ปี 2009 ของโลกใบนี้ เป็นยุคสมัยที่พิเศษยุคหนึ่ง
ในปีนี้...
เป็นวันครบรอบสามสิบปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างจีนกับประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยโทรศัพท์และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ถือเป็นช่วงปลายของยุคดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่มีทั้งการร่วมมือและการแข่งขัน
กิจกรรมบนเวทีระดับนานาชาติของผู้นำจีนเริ่มมีบ่อยครั้งขึ้น อิทธิพลก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน แม้จะยังคงล้าหลังชาติตะวันตกอยู่นานหลายปี แต่มังกรโบราณตัวนี้ก็เริ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว
กระแสเสียง "ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน" ที่แพร่หลายในชาติตะวันตกในเวลาต่อมา ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
ภายในห้องพักอาจารย์
ทังอู่เตรียมอาหารกลางวันไว้ให้จางเซิ่งหนึ่งที่
ณ เวลานี้เขาไม่ได้วางมาดอาจารย์ต่อหน้าจางเซิ่งอีกต่อไปแล้ว
คำโบราณกล่าวไว้ว่า "ผู้บรรลุคืออาจารย์ ไม่แบ่งแยกอายุ" ขงจื๊อยังไม่ละอายที่จะถามผู้ด้อยกว่า นับประสาอะไรกับเขา เมื่อเขาคิดปลอบใจตัวเองด้วยจุดนี้ได้ จิตใจของเขาก็เปิดกว้างขึ้นมาในพริบตา อารมณ์ก็ค่อยๆ ปลอดโปร่งขึ้น
"จางเซิ่ง พูดมาเถอะ ฉันนี่แทบจะไปเยือนกระท่อมหญ้าถึงสามคราแล้วนะ ภาคต่อของแผนงานน่ะ เธอควรจะพูดออกมาได้แล้วใช่ไหม?"
"ที่จริงแล้ว ผมไม่ได้เขียนภาคต่อเลยต่างหากล่ะ"
"อะไรนะ?"
"ตอนที่ผมไปหาอาจารย์ ผมก็พอจะเดาออกว่าอาจารย์คงไม่ฟังคำพูดของนักศึกษาอย่างผมหรอก ก็แค่จะไปคุยด้วยเพื่อดูท่าทีของอาจารย์ ถ้าท่าทีพอใช้ได้ ผมก็จะคุยเรื่องเนื้อหาที่ยังไม่ได้เขียนกับอาจารย์ตรงๆ แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ... อาจารย์ดูถูกสถานะนักศึกษาของผมจริงๆ..."
"..."
ทังอู่มองจางเซิ่งเคี้ยวอาหารที่สั่งมาส่ง แล้วใบหน้าก็เผยรอยยิ้มขื่นๆ ออกมา
เมื่อสถานะของทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน ความตะขิดตะขวงใจก็หายไป การพูดคุยของพวกเขาก็ราบรื่นขึ้นมาก
ราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าวันก่อน ในตอนที่เขาเจอกับจางเซิ่งเป็นครั้งแรก
แต่คำพูดไม่กี่คำของจางเซิ่ง กลับทำให้อารมณ์ของเขามีความผันผวนเล็กน้อยจนพูดไม่ออกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"อาจารย์ทัง ผมเดาว่า ที่อาจารย์โทรหาผม เป็นเพราะอาจารย์ไปหาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเพื่อคุยเรื่องศูนย์ฝึกปฏิบัติงานมาแล้วใช่ไหมครับ?"
"..."
หลังจากจางเซิ่งมองเขาที่กำลังยิ้มขื่น ก็ดูเหมือนจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แต่มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนใจ คล้ายกับกำลังรอดูเรื่องสนุก
เขาทังอู่ไม่ได้วางมาดแล้ว แต่จางเซิ่งคนนี้กลับมาวางมาดเสียเอง
ทังอู่ถูกต้อนจนสีหน้าเริ่มเสีย อาการโกรธปนอายก่อตัวขึ้นในใจชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้าอีกครั้ง
เขาต้องยอมรับเลยว่า จางเซิ่งคนนี้เก่งกาจจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการมองคน...
ถ้าเป็นไปได้ เขาถึงขั้นอยากจะผ่าสมองของจางเซิ่งออกมาดูด้วยซ้ำ ว่าข้างในนั้นซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่
"เธอเดาออกว่าทำไมฉันถึงล้มเหลวเหรอ?"
