ยามปราชญ์อักษรเผชิญหน้ากับคนใกล้ตัว เขามักจะหัวเราะหรือด่าทออย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางธารกำนัล รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หุบลงเล็กน้อย ทว่ากลับมองไม่เห็นโทสะใดๆ
มีเพียงบรรดาเถ้าแก่ร้านค้ามืดที่ปลอมตัวเป็นอาจารย์สอนหนังสือในสำนักศึกษา และนั่งอยู่ด้านหลังปราชญ์อักษรเท่านั้นที่รู้ดีว่า ปราชญ์อักษรคงจะด่าทออยู่ในใจอย่างสาดเสียเทเสีย และทักทายไปถึงโคตรเหง้าศักราชของจี้กวงผู้นี้รวมถึงแม่นมของเขาด้วยเป็นแน่
แต่ก็ยังมีคนไม่ดูตาม้าตาเรือ
จ้าวมู่ผู้สอบได้อันดับสองลุกขึ้นยืนแล้วเดินเร็วๆ ไปยังกลางตำหนัก ประสานมือคารวะจรดพื้น พลางกล่าวเสียงดัง "ศิษย์บังอาจขอให้ท่านปราชญ์โปรดพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยขอรับ"
"ขอท่านปราชญ์โปรดพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยขอรับ" อีกคนลุกขึ้นยืน เขาคือเว่ยจ้านหยางผู้สอบได้อันดับสามในการสอบอักษรภาพ
เสียงดนตรีหยุดลง สุราอุ่นๆ เย็นชืด ทั้งตำหนักเงียบกริบราวกับป่าช้า
ตะเกียงน้ำมันส่องแสงวูบวาบ ไส้ตะเกียงแตกปะทุส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ
คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ ช่างใจกล้ากันเสียจริง บรรดาเถ้าแก่ร้านค้ามืดคิดในใจ
จี้เฉินตื่นเต้นดีใจจนไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง เอาแต่จับมือลูกพี่ลูกน้องเขย่าอย่างแรง ปากก็กล่าวคำขอบคุณจากใจจริง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายสะบัดออกอย่างแรง
เขาเพิ่งจะรู้สึกตัว จึงรีบยืนตัวตรง ทำความเคารพและกล่าวคล้อยตาม "ขอท่านปราชญ์โปรดพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยขอรับ"
ทุกคนจ้องมองจี้เฉินด้วยความประหลาดใจ พลางคิดในใจว่าเจ้าจะมาร่วมผสมโรงอะไรด้วย
ได้เป็นอันดับหนึ่งนั้นช่างสง่างามยิ่งนัก ขอเพียงเคยได้เป็นอันดับหนึ่ง ใครเล่าจะยังอยากกลับไปเป็นสวะอีก? ยอมรับเรื่องพรรค์นี้ไปแล้วมันจะมีข้อดีอะไรต่อเจ้ากัน?
ปราชญ์อักษรยังไม่สนใจจี้กวง เขาเพียงกล่าวกับจ้าวมู่และเว่ยจ้านหยางว่า "พวกเจ้าสองคนคิดว่า ความสำเร็จในมรรคาอักษรของตนสามารถเอาชนะคำว่าไข่ไก่บนกระดาษคำตอบของจี้เฉินได้ ใช่หรือไม่?"
