"รอบแรกตามหลังตั้งสามวินาทีเต็มเลยนะ!" หวังโหย่วฝูค่อนข้างตกใจ "เมื่อเทียบกำลังเครื่องยนต์ของโตโยต้า MR2 กับซานตาน่า 2000 แล้ว แบบนี้ตามไม่ทันแน่ๆ"
ตกเป็นรองตั้งแต่เริ่ม เขาเริ่มรู้สึกเป็นห่วงซูเยว่ขึ้นมาแล้ว
คุณภาพของรถสามารถชดเชยช่องว่างทางทักษะได้ในระดับหนึ่ง ดูจากผลลัพธ์ในรอบแรก การที่ซูเยว่สามารถไล่จี้หานเจิ้นเฟิงได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว หากคิดจะแซงกลับ มีเพียงทางเดียวคือหานเจิ้นเฟิงต้องทำพลาดเอง
ทว่าถนนรอบทะเลสาบสายนี้ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีรถคันอื่นสัญจรไปมา การจะทำพลาดก็เป็นเรื่องยากมากเช่นกัน
"พี่ชายต้องชนะแน่!" ซูเสี่ยวเยว่กล่าวอย่างหนักแน่น
เธอไม่สนใจเรื่องความต่างของกำลังเครื่องยนต์หรือสภาพสนามแข่งที่ราบเรียบอะไรทั้งนั้น เธอเพียงแค่เชื่อมั่นในตัวพี่ชายอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะเชื่อมั่นตลอดไปก็พอแล้ว
จางเสวี่ยเงียบกริบ เธอมองไปยังทิศทางที่รถวิ่งมาอย่างเงียบๆ ด้วยสีหน้าจดจ่อ
เงินเดิมพันหนึ่งแสนหยวนนั้นก้อนใหญ่และมีจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับการพ่ายแพ้ เธอห่วงความปลอดภัยของซูเยว่มากกว่า
เวลาผ่านไป ผู้คนที่มายืนมุงดูความสนุกสนานสองฝั่งทางม้าลายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ กลับไม่มีใครคิดว่าซูเยว่จะชนะเลยสักคน
เสียงคำรามของรถสปอร์ตดังแว่วขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางเสียงพูดคุยของผู้คน
ครั้งนี้ สายฟ้าสีแดงกับแสงสีดำสายนั้นกลับพุ่งข้ามทางม้าลายไปพร้อมกัน และพุ่งทะยานเคียงคู่กันจนลับสายตาไปที่ปลายถนนอีกฝั่ง
"ตามทันแล้วเหรอเนี่ย!" หวังโหย่วฝูอุทานด้วยความทึ่ง "อาเยว่ทำได้ยังไงกัน?"
"หนูบอกแล้วไงว่าพี่ชายต้องชนะ" ซูเสี่ยวเยว่ดีใจยกใหญ่
"อย่าเพิ่งดีใจเร็วไป ยังเหลืออีกรอบ ตอนนี้พูดได้แค่ว่าพอมีความหวังจะชนะบ้างแล้ว" เหงื่อซึมผุดขึ้นบนหน้าผากของหวังโหย่วฝู หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำ
ถ้าชนะก็คือเงินตั้งหนึ่งแสนหยวนเชียวนะ!
ถึงตอนนั้นเมื่อรวมกับเงินสองแสนหยวนที่ซูเยว่ได้จากเถ้าแก่ฟาง ก็จะเป็นเงินทั้งหมดสามแสนหยวน สำหรับอาการป่วยของเสี่ยวเยว่ก็คงไม่สิ้นหวังขนาดนั้นอีกต่อไป
จางเสวี่ยกำมือตัวเองแน่น ฝ่ามือก็มีเหงื่อซึมออกมาตลอดเวลา
เธอหวังให้ซูเยว่ชนะการเดิมพันครั้งนี้อย่างปลอดภัย แบบนั้นคุณลุงคุณป้าซูจะได้เบาแรงลงบ้าง และการรักษาอาการป่วยของเสี่ยวเยว่ก็จะมีหวังมากขึ้นตามไปด้วย
แสงแดดยิ่งทวีความร้อนแรง แต่ผู้คนที่อยู่สองฝั่งทางม้าลายกลับยิ่งรวมตัวกันมากขึ้น
ทุกคนต่างรอคอยช่วงเวลาที่ผลลัพธ์จะถูกเปิดเผย
หานเยว่ถงยืนอยู่ตรงจุดเส้นชัย เฝ้ามองเวลาบนโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา คอยคำนวณว่าอีกประมาณกี่นาทีทั้งสองคนถึงจะปรากฏตัวให้เห็น
บริเวณสองกิโลเมตรก่อนถึงเส้นชัย ซูเยว่หักเลี้ยวผ่านโค้งสุดท้าย แล้วเหยียบคันเร่งจนมิด
รถซานตาน่าสีดำแผดเสียงคำราม พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับกระทิงเปลี่ยว
สายฟ้าสีแดงคันนั้นถูกเขาทิ้งห่างไว้เบื้องหลังตรงทางโค้ง
ในกระจกมองหลัง โตโยต้า MR2 ส่งเสียงคำรามไม่ขาดสาย จู่ๆ ก็ไถลครูดไปกับถนนจนเกิดรอยลากยาว เสียงดัง 'โครม' พุ่งชนรั้วกั้นริมทาง แล้วทะยานพุ่งตกลงไปในทะเลสาบฉางหลิงที่เต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่ง
เหตุการณ์พลิกผันกะทันหันจนตั้งตัวไม่ติด ทำให้ซูเยว่ขมวดคิ้วมุ่น
เขารีบถอนคันเร่งแล้วเปลี่ยนมาเหยียบเบรก ค่อยๆ เหยียบจนมิด เปลี่ยนเกียร์ หักพวงมาลัยในมือเพื่อกลับรถ แล้วขับย้อนกลับไป
หลังจากโตโยต้า MR2 ตกน้ำก็จมลงอย่างรวดเร็ว
หานเจิ้นเฟิงถูกกระแทกจนมึนงง สติสัมปชัญญะเลือนราง เขาตีน้ำสะเปะสะปะ ต้องการดิ้นรนหนีออกจากรถที่กำลังจมลง แต่กลับลืมปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองไปเสียสนิท
ซูเยว่จอดรถ เปิดประตูวิ่งพลางถอดเสื้อผ้าไปด้วย เมื่อถึงริมทะเลสาบ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ กระโดดข้ามรั้วกั้น ลงไปในน้ำโดยตรง แล้วว่ายตรงไปยังหานเจิ้นเฟิงที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่
"อยู่นิ่งๆ!" ซูเยว่ตะโกนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าน้ำมิดจมูกและปากของอีกฝ่ายแล้ว
น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลเลยสักนิด
หานเจิ้นเฟิงยังคงดิ้นรนสุดชีวิต สูญเสียสติสัมปชัญญะไปอย่างสิ้นเชิง
ซูเยว่ถอนหายใจ ดำดิ่งลงไปในน้ำ คลำหาหัวเข็มขัดนิรภัยของหานเจิ้นเฟิงในน้ำทะเลสาบที่ขุ่นมัวจนเจอ แล้วจึงกระชากตัวเขาขึ้นมาเหนือน้ำ
โชคดีที่รถที่หานเจิ้นเฟิงขับเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน ไม่อย่างนั้นถ้าถูกขังอยู่ในรถ ซูเยว่ก็คงได้แต่มองตาปริบๆ ช่วยอะไรไม่ได้
น้ำในทะเลสาบไม่ลึก มีความลึกแค่สองสามเมตร ด้านล่างเต็มไปด้วยโคลนเลน ทว่าหากถูกขังอยู่ในรถแล้วจมลงไป ก็ถึงตายได้เหมือนกัน
หานเจิ้นเฟิงสำลักน้ำไปหลายอึก เมื่อได้ซูเยว่ช่วยพยุง เขาก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาบ้าง เลิกดิ้นรนสะเปะสะปะ ผละออกจากซูเยว่ แล้วว่ายน้ำเข้าฝั่งสุดชีวิต
"ขะ...ขอบใจมาก!"
หานเจิ้นเฟิงที่นั่งทรุดกองอยู่ริมทะเลสาบเอ่ยเสียงขรึม หลังจากดึงสติกลับมาได้แล้ว
ซูเยว่เดินไปยังบริเวณที่น้ำในทะเลสาบใสสะอาด ล้างโคลนเลนตามร่างกาย พลางหัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องขอบใจหรอก แค่อย่าลืมโอนเงินเดิมพันหนึ่งแสนหยวนนั่นมาให้ฉันก็พอ"
"รถนายถือว่าพังยับเยินไปแล้ว แต่รอดตายมาได้ ยังไงก็ถือว่าคุ้มล่ะนะ"
เมื่อหานเจิ้นเฟิงได้ยินซูเยว่พูดแบบนั้นก็หัวเราะร่วนขึ้นมาทันที "เทียบกับมูลค่าของรถแล้ว เงินหนึ่งแสนของนายดูไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลยด้วยซ้ำ วางใจเถอะ เงินหนึ่งแสนนั่น ฉันจะให้นายแน่"
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขาอยากจะปิดบังก็ปิดไม่มิดแล้ว ทำได้แค่ปล่อยให้พ่อแม่ด่าสักยก แล้วให้พวกท่านมาจัดการแก้ปัญหาให้
โชคดีที่ฐานะทางบ้านเขาร่ำรวย เงินแค่นี้ยังพอชดใช้ไหว
"ยังดีที่รั้วกั้นริมทะเลสาบสร้างไว้ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่อย่างนั้นด้วยความเร็วระดับนาย ยังไม่ทันที่รถสปอร์ตจะลอยตกลงไปในทะเลสาบ นายก็ตายไปก่อนแล้ว" หลังจากซูเยว่ล้างโคลนบนตัวจนสะอาด เขาก็สวมกางเกงขาสั้น เปลือยท่อนบนหยิบโทรศัพท์ที่โยนทิ้งไว้ในพงหญ้าริมทะเลสาบขึ้นมา แล้วกดโทรหาหวังโหย่วฝู "ฮัลโหล เจ้าอ้วน นายไปบอกหานเยว่ถงนะ ว่าพี่ชายของเธอเกิดอุบัติเหตุรถชนตรงสองกิโลเมตรก่อนถึงเส้นชัย รถพังยับ แต่คนไม่เป็นไร ให้เธอแจ้งครอบครัวของหานเจิ้นเฟิงด้วย"
"อะไรนะ...อุบัติเหตุรถชน!"
เจ้าอ้วนสะดุ้งเฮือก มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทา ซูเยว่พูดรายละเอียดอะไรต่อจากนั้น เขาตกใจจนฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ
"แย่แล้วล่ะ พวกเขาเกิดอุบัติเหตุรถชน"
เจ้าอ้วนวางโทรศัพท์ลงแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เอ่ยด้วยความหวาดกลัว
"อุบัติเหตุรถชน?" เด็กสาวทั้งสามคนตื่นตระหนกตกใจ ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา
"เจ้าอ้วน นายพูดให้ชัดเจนนะ ตกลงใครเกิดอุบัติเหตุกันแน่ พี่ชายฉันหรือซูเยว่?" หานเยว่ถงตั้งสติได้เป็นคนแรก เธอรีบถามเสียงร้อนรนด้วยใบหน้าซีดเผือด
"ฉัน ฉัน...ก็ฟังไม่ถนัดเหมือนกัน..." เหงื่อไหลซึมเต็มใบหน้าของหวังโหย่วฝู
หานเยว่ถงกัดริมฝีปาก คว้าโทรศัพท์ของหวังโหย่วฝูมา แล้วกดโทรกลับไปยังเบอร์ที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อครู่
เมื่อสายติด เธอได้ยินซูเยว่ทวนประโยคเมื่อครู่อีกครั้ง หานเยว่ถงถึงได้คลายความกังวลในใจลงบ้าง เธอถอนหายใจยาว หยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา แล้วเริ่มโทรหาพ่อแม่ของหานเจิ้นเฟิง
เมื่อจางเสวี่ยและซูเสี่ยวเยว่ได้ยินว่าพี่ชายปลอดภัย ความหวาดกลัวและตึงเครียดเมื่อครู่ก็ค่อยๆ มลายหายไป
เมื่อทุกคนวิ่งมาสองกิโลเมตรจนถึงจุดเกิดเหตุ และเห็นรอยล้อรถที่พุ่งตรงไปยังทะเลสาบฉางหลิงอย่างน่าสยดสยอง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
"พี่ชาย..."
ซูเสี่ยวเยว่วิ่งเข้าไปหา กอดเขาเอาไว้แน่น
ซูเยว่ลูบหัวน้องสาว เอ่ยเสียงนุ่ม "ไม่เป็นไรหรอก วางใจเถอะ แค่ตกใจแทบแย่ไปเฉยๆ น่ะ"
พูดพลางเขาก็เงยหน้าส่งยิ้มให้จางเสวี่ยที่ดวงหน้าเต็มไปด้วยความกังวล จากนั้นจึงหันไปมองหวังโหย่วฝู แล้วเอ่ยเสียงขรึม "เจ้าอ้วน นายเป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ ตอนรับโทรศัพท์ช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม ฉันยังพูดไม่ทันจบ นายก็ชิงวางสายใส่ฉันไปซะแล้ว แบบนี้มันหลอกให้ตัวเองตกใจกลัวชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?"
หวังโหย่วฝูเกาหัว เอ่ยอย่างเก้อเขิน "ตอนนั้นสมองมันขาวโพลนไปหมด ตั้งสติไม่ได้เลยจริงๆ"
"หานเจิ้นเฟิง นาย...ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
หานเยว่ถงปรายตามองซูเยว่แวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปยังจุดที่หานเจิ้นเฟิงนั่งทรุดอยู่
หานเจิ้นเฟิงมองลูกพี่ลูกน้องของตน พลางถอนหายใจเบาๆ ไม่เหลือท่าทีห้าวหาญผยองเดชแบบเดิมอีกต่อไป เขายิ้มขื่น "รถของลูกพี่อู๋พังยับเยินแล้ว แต่รอดตายมาได้ ก็ถือว่าคุ้มล่ะนะ"
"รถของอู๋ฉางเฟิงพังก็พังไปเถอะ ขอแค่นายไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่ให้คุณอาสี่ชดใช้ให้เขาใหม่สักคันก็พอแล้ว"
หานเยว่ถงเห็นว่าหานเจิ้นเฟิงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก ความกังวลในใจถึงได้จางหายไปจนหมดสิ้น เธอพูดต่อว่า "วันหลังก็หัดทำอะไรตามอารมณ์ให้น้อยลงหน่อย ครั้งนี้ฉันเตือนนายแล้ว แต่นายก็ไม่ยอมฟัง"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หานเยว่ถงก็ถลึงตาใส่ซูเยว่อย่างแรงไปหนึ่งที
"น้องสาว ครั้งนี้โทษคนแซ่ซูไม่ได้หรอก เป็นเพราะฉันเองที่ขับเร็วเกินไป ตอนเปลี่ยนเกียร์เลยจับพวงมาลัยไม่อยู่" หานเจิ้นเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "แล้วก็...ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้ฉันคงจมลงไปก้นทะเลสาบพร้อมกับรถคันนั้นแล้ว วันนี้เขาช่วยชีวิตฉันไว้"
หานเยว่ถงเบิกตากว้าง ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
"บุญคุณหรือความแค้น ฉันหานเจิ้นเฟิงแยกแยะได้ชัดเจนมาตลอด ครั้งนี้เขาช่วยชีวิตฉันไว้ ความแค้นในอดีตย่อมมลายหายไปจนหมดสิ้น" หลังรอดพ้นจากความตายมาได้ หานเจิ้นเฟิงก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการกระทำในอดีตของตนช่างดูน่าขันสิ้นดี "การเดิมพันครั้งนี้ ฉันแพ้แล้ว แต่...ดูเหมือนมันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น"
เมื่อได้เผชิญหน้ากับความตาย
ความใจร้อนและดื้อรั้นต่อต้านในใจของเขา จู่ๆ ก็สงบลงไปมาก
เพียงชั่วครู่นี้ เขาคิดอะไรได้มากมาย ทั้งเรื่องของตัวเอง เรื่องของพ่อแม่ เรื่องของหานเยว่ถง...
"นายคิดได้ก็ดีแล้ว" หานเยว่ถงนึกไม่ถึงว่าหลังจากหานเจิ้นเฟิงสำลักน้ำไปหลายอึกก็เกิดตาสว่างขึ้นมาเสียอย่างนั้น "ถ้านายถอนตัวจาก 'แก๊งคุณชาย' อะไรนั่นได้เร็วกว่านี้สักหน่อย คุณอาสี่กับคุณอาสะใภ้ก็คงจะได้เหนื่อยใจน้อยลงบ้าง"
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังเตรียมจะพูดปลอบใจอะไรอีกสักหน่อย
ริมถนน รถออดี้สีดำคันหนึ่งจู่ๆ ก็มาจอดต่อท้ายรถซานตาน่าคันนั้น สามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งก้าวลงมาจากรถ แล้วพุ่งตรงมาทางนี้
"คุณอาสี่ คุณอาสะใภ้..." หานเยว่ถงมีสีหน้าประหลาดใจแกมยินดี
ซูเยว่รู้สึกว่าชายวัยกลางคนที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามานั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะมองดูให้ชัดๆ แล้วก็ต้องชะงักอึ้งไปในพริบตา
ขอบคุณรางวัลสนับสนุนจากเจี้ยงโหยวเทียนโฮ่ว ขอบคุณครับ!!!