สำนักศึกษาสกุลเผย
"พี่น้องทั้งหลาย กลับบ้านไปลุยงานกันต่อเถอะ!"
หลังจากเห็นปฏิกิริยาของอู๋ชิงหลาน เผยเจียนก็มีสีหน้าภาคภูมิใจสุดๆ
ถ้าเขามีหาง ป่านนี้คงชูชันชี้ฟ้าไปแล้ว
คุณชายเจ้าสำราญอีกสามคนที่เหลือก็มีสีหน้ากวนประสาทพอกัน
มีเพียงอู๋ชิงหลานที่กำต้นฉบับนิยายครึ่งแรกไว้แน่นราวกับปลาที่ติดเบ็ด เขากำชับด้วยความร้อนรนว่า "กลับบ้านไปตั้งใจเขียนให้ดี รีบๆ เขียนเข้าล่ะ เขียนเสร็จเมื่อไหร่ต้องเอามาให้ข้าดูเป็นคนแรก... อะแฮ่ม เอามาให้ข้าช่วยขัดเกลา ได้ยินไหม?!"
เผยเจียนไม่ได้ตอบกลับในทันที
จวงจิ่นที่อยู่ข้างๆ แสร้งเล่นตัว "เอาไว้ก่อนแล้วกัน ยังไงซะปกติการเรียนก็ยุ่งมากอยู่แล้ว"
อาจารย์อู๋ได้ยินแล้วแทบกระอักเลือด เขายกต้นฉบับในมือขึ้นทำท่าจะฟาดใส่หัวจวงจิ่น
จวงจิ่นหลบหลีกอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาไหลพลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ "ตาแก่บ้า ดูซิว่าวันหลังท่านยังจะกล้าด่าพวกคุณชายว่าเป็นไม้ผุอยู่อีกไหม! ทีนี้รู้หรือยังล่ะว่าพวกคุณชายเก่งกาจแค่ไหน!"
ความรู้สึกที่ทำให้อาจารย์ตื่นตะลึงได้ขนาดนี้ มันช่างสะใจจริงๆ!
อู๋ชิงหลานได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงวาบ
เขาถูกเรื่อง "ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม" ดึงดูดไว้อย่างลึกซึ้งจริงๆ
เมื่อคุณชายเจ้าสำราญทั้งสี่เห็นเช่นนั้น ต่างก็หัวเราะคิกคัก กอดคอกันเดินจากไปอย่างมาดมั่น
เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เผยเจียนก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย "เอ๊ะ? น้องเซี่ยนล่ะ!"
"มาแล้วๆ"
ชุยเซี่ยนขานรับมาจากที่ไกลๆ ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ เข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
มองส่งคุณชายเจ้าสำราญทั้งสี่จากไป อู๋ชิงหลานยังคงหวนนึกถึงเรื่องราวของจอมยุทธ์น้อยแมวรุ้งอยู่ในใจ
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เขาถือต้นฉบับครึ่งเรื่องไว้ อดไม่ได้ที่จะเปิดอ่านต่อไปพลางก้าวเดินไปยังห้องข้าง
ระหว่างทางไปห้องข้าง อาจารย์อู๋กับชุยเซี่ยนก็เดินสวนกันพอดี
ชุยเซี่ยนเอ่ยทักทาย "สวัสดีขอรับอาจารย์!"
เด็กคนนี้ ดูเหมือนจะเป็นเด็กรับใช้ของเผยเจียนสินะ
อู๋ชิงหลานพยักหน้าให้เขาอย่างมีมารยาท แต่เห็นได้ชัดว่ายังคงหมกมุ่นอยู่กับเนื้อเรื่อง จึงค่อนข้างเหม่อลอย
ในหางตา
เขามองเห็นชุยเซี่ยนไปสมทบกับพวกเผยเจียนทั้งสี่คน
พวกเขามีสีหน้าภาคภูมิใจขณะเดินออกไป และยังแว่วเสียงสนทนาของพวกเขามาให้ได้ยิน
"น้องเซี่ยน เจ้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อกี้ตอนที่ตาเฒ่าอู๋อ่านนิยาย สีหน้าเดี๋ยวก็ตื่นเต้น เดี๋ยวก็เป็นกังวล มันน่าดูชมสุดๆ ไปเลย!"
"พออ่านไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วมันหมด เขาก็ร้อนรนใหญ่เลย ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"ไม่นึกเลยว่าอาจารย์ที่หัวโบราณขนาดนั้นจะชอบอ่านนิยายด้วย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้นแล้วสิ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู๋ชิงหลานก็มุมปากกระตุก
ดูความกำเริบเสิบสานของเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งสี่คนนี้สิ!
อีกอย่าง ใครบอกว่าคนเป็นอาจารย์จะชอบอ่านนิยายไม่ได้ล่ะ?
ในวัยเด็ก ครอบครัวของอู๋ชิงหลานยากจน การได้เรียนหนังสือก็ถือเป็นความหวังที่เกินเอื้อมแล้ว ย่อมไม่มีเงินเหลือใช้หรือมีเวลาว่างมาอ่านนิยายหรอก
ต่อมา
เขาสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้อย่างราบรื่น เดิมทีตั้งใจจะแสดงปณิธานอันยิ่งใหญ่ในสนามสอบจอหงวนต่อไป
ทว่าหลายปีผ่านไปก็ยังสอบไม่ผ่านจวี่เหรินเสียที
เพื่อเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว อู๋ชิงหลานจำต้องล้มเลิกการสอบเข้ารับราชการ และตอบรับคำเชิญของสองพ่อลูกตระกูลเผย มาเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาสกุลเผย
หลังจากมาเป็นอาจารย์ ก็ไม่ต้องมานั่งเคร่งเครียดกับการสอบทุกวัน ย่อมมีเวลาว่างและอารมณ์สุนทรีย์มาอ่านนิยาย
หรือบางที นี่อาจเป็นการชดเชยให้กับตัวเองในวัยเด็กทางอ้อมรูปแบบหนึ่งล่ะมั้ง?
รวมไปถึงการที่อู๋ชิงหลานอนุญาตให้เด็กรับใช้และบ่าวไพร่ในสำนักศึกษา สามารถมาฝึกคัดลายมือที่ห้องข้างได้
โดยเขาจะคอยให้คำชี้แนะ
นั่นก็เป็นเพราะว่า ในวัยเด็กอาจารย์อู๋ขาดแคลนอาจารย์คอยสั่งสอน
ปัจจุบันเมื่อตนเองได้มาเป็นอาจารย์ อู๋ชิงหลานจึงมักจะคอยดูแลและให้คำชี้แนะแก่นักเรียนที่มีพื้นเพยากจนเป็นพิเศษโดยจิตใต้สำนึก
เขากำลังสั่งสอนให้ความรู้
และในขณะเดียวกันก็กำลังสั่งสอนเด็กหนุ่มผู้สับสนงุนงงเมื่อหลายปีก่อน ที่ต้องศึกษาเล่าเรียนเพียงลำพังอย่างยากลำบากในกระท่อมซอมซ่อคนนั้นด้วย
อู๋ชิงหลานนั่งลงที่โต๊ะในห้องข้าง
เนื่องจากชอบเรื่องราวของ "ตำนานเจ็ดผู้กล้าแมวรุ้งกระต่ายคราม" มากจริงๆ ทันทีที่นั่งลง เขาก็อดรนทนไม่ไหวที่จะเปิดอ่านเป็นรอบที่สอง
พลางเปิดอ่าน พลางครุ่นคิดในใจว่าจะเกลาสำนวนโวหารอันหยาบกระด้างนี้อย่างไรดี
ช่างเสียของกับเนื้อเรื่องดีๆ แบบนี้เสียจริงๆ!
เพราะอินกับเนื้อเรื่องมากเกินไป
อู๋ชิงหลานถึงขั้นไม่ทันสังเกตว่า วันนี้บนโต๊ะมีสมุดคัดลายมือเพิ่มขึ้นมาเงียบๆ อีกหนึ่งแผ่น
ทว่าตอนนี้สมุดคัดลายมือแผ่นนั้น กลับถูกปึกต้นฉบับนิยายหนาเตอะที่เขานำมาด้วย ทับเอาไว้ล่างสุด
"กระบี่ฉางหง ช่างทรงพลังน่าเกรงขามจริงๆ!"
"เจ้าพยัคฆ์ใจดำผู้นี้ ถึงกับคิดจะดื่มเลือดกิเลน ช่างเพ้อเจ้อสิ้นดี!"
แม้จะเป็นการอ่านรอบที่สอง
อู๋ชิงหลานก็ยังคงอ่านอย่างหลงใหลได้ปลื้ม อีกทั้งเพราะไม่มีนักเรียนอยู่ข้างกาย เขาจึงไม่ต้องสำรวมกิริยา อ่านไปพลาง 'วิจารณ์' ออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นไปพลาง
ต้นฉบับบนโต๊ะลดน้อยลงไปทีละหน้า... ทีละหน้า
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ อู๋ชิงหลานก็เปิดหน้ากระดาษให้ช้าลง... ช้าลงอีกโดยสัญชาตญาณ
แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือ ต้นฉบับก็ยังคงถูกอ่านจบอย่างรวดเร็วอยู่ดี
แถมยังไม่มีตอนต่อไปให้อ่านอีก!
ร้อนใจจะตายอยู่แล้ว!
เมื่อเปิดมาถึงหน้าล่างสุดในที่สุด อู๋ชิงหลานก็หยิบมันขึ้นมาอย่างอาลัยอาวรณ์ นึกเสียดายในใจว่าอ่านหน้านี้จบก็ไม่มีแล้วสินะ
หลังจากเตรียมใจเสร็จสรรพ เขาก็ก้มหน้าเพ่งมองตัวอักษร
จากนั้น——
อู๋ชิงหลานก็เปล่งเสียงอุทานออกมา ถึงขั้นมือไม้สั่นขณะหยิบ 'ต้นฉบับ' แผ่นนั้นขึ้นมา แล้วผุดลุกขึ้นยืนพรวด!
เพราะว่าหน้าสุดท้ายนั้น ไม่ใช่ 'ต้นฉบับ' แต่เป็นสมุดคัดลายมือต่างหาก!
สมุดคัดลายมือที่มีลายมืออันคุ้นตา!
แตกต่างจากลายมืออันหยาบช้าและยึกยือราวกับยันต์กันผีของพวกเผยเจียนทั้งสี่คน สมุดคัดลายมือแผ่นนี้จะว่ายังไงดีล่ะ——
จะพูดว่ายังไงดี!
สวรรค์!
อาจารย์อู๋ตื่นเต้นจนหน้าดำหน้าแดง ใช้มือที่สั่นเทาถือสมุดคัดลายมือแผ่นนั้นพินิจพิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงขั้นพูดจาไม่เป็นภาษา
บนสมุดคัดลายมือแผ่นนั้น เป็นจดหมายฉบับหนึ่ง มีใจความว่าดังนี้
"ห่างหายไปนาน ไม่ทราบความเป็นไป ขอคารวะอาจารย์!"
"เมื่อเดือนกว่าก่อน ศิษย์บังอาจมาเขียนหนังสือที่ห้องข้าง ได้รับความกรุณาจากอาจารย์ช่วยชี้แนะ สั่งสอนให้ศิษย์ได้เริ่มต้นเขียนหนังสือ ศิษย์ซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้"
"พอมองย้อนกลับไปในตอนนี้ สมุดคัดลายมือที่จับพู่กันเขียนเป็นครั้งแรกนั้น ช่างทุเรศนัยน์ตาเสียจริง ที่อาจารย์สั่งสอนมานั้นถูกต้องที่สุดแล้ว"
"วันข้างหน้า ศิษย์จะหมั่นฝึกฝนให้จงหนัก! หวังว่าอาจารย์จะไม่รังเกียจ"
อาจารย์ไม่เพียงแต่ไม่รังเกียจ
กลับรู้สึกผิดและโทษตัวเองจนแทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว!
ที่แท้ สมุดคัดลายมือที่ตนเขียนวิจารณ์ไปว่า 'ไม้ผุไม่อาจสลักเสลา' เมื่อหนึ่งเดือนก่อน กลับเป็น 'แผ่นเบิกเนตร' ที่อีกฝ่ายจับพู่กันเขียนเป็นครั้งแรกงั้นหรือ?
พอตกวันที่สอง
คนผู้นี้ก็สามารถเลียนแบบตวัดพู่กันตามคำวิจารณ์ 'ไม้ผุไม่อาจสลักเสลา' ได้แล้ว?!
บัดนี้เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน
คนที่หายตัวไปผู้นั้น เขากลับมาแล้ว!
ในครั้งนี้ ตัวอักษรบนสมุดคัดลายมือยังคงมีความคุ้นตาอยู่ลึกๆ ทว่ากลับแตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว เรียกได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพเลยทีเดียว!
มองออกว่าผู้จับพู่กันมีกำลังข้อมือไม่เพียงพอ น่าจะเพิ่งฝึกคัดลายมือได้ไม่นาน
ก็แน่ล่ะสิ!
ก็เขาเพิ่งฝึกมาได้แค่เดือนเดียวนี่นา!
แต่——
ไม่สำคัญหรอก พละกำลังข้อมือที่ไม่เพียงพอนั้นสามารถฝึกฝนอย่างหนักในภายหลังได้ แต่พรสวรรค์แต่กำเนิดต่างหาก ที่เป็นสิ่งที่คนอื่นใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจไล่ตามได้ทัน!
ความน่าทึ่งของสมุดคัดลายมือแผ่นนี้ อยู่ที่ความหมาย ท่วงท่า จังหวะ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการผสมผสานระหว่างรูปธรรมและจิตวิญญาณ!
เส้นขวาง ดุจเมฆตั้งเค้าไกลนับพันลี้ เส้นจุด ดุจศิลาถล่มจากยอดเขา
เส้นตวัด ดุจนอแรดงาช้างหักสะบั้น เส้นหัก ดุจเกาทัณฑ์ร้อยชั่งแผลงศร
เส้นตั้ง ดุจเถาวัลย์แห้งเหี่ยวหมื่นปี เส้นลาก ดุจคลื่นคลั่งอสนีบาตฟาด
เส้นขวางหักมุมตวัด ดุจข้อนิ้วง้างเกาทัณฑ์!
แม้กระทั่งโครงสร้างรูปทรง ก็ยังมีความงดงามที่ลื่นไหลและมีอิสระ ลายเส้นมีความหนาบางสลับกันไป น้ำหมึกมีความเข้มอ่อนกำลังดี เปี่ยมไปด้วยจังหวะและท่วงทำนอง!
และสิ่งที่ทำให้อู๋ชิงหลานตื่นตะลึงมากที่สุด ก็คือกลิ่นอายที่แฝงอยู่ในสมุดคัดลายมือแผ่นนี้!
สง่างามพลิ้วไหว เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของปัญญาชน!
ลายพู่กันของหวังซีจือผู้เป็นปราชญ์แห่งการคัดลายมือ ได้จุติลงมาสู่ยุคสมัยนี้อย่างทรงพลังพร้อมกับชุยเซี่ยน
ดังนั้น อู๋ชิงหลานจึงถูกทำให้ตื่นตะลึงจนพูดไม่ออกไปโดยปริยาย
"ยอดอัจฉริยะหาตัวจับยาก... ยอดอัจฉริยะหาตัวจับยากจริงๆ!"
อู๋ชิงหลานพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ คนผู้นี้ฝึกฝนลายมืออันน่าทึ่งเช่นนี้ โดยใช้เวลาเพียงแค่... หนึ่งเดือนเท่านั้น?!
แค่หนึ่งเดือนเนี่ยนะ!!
และที่น่าตกใจที่สุดก็คือ หลังจากที่เขาได้เห็นคำวิจารณ์ 'ไม้ผุไม่อาจสลักเสลา' ของอู๋ชิงหลาน ตอนนี้เขาก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็น 'คนไร้ความสามารถ'!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้
อู๋ชิงหลานก็รีบร้อนนำสมุดคัดลายมือที่ตนเคยวิจารณ์ไว้ว่า 'ไม้ผุไม่อาจสลักเสลา' ออกมา ด้วยสีหน้าเหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา
คนเราถึงขั้นไม่สามารถเข้าอกเข้าใจตัวเองเมื่อหนึ่งเดือนก่อนได้เลย
หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาแทบอยากจะกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน แล้วเฆี่ยนตีตัวเองให้หนักๆ สักยก!
จบกัน จบสิ้นกันหมดแล้ว!
เจ้าของสมุดคัดลายมือแผ่นนี้ หากวันข้างหน้าตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก เกรงว่าจะ 'บรรลุเป็นปราชญ์' และ 'จารึกชื่อในประวัติศาสตร์' เป็นแน่!
ส่วนเขา อู๋ชิงหลาน จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเจ็บแสบว่า——
"ประเมินปราชญ์ลายมือในวัยเด็กว่าเป็นไม้ผุไม่อาจสลักเสลา เกือบกลายเป็นคนบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การคัดลายมือของมนุษยชาติ"
พวกขุนนางบันทึกประวัติศาสตร์ใจดำพวกนั้น ชอบเขียนเรื่องพรรค์นี้ที่สุดเลย!
แต่ นั่นไม่สำคัญหรอก
ที่สำคัญคือ ต้องรีบหาตัว 'ยอดอัจฉริยะหาตัวจับยาก' ผู้นี้ให้พบก่อน อย่าให้ 'ว่าที่ปราชญ์ลายมือ' ต้องมาเสียอนาคตจริงๆ เลยเชียว!
มิเช่นนั้น ตัวเขาคงกลายเป็นคนบาปจริงๆ แน่
เมื่อคิดตกในข้อนี้
อู๋ชิงหลานก็รีบไปหาบ่าวรับใช้ที่ห้องข้าง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแกมวิงวอน "เจ้าเห็นไหม เจ้าเห็นไหมว่าเมื่อกี้มีใครเข้ามาในห้องข้าง! ทางที่ดีเจ้าจงบอกข้ามาเถอะว่าเจ้าเห็น ไม่อย่างนั้น ชาตินี้ของข้า... ไม่สิ ชาติหน้า หรือชาติมะรืนของข้าก็คงจบสิ้นแล้ว!"
อะ... อะไรนะ?
บ่าวรับใช้ได้ยินเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนสี ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงร้องไห้ออกมาอย่างลุกลี้ลุกลน "นี่... ข้าน้อยไม่เห็นจริงๆ นะขอรับ!"