สีหน้าของเขาอ่อนโยนราวกับเป็นผู้อาวุโสในครอบครัว
"ขอรับ" จ้าวมู่กัดฟันพูด "ผู้ใช้อักขระอย่างพวกเรามุ่งมั่นศึกษาในมรรคาอักษร ย่อมต้องกล้าหาญชิงชัย ไม่ยอมล้าหลังผู้อื่น! เก่งก็คือเก่ง อ่อนก็คืออ่อน ศิษย์ทิ้งรอยอักษรไว้บนหน้าผา เจตจำนงของพู่กันจึงบกพร่องไปบ้าง หากเขียนลงบนกระดาษ ย่อมต้องเอาชนะ 'ม้วนอักษรไข่ไก่' ได้อย่างแน่นอน จี้เฉินหลอกลวงท่านปราชญ์ มีชื่อเสียงจอมปลอมไม่สมความจริง"
"ขอได้โปรดให้โอกาสศิษย์อีกสักครั้ง เพื่อประลองฝีมือกับจี้เฉินด้วยเถิดขอรับ!" เว่ยจ้านหยางเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวเสริม
ผู้คนในตำหนักที่ตอนแรกคิดว่าสองคนนี้วู่วาม ตอนนี้กลับรู้สึกว่าพวกเขาก็ฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง
หากพลาดโอกาสนี้ไป ก็ยากที่จะได้พบปราชญ์อักษรอีก และคงไร้วาสนาต่อการสืบทอดของเขา สู้ยอมเสี่ยงดูสักตั้งจะดีกว่า
หากสำเร็จ ก็จะก้าวขึ้นสวรรค์ในพริบตา หากพ่ายแพ้ ปราชญ์อักษรผู้เป็นแบบอย่างของอาจารย์นั้นยึดถือเหตุผลเป็นที่สุด ย่อมไม่ถึงกับสร้างความลำบากให้ผู้เยาว์สองคน
จ้าวมู่ตวัดชายเสื้อแล้วคุกเข่าลงอ้อนวอน
เว่ยจ้านหยางและจี้กวงก็ทำตามอย่างใกล้ชิด
จี้เฉินหันไปมองพวกเขา แล้วก็ทำตามอย่างโง่งม ถึงกับจะคุกเข่าลงด้วย
"อ้อ ที่แท้พวกเจ้าก็คิดเช่นนี้นี่เอง" ปราชญ์อักษรกล่าวเรียบๆ เขายกมือขึ้น คล้ายจะตบลงบนโต๊ะหยกตรงหน้า
นักพรตซวีอวิ๋น เจ้าสำนักหัวเวยคอยจ้องมองความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายเขาอยู่ตลอดเวลา เมื่อตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบลุกขึ้นยืนทันที
ประจวบเหมาะกับที่เจ้าสำนักศึกษาสำนักศึกษาชิงหยาเดินเร็วๆ เข้ามาในตำหนัก "ท่านปราชญ์โปรดฟังด้วย"
ปราชญ์อักษรดึงมือกลับชั่วคราว "พูดมาเถิด"
ซวีอวิ๋นนั่งลงอย่างโล่งอก
เดิมทีเขามีอำนาจควบคุมที่นี่อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ตั้งแต่ปราชญ์อักษร ผีหมาก และเซียนฉินทยอยกันมา สถานการณ์ก็ไม่อยู่ในการควบคุมของเขาอีกต่อไป
ปราณกระบี่ของเสี่ยนเจี้ยนเฉินยังคงแขวนอยู่เหนือยอดตำหนัก หากเรียกชื่อตรงๆ สายฟ้าก็จะผ่าลงมา เท่ากับว่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าทั้งสี่คนได้มารวมตัวกันที่สำนักหัวเวย
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เขาทะลวงระดับขั้นแปลงวิญญาณไม่สำเร็จ และอาการบาดเจ็บภายในยังไม่หายดี
เจ้าสำนักศึกษาเดินเข้าไปข้างหน้า เดิมทีตั้งใจจะเอ่ยปาก แต่หลังจากไตร่ตรองแล้วก็ส่งเสียงผ่านกระแสจิตว่า "มีข่าวมาจากอารามจื่ออวิ๋นว่า คืนนี้ผีหมากได้ประลองหมากกับศิษย์หนุ่มคนหนึ่ง และได้พบผู้สืบทอดที่ถูกใจแล้ว เขาขอเชิญท่านไปพบปะพูดคุยที่แท่นเด็ดดาวในยามเฉินพรุ่งนี้"
สีหน้าของปราชญ์อักษรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซ่งเฉียนจีถูกค้นพบแล้วหรือ?
เป็นไปไม่ได้ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าซ่งเฉียนจีเล่นหมากเป็น เขาไม่ได้ลงสมัครสอบหมาก ยิ่งไม่ได้ไปข้องแวะกับคนของอารามจื่ออวิ๋น เขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้พบกับผีหมากด้วยซ้ำ
อีกทั้งการสอบหมากในปีนี้ มีอัจฉริยะจากสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งผงาดขึ้นมาอย่างกะทันหัน นามว่าหลี่เอ้อร์โก่ว หรือที่ถูกเรียกว่าหลี่ชื่อฉ่วน น่าจะเป็นเขาคนนั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตนเองก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงวางค่ายกลลวงอีกต่อไป
เจ้าหนุ่มจี้เฉินคนนี้มีพรสวรรค์ด้านค่ายกล เดิมทีเขาไม่อยากให้ผีหมากค้นพบ แต่ขอเพียงอีกฝ่ายไม่มาแย่งซ่งเฉียนจีไปจากเขา...