ทังอู่ลอบถอนหายใจ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่บ้าง
เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าจางเซิ่งไม่น่าจะเก่งกาจถึงขนาดนี้
"ก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ครับ..." จางเซิ่งเคี้ยวข้าวไปพลาง มองทังอู่แล้วยิ้มไปพลาง
"งั้นเธอก็ลองพูดมาสิ!"
"อาจารย์ถือรายงานความเป็นไปได้ที่ผมเขียน แล้วเอาสถานะดอกเตอร์มหาวิทยาลัยเยียนจิงของอาจารย์วิ่งไปหาผู้บริหารเพื่อคุยเรื่องความร่วมมือ 'ศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน' อาจารย์เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ คิดว่าทุกอย่างมันต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแน่ๆ แต่ผู้บริหารกลับพูดจาเฉไฉ คุยกันตั้งนานก็เอาแต่พูดว่ามหาวิทยาลัยเป็นยังไงๆ หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงคุณค่าในตัวของอาจารย์ใช่ไหมล่ะครับ?" จางเซิ่งมองทังอู่ รอยยิ้มยิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ
ทังอู่อึ้งไป
สายตาที่ยิ้มแย้มของจางเซิ่งทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาพยายามรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ ทว่าในใจกลับสั่นสะท้านอย่างอธิบายไม่ได้
ในที่สุดเขาก็พยักหน้าแล้วถอนหายใจยาวออกมา "รายละเอียดไม่ค่อยถูกนัก แต่โดยรวมก็ประมาณนั้นแหละ..."
"อาจารย์ทัง ผมรู้สึกมาตลอดเลยนะว่า อาจารย์น่ะเหมาะกับการทำงานวิจัย แต่ไม่เหมาะกับการเจรจาต่อรอง ในขณะเดียวกัน อาจารย์ก็มีข้อเสียร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของตัวเองอย่างถูกต้อง..." จางเซิ่งวางตะเกียบลง มองทังอู่ด้วยแววตาจริงจัง
"พูดมาตรงๆ เถอะ!" ทังอู่ขมวดคิ้ว
"การเจรจาของพวกเราจำเป็นต้องมีไพ่ต่อรองครับ การเจรจาจากล่างขึ้นบน ไพ่ต่อรองนั้นจะต้องทำให้คนสนใจได้ ในแผนงานของผมเขียนไว้จริงๆ ว่าคณะต้องการศูนย์ฝึกปฏิบัติงาน แต่ในแผนงานของผมไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเตรียมจะให้สร้างศูนย์ฝึกปฏิบัติงานน่ะมีอยู่กี่คนกันแน่ สตูดิโอของผู้มีชื่อเสียงที่สังกัดอยู่กับคณะมีอยู่กี่แห่งกันแน่ ดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยเยียนจิงมันก็ฟังดูน่าเกรงขามอยู่หรอกครับ แต่อาจารย์ทัง อาจารย์มีประวัติการลาออก แถมยังเคยตั้งตัวทำธุรกิจแล้วล้มเหลวมา ในแง่หนึ่ง การที่อาจารย์มาทำงานที่คณะในเวลานี้ ก็คืออาจารย์กำลังมาขอพึ่งพาคณะอยู่..." จางเซิ่งหรี่ตาลง
"ฉัน... คณะเป็นคนจ้างฉันมาต่างหากล่ะ!"
"อาจารย์ทัง ที่นี่ไม่มีคนนอก หน้าตาที่ไม่จำเป็นน่ะ พวกเราก็ทิ้งมันไปเถอะครับ..." จางเซิ่งส่ายหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
ลูกกระเดือกของทังอู่ขยับขึ้นลง มีคำพูดมากมายอัดอั้นอยู่ในใจ แต่หลังจากเห็นสีหน้าจริงจังของจางเซิ่งแล้ว เขากลับพบว่าตัวเองพูดไม่ออกเลยสักคำ
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
"การเจรจาที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น จุดจบก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องล้มเหลว แล้วก็ อาจารย์ทัง อาจารย์มีไพ่ต่อรองอะไรบ้างไหมครับ?" จางเซิ่งถามต่อ
"ฉัน ผลงานวิจัยก่อนหน้านี้ แล้วก็ เมื่อก่อนฉันมีทีมงาน ฉัน..."
"ผลงานวิจัยสามารถนำมาใช้งานจริงได้ไหมครับ? สามารถสร้างผลกำไรในระยะสั้นได้หรือเปล่า? พลังงานแสงอาทิตย์น่ะมันดีจริง แต่ว่า อาจารย์ทำเงินจากมันได้ไหมล่ะ?"
"..." ทังอู่เงียบไปอีกครั้ง
ราวกับบาดแผลถูกเปิดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเผยให้เห็นกระดูกที่โชกไปด้วยเลือด ทำให้รู้สึกเจ็บปวด แล้วก็สิ้นหวัง
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าความมั่นใจของตัวเองถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนสุดท้ายก็แทบจะเงยหน้าไม่ขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าจางเซิ่ง
"ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่แรก แล้วก็ไม่มีไพ่ต่อรองอะไรเลย... การที่ผู้บริหารยอมคุยกับอาจารย์ ความจริงนั่นก็ถือว่าเป็นการรักษามารยาทมากที่สุดแล้วล่ะครับ!" จางเซิ่งไม่ไว้หน้าทังอู่เลยแม้แต่น้อย เขายังคงสาดเกลือลงบนแผลต่อไป
ทังอู่ก้มหน้ากินข้าว
แม้จะกินอยู่ แต่ข้าวในปากกลับให้ความรู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
หลายๆ ครั้ง เขาเองก็เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองดี
แต่แผนงานฉบับนั้นของจางเซิ่ง กลับทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันสามารถทำได้ และสามารถคุยได้ ดังนั้นเขาจึงไป...
เขาถึงขั้นสงสัยว่า การยกยอสถานะของทังอู่อย่างเขาในครึ่งแรกของแผนงานของจางเซิ่งนั้น มีจุดประสงค์เพื่อยุยงให้เขาไปคุยกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย แล้วก็ไปชนกำแพง จากนั้นจางเซิ่งก็ค่อยยื่นมือเข้ามาช่วยเหมือนพระผู้ช่วยให้รอด
ไม่ว่ามันจะใช่หรือไม่ใช่...
แต่อย่างน้อย เจ้าจางเซิ่งคนนี้ก็หยั่งรู้ธาตุแท้ของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ตัวเขาเองก็คงจะ...
ถูกหมอนี่มองออกจนหมดไส้หมดพุงแล้วสินะ
"จางเซิ่ง งั้นเธอบอกมาสิว่าฉันควรจะทำยังไง?"
"ซุ่มซ่อน รอคอย อย่างน้อยก็ให้มีข้าวกิน ครั้งที่แล้วตอนที่เราคุยกันในร้านกาแฟ ผมเคยบอกอาจารย์ไปแล้วนี่ครับ!"
"ในเมื่อให้ซุ่มซ่อน แล้วทำไมถึงให้รายงานแบบนี้กับฉันมาล่ะ ตกลงว่าเธอต้องการจะทำอะไรกันแน่! มันสนุกนักเหรอ? เห็นฉันโดนเยาะเย้ย โดนปฏิเสธหน้าหงาย เธอสะใจมากใช่ไหม?"
ทังอู่เงยหน้าขึ้นจ้องจางเซิ่งเขม็ง
ความโกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นในใจอีกครั้ง!
เขารู้สึกว่าจางเซิ่งกำลังปั่นหัวเขาเล่นชัดๆ!
ความจริงเขาเตรียมใจที่จะซุ่มซ่อน และทำงานรับจ้างไปก่อนแล้ว แต่ทำไมถึงต้องมาปลุกปั่นความอยากทำธุรกิจของเขาขึ้นมาในจังหวะนี้ แล้วก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ด้วยล่ะ?
"ผมก็แค่วางแผนอนาคตให้อาจารย์ ผมไม่ได้บอกให้อาจารย์ลงมือทำตอนนี้สักหน่อย..."
"ถ้าอย่างนั้นเธอ..." คำพูดในลำคอของทังอู่จุกอกอีกครั้ง ตามมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความอัดอั้น
"การซุ่มซ่อน ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำงานไปวันๆ แต่เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มไพ่ต่อรองให้พวกเรา เพิ่มมูลค่าให้อาจารย์ อาจารย์ทัง อาจารย์ยังไม่เข้าใจอีกเหรอครับ?" จางเซิ่งมองท่าทางของทังอู่แล้วก็ถอนหายใจออกมาทันที เขารู้สึกว่าตัวเองน่าจะแสดงออกได้ชัดเจนพอแล้วนะ
"จะเพิ่มไพ่ต่อรองได้ยังไง? ฉันอยู่ที่นี่แล้วจะเพิ่มได้ยังไง?"
"ทางนี้ไปไม่ได้ พวกเราก็สามารถเปลี่ยนไปเดินอีกเส้นทางหนึ่งที่ไกลกว่าเดิมสักหน่อยได้ชั่วคราว ก้าวแรก อาจารย์ต้องมีมูลค่าทางธุรกิจของตัวเองก่อน!"
"มูลค่าทางธุรกิจอะไรล่ะ?"
"ช่างเถอะ อาจารย์ทัง ผมจะให้อาจารย์ดูรายงานอีกฉบับก็แล้วกัน นี่คือ [อันดับยอดขายจักรยานไฟฟ้า] ของช่วงครึ่งแรกของปี 2009 แล้วก็ [ข่าวรายงานการลุกไหม้ของรถจักรยานไฟฟ้า] [รายงานอายุการใช้งานของแบตเตอรี่]..." จางเซิ่งหยิบรายงานข้อมูลที่เพิ่งพิมพ์เสร็จได้ไม่นานออกมาหลายฉบับ แล้วมองไปที่ทังอู่
ทังอู่รับรายงานมา ดูข้อมูลชุดหนึ่ง แล้วก็รู้สึกปวดหัวตึบ "หมายความว่ายังไง? หรือว่าจะให้ฉันทำรถจักรยานไฟฟ้า?"
จางเซิ่งถอนหายใจ จู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยมากที่ต้องพูดกับทังอู่ "อาจารย์ทัง อาจารย์สามารถสอนหนังสือในคณะไปด้วย แล้วก็ช่วยผมคิดค้นแบตเตอรี่ที่มีขนาดพอๆ กับแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้าตามท้องตลาด แต่มีความจุมากกว่า อืม... หรือไม่ก็มีความปลอดภัยสูงกว่าสักหน่อยไปด้วยได้ไหมครับ?"
"ทำรถจักรยานไฟฟ้าตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยเหรอ อีกอย่าง ตอนนี้ตามเมืองใหญ่ ยอดขายรถจักรยานไฟฟ้าก็ใกล้จะอิ่มตัวแล้ว แถมยังมีแบรนด์รถจักรยานไฟฟ้าเยอะมาก แบรนด์แบตเตอรี่ก็เยอะมากด้วย..."
"พวกเราใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองไม่ได้เหรอครับ? ขยายช่องทางลงไปข้างล่าง เจาะตลาดตามตำบลและหมู่บ้าน แบรนด์รถจักรยานไฟฟ้ามีเยอะ แบรนด์แบตเตอรี่มีเยอะ แต่ถ้าความคุ้มค่าสูง ความปลอดภัยสูง ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดไหน มันก็มีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งนั้น! สถานะดอกเตอร์ด้านพลังงานใหม่จากมหาวิทยาลัยเยียนจิงของอาจารย์ จะสู้พวกแบตเตอรี่โนเนมไม่ได้เชียวเหรอ? รอให้อาจารย์วิจัยสำเร็จแล้ว ผมจะรับผิดชอบหาช่องทางไปขายเอง! พอยอดขายพุ่งขึ้น มูลค่าสูงขึ้น อาจารย์ค่อยเอาผลงาน เอาทุนของตัวเองไปคุยเรื่องศูนย์ฝึกปฏิบัติงานกับมหาวิทยาลัย..."
"..."
"อาจารย์ทังของผม อาจารย์ต้องรู้นะครับว่า หลายๆ เรื่องมันไม่ได้สำเร็จได้ในคราวเดียว มูลค่ามันต้องค่อยๆ สะสมทีละนิด ผมรู้ว่าอาจารย์มีความสามารถ มีพรสวรรค์ แต่อาจารย์ลอยอยู่บนฟ้ามานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องลงมาเหยียบพื้นดินเพื่อพักหายใจบ้างแล้วล่ะครับ..."
"..."
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
จางเซิ่งก็ออกจากห้องพักอาจารย์ไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นซิ่วเจวียนก็มาที่ห้องพักอาจารย์เพื่อหาทังอู่ปรึกษาเรื่องหลักสูตรของสัปดาห์หน้า
จากนั้น...
เธอก็เห็นว่าในห้องนั้นมีควันบุหรี่ลอยคลุ้งไปหมด
ทังอู่นั่งสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่ตรงมุมห้อง แววตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง...
ดูเหมือนเขาจะถูกกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก...
"ฉัน ซิ่วเจวียน ฉัน... ฉันมันไร้ประโยชน์มากใช่ไหม?"
เสิ่นซิ่วเจวียนไม่เคยเห็นทังอู่ในสภาพแบบนี้มาก่อน
แม้ว่าก่อนหน้านี้การทำธุรกิจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า และถูกคนอื่นเยาะเย้ย
เธอก็ไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้หลุดออกจากปากของทังอู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว







