เวลา มักจะผ่านไปอย่างไม่รู้ตัวเสมอ
พริบตาเดียวก็เข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมแล้ว
หลินเซี่ยไปที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงเพื่อสัมผัสบรรยากาศของมหาวิทยาลัยล่วงหน้า
มหาวิทยาลัยไม่ได้เหมือนกับช่วงมัธยมปลายปีสามที่เต็มไปด้วยการเรียนอันยุ่งเหยิงและแรงกดดันจากการสอบเกาเข่าจนแทบหายใจไม่ออก
มันมีมิติ หลากหลาย และเปิดกว้าง มีชมรมต่างๆ มากมาย รวมถึงวัยหนุ่มสาวที่ได้หลั่งเหงื่อเขียนตำนานอย่างเต็มที่ มันมีการสั่งสมทางประวัติศาสตร์ แฝงด้วยสีสันแห่งยุคสมัย มีนักวิชาการที่มุ่งมั่นค้นคว้าวิจัย และมีชายหญิงวัยรุ่นที่เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวาและมีความรับผิดชอบต่ออนาคตอย่างเต็มเปี่ยม มันเต็มไปด้วยอุดมการณ์ และยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะและวรรณกรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
เพียงแค่หลินเซี่ยยืนอยู่ตรงประตู เธอก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอิสรภาพที่พัดโชยมา ความใฝ่ฝันในใจทำให้เธอดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ และเริ่มวางแผนชีวิตในมหาวิทยาลัยและอนาคตของตัวเองโดยไม่รู้ตัว...
หนังสือเล่มใหม่!
ชื่อหนังสือเล่มใหม่จะใช้ชื่อว่าอะไรดีนะ?
หลินเซี่ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ มองดูใบไม้ร่วงที่เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ บนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า แล้วเธอก็ตกอยู่ในห้วงความคิดอย่างยาวนาน
คิดไปคิดมา จู่ๆ เธอก็ตระหนักได้ว่า ดูเหมือนจะไม่ได้ยินข่าวคราวของจางเซิ่งมานานมากแล้ว
ตั้งแต่วันที่สองหลังจากแยกย้ายกันใต้สะพานลอย หลังจากที่เธอช่วยเขาทำบัตรธนาคาร เขาก็เงียบหายไปราวกับไร้ร่องรอย
"เขาคงกำลังพยายามอยู่ล่ะมั้ง!"
"ไม่รู้ว่าเขารวบรวมค่าเทอมสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยได้พอหรือยัง"
หลินเซี่ยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ มองดูบัตรธนาคารที่ผูกกับเบอร์โทรศัพท์ เมื่อพบว่ายอดเงินในบัตรยังคงมีแค่สิบหยวน ความกังวลก็ก่อตัวขึ้นในใจอย่างควบคุมไม่ได้
"เขายอมแพ้ไปแล้ว หรือว่าเขาเจอปัญหาที่แม้แต่ตัวเองก็แก้ไม่ได้กันนะ?"
นักเขียนมักจะอ่อนไหว และมักจะจินตนาการถึงเรื่องราวอันซับซ้อนในหัวจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างง่ายดาย หลินเซี่ยเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
เธอนึกไปถึงตอนที่จางเซิ่งป่วย ถูกหลอกลวง ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือถูกพวกทวงหนี้ซ้อม...
ภาพแต่ละภาพ ความเป็นไปได้แต่ละอย่าง ถูกขยายใหญ่ขึ้นในใจของเธออย่างไม่สิ้นสุด
เธออดไม่ได้ที่จะเปิดโทรศัพท์มือถือ ค้นหาเบอร์โทรของจางเซิ่ง หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจโทรไปถามจางเซิ่ง
นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งอะไร หรือแม้แต่จะนับว่าเป็นมิตรภาพพื้นฐานก็ยังไม่ได้ มันเป็นเพียงความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่สุดในฐานะเพื่อนร่วมชั้นเท่านั้น
แต่ในขณะที่กำลังจะกดโทรออก โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นเสียก่อน
"เซี่ยเซี่ย เธอได้ดูทีวีหรือเปล่า?"
"รายการ【สาวน้อยประกายดาว】รอบ 32 คนสุดท้ายเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย ฉันเข้ารอบแล้วนะ กรรมการคืออาจารย์ของ【เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์】เรา เธอเห็นแววฉันมากเลย..."
"อีกสองวัน วันที่ห้ากันยายนจะเป็นรอบ 16 คนเข้าสู่รอบ 8 คน! ผู้จัดการของฉัน เจ๊หง เลือกเพลงให้ฉันเรียบร้อยแล้ว เธอทายไม่ถูกหรอกว่าฉันจะร้องเพลงอะไรในการแข่งขัน!"
"เฮ้อ ช่วงนี้ยุ่งจนหัวหมุนเลย..."
"จะบอกให้นะ เวทีรอบ 16 เข้า 8 ใหญ่มากจริงๆ ยืนอยู่บนนั้นแล้วรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์เลย แล้วก็แสงไฟนี่อีก วันนี้ตอนฉันเพิ่งขึ้นไปลองเวที แสงไฟมันส่องจนฉันลืมตาไม่ขึ้นเลย..."
"ตอนเย็นฉันเลี้ยงเอง แค่เราสองคน อืม ไปร้านอาหารมิชลินด้วยกัน จ่ายสักแปดพันหรือหมื่นหยวน ใช้ชีวิตแบบหรูหราสักหน่อย!"
"..."
ปลายสาย
จางพ่านพ่านพูดเจื้อยแจ้วกับหลินเซี่ยว่าตัวเองอยู่หน้าเวทีเป็นอย่างไรบ้าง
หลินเซี่ยพยักหน้าเงียบๆ ทั้งรู้สึกดีใจกับเพื่อนสนิทคนนี้ ในขณะเดียวกันใจก็กระตุกวูบขึ้นมาในชั่วขณะ
บางคน กินข้าวแค่มื้อเดียวก็จ่ายเงินแปดพันหนึ่งหมื่นหยวนได้อย่างสบายๆ แต่บางคน...
ต้องวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อค่าเทอมไม่กี่พันหยวน ต้องไปนอนใต้สะพานลอยให้ยุงและแมลงกัด ต้องทนลมทนฝน เพียงเพื่อประหยัดค่าเช่าบ้านวันละไม่กี่สิบหยวน...
"เธอฟังอยู่หรือเปล่า? เซี่ยเซี่ย?"
"ฟังอยู่จ้ะ"
"งั้นตกลงตามนี้นะ ไม่ต้องเกรงใจฉัน ตอนนี้ฉันมีเงินเยอะแยะ พ่อแม่ฉันโอนค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาให้สองหมื่นเมื่อเดือนที่แล้ว เดือนที่แล้วฉันประหยัดกินประหยัดใช้จนเหลือเงินหนึ่งหมื่น หนึ่งหมื่นนี้น่าจะพอให้เราหรูหรากันได้สักหน่อย อ้อ จริงสิ ฉันยังเล็งกระเป๋าหลุยส์ วิตตองไว้ใบหนึ่งด้วย ถึงตอนนั้น เธอช่วยฉันดูหน่อยนะว่าสวยไหม..."
"..."
ไม่กี่นาทีต่อมา
หลินเซี่ยวางสาย แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ อีกครั้ง
ก่อนที่จะได้เจอกับจางเซิ่ง ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็ยังถือว่าปกติ ลึกๆ แล้วดูเหมือนว่าทุกคนจะก้าวเข้าสู่มาตรฐานชีวิตที่พอมีพอกินกันหมดแล้ว
แต่หลังจากที่ได้เจอกับจางเซิ่ง เธอก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าโลกใบนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
บางที สังคมของเธอ คนที่เธอพบเจอ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นของเธอ ครอบครัวของพวกเขาล้วนไม่ถือว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป และเมื่อเธออยู่กับพวกเขานานเข้า ก็เริ่มรู้สึกไปเองว่าโลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ
วินาทีนี้!
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้ง แล้วโทรหาจางเซิ่ง แต่กลับพบว่าโทรศัพท์ของจางเซิ่งปิดเครื่องไปแล้ว
เธอหลับตาลง ถอนหายใจ ความกังวลในใจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
จางเซิ่ง...
พ่ายแพ้ให้กับชีวิตไปแล้วจริงๆ หรือ?
ในขณะที่ภาพความยากลำบากต่างๆ นานาของจางเซิ่งกำลังถูกวาดขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมากะทันหัน
จากนั้น เธอก็เห็นข้อความสั้นในโทรศัพท์
ในข้อความนั้น
บัตรที่เดิมทีมียอดเงินคงเหลือเพียงสิบหยวนใบนี้ กลายเป็นหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสิบหยวน...
เธออึ้งไปเลย!
..............................
หลังจากที่【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】ผ่านช่วงตกต่ำมา ธุรกิจก็ดีขึ้นวันดีคืนดี ถึงขั้นที่มียอดสั่งซื้อถล่มทลาย
คนในร้านเพิ่มขึ้นทุกวัน อัตราการเซ็นสัญญาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ หลิวไคลี่ยุ่งจนถึงเช้ามืดทุกวัน หลังจากที่งานติดตั้งยุ่งจนทำไม่ทันจริงๆ เขาถึงยอมทำตามคำแนะนำของภรรยาและลูกสาว โดยรับลูกศิษย์ตัวน้อยมาสองสามคน
แต่ถึงอย่างนั้น งานติดตั้งในร้านก็ยังยุ่งขึ้นทุกวัน
วันที่สามสิบสิงหาคม
เขาปลีกตัวจากสำนักงานใหญ่ของ【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】กลับมาที่เยียนจิง
ท่าทางของเขาดูเมามายเล็กน้อย แต่ใบหน้ากลับมันเยิ้มเปล่งปลั่ง เขาสวมชุดสูท หวีผมเรียบแปล้ไปด้านหลัง ดูมีมาดราวกับ "เศรษฐี"
ในเวลาเพียงยี่สิบกว่าวัน ร้านของเขากลับขายได้ถึงยี่สิบห้าออเดอร์ ทำลายสถิติยอดขายของสำนักงานใหญ่【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】 สร้างตำนานบทใหม่ขึ้นมา
ในการประชุมของบริษัท เขาได้พบกับช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด ไม่เพียงแต่ได้รับคำชมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้บริหาร แต่ยังเป็นที่อิจฉาของเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งต่างก็หวังว่าเขาจะมาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การขายในการประชุม
แน่นอนว่าเขาก็ไม่หวงที่จะคุยโวว่าตัวเองบริหารจัดการเก่งและมีสายตาเฉียบแหลม ในวินาทีนั้น เมื่อมองดูคนที่พากันมาชนแก้ว เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ขึ้นสวรรค์
"จางเซิ่ง ได้สิบสามออเดอร์พอดี..."
"ความจริงน่าจะเป็นสิบห้าออเดอร์นะ!"
"ออเดอร์ที่หลี่ปินกับอิ๋งอิ๋งเซ็นนั่นน่ะ ลูกค้ามาหาจางเซิ่ง ในทางทฤษฎีแล้ว พวกเขาแค่เซ็นชื่อตัวเองลงในใบสั่งซื้อเท่านั้นเอง"
"ถ้าจางเซิ่งไม่ได้เซ็น ก็ไม่นับว่าเป็นของจางเซิ่ง โลกใบนี้ตัดสินกันที่ผลลัพธ์... อันที่จริง ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องกันจริงๆ จางเซิ่งได้แค่สิบสองออเดอร์ ทำภารกิจไม่สำเร็จด้วยซ้ำ พูดกันตามตรง ในจำนวนนั้นมีหนึ่งออเดอร์ที่ลูกค้ามาเซ็นถึงที่ มาเซ็นถึงที่แบบนี้จะนับว่าเขาไปวิ่งหาลูกค้าข้างนอกได้ยังไง..."
"คุณคิดแบบนั้นได้ยังไง? เหล่าหลิว คุณเมาจนบ้าไปแล้วหรือไง ทำไมถึงคิดแบบนี้ล่ะ?"
"ผมไม่ได้บ้า ผมพูดถึงผลลัพธ์... อีกอย่าง คุณอยู่ข้างใครกันแน่? วันนี้ ไม่แน่จางเซิ่งอาจจะมาคุยเรื่องหุ้นกับเรา เขาได้ออกเงินล่วงหน้าไหม? เขาได้รับความเสี่ยงอะไรไหม? เขา... เรายังไม่ได้คิดค่าเช่าบ้าน ค่าใช้คอมพิวเตอร์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ากินอยู่ ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมสภาพของรถกับเขาเลยนะ ถึงเราจะมองข้ามของพวกนี้ไป แต่มันก็มีอยู่จริงๆ!"
ช่วงเย็น
หลิวไคลี่และเฉินอ้ายจวี๋ผู้เป็นภรรยามีปากเสียงกันขณะกำลังสรุปยอดออเดอร์สิ้นเดือน
เฉินอ้ายจวี๋มองสามีที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกเพียงว่าสามีเริ่มแปลกหน้าและเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่บังเอิญว่า ตัวสามีเองกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นมีเหตุผลมาก!
จู่ๆ เฉินอ้ายจวี๋ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาในใจ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสามีภรรยากัน แม้เธอจะรู้สึกว่าสามีทำไม่ถูก แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
"แล้วคุณหมายความว่ายังไง? คนเก่งๆ อย่างจางเซิ่งหายากนะ ศตวรรษที่ 21 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนเก่ง ถ้าที่ร้านขาดเขาไป ฉันก็ไม่รู้ว่า..." ในที่สุดเฉินอ้ายจวี๋ก็ถอนหายใจแล้วมองหน้าสามี
"ผมแบ่งหุ้นให้เขาได้อยู่แล้ว แต่มีเงื่อนไขบางอย่าง อย่างแรก หุ้นนั้นต้องเป็นหุ้นลม นี่คือขีดจำกัดของผม ถ้าให้หุ้นเขาแล้ว ก็ให้เงินเดือนพื้นฐานไม่ได้ แล้วก็ไม่มีค่าคอมมิชชั่นให้แม้แต่แดงเดียว..."
"เขาไม่เคยมีเงินเดือนพื้นฐานอยู่แล้ว"
"อ้อๆ สรุปก็คือ ในปัจจัยสี่ เราช่วยเขาไปแล้วสามอย่าง พวกนี้ก็ถือเป็นต้นทุน ถ้าได้หุ้นไปแล้ว เขามาอยู่ที่นี่ใช้ของของเรา มันก็ไม่เหมาะสมแล้ว... รวมถึงค่าน้ำมันรถ ค่าบำรุงรักษา เขาต้องออกเงินเองทั้งหมด..."
"แล้วมีอะไรอีกไหม?"
"แล้วก็เขาต้องลงทุน ซื้อหุ้นเราสักหน่อย ให้เขาผูกติดอยู่กับร้านเรา..."
"ยังมีข้อเรียกร้องอะไรอีกไหม?"
"มีสิ ถ้าเขาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วเราแบ่งหุ้นให้เขา งั้น... เขาไม่ได้ทำเต็มเวลา แต่ทำพาร์ตไทม์ มีสิทธิ์อะไรมาเอาหุ้น? อีกอย่าง มหาวิทยาลัยไม่มีประโยชน์หรอก ผมก็ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ใน【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】พวกนักศึกษาพวกนี้ก็ยังต้องมาโค้งคำนับรินเหล้าให้ผมไม่ใช่หรือไง?"
"..."
เมื่อหลิวไคลี่พูดเรื่องทั้งหมดนี้จบ ภายในร้านก็เงียบลงกะทันหัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงหลิวไคลี่ถอนหายใจ "อันที่จริง แบรนด์ของ【บริษัทเตาครบวงจรเซินหราน】ก็เป็นที่รู้จักแล้ว ที่จางเซิ่งเซ็นออเดอร์ได้เยอะขนาดนั้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะผมยกออเดอร์ของคุณสวีให้เขา อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะชื่อเสียงของแบรนด์..."
เฉินอ้ายจวี๋มองดูสามี ยิ่งรู้สึกว่าตอนนี้สามีหลงตัวเองมาก
ขณะที่เธอกำลังจะเตือนหลิวไคลี่ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้นที่หน้าประตู
ตามมาด้วยจางเซิ่งที่ถือสัญญามาสองฉบับ เดินเข้ามาจากข้างนอกด้วยสภาพที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
"จางเซิ่ง ทำไมวันนี้กลับมาเร็วจัง?"
"ครับ เถ้าแก่หลิว วันนี้ผมมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย"
"ฮะ พอดีเลย วันนี้ฉันก็มีเรื่องเหมือนกัน จางเซิ่ง นายจะพูดก่อนไหม?"
"เถ้าแก่หลิว ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่มาทำงานแล้วนะครับ..."
"อ้อ ฉันรู้แล้ว นั่นเป็นคำพูดตอนที่ฉันเมา ถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ แต่... เดี๋ยวนะ นายพูดว่าอะไรนะ? พรุ่งนี้นายจะไม่มาทำงานแล้วงั้นเหรอ?"