พรุ่งนี้พาจี้เฉินไปด้วย ถือเสียว่าเป็นของแถม ยกให้ไปฟรีๆ เลยก็แล้วกัน!
ปราชญ์อักษรคิดอย่างเบิกบานใจ ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นชายชราผู้นี้ที่มีโชคชะตาดีกว่า และเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์มากกว่า
ทุกคนล้วนอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักศึกษาพูดอะไร ถึงกับทำให้ปราชญ์อักษรแสดงความดีใจออกนอกหน้าเช่นนี้
เห็นเพียงปราชญ์อักษรหัวเราะพลางกล่าวว่า
"ผู้ใช้อักขระอย่างพวกเรากล้าหาญชิงชัย พูดได้ไม่เลว พวกเจ้าไม่ยอมรับอยู่ในใจ ชายชราผู้นี้ย่อมเข้าใจดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้ยามเฉินสองเค่อ จงมาดูอะไรบางอย่างที่แท่นเด็ดดาว ภายในสำนักหัวเวย คนหนุ่มสาวคนใดที่ฝึกฝนมรรคาอักษรล้วนสามารถมาดูได้ จะลองประลองกันดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย หากผู้ใดคิดว่าตนเองสามารถเขียนได้ดีกว่า ชายชราผู้นี้จะรับเขาเป็นศิษย์!"
เขาตัดสินใจว่าพรุ่งนี้หลังจากพบกับผีหมากแล้ว จะนำ 'ยันต์บำรุงปราณพ่อค้าหน้าเลือด' ที่ซ่งเฉียนจีเขียนออกมา แล้วประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่า เขาจะมอบการสืบทอดให้แก่ซ่งเฉียนจี
เช่นนี้จึงจะสามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างภาคภูมิ
จ้าวมู่และเว่ยจ้านหยางถูกความดีใจทำให้หน้ามืดตามัว จะไปสนใจจี้เฉินที่ดูเหมือนคนโง่เง่าได้อย่างไร พวกเขาประสานเสียงกราบขอบคุณ "ขอบพระคุณท่านปราชญ์ขอรับ!"
ทุกคนยังคงตื่นตระหนกและสงสัย ไม่อยากจะเชื่อ
"ที่แท้ปราชญ์อักษรก็จะรับศิษย์จริงๆ แล้ว!"
"หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป จะต้องมีคนไปกี่คนกัน?"
"ปราชญ์อักษรเชิญให้ทุกคนไปดูอะไร ฟังดูเหมือนเตรียมการไว้ก่อนแล้ว"
สีหน้าของซวีอวิ๋นอึมครึมลง
แท่นเด็ดดาวตั้งอยู่ในพื้นที่สูงลิ่ว เมื่อขึ้นไปบนที่สูงแล้วมองไปไกลๆ จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ทั้งหมดของหัวเวยได้ มันคือสัญลักษณ์แห่งสถานะ
ผีหมากต้องการพาศิษย์ขึ้นไปชมการสอบหมาก เขาจึงแสร้งทำเป็นยินดีต้อนรับและปลดข้อห้ามออก
แต่พรุ่งนี้เช้าหากทุกคนแห่กันขึ้นไป กลุ่มผู้เยาว์ไร้ชื่อเสียงก็จะมาด้วย เช่นนี้จะดูได้ที่ไหน?
อดทนไว้ อักษรคำว่าอดทนมีมีดจ่ออยู่บนหัว ซวีอวิ๋นเตือนตัวเอง งานชุมนุมเติงเหวินกำลังจะสิ้นสุดลงในที่สุด
รอให้พรุ่งนี้ผ่านพ้นไป สำนักหัวเวยก็ยังคงเป็นสำนักหัวเวยของเขา
แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันไป
จี้กวงยืนตะลึงอยู่ด้านข้าง จ้องมองจี้เฉินด้วยความเคียดแค้น
ทว่ากลับเห็นจี้เฉินลุกขึ้นยืนอย่างเบิกบานใจ รินสุราดื่มเองอย่างไม่สนใจใครหน้าไหน
"สุราดี สุราดี!"
ชูจอกขึ้นเชิญจันทร์ ไร้ผู้คนดื่มเป็นเพื่อน จู่ๆ เขาก็นึกถึงซ่งเฉียนจีขึ้นมา
ไม่รู้ว่ายามนี้พี่ซ่งอยู่ที่ใด ดื่มสุราผลไม้ของเขาแล้วจะพอใจหรือไม่?
เขาเก็บสะสมสุราดีๆ ไว้มากมาย คราวหน้าหากได้พบกัน จะต้องเชิญพี่ซ่งมาดื่มให้หนำใจอย่างแน่นอน!
...
จันทร์เย็นเยียบอ้างว้าง สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงคำรามของสัตว์ร้ายและเสียงน้ำไหลมาจากที่ไกลๆ
คบเพลิง โคมไฟ และยันต์รวมแสง ส่องสว่างให้ป่าเขาจนสว่างไสวผิดปกติ และยังส่องสว่างให้เห็นใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของแต่ละคน
บางคนมีสีหน้าตึงเครียด บางคนกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ทว่ากลับไม่มีใครก้าวถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ซ่งเฉียนจีก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ค่ายกลที่ล้อมรอบอยู่สามชั้นทั้งด้านในและด้านนอกก็ขยับตามหนึ่งก้าว
จ้าวอวี๋ผิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างที่มีตบะต่ำต้อยจะสามารถสามัคคีกันได้ถึงเพียงนี้ และเพราะความสามัคคีนี้เองจึงมีพลังอำนาจข่มขวัญอันมหาศาล
จะจับศิษย์ตัวเล็กๆ สักสองสามคนมาข่มขวัญ เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูงั้นหรือ? เกรงว่าจะยิ่งกระตุ้นความโกรธแค้นของฝูงชน และเกิดการต่อสู้เข่นฆ่ากันขึ้นมาทันทีเสียมากกว่า
สู้จับโจรต้องจับหัวหน้าก่อนไม่ได้ ขอเพียงจับกุมตัวซ่งเฉียนจีไว้ ศิษย์สายนอกทั้งหมดก็จะไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงเขา แล้วใครเล่าจะยังกล้าขยับเขยื้อนสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
เขาส่งสายตาไปทางด้านหลัง
คนสนิทหกคนภายใต้บังคับบัญชาของจ้าวไท่จี๋ติดตามเขามาด้วย หากไม่มีจ้าวไท่จี๋คอยหนุนหลัง คืนนี้เขาก็คงไม่กล้ามาที่นี่
"ช้าก่อน!" เสียงตวาดแหลมใสดังขึ้นราวกับอสนีบาต
เงาสีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้นราวกับโผล่มาจากความว่างเปล่า ขวางอยู่ตรงหน้าเขา
จ้าวอวี๋ผิงสะดุ้งตกใจ รีบก้าวถอยหลังไปสองก้าว เมื่อเห็นผู้มาเยือนชัดเจน สีหน้าก็เปลี่ยนไป
บรรดาผู้ดูแลและคนของหอผู้คุมกฎต่างตื่นตระหนก และเก็บของวิเศษกลับไปโดยสัญชาตญาณ
ผู้มาเยือนกลับเป็นเฉินหงจู๋
สวีคั่นซานหัวเราะเสียงเบา "ศิษย์พี่ซ่ง เป็นอย่างไรบ้าง? โชคดีที่ข้าไหวตัวทัน ชิงส่งยันต์สื่อสารไปแจ้งคุณหนูใหญ่ก่อน!"
ชิวต้าเฉิง "เฮอะ ศิษย์พี่ซ่งอย่าไปฟังเขา วิธีนี้ข้าเป็นคนคิดออกก่อนต่างหาก! คราวหน้าพาข้าไปพนันก่อนเลยนะ!"
ซ่งเฉียนจีอดกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
เฉินหงจู๋เอ่ยถาม "เจ้าคิดจะทำอะไร?"
"จับกุมศิษย์ที่ก่อกบฏ!" จ้าวอวี๋ผิงพูดอย่างมีเหตุผลและมั่นใจ "ศิษย์สายนอกบุกรุกแท่นเด็ดดาวยามวิกาล ฝ่าฝืนกฎของสำนัก แต่กลับไม่คิดจะสำนึกผิด"
เฉินหงจู๋มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จนเขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งใจ จึงเอ่ยปากขึ้นว่า
"เจ้าพาคนมาลงมือ เข่นฆ่าจนเลือดไหลเป็นสายน้ำ หากสำนักอื่นล่วงรู้ ย่อมต้องประณามว่าสำนักหัวเวยไร้คุณธรรม เจ้าเอาชื่อเสียงของสำนักหัวเวยไปไว้ที่ใด? หลีกทางไปเสีย เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง"
จ้าวอวี๋ผิงทำความเคารพนางอย่างนอบน้อม ทว่าปากกลับกล่าวว่า "นี่คือเจตนารมณ์ของท่านเจ้าสำนัก หรือว่าเป็นความต้องการของคุณหนูใหญ่กันแน่?"
เฉินหงจู๋ยกมือขึ้น ตวาดเสียงดัง "ป้ายคำสั่งแท้จริงของหัวเวยอยู่ที่นี่ เห็นป้ายคำสั่งเหมือนเห็นเจ้าสำนัก ยังไม่รีบถอยไปอีก!"
ป้ายคำสั่งทอแสงสีทองอร่าม เปล่งประกายเจิดจ้า
ไม่เพียงแต่สามารถไปมาภายในสำนักหัวเวยได้อย่างอิสระ แต่ยังสามารถออกคำสั่งต่อทั้งสามหอได้อีกด้วย
ซ่งเฉียนจีพูดไม่ออก เอาของหลวงมาใช้ส่วนตัวอีกแล้ว
จ้าวอวี๋ผิงยังคงไม่ยินยอมพร้อมใจ เขามองซ่งเฉียนจีอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง
ทว่าสถานการณ์ในคืนนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว จึงไม่อาจทำอะไรได้
"ขอรับ!"
พวกเขามาอย่างไร ก็กลับไปอย่างนั้น ถอยร่นกลับไปราวกับน้ำลง โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้
บรรดาศิษย์สายนอกต่างถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก มองหน้ากันไปมา แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วป่าเขา ทำเอานกกาตกใจบินหนีไป
...
ซ่งเฉียนจีถูกเมิ่งเหอเจ๋อพยุงกลับมาที่เรือนซ่ง
"คืนนี้อันตรายมาก โชคดีที่ตกใจแต่ไม่เป็นอันตราย" เมิ่งเหอเจ๋อหัวเราะ
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "ไม่อันตราย"
"ศิษย์พี่บอกว่าไม่อันตราย เช่นนั้นก็ไม่อันตราย" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว "ศิษย์พี่เมาแล้ว รีบพักผ่อนเถอะ! พรุ่งนี้ข้าจะมาต้มบะหมี่ให้ศิษย์พี่ใหม่"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า จู่ๆ ก็ตะโกนออกไปนอกประตู "เข้ามา"
เมิ่งเหอเจ๋อหันกลับไปมอง
ที่แท้เฉินหงจู๋ก็เดินตามหลังพวกเขามาตลอด
เมิ่งเหอเจ๋อเห็นว่าทั้งสองคนดูเหมือนจะมีเรื่องต้องคุยกัน อีกทั้งยังรู้สึกขอบคุณนางที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ในคืนนี้ จึงส่งยิ้มให้นาง แล้วถอยฉากออกไปโดยตรง
ทว่าเฉินหงจู๋กลับไม่ยิ้ม
สีหน้าเย่อหยิ่งจองหองบนใบหน้าของนางมลายหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นสีหน้าเคร่งเครียด
ดึกดื่นน้ำค้างแรง ดอกไม้ใบหญ้าเต็มสวนต่างผลิบานภายใต้แสงจันทร์
ราวกับว่าเมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาในลานเล็กๆ แห่งนี้ ก็กลายเป็นความอ่อนโยนขึ้นมา
เฉินหงจู๋ยืนอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ มองดูซ่งเฉียนจีที่นอนอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้เอน
เขาดูเหมือนจะสบายใจอยู่เสมอ
เขามีความสามารถถึงเพียงนั้น เดิมทีควรจะเป็นคนที่ซับซ้อนมาก แต่กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพึงพอใจในสิ่งที่มีได้ง่าย
"คืนนี้ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น สำนักหัวเวยคงเก็บเจ้าไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว" นางได้ยินเสียงของตนเองแหบพร่าเล็กน้อย
ซ่งเฉียนจียิ้ม "ข้าตั้งใจจะลงจากเขาอยู่แล้ว เจ้าลืมไปแล้วหรือ?"
เฉินหงจู๋ชะงักไป
นางมองเขาอย่างเหม่อลอย ราวกับเพิ่งเคยรู้จักผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก
แววตาของนางค่อยๆ เย็นชาลง
"เจ้าคำนวณมาถึงวันนี้ตั้งนานแล้ว จึงได้ยุยงศิษย์สายนอกทั้งหมด ให้พวกเขาลุกฮือขึ้นต่อต้านสำนักงั้นหรือ?"
ซ่งเฉียนจีไม่พูดอะไร
คนเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสรับใช้สำนักเสียหน่อย จะพูดว่าเป็น 'กบฏ' ได้อย่างไร
เฉินหงจู๋ถือว่าเขายอมรับ
ตั้งแต่รู้จักกันบนสะพานซื่อสุ่ย ดูเหมือนว่านอกจากจะไม่ชอบเมี่ยวเยียนเหมือนกันแล้ว ระหว่างพวกเขาไม่มีจุดยืนร่วมกันเลย มักจะยืนอยู่คนละฝั่งเสมอ
นางไม่อยากยอมรับ แต่ก็จำต้องยอมรับ
จู่ๆ นางก็กล่าวว่า "เจ้าลงจากเขาไปเถอะ ไปคืนนี้เลย ไปเดี๋ยวนี้เลย"
หากซ่งเฉียนจีจากไป กลุ่มมังกรไร้หัว บรรดาศิษย์ไม่มีคนคอยสั่งสอน ย่อมต้องค่อยๆ แตกแยกกันไปเอง
มิฉะนั้นหากไล่สายนอกทั้งหมดลงจากเขาจริงๆ ชื่อเสียงของสำนักหัวเวยจะไปอยู่ที่ใด? ไม่ต้องพูดถึงสำนักอื่น สำนักต้าเหยี่ยนจะต้องหัวเราะเยาะอย่างมีความสุขที่สุดแน่
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อการรับศิษย์ของสำนักในอนาคตอย่างแน่นอน
"ข้าไม่ไป" ซ่งเฉียนจีกล่าว
สีหน้าของเฉินหงจู๋เดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว นางกัดฟันกรอดพลางกล่าวว่า
"หากเจ้าต้องการให้ข้าขอโทษ ก็ได้ ตอนนั้นข้าไม่ควรขัดขวางเจ้าอย่างแข็งกร้าว ขอโทษด้วย!"
ซ่งเฉียนจียังคงส่ายหน้า
เฉินหงจู๋บันดาลโทสะขึ้นในใจ ตวาดว่า "เจ้ายังต้องการอะไรอีก? ของวิเศษ เคล็ดวิชา หินวิญญาณ? เจ้าว่ามาสิ!"
ซ่งเฉียนจี "ข้าอยากได้ที่ที่พอจะปลูกพืชได้สักหน่อย"
เฉินหงจู๋งุนงง "สถานที่? ปลูกพืช?"
สำนักหัวเวยเป็นเจ้าแห่งทวีปเทียนซี มีประเทศราชและดินแดนในอาณัติหลายพันแห่ง ปุถุชนนับไม่ถ้วนกราบไหว้บูชารูปปั้นทองคำของเจ้าสำนักและผู้บริหารระดับสูงของสำนักหัวเวย เพื่อเพิ่มพูนโชคชะตาให้แก่พวกเขา
นางพลันกระจ่างแจ้ง "เจ้าต้องการดินแดนศักดินาสักแห่งงั้นหรือ?"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า "จะว่าอย่างนั้นก็ได้"
"เจ้าต้องการเมืองสักเมืองหนึ่ง?" ภายใต้ชื่อของนางมีเมืองในโลกมนุษย์อยู่หลายสิบแห่ง เรื่องนี้ถือว่าจัดการไม่ยากนัก
"ไม่"
"เจ้าต้องการประเทศหนึ่ง?"
"ไม่" ซ่งเฉียนจีกล่าว "ข้าต้องการแคว้นหนึ่ง"
เฉินหงจู๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องไปปรึกษากับท่านพ่อและเจ้าของยอดเขาคนอื่นๆ ก่อน"
ซ่งเฉียนจียิ้ม "ไปเถอะ"
เฉินหงจู๋ก้าวข้ามธรณีประตู ไม่ได้หันหน้ากลับมา เพียงเอ่ยปากว่า "ถือเสียว่าข้าอวดฉลาดไปเอง เชิญเทพมานั้นง่ายแต่ส่งเทพกลับนั้นยาก ข้าได้รับบทเรียนแล้ว"
เสียงนั้นล่องลอยไปตามสายลม ซ่งเฉียนจีได้ยินไม่ชัดนัก
เขายังคงรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย พอเข้าห้องไปก็ล้มตัวลงนอนทันที
...
รุ่งสาง
แสงแดดกระจ่างสาดส่องเข้ามาในห้อง จุมพิตขนตาอันหนางอนของซ่งเฉียนจีอย่างแผ่วเบา
เขาขยี้ตาตื่นขึ้นมา
คืนนี้ เขาฝันเห็นต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่ง เดิมทีใกล้จะตายแหล่มิตายแหล่ ทว่ากลับกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ซ่งเฉียนจีคิดว่า เมื่อคืนได้ฟาดฟันกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าในกระดานหมาก ที่แท้ก็เป็นเพียงความฝันที่ดีตื่นหนึ่ง
เขาหัวเราะเบาๆ ในใจรู้สึกปลอดโปร่ง จู่ๆ ก็คลำเจอของบางอย่างในแขนเสื้อ
สมุดเล่มบางครึ่งม้วน
รอยยิ้มบนมุมปากของเขาแข็งค้างไปในทันที
สายลมยามค่ำคืนที่พัดโหมกระหน่ำ ศาลาบนเขาสูงโดดเดี่ยว แสงดาวเต็มท้องฟ้า และลุงแก่ๆ ที่ดูอมโรค... ภาพฉากต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง
ซ่งเฉียนจีตกใจ กระโดดลงจากเตียง เย็นวาบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า
เขาพลิกหนังสืออย่างรวดเร็ว กวาดตามองผ่านๆ กลั้นหายใจพิจารณาดูอย่างละเอียด
เส้นตารางกระดานหมากที่ตัดกันไปมา หมากสีดำและสีขาวที่วางสลับซับซ้อน สะท้อนเข้าสู่สายตาของเขา ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นค่ายกลอันซับซ้อนและแปรเปลี่ยนไปมา
นี่ไม่ใช่ตำราหมากที่ขายตามแผงลอย แต่เป็นคัมภีร์ค่ายกลลับ!
ซ่งเฉียนจีขยี้ผมตัวเอง แทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด
นี่ข้าทำอะไรลงไปกันแน่?!
ไม่ใช่ปัญหาของสุราผลไม้ จะไปโทษจี้เฉินก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเขาเองที่ไม่รู้เลยว่าคอแข็งแค่ไหน
ชาติก่อนเขาจำเป็นต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา จึงไม่เคยดื่มสุราเลย ได้แต่อิจฉาคนที่ดื่มสุราได้
หากรู้เร็วกว่านี้ ก็ยังสามารถใช้พลังปราณในร่างกายสลายฤทธิ์สุราได้
ใครจะไปคาดคิดว่าน้ำพุอมตะสามารถบำรุงเส้นลมปราณ รักษาอาการบาดเจ็บได้ แต่กลับสลายฤทธิ์สุราผลไม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้เลย
ไร้ประโยชน์จริงๆ
ซ่งเฉียนจีพุ่งพรวดออกจากประตูห้อง เผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์ยามเช้าอันเจิดจ้า ตะโกนใส่ต้นเถาไม้เลื้อยสีม่วงบนซุ้มดอกไม้ว่า "ดื่มเหล้าเสียการจริงๆ!"
พวงดอกไม้สีม่วงสั่นไหวในสายลมยามเช้า ราวกับกำลังหัวเราะเยาะเขา
ซ่งเฉียนจีตบเถาแตงกวาเบาๆ "ไม่ดื่มอีกแล้ว! ไม่กล้าดื่มอีกแล้ว!"
แตงกวาแต่ละลูกซ่อนตัวอยู่ใต้ใบ ขี้เกียจจะสนใจเขา
"เอาของคนอื่นมาแล้ว จะคืนได้ไหม?" เขาจิ้มใบมันฝรั่ง
มันฝรั่งเพียงแค่ส่ายใบไปมา สลัดหยาดน้ำค้างเม็ดโตหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมา
หยดลงบนหลังมือ เย็นเฉียบ
แต่ยังไม่เย็นยะเยือกเท่ากับหัวใจของซ่งเฉียนจี







