"เป็นไง อยากมีเรื่องเหรอ?"
เจ้าอ้วนก้าวพรวดขึ้นมาถลึงตาใส่ ยืนขวางหน้าซูเยว่พร้อมกับกำหมัดแน่น
หากพูดถึงเรื่องชกต่อย แม้เขาจะสู้เฝิงเจี้ยนหย่งไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าใครจะมารังแกได้ง่ายๆ แค่อันธพาลไม่กี่คนนี้ เขากับซูเยว่สองคนก็จัดการได้สบายมาก
"ไอ้แซ่ซู พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ"
หานเจิ้นเฟิงเดินออกมาจากด้านหลังกลุ่มอันธพาล จ้องมองซูเยว่ด้วยสายตาเย็นเยียบ "ครั้งนี้ไม่มีเถ้าแก่ฟางมาช่วยแกหรอกนะ"
"ทำไม อยากโดนอัดอีกสักรอบหรือไง?" ซูเยว่กล่าวพลางแค่นหัวเราะ "แค่มีลูกน้องไม่กี่คน แกคิดว่าจะชนะแน่แล้วงั้นสิ? เชื่อไหมว่าฉันยังสามารถอัดแกจนฟันร่วงหมดปากเหมือนตอนอยู่ที่ภัตตาคารเทียนเซียงได้เหมือนเดิม"
"แก..."
หานเจิ้นเฟิงชี้หน้าซูเยว่ ตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด "อย่าให้มันได้ใจนักเลย ถ้าแกแพ้พนันเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคืนให้สาสม"
หลายวันมานี้ เขาไปสืบประวัติของซูเยว่มาจนกระจ่างแล้ว มันก็แค่ไอ้เด็กยากจนจากครอบครัวกรรมกรที่ไม่มีภูมิหลังอะไรเลย ไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด หากพูดถึงฝีมือการขับรถ เขาหานเจิ้นเฟิงคลุกคลีกับรถมานานกว่าซูเยว่ไม่รู้กี่สิบเท่า เขาไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะแพ้อีกฝ่าย
"ดูเหมือนว่าเงินหนึ่งแสนหยวน แกจะหามาครบแล้วสินะ" ซูเยว่จ้องมองเขา เอ่ยเสียงเรียบ "เอาอย่างนี้ไหมล่ะ... ไม่ต้องรอวันอื่นหรอก เปลี่ยนมาแข่งพนันกันวันนี้เลยดีกว่า เงินเดิมพันก็ยังเป็นหนึ่งแสนหยวนเหมือนเดิม แข่งสามรอบตัดสินแพ้ชนะ ถ้าแกแพ้ ก็ไม่ต้องไปคุกเข่าที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าอะไรนั่นหรอก คุกเข่าตรงนี้ก็พอ"
"วันนี้ก็วันนี้สิ ใครกลัวใครกัน!" หานเจิ้นเฟิงตอบกลับเสียงดัง ท่าทางมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม
"อาเยว่ นาย นาย... ไปท้าแข่งรถกับคนอื่นเหรอ?" หวังโหย่วฝูตกใจสุดขีด "สะ... แสนหยวนเชียวนะ!"
เหงื่อผุดซึมขึ้นบนหน้าผากของเขา ร่างกายแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เขาจำได้ว่าซูเยว่ขับรถไม่เป็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการซิ่งรถ การพนันครั้งนี้... มันรนหาที่ตายชัดๆ
เงินสดตั้งหนึ่งแสนหยวน ต่อให้เป็นครอบครัวของเขา ก็ใช่ว่าจะหามาได้
เขารู้สึกว่าซูเยว่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
หญิงสาวทั้งสามคนบนศาลากลางน้ำ เห็นทั้งสองฝ่ายริมทะเลสาบเกิดการปะทะกันอย่างกะทันหัน ก็รีบวิ่งข้ามสะพานไม้มาทันที
หานเยว่ถงยังมาไม่ถึงตัว ก็ชิงตวาดขึ้นก่อน "หานเจิ้นเฟิง นี่นายคิดจะทำอะไรอีก?"
หลายวันมานี้ เธอมาเป็นเพื่อนหานเจิ้นเฟิงซ้อมขับรถที่ทะเลสาบฉางหลิงทุกวัน แถมยังจ้างครูฝึกมาสอนให้เขาโดยเฉพาะ ก็หวังเพียงว่าเขาจะไม่ทำเอาตระกูลหานต้องขายหน้าจนป่นปี้
หลังจากผ่านเรื่องราวที่ภัตตาคารเทียนเซียงในครั้งก่อน เธอก็รู้แล้วว่าซูเยว่ไม่ใช่คนที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ
เธอคอยตักเตือนหานเจิ้นเฟิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังว่าเขาจะไม่ไปหาเรื่องซูเยว่อีก จะได้ไม่ต้องหาเหาใส่หัว ไม่คิดเลยว่า... เพิ่งจะเจอกันแท้ๆ ก็ตั้งท่าจะฟาดฟันกันเสียแล้ว
"ไม่ได้ทำอะไร แค่หวังว่าเขาจะรักษาสัญญาเท่านั้นแหละ" หานเจิ้นเฟิงหัวเราะเสียงเย็นชา
"พี่... พี่ไปพนันกับคนอื่นเหรอ?" ซูเสี่ยวเยว่ถามด้วยความกังวล
ซูเยว่พยักหน้า มองความห่วงใยและกระวนกระวายในดวงตาของเธอ แล้วเอ่ยเสียงขรึม "วางใจเถอะ ก่อนจะทำอะไร พี่รู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่"
"แต่ว่า... อาเยว่ นายขับรถไม่เป็นเลยนะ" หวังโหย่วฝูหันขวับมากระซิบข้างหูเขา "เอาอย่างนี้ไหม... เปลี่ยนกฎนิดหน่อย ให้ฉันลงแข่งเอง ฉันหัดขับรถกับพ่อมาตั้งแต่สิบสี่ รถเล็ก รถบรรทุก ขับคล่องหมด หมอนี่... สู้ฉันไม่ได้หรอก"
ซูเยว่อมยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงขรึม "เจ้าอ้วน วางใจเถอะ ฉันชนะเขาได้โดยไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ"
เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของซูเยว่ เจ้าอ้วนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แล้วยื่นกุญแจรถซานตาน่า 2000 ให้ใส่มือเขา
"ซูเยว่..."
จางเสวี่ยจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโต ริมฝีปากเผยอออกเหมือนอยากจะเอ่ยปากห้าม แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เมื่อคิดดูแล้ว เธอก็จำต้องกลืนมันลงไป หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยเสียงเบา "ระวังตัวด้วยนะ!"
หานเจิ้นเฟิงเห็นว่าหญิงสาวทั้งสามคนล้วนแต่เอนเอียงไปทางซูเยว่ ในใจก็อดหงุดหงิดไม่ได้ จึงตวาดลั่น "ไอ้แซ่ซู เลิกพูดมากได้แล้ว ไปวัดฝีมือกันบนรถดีกว่า"
พูดจบ เขาก็เดินตรงไปยังริมถนนโดยมีกลุ่มอันธพาลห้อมล้อม
ซูเยว่ปรายตามองหานเจิ้นเฟิงอย่างเฉยชา แล้วเดินไปขึ้นรถซานตาน่าเช่นกัน
เขาตรวจสอบระบบทุกอย่างบนรถจนเรียบร้อย จากนั้นจึงขับรถไปจอดรอที่บริเวณทางม้าลายซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
หวังโหย่วฝูมองท่าทางการขับขี่และการถอยรถที่ลื่นไหลอย่างชำนาญของซูเยว่ ก็รู้ทันทีว่าเขาขับรถเป็น ในใจอดสงสัยไม่ได้ "เสี่ยวเยว่ พี่ชายเธอไปหัดขับรถตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ทำไมฉันไม่เห็นจำได้เลย"
ซูเสี่ยวเยว่ส่ายหน้า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เธอหันไปมองพี่เสวี่ย ก็พบว่าจางเสวี่ยมีสีหน้างุนงงเช่นกัน ดูเหมือนจะแปลกใจกับทักษะนี้ของพี่ชายอย่างเห็นได้ชัด
"แม่งเอ๊ย... ไอ้แซ่หานนี่ถึงกับหารถโตโยต้า MR2 มาซิ่งเลยเหรอเนี่ย อินจัดไปหน่อยมั้ง!" หวังโหย่วฝูหันไปเห็นรถสปอร์ตสีแดงขับผ่านหน้าไป ก็อดบ่นอุบไม่ได้ "คิดว่าขับรถรุ่นเดียวกันแล้วตัวเองจะเป็นเฉินฮ่าวหนานหรือไงวะ?"
รถสปอร์ตเปิดประทุนโตโยต้า MR2 สีแดง รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสวยงาม ส่องประกายเจิดจ้าท้าแสงแดด
หานเจิ้นเฟิงนั่งโพสท่าเท่ๆ อยู่บนเบาะคนขับ มองรถซานตาน่าที่ซูเยว่ขับด้วยความเหยียดหยาม หัวเราะร่วน "แค่รถบุโรทั่งของแกน่ะ ภายในสิบวินาที ฉันก็ทิ้งห่างแกได้เป็นร้อยเมตรแล้ว"
"วันนี้ฉันต้องทำให้แกคายเงินที่กรรโชกทรัพย์มาจากเถ้าแก่ฟางออกมาให้หมด"
ซูเยว่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไปว่า "ทำไม อยากเพิ่มเดิมพันเหรอ? สองแสนหยวนก็ได้นะ แต่ไม่รู้ว่าแกจะหาเงินสดมาได้เยอะขนาดนั้นหรือเปล่า"
"เหอะ... ไอ้แซ่ซู เดี๋ยวเราได้เห็นดีกัน" หานเจิ้นเฟิงตวาดกร้าว
"เตรียมตัว!" หานเยว่ถงยืนประจำที่อยู่หน้าทางม้าลาย ถลึงตาใส่ทั้งสองคนอย่างดุดัน ท่อนแขนเรียวเสลาที่ชูขึ้นสูงสะบัดลงอย่างฉับพลัน พร้อมตะโกนลั่น "เริ่มได้!"
สิ้นเสียงของเธอ รถทั้งสองคันก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง หายวับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
"เยว่ถง นี่... ไม่เป็นอันตรายใช่มั้ย?" จางเสวี่ยถามด้วยความตึงเครียด
หานเยว่ถงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบว่า "ถนนรอบทะเลสาบฉางหลิงเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อสองเดือนก่อน ระยะทางรอบละห้ากิโลเมตร เป็นถนนที่กว้างขวางและราบเรียบมาก รถก็วิ่งน้อย ไม่น่าจะเป็นอันตรายหรอก"
ครูฝึกขับรถที่เธอจ้างมาเคยบอกไว้ว่า ถนนเส้นนี้เป็นสนามแข่งระดับเริ่มต้น
ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรักษาความเร็วไว้ ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคขั้นสูงก็สามารถขับผ่านไปได้ เพราะโค้งไม่ลึก ไม่มีทางโค้งหักศอก ขอแค่ขับรถเป็นก็พอ
"พี่เยว่ถง การพนันระหว่างพี่ชายฉันกับพี่ชายคนนั้น ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่คะ?" ซูเสี่ยวเยว่ถามอย่างสงสัย
แม้เธอจะเชื่อใจพี่ชาย แต่ก็ยังมีข้อกังขาบางอย่างที่อยากรู้ให้กระจ่าง
เดิมพันตั้งหนึ่งแสนหยวน เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิด ทว่าพี่ชายกลับพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เธอเชื่อว่าต้องมีสาเหตุมาจากอะไรบางอย่างแน่ๆ
หานเยว่ถงเห็นว่าทั้งสามคนต่างก็มีแววตาสงสัย
จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในภัตตาคารเทียนเซียงคืนนั้นให้ฟังอย่างละเอียด
แน่นอนว่า... เรื่องที่เธอโดนตบหน้า เธอจงใจข้ามมันไปดื้อๆ
"แม่เจ้าโว้ย... กรรโชกทรัพย์เถ้าแก่ฟางตั้งสองแสนหยวน เรื่องนี้พูดไปใครจะเชื่อวะเนี่ย" หวังโหย่วฝูตกตะลึงจนอ้าปากค้าง "เถ้าแก่ฟางเป็นใครน่ะเหรอ? นั่นมันคนใหญ่คนโตที่มีหน้ามีตาในฉางหลิงของเราเลยนะ ขนาดพ่อฉัน... เวลากล่าวถึงเถ้าแก่ฟาง ก็ยังพูดด้วยความเคารพยกย่อง ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาเยว่จะกล้า..."
พอเขานึกขึ้นมา ก็รู้สึกขนหัวลุกซู่ แทบไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
ซูเสี่ยวเยว่เองก็มีสีหน้าเหม่อลอย ไม่เชื่อเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น จะเป็นฝีมือของพี่ชาย
"ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว" หานเยว่ถงนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ก็ยังรู้สึกว่ามันเหลือเชื่ออยู่ดี "จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออกว่า ทำไมเถ้าแก่ฟางถึงได้ลงมือกับลูกชายตัวเองอย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยอมตกลงให้เงินสองแสนหยวนกับซูเยว่อย่างง่ายดาย?"
เรื่องราวในคืนวันเกิด เธอหวนกลับไปคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่ามีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่
ท่าทีของซูเยว่ผิดปกติเกินไป แทบจะเป็นคนละคนกับที่เธอเคยรู้จักตามปกติเลย
อืม... แต่ความใส่ใจที่มีต่ออาเสวี่ย กลับไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม
พอคิดมาถึงตรงนี้ หานเยว่ถงก็อดไม่ได้ที่จะมองเพื่อนสนิทอีกครั้ง คิดในใจว่า "มิน่าล่ะ อาเสวี่ยถึงได้มองไอ้แซ่ซูต่างออกไปเสมอ ผู้ชายคนนี้ดูภายนอกแสนจะธรรมดา แต่จิตใจกลับพึ่งพาได้ไม่เบา"
"คงพูดได้แค่ว่าเถ้าแก่ฟางห่วงชื่อเสียงของภัตตาคารเทียนเซียงมากเกินไป ส่วนอาเยว่ก็แค่โชคดีล่ะมั้ง!" จางเสวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หวังโหย่วฝูรู้สึกราวกับว่าเปลวไฟแห่งความอิจฉาริษยาในใจกำลังจะปะทุออกมา จึงตะโกนลั่น "ฉันก็อยากมีโชคแบบนี้บ้างว่ะ ฟาดไม้เดียวได้สองแสน อย่าว่าแต่ใช้ไม้เบสบอลเลย ต่อให้ใช้ค้อนเหล็ก ฉันก็ยอมรับได้สบายมาก"
หญิงสาวทั้งสามคนมองท่าทางตื่นเต้นระริกระรี้ของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"ฝันไปเถอะย่ะ เนื้อหนาไขมันเยอะแบบนาย ต่อให้ตอนนั้นฟางซินอวี่ใช้ค้อนเหล็กทุบนายสักที ก็คงเหมือนแค่ช่วยเกาให้หายคันเท่านั้นแหละ" หานเยว่ถงหัวเราะร่วน ในดวงตากลมโตสุกใสพลันปรากฏแววเจ้าเล่ห์พาดผ่าน "เจ้าอ้วน นายตามติดซูเยว่อยู่ทั้งวัน รู้ไหมว่าช่วงนี้เขาไปที่ไหนมาบ้าง?"
หวังโหย่วฝูไม่รู้ว่าเธอต้องการจะถามอะไร จึงตอบไปตามซื่อว่า "หลังจากปิดเทอม ฉันก็ยุ่งอยู่กับการส่งของช่วยพ่อตลอด ไม่ได้อยู่กับอาเยว่เลย ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าช่วงนี้เขาทำอะไรอยู่"
หานเยว่ถงร้อง 'อ้อ' คำหนึ่ง เมื่อถามไม่ได้ความอะไร ก็เลิกสนใจเขาทันที
หวังโหย่วฝูรู้สึกว่าพอหมดประโยชน์ ความกระตือรือร้นของหานเยว่ถงก็หดหายไปในพริบตา ทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออก
เสียงคำรามของรถสปอร์ตดังแว่วมาแต่ไกลและค่อยๆ เข้าใกล้มาเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงพูดคุยของพวกเขาทั้งหลาย
จากนั้น สายฟ้าสีแดงก็พุ่งทะยานผ่านไป ก่อให้เกิดกระแสลมพัดกรรโชกแรง
ส่วนรถซานตาน่าสีดำที่ซูเยว่ขับ กลับถูกทิ้งห่างถึงสามวินาทีเต็มกว่าจะแล่นผ่านหน้าทุกคนไป มองเห็นเพียงไฟท้ายของรถสปอร์ตเปิดประทุนโตโยต้า MR2 อยู่ลิบๆ