พอพูดจบเธอก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล
แต่หลินเฉาหยางกลับบอกว่า "ไม่ต้องกลับหรอก คืนนี้นอนที่นี่แหละ"
"นอนนี่ทำไมล่ะ?"
"คุณท้องอยู่นะ ขี่มอเตอร์ไซค์มันอันตราย!"
เถาอวี้ซูพูดอย่างขำขัน "เมื่อก่อนตอนฉันขี่ทำไมคุณไม่เห็นบอกว่าอันตราย? แล้วจะไม่ให้กลับบ้านได้ไง? จะให้ฉันเดินไปกลับที่ทำงานทุกวันเหรอ?"
"เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน ตอนนี้ก็คือตอนนี้ ให้เดินกลับคงไม่ไหวหรอก เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง"
"คุณไปส่งฉัน? ไปส่งฉันที่ทำงานก่อน แล้วคุณค่อยไปทำงานเหรอ?" เถาอวี้ซูถามอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลอยู่วงแหวนรอบสามทิศตะวันตก กองบรรณาธิการ "เยียนจิงวรรณกรรม" อยู่บนถนนฉางอาน ม.เยียนจิงอยู่นอกวงแหวนรอบสี่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วนรอบนี้ต้องวิ่งเกือบยี่สิบกิโลเมตร ไปกลับที่ทำงานก็สี่สิบกิโลเมตร ความคิดของหลินเฉาหยางเป็นแค่การเพ้อเจ้อชัดๆ
"งั้นคุณก็ไม่ต้องไปทำงานแล้ว พักผ่อนบำรุงครรภ์อยู่บ้านเถอะ" หลินเฉาหยางเสนอความคิดแปลกประหลาดออกมาอีกแล้ว
ในยุคนี้การตั้งครรภ์และคลอดลูกไม่ได้ทะนุถนอมกันขนาดคนรุ่นหลัง สหายหญิงหลายคนทำงานในหน่วยงานจนใกล้คลอดถึงจะพัก บางคนถึงขั้นทำงานจนน้ำคร่ำแตกแล้วค่อยตรงไปโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ
เถาอวี้ซูรู้สึกว่าสามีดีใจจนบ้าไปแล้ว เริ่มพูดจาเหลวไหล เธอจึงปฏิเสธความคิดของเขาอย่างเด็ดขาด
"งั้นผมไม่ไปทำงานแล้ว จะคอยรับส่งคุณทุกวัน"
เถาอวี้ซูไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี "ฉันไม่ได้เป็นง่อยดูแลตัวเองไม่ได้ซะหน่อย แค่ท้องเอง อีกอย่างยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำ"
ตอนนี้เธอเริ่มเสียใจนิดหน่อยที่บอกเรื่องนี้กับหลินเฉาหยาง รู้อย่างนี้ไปตรวจที่โรงพยาบาลให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยบอกเขาก็ยังไม่สาย
หลินเฉาหยางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "งั้นเราเปลี่ยนไปอยู่บ้านที่ใกล้ที่ทำงานคุณขึ้นอีกหน่อยดีไหม"
เถาอวี้ซูรู้สึกว่าตัวเองแทบจะรับมือกับความคิดบ้าบอคอแตกต่างๆ นานาของหลินเฉาหยางไม่ไหวแล้ว โชคดีที่ข้อเสนอสุดท้ายนี้ยังพอเข้าท่าอยู่บ้าง
"เรื่องนั้นต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าท้องจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน"
แม้จะรู้สึกทั้งขำทั้งระอาใจกับความคิดที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยของหลินเฉาหยาง แต่ในใจของเถาอวี้ซูกลับเต็มไปด้วยความสุข ความคิดที่ดูไม่เข้าท่าเหล่านี้กลับเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าสามีให้ความสำคัญกับชีวิตน้อยๆ ที่อาจจะกำลังเกิดมานี้มากแค่ไหน
หลินเฉาหยางบอกว่าคืนนี้จะนอนที่นี่ เถาอวี้ซูก็ไม่คัดค้าน ยังไงซะที่ซอยเหมียนฮวาก็มีของครบทุกอย่าง พักที่นี่ก็สะดวกดี
ตลอดช่วงบ่ายเขาคอยเอาอกเอาใจถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเถาอวี้ซู ท่าทีอ่อนโยนและระมัดระวังยิ่งกว่าตอนแต่งงานใหม่ๆ เสียอีก ทำให้เถาอวี้ซูรู้สึกมีความสุขเป็นทวีคูณ
กว่าจะถึงเวลาปิดไฟเข้านอน เถาอวี้ซูก็สัมผัสได้ว่ามือใหญ่ของสามีกำลังลูบคลำหน้าท้องของเธออีกแล้ว
"นี่ คุณว่าลูกจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง?"
"อาจจะผู้ชาย หรือไม่ก็ผู้หญิง คุณชอบแบบไหนล่ะ?"
"ผู้หญิงดีกว่า เด็กผู้หญิงขี้อ้อนเหมือนเสื้อกันหนาวตัวน้อยๆ ที่แสนอบอุ่นของพ่อแม่ไง"
"แล้วเด็กผู้ชายไม่ดีตรงไหน?"
"ผมไม่ได้บอกว่าเด็กผู้ชายไม่ดี ผมหมายถึงเด็กผู้หญิงดีกว่าต่างหาก"
"ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ลูกของเราไม่ใช่หรือไง?"
"ใช่ๆๆ ผู้ชายผู้หญิงก็เหมือนกันแหละ"
สองสามีภรรยากระซิบกระซาบกัน ก่อนจะหลับใหลไปตลอดคืน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พอเถาอวี้ซูลืมตาขึ้นมาก็เห็นหลินเฉาหยางที่ขอบตาดำเป็นหมีแพนด้ากำลังจ้องมองเธออยู่ "คุณทำอะไรเนี่ย?"
"เปล่า แค่มองคุณเฉยๆ"
เถาอวี้ซูมองดูดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย "อย่าบอกนะว่าคุณไม่ได้นอนทั้งคืน?"
"นอนไปแป๊บเดียวเอง ตื่นเต้นไปหน่อยก็เลยตื่นเช้า"
"ไม่เคยเห็นคุณเก็บอาการไม่อยู่ขนาดนี้มาก่อนเลย"
ปากเถาอวี้ซูบ่นไปอย่างนั้น แต่ในใจกลับดีใจ
สองสามีภรรยาลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าวเช้าเสร็จสรรพก็เตรียมตัวออกจากบ้านไปโรงพยาบาล
เถาอวี้ซูก้าวขึ้นคร่อมยามาฮ่า 125 สีแดงคันเก่งของเธอด้วยความเคยชิน แต่แล้วก็ถูกหลินเฉาหยางดึงตัวลงมา
"จะขี่มอเตอร์ไซค์ทำไม ตอนนี้คุณกำลังจะเป็นแม่คนแล้วนะ"
เถาอวี้ซูนึกว่าเมื่อวานหลินเฉาหยางแค่ตื่นเต้นเกินไป ไม่คิดว่าเขาจะไม่ยอมให้เธอขี่มอเตอร์ไซค์จริงๆ เธอจึงถามอย่างจนใจ "แล้วจะให้ฉันขี่อะไรล่ะ?"
หลินเฉาหยางตบเบาะหลังจักรยานต้าเอ้อร์ปายี่ห้อเฟิ่งหวงของเขา "เดี๋ยวผมปั่นให้คุณซ้อนเอง"
เถาอวี้ซูนั่งอยู่บนเบาะหลังของจักรยานต้าเอ้อร์ปา สองมือโอบเอวหลินเฉาหยาง ถามด้วยความเสียดายว่า "งั้นต่อไปฉันก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้แล้วสิ?"
"รอคลอดลูกเสร็จ คุณอยากขี่ท่าไหนก็ขี่เลย"
เถาอวี้ซูคิดในใจว่าแบบนั้นก็ยังดี
เมื่อถึงโรงพยาบาลก็ต่อคิวลงทะเบียน แล้วก็เข้าไปในห้องอัลตราซาวนด์
"หมอครับ เป็นยังไงบ้างครับ?" หลินเฉาหยางกุมมือเถาอวี้ซูไว้ ถามด้วยความเป็นห่วง
เถาอวี้ซูก็มองหมอด้วยสีหน้าตื่นเต้นเคร่งเครียดเช่นกัน
หมอมองหน้าจอขาวดำเล็กๆ ของเครื่องอัลตราซาวนด์โดยไม่พูดอะไร แล้วหันไปถามเถาอวี้ซู "ประจำเดือนไม่มากี่วันแล้ว?"
"วันนี้ครบหนึ่งสัปดาห์พอดีค่ะ"
หมอพยักหน้า "งั้นก็ตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วล่ะ ยินดีด้วยนะ!"
แม้จะเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อหมอพูดประโยคนี้ออกมา ความปีติยินดีