ผีหมากประหลาดใจ ด้วยประสบการณ์และระดับบำเพ็ญเพียรของเขา การมองเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปี มักจะใช้เวลาเพียงปรายตามองแวบเดียวก็มองทะลุปรุโปร่งได้แล้ว
ทว่าคนตรงหน้า เขากลับมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีคิดว่าผู้ที่สามารถฝึกฝนวิถีหมากและเพลงกระบี่เช่นนี้ได้ ย่อมต้องมีจิตใจหนักแน่นดั่งศิลา มั่นคงดั่งขุนเขา ทุกเรื่องแม้ทำได้เพียงเจ็ดส่วน ก็ต้องเค้นฝืนทำให้ถึงสิบส่วนให้จงได้
ผนวกกับพรสวรรค์สูงส่งล้ำเลิศเหนือผู้ใด ย่อมต้องเย่อหยิ่งจองหอง ทระนงตน ไม่เห็นผู้ใดในสายตาเป็นแน่
นิสัยเช่นนี้ กลับยังแปดเปื้อนเรื่องรักใคร่ด้วยหรือ
“เพื่อสตรีคนหนึ่ง?” เขาอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “นางคือสหายเต๋าของเจ้าหรือ”
ซ่งเฉียนจียกไหสุราขึ้นดื่ม สุราไหลรินตามมุมปากจนเปียกชุ่มสาบเสื้อ “ไม่เชิงหรอกขอรับ”
พวกเขาไม่เคยเข้าพิธี ไม่เคยผูกดวงชะตา อย่างมากก็แค่เคยจับมือกัน ไม่นับว่าเป็นสหายเต๋าจริงๆ นั่นแหละ
การที่เมี่ยวเยียนได้ครองรักกับผู้กอบกู้โลกอย่างเว่ยเจินอวี้ในภายหลัง จึงไม่นับว่าเป็นการแต่งงานใหม่แต่อย่างใด
หลีอิงจู่ๆ ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “ไม่ใช่สหายเต๋า แล้วท่านยังจะเรียนหมากเพื่อนางอีก! หรือว่าท่านเรียนรู้ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น แค่หยิบหมากก็บรรลุเต๋าเลยหรือ”
“ง่ายที่ไหนกันล่ะ ข้าไม่ใช่อัจฉริยะเสียหน่อย ตอนนั้นข้าเรียนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด พอกลับไป คนผู้นั้นกลับพูดแค่สองคำ…”
“‘ขอบคุณ’?” หลีอิงชิงพูดแทรก “ในเมื่อท่านทำเพื่อนาง นางย่อมต้องซาบซึ้งใจ และพูดขอบคุณท่านแน่ๆ!”
พูดจบนางก็แลบลิ้นออกมา ต่อหน้าอาจารย์ นางไม่ควรพูดแทรกเลยจริงๆ
แต่พอเห็นอาจารย์อารมณ์ดี มุมปากอมยิ้ม ทั้งยังมองนางด้วยสายตาชื่นชม
ก็เห็นได้ชัดว่าอาจารย์เองก็อยากรู้ เพียงแต่รู้สึกกระดากอายเกินกว่าจะแสดงออกว่าอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน
หลีอิงส่งสายตากลับให้ผีหมากประหนึ่งจะบอกว่า ‘อาจารย์มีธุระ ศิษย์รับใช้เอง วางใจเถอะเจ้าค่ะ’
“ฮะ นางไม่มีวันพูดคำว่าขอบคุณกับข้าหรอก ข้าทำอะไรให้นางล้วนเป็นเรื่องสมควรทั้งสิ้น นางพูดว่า ‘ไม่เลว’” ซ่งเฉียนจีหัวเราะจนสำลักสุรา “ตอนนั้น ข้าคิดว่าการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อแลกกับคำว่า ‘ไม่เลว’ ของนาง มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน”
แม้เขาจะกำลังหัวเราะ แต่หลีอิงกลับรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว นางวางพู่กันสลักลายดอกไม้ลง แล้วยกมือขึ้นขยี้ตา
“ปัง!” ชายชราตบโต๊ะหินอย่างแรงกะทันหัน
รอยร้าวปรากฏขึ้นจางๆ ที่มุมโต๊ะ
หลีอิงสะดุ้งตกใจ หากแท่นเด็ดดาวของสำนักหัวเวยไม่มีค่ายกลคุ้มครองเอาไว้ ศาลาหลังนี้คงพังครืนลงมาแล้ว
“ไอ้หนุ่ม ลุ่มหลงในรักแท้ ย่อมบั่นทอนปณิธานวีรบุรุษ!” ผีหมากกล่าวอย่างเดือดดาล
“ตอนนี้เจ้ามากราบข้าเป็นอาจารย์เสียสิ อยากแต่งกับสตรีคนใดมีหรือจะไม่ได้แต่ง! ไม่ว่าจะเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ หรือเมี่ยวเยียนบนดิน ชายชราผู้นี้จะจัดการเป็นเถ้าแก่ให้เจ้าเอง!”
หลีอิงคิดในใจ หลายปีมานี้อาจารย์ปลีกวิเวกและเบื่อหน่ายทางโลก แม้แต่งานใหญ่ของอารามจื่ออวิ๋นก็ยังไม่แยแส แต่กลับมาเป็นธุระจัดการเรื่องคู่ครองให้ชายหนุ่มคนหนึ่งเนี่ยนะ
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ต่อไปคนผู้นี้ก็คงจะได้เป็นศิษย์พี่ของนางแล้ว
ถึงแม้จะเป็นคนขี้เมาหยำเป แต่ก็ไม่ได้น่ารำคาญ แม่นางอย่างข้ายอมรับก็ได้
อย่างมาก ทุกวันตอนที่ข้าต้มยาให้อาจารย์ ข้าจะต้มน้ำแกงสร่างเมาให้ท่านดื่มด้วยก็แล้วกัน
พอซ่งเฉียนจีได้ยินคำว่า ‘เมี่ยวเยียน’ ก็ตกใจจนโบกมือปฏิเสธพัลวัน “อย่าๆๆ ลุงขอรับ ลุงอย่ามาเป็นเถ้าแก่ให้ข้าเด็ดขาด ให้ตายข้าก็ไม่แต่งกับเมี่ยวเยียน! ถ้าลุงจะบังคับให้ข้าแต่ง ข้าจะตัดขาดกับลุงจริงๆ นะ!”
“หา?” หลีอิงตกตะลึง “เทพธิดาเมี่ยวเยียน ท่านไม่ชอบหรือ”
“ไม่ชอบ!” ซ่งเฉียนจีตบโต๊ะหินพร้อมตอบอย่างหนักแน่นเด็ดขาด “ไม่เห็นจะอยากได้!”
หลีอิงคิดในใจ หญิงในดวงใจของเขาคือผู้บำเพ็ญเพียรหญิงท่านใดกันแน่
เพื่อคนผู้นั้นแล้ว เขากลับไม่แยแสแม้กระทั่งเทพธิดาเมี่ยวเยียน ผู้มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง เจ้าของฉายา ‘โฉมงามอันดับหนึ่ง’ เลยหรือนี่
หากข้าเกิดเร็วกว่านี้สักสองสามปี ได้พบเขาก่อนคนผู้นั้น ให้อาจารย์รับเขาเข้าสำนัก ได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ข้าก็จะทำดีกับเขาให้มาก เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งดื่มสุราย้อมใจอยู่คนเดียวในค่ำคืนนี้
หากคนผู้นี้ไม่ติดบ่วงรักจนต้องดื่มสุราเมามาย เขาจะต้องเป็นอัจฉริยะผู้โด่งดังเหนือใครในใต้หล้าตั้งแต่ยังเยาว์เป็นแน่
พอมีผู้อาวุโสท่านใดถูกตาต้องใจ จะจัดการเรื่องแต่งงานให้ เขาจะได้ตบโต๊ะเพื่อข้าแล้วบอกว่า ‘ไม่สน ข้ามีศิษย์น้องหญิงแล้ว’
เมื่อหลีอิงคิดมาถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
แต่นางยังอายุน้อย เปรียบดั่งลูกนกเพิ่งออกจากรัง ยังคงไร้เดียงสา จึงไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ผีหมากผู้ผ่านโลกมามากย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ เขามองลูกศิษย์หญิงที่กำลังก้มหน้าหัวเราะคิกคักแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า
“ข้าเองก็คิดว่าเมี่ยวเยียนงั้นๆ แหละ เจ้าดูศิษย์ของข้าคนนี้สิ ที่นางไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพียงเพราะนางไม่ชอบทำตัวโดดเด่น ความจริงแล้วไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา ความสามารถ พรสวรรค์ หรือชาติตระกูล มีสิ่งใดบ้างที่สู้เมี่ยวเยียนไม่ได้”
หลีอิงสองแก้มแดงระเรื่อ เอ่ยเสียงเบา “อาจารย์ชมเกินไปแล้ว ข้ามิกล้านำตัวเองไปเทียบกับเทพธิดาเมี่ยวเยียนเด็ดขาดเจ้าค่ะ”
ปกตินางเป็นคนร่าเริงรักอิสระ ไร้กฎเกณฑ์ผูกมัด ทว่าจู่ๆ กลับมีท่าทีขวยเขินบิดไปบิดมา ไม่เหลือคราบความผยองตอนที่ท้าพนันให้คนอื่นเรียกนางว่าคุณย่าทวดน้อยเลยสักนิด
“มีอะไรไม่กล้าเทียบเล่า” ซ่งเฉียนจีจ้องมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องตะโกนด้วยลิ้นที่พันกัน “ขอเพียงเจ้าจริงใจต่อตัวเอง จริงใจต่อผู้อื่น แค่นี้ก็ดีกว่าเมี่ยวเยียนเป็นพันเท่าหมื่นเท่าแล้ว!”
หลีอิงได้กลิ่นสุราผลไม้จากตัวเขา ใบหน้าก็ยิ่งแดงซ่านยิ่งกว่าคนเมาเสียอีก นางดุเสียงเบา “พูดจาเหลวไหล”
ซ่งเฉียนจีทำหน้างุนงง “ข้าก็แค่พูดความจริง ทำไมถึงกลายเป็นเหลวไหลไปได้ล่ะ”
“ข้าไม่ได้ด่าท่านว่าเหลวไหล ข้าก็แค่…” หลีอิงรีบละล่ำละลักอธิบาย “คนอื่นพูดอะไร ท่านก็เก็บเอามาเป็นจริงเป็นจังไปเสียหมดเลยหรือ?!”
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนนั้นทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานมามากเท่าใดกัน เขาถึงได้คอยแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองในทุกๆ เรื่องเช่นนี้
เมื่อคิดได้ดังนี้ น้ำตาก็ร่วงเผาะๆ ลงมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ซ่งเฉียนจีตกใจสุดขีด
ทำไมถึงร้องไห้ล่ะเนี่ย
เขาหันไปมองคุณลุงด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ
แต่กลับเห็นคุณลุงเพียงยิ้มบางๆ สะบัดมือไม่ยอมยุ่งเกี่ยว ราวกับกำลังสนุกที่ได้เห็นเรื่องบันเทิง
ซ่งเฉียนจีปวดขมับขึ้นมาทันที
เหอชิงชิงก็มาร้องไห้กับเขา เมิ่งเหอเจ๋อก็มาร้องไห้กับเขา จี้เฉินก็มาร้องไห้กับเขา
ตอนนี้แม้แต่แม่หนูน้อยที่เพิ่งบังเอิญพานพบกัน ก็ยังมาร้องไห้ให้เขาดูอีก
หากนับอายุขัยที่เคยใช้ชีวิตมา เขาสามารถเป็นทวดของทวดอีกฝ่ายได้สบายๆ แล้วเขาจะหน้าหนากรังแกคนอื่นลงได้อย่างไร
ซ่งเฉียนจีรีบกล่าว “ข้ามันเหลวไหล ข้ามันเหลวไหลเอง ข้าทำอะไรผิดไปก็ขออภัยเจ้าด้วย เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”
“ท่านจะขอโทษทำไมเล่า” หลีอิงไม่สนแล้วว่าอาจารย์ยังอยู่ข้างๆ นางร้องไห้หนักกว่าเดิม “ท่านนิสัยแบบนี้ไง มิน่าล่ะถึงได้โดนผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหลอกเอา!”
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ข้าขอโทษก็ผิดด้วยหรือ
จะไร้เหตุผลเกินไปแล้วมั้ง
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ คุณย่าทวดน้อย”
หลีอิงที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตากลอกตาไปมา ไม่รู้เลยว่าปกติเขาตามเกี้ยวผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนนั้นอย่างไร
หรือจะเหมือนในนิยายประโลมโลก ที่ต้องไปชมจันทร์พลอดรัก แต่งบทกวีต่อโคลงกลอน เพื่อเอาใจหญิงงามกันนะ
นางแกล้งงอแงว่า “ท่านร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อยสิ”
ซ่งเฉียนจียิ้มเจื่อน “ข้าร้องไม่เป็น”
“งั้นท่านก็เล่าเรื่องตลกให้ข้าฟัง”
“ข้าก็เล่าไม่เป็นเหมือนกัน”
หลีอิงกระทืบเท้าเร่าๆ “งั้นท่านแต่งบทกวีให้ข้าสักบท ห้ามพูดว่าทำไม่เป็นอีกนะ!”
“ข้าแต่งไม่เป็นจริงๆ แต่งเป็นกลอนมั่วๆ ได้หรือไม่”
หลีอิงรีบพยักหน้าหงึกหงัก แล้วยื่นพู่กันสลักลายดอกไม้ให้เขา
ซ่งเฉียนจีจับพู่กันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจรดพู่กันลงบนโต๊ะหิน เขียนรวดเดียวจบความว่า
“วสันตวายุพัดโชยชื่น ดื่มสุราเมามายให้ลืมตื่น บุญคุณความแค้นทั้งชีวิต ขอมลายสิ้นไปกับสายลม”
“วีรบุรุษทั่วหล้าผู้ใดเล่าจะต่อกร แสวงหามรรคาสวรรค์มิสู้ ”
พอเขียนถึงสามอักษรสุดท้าย พื้นที่บนโต๊ะหินกลับถูกสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่กางทิ้งไว้บังเสียมิด
บนนั้นคือบันทึกกลหมากที่หลีอิงเพิ่งจดเอาไว้เมื่อครู่ รอยน้ำหมึกยังไม่ทันแห้งดี
หลีอิงกำลังจะหยิบสมุดบันทึกที่เกะกะออกไป แต่ซ่งเฉียนจีไม่อยากให้อารมณ์การตวัดพู่กันต้องขาดตอน จึงเขียนลงไปบนสมุดบันทึกของนางโดยตรงว่า ‘ปลูกมันฝรั่ง’
พรืด เด็กสาวหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“แสวงหามรรคาสวรรค์มิสู้ปลูกมันฝรั่ง ปลูกมันฝรั่งคืออะไรกัน ท่านเขียนมั่วๆ ใช่หรือไม่”
ซ่งเฉียนจีหัวเราะร่วน “ไม่ได้เขียนมั่วสักหน่อย ข้าปลูกมันฝรั่งอยู่จริงๆ นะ”
หลีอิงกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเหตุใดถึงปลูกของพรรค์นี้ พลันได้ยินเสียงผู้คนและเสียงฝีเท้าดังเซ็งแซ่มาจากกลางภูเขา
“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านอยู่หรือเปล่า” เสียงตะโกนเรียกนับไม่ถ้วนดังขึ้น ทำเอาฝูงนกตกใจบินหนีแตกฮือ
ท่ามกลางความมืดมิด แสงคบเพลิงทอดยาวคดเคี้ยวราวกับมังกรตัวยาว เลื้อยพาดผ่านขึ้นมาจนถึงยอดเขา
“ข้าอยู่นี่” ซ่งเฉียนจีตะโกนตอบกลับไป แล้วหันมากล่าวกับคุณลุงที่มานั่งรับลมว่า “มีคนมาตามหาข้าแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
เขาลุกขึ้นยืนโอนเอนไปมา หลีอิงรีบถลาเข้าไปประคอง แต่เขากลับจับเสาศาลาทรงตัวยืนหยัดได้เองเสียก่อน พร้อมกับส่งสัญญาณมือว่าไม่ต้องช่วย
ผีหมากยิ้มแย้ม “ค่ำคืนนี้พวกเราได้พานพบกันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ข้าขอมอบบันทึกกลหมากครึ่งม้วนนี้ให้เจ้าไปก่อนก็แล้วกัน เวลาว่างๆ ก็ลองเอาไปเปิดดูฆ่าเวลาได้”
บันทึกกลหมากหรือ?
ซ่งเฉียนจีฟังน้ำเสียงสบายๆ ของเขา แล้วมองดูสมุดเล่มบางที่แม้แต่ปกก็ยังไม่มีที่เขาหยิบออกมา มันไม่ใช่ตำราเลื่องชื่ออย่าง ‘คัมภีร์หมากสิบสามบท’ หรือ ‘บันทึกหมากสี่เม็ด’ อะไรเทือกนั้นเลย
กลับดูเหมือนพวกตำราห่วยๆ อย่าง ‘ร้อยแปดกระบวนหมากที่ชาตินี้ต้องเรียนรู้’ ‘หนังสือเล่มเดียวที่จะสอนให้ท่านเป็นยอดฝีมือหมาก’ หรือ ‘บันทึกกลหมากสูตรลับ ช่วยให้ท่านไร้พ่ายในใต้หล้า’ เสียมากกว่า
เมื่อก่อนตอนที่เขาหนีตายไปหลบซ่อนตัวในตลาด ปะปนอยู่กับเหล่ามนุษย์ธรรมดา พวกคุณลุงบางคนที่เพิ่งตื่นนอนตอนบ่าย มักจะถือพัดใบปาล์มมานั่งรับลมเล่นหมากกันอยู่ใต้ร่มไม้
แผงลอยแบกะดินแถวนั้นก็มักจะขายสมุดเล่มบางๆ แบบนี้แหละ
ซ่งเฉียนจีรับมาถือไว้อย่างว่าง่าย “ขอบคุณขอรับคุณลุง”
ไม่นานนัก ผู้คนมากมายก็แห่แหนกันเข้ามาในศาลาบนเขา กรูเข้ามารุมล้อมคนเมาผู้นั้นเอาไว้แน่นขนัด
หลีอิงถึงกับยืนอึ้ง นางเห็นเพียงบางคนเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้เขา บางคนเอาเสื้อคลุมมาคลุมให้ ทั้งยังมีคนป้อนน้ำแกงสร่างเมาให้อีกด้วย
พวกเขาสวมชุดศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวย มองเขาด้วยสายตาเคารพรักและเทิดทูนบูชา ราวกับแทบจะทนไม่ไหวอยากจะไปแบกเกี้ยวมาหามเขากลับไปเสียเดี๋ยวนั้น
“ไม่ต้องพยุง ข้าไม่ได้เมา!” ซ่งเฉียนจีที่สวมเสื้อคลุมเดินออกไปได้สองสามก้าว ก็หันกลับมาโบกมืออำลา “แม่หนูน้อย คุณลุง หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่นะ!”
“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านพูดอะไรน่ะ ในศาลานั้นเห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่มีใครเลยสักคน” เมิ่งเหอเจ๋อเอ่ยอย่างประหลาดใจ
“ไม่มีใครหรอกหรือ” ซ่งเฉียนจีตกตะลึง “พวกเจ้ามองไม่เห็นงั้นหรือ”
เหล่าศิษย์สายนอกพากันส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง เอ่ยยืนยันหนักแน่นว่า
“ไม่มีใครอยู่จริงๆ ขอรับ มีแค่ใบไม้ร่วงสองใบเท่านั้น”
“ศิษย์พี่คงดื่มหนักเกินไปแล้ว รีบกลับไปกับพวกเราเถอะ ท่านออกมาแล้วไม่ยอมกลับ ทุกคนเป็นห่วงท่านมากเลยนะ”
“ที่แท้ข้าก็เมาแล้วจริงๆ สินะ”
เมาแล้วฝีมือตก เล่นหมากไม่ชนะคุณลุงก็เป็นเรื่องปกติแหละน่า
ซ่งเฉียนจีหัวเราะร่วน ปล่อยให้เมิ่งเหอเจ๋อพยุงตัวเดินจากไป
จันทรากระจ่างเปี่ยมรัก สายลมวสันต์พัดผ่านดังเดิม
หลีอิงเอ่ยอย่างเหม่อลอย “ข้าเห็นวิถีหมากของเขาช่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ก็เลยนึกว่าเขาไม่มีคบค้าสมาคมกับผู้ใด ถึงได้มานั่งดื่มสุราย้อมใจอยู่คนเดียว ไม่นึกเลยว่า…”
“เขาไม่มีสหายเลยจริงๆ นั่นแหละ” ผีหมากถอนหายใจ
หลีอิงทอดสายตามองแผ่นหลังของเขาที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ
เขาถูกรายล้อมอยู่ท่ามกลางฝูงชน และได้รับการปรนนิบัติดูแลเป็นอย่างดี
มีมิตรสหายห้อมล้อม ประดุจหมู่ดาวล้อมเดือน
ทว่าหลีอิงกลับรู้สึกขึ้นมาตงิดๆ ว่าเขาช่างดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง ราวกับกำลังเดินอยู่เพียงลำพังท่ามกลางค่ำคืนที่ลมเหนือพัดกรรโชกแรง
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนร่างของเขา ช่างดูหนาวเหน็บและเงียบเหงา ราวกับมีหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมอย่างไรอย่างนั้น







