาณาเขตแท่นเด็ดดาว กฎของสำนักหัวเวยมีมาแต่โบราณ ห้ามศิษย์สายนอกเหยียบย่างเข้ามาเด็ดขาด! ศิษย์น้องเมิ่ง หัวหน้าผู้ดูแลจ้าวอวี๋ผิงรู้ว่าพวกเจ้ามา จึงพาผู้ดูแลใต้บังคับบัญชากับศิษย์หอผู้คุมกฎกลุ่มหนึ่ง จะมาจับพวกเจ้าไปไต่สวนแล้ว!"
"ยังจะมัวพูดมากอะไรอยู่อีก รีบหนีไปจากที่นี่เร็วเข้า!" ชิวต้าเฉิงเร่งเร้า
สีหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อเปลี่ยนไปในทันใด
เขากำลังแปลกใจอยู่พอดี ว่าทำไมถึงมีผู้ดูแลหวังดีใบ้ให้พวกเขามาหาคนอยู่แถวแท่นเด็ดดาว
"ใครจะหนีพ้นล่ะ?" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น
เสียงฝีเท้าเร่งร้อน เงาคนวูบไหว แสงไฟสว่างไสวขึ้นกลางเขาในพริบตา
ศิษย์หอผู้คุมกฎนับร้อยเจ้าที่คาดดาบห้อยกระบี่ไว้ข้างเอว ตีวงล้อมพวกของเมิ่งเหอเจ๋อเอาไว้แน่นหนา
จ้าวอวี๋ผิงเดินเนิบนาบออกมาจากเงามืด
"ศิษย์สายนอกเมิ่งเหอเจ๋อ สำนักรู้ว่าเจ้ามีใจคิดกบฏมานานแล้ว แต่เพราะเสียดายความสามารถจึงยอมผ่อนปรนให้ทุกวิถีทาง แต่วันนี้เจ้าพาคนบุกรุกแท่นเด็ดดาวโดยพลการ ก่อความผิดมหันต์ ยังไม่ยอมให้จับกุมแต่โดยดีอีกหรือ?"
เขาจงใจมุ่งเป้าเล่นงานแค่เมิ่งเหอเจ๋อ โดยไม่เอ่ยถึงซ่งเฉียนจี มั่นใจว่าซ่งเฉียนจีไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอน
การลอบกัดครั้งก่อน ถูกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงชุดขาวถือดาบใหญ่ไม่ทราบที่มาคนหนึ่งสับจนพ่ายแพ้
ครั้งนี้ออกกระบวนท่าซึ่งหน้า ข้างกายซ่งเฉียนจีจะมีองครักษ์ยอดฝีมือระดับจินตันคนที่สองอยู่อีกหรือไม่ คืนนี้ก็จะได้รู้ผลกัน
ลมราตรีพัดหวีดหวิว ใบไม้ร่วงหล่นดังกรอบแกรบ
เหล่าศิษย์สายนอกที่ตบะไม่สูงนักตกอยู่ในวงล้อม มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความหวาดผวา
เมิ่งเหอเจ๋อแค่นหัวเราะ ค่อยๆ ชักกระบี่ออก
ตัวกระบี่เสียดสีกับฝักกระบี่ เกิดเสียงแหลมยาวบาดหู
ราวกับเป็นเสียงตวาดสั่งการ ศิษย์สายนอกทุกคนชักกระบี่ออกพร้อมกัน
ซ่งเฉียนจีกดด้ามกระบี่ของเมิ่งเหอเจ๋อลง
เขายังคงเมาอยู่ เอ่ยเสียงพึมพำอ้อแอ้ "ยันต์รวมแสงที่ข้าให้เจ้าไปล่ะ"
เมิ่งเหอเจ๋อดีใจวูบหนึ่ง เกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมาทันที
ลำแสงสว่างจ้าพุ่งพรวดขึ้นจากฝ่ามือของเขา พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้ายามราตรี
เดิมทีจ้าวอวี๋ผิงคิดว่าเขาหยิบของวิเศษออกมา เตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว แต่พอมองดูกลับเป็นเพียงยันต์เรืองแสงแผ่นหนึ่ง ก็อดอึ้งไปไม่ได้
เพียงครู่เดียว แผ่นดินก็สั่นสะเทือนไปทุกสารทิศ เสียงดังกึกก้องกัมปนาท เสียงตะโกนเรียกดังข้ามยอดเขามา
"ยันต์ของศิษย์พี่เมิ่งนี่!"
"ทางนั้นหาศิษย์พี่ซ่งเจอแล้ว!"
ศิษย์สายนอกที่กระจายกำลังค้นหาซ่งเฉียนจีอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งจากทะเลสาบเหยากวง จากหุบเขาเฟิงเยียน จากยอดเขานับไม่ถ้วน และหุบเหวนับไม่ถ้วน หลั่งไหลกันมายังที่แห่งนี้ เห็นยันต์ก็มุ่งหน้ามา ตามแสงสว่างมา
กองกำลังผู้ดูแลและหอผู้คุมกฎนับร้อยคน ถูกคนนับพันโอบล้อมเอาไว้ตรงกลาง
จ้าวอวี๋ผิงกวาดตามองรอบด้าน เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก
ใช้กำลังปราบปรามน่ะง่าย แต่งานชุมนุมเติงเหวินยังไม่จบ จะให้ฆ่าฟันจนเลือดไหลเป็นสายน้ำ แล้วถูกสำนักอื่นชี้หน้าด่าเอาไม่ได้เด็ดขาด
เขาพลิกแพลงตามสถานการณ์ ตะโกนเสียงดัง "ศิษย์สายนอกทุกท่าน ผู้ใดจับกุมเมิ่งเหอเจ๋อได้ ตกรางวัลหินวิญญาณสามร้อยก้อน!"
ทรัพย์สินเงินทองล่อตาล่อใจคนได้ง่ายที่สุด ทว่ายามนี้กลับไม่มีใครขยับเขยื้อน
อาวุธของศิษย์สายนอกไม่ได้หันเหทิศทาง สีหน้ายังคงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ราวกับฟังไม่ออกว่าเขากำลังพูดอะไร
สีหน้าของจ้าวอวี๋ผิงแดงก่ำ
ตกลงว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เมื่อก่อนเขาเพียงแค่ใช้หินวิญญาณสามก้อน ก็สามารถดูศิษย์ตัวน้อยพวกนี้คลานอยู่บนพื้นเหมือนสุนัข แย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก ฆ่าฟันกันจนตาแดงก่ำได้แล้ว
เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองเกิดความหวาดกลัวในใจ จึงแผดเสียงตะโกนให้ดังขึ้นไปอีก
"รางวัลหินวิญญาณสามพันก้อน บวกกับวิชายุทธ์สายในระดับสูงสุดหนึ่งชุด และของวิเศษระดับต้นอีกหนึ่งชิ้น!"
น้ำเสียงไม่หลงเหลือความน่าเกรงขามอีกต่อไป เพราะความตึงเครียดเกินขีดจำกัดจนสั่นพร่า
รอบด้านเงียบสงัดราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวโหยหวน
"รีบกลับไปพักผ่อนกันเถอะ" จู่ๆ ก็มีคนหาวหวอด "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว"
เป็นซ่งเฉียนจีนั่นเอง
เขาขยี้ตาพลางเร่งเร้า "รีบหลีกทางไปเร็วเข้า"
วันนี้เขาออกไปข้างนอกมาทั้งวัน คิดถึงดอกไม้ใบหญ้าและพืชผักที่บ้านจะแย่แล้ว
คิดถึงถั่วฝักยาวหน้าประตู แตงกวาบนเถา และมันฝรั่งในดิน
เพียงแค่การจากลากันสั้นๆ หนึ่งวัน จากเช้าจรดค่ำเท่านั้น แต่กลับเหมือนผ่านฤดูใบไม้ร่วงมานับครั้งไม่ถ้วน
พวกมันก็คงจะคิดถึงข้าเหมือนกัน ซ่งเฉียนจีมองดูดวงจันทร์แล้วคิดในใจ
เขาเดินไปข้างหน้า เดินทอดน่องอย่างสบายใจ
วงในสุดพวกเมิ่งเหอเจ๋อต้องคุ้มครองเขา วงนอกพวกจ้าวอวี๋ผิงก็ระแวดระวังเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก ส่วนศิษย์วงนอกสุดก็คอยระวังไม่ให้จ้าวอวี๋ผิงลงมือ
ดังนั้นแค่ซ่งเฉียนจีก้าวเดินไม่กี่ก้าว ก็ฉุดรั้งให้กระบวนทัพทั้งหมดเคลื่อนตามไปด้วยกัน ทั้งวงในสามชั้น วงนอกสามชั้นต่างเดินตามเขาไป
ซ่งเฉียนจีสนใจเพียงแค่เดินไปตามทางของตัวเอง
……
ตำหนักเฉียนคุนบนยอดเขาหลัก
แสงไฟสว่างไสว ดนตรีพิธีการบรรเลงอย่างเคร่งขรึม
นี่คือตำหนักหลักของนักพรตซวีอวิ๋น เขาจะนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานอย่างมีอำนาจบารมีแม้ไม่ได้กริ้วโกรธ ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเอาไว้เสมอ
แต่คืนนี้ตำแหน่งประธานเปลี่ยนคน เขาทำได้เพียงยอมลดตัวลงมานั่งในตำแหน่งรอง
ชายชราชุดขาวที่นั่งตำแหน่งประธานยิ้มแย้มกล่าว "ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกร็ง ในเมื่อเป็นงานเลี้ยงฉลอง ก็ทำตัวตามสบายกันเถอะ" เขาหันไปสั่งนักดนตรีที่ตีระฆังราว "ตีเพลงที่มันรื่นเริงหน่อย!"
พูดจบก็รินเหล้าดื่มเอง ทำตัวราวกับเป็นเจ้าบ้าน
เมื่อเห็นปราชญ์อักษรทำเช่นนั้น บรรยากาศทั่วทั้งตำหนักก็ค่อยๆ ครึกครื้นขึ้น
มีคนมาดื่มอวยพรให้กับอันดับหนึ่งของการสอบอักษรภาพ จี้เฉินยกจอกขึ้น ดื่มรวดเดียวหมด
ในใจทุกข์ทรมานแสนสาหัส รสชาติในปากย่อมขมฝาดไปหมด
จ้าวมู่และเว่ยจ้านหยางที่ถูกประเมินให้อยู่ในอันดับสองและสามตามลำดับ นั่งอยู่ด้านหลังเขา เอาแต่จ้องแผ่นหลังเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่ยอมรับผลตัดสินอย่างยิ่ง
หลายคนแอบพึมพำในใจ ปราชญ์อักษรเลือกเจ้าเด็กจี้เฉินคนนี้เป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับไม่รับเขาเป็นศิษย์
ไม่รู้ว่าตกลงแล้วพอใจหรือไม่พอใจเขากันแน่
เหล้าผ่านไปสามจอก จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งยืดตัวลุกขึ้นยืน ตะโกนเสียงดัง
"ศิษย์มีเรื่องจะเรียนให้ทราบ ขอท่านปราชญ์โปรดพิจารณาด้วยขอรับ"
เสียงดนตรีหยุดชะงักลงทันที
ทั่วทั้งตำหนักตกตะลึง แต่เพราะเกรงใจที่ท่านปราชญ์อยู่ที่นี่ จึงสงบลงอย่างรวดเร็ว ทำเพียงส่งเสียงทางจิตวิจารณ์กันไปมา
"คนรุ่นหลังของตระกูลไหนกัน กล้าเสียมารยาทต่อหน้าปราชญ์อักษรเชียวรึ?!"
"เขาคือลูกพี่ลูกน้องของจี้เฉิน ใครบ้างไม่รู้ว่าเมื่อก่อนจี้เฉินเป็นแค่สวะ โคลนตมเข็นไม่ขึ้น จี้กวงที่เป็นสายรองคนนี้ต่างหาก ถึงจะเป็นอนาคตของตระกูลจี้แห่งเมืองไป๋เฟิ่ง"
"เขาออกหน้าในเวลานี้ หรือว่าจะมาแสดงความยินดีกับลูกพี่ลูกน้อง?"
รอยยิ้มของปราชญ์อักษรจางลง "ว่ามา"
"คำว่าไข่ไก่สองคำนั้น จี้เฉินไม่ได้เป็นคนเขียน เขาขวัญกล้าเทียมฟ้า หลอกลวงท่านปราชญ์ แท้จริงแล้วเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านวิถียันต์เลยแม้แต่น้อย!" จี้กวงประสานมือคารวะ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม น่าเกรงขาม เด็ดเดี่ยวปานจะสละชีพได้ ตะโกนเสียงดัง "ข้ามีหลักฐาน โปรดดูเถิดขอรับ นี่คือตัวอักษรที่จี้เฉินเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้"
ผู้คนพากันฮือฮา
จ้าวมู่แทบอยากจะตบโต๊ะหัวเราะร่า
แต่หลักฐานชิ้นนั้นยังไม่ทันถูกหยิบออกมา จี้เฉินก็ทำราวกับแมวถูกเหยียบหาง กระโดดโหยงขึ้นมาทันที พุ่งพรวดเข้าไปข้างหน้า คว้าหมับเข้าที่มือของจี้กวง
"ดีเหลือเกิน ขอบใจเจ้ามากที่พูดแทนข้า น้องชายแสนดีของข้า! เจ้าคือสายเลือดแท้ๆ ของข้าจริงๆ!"
ทว่าสีหน้าของปราชญ์อักษรกลับไม่สู้ดีนัก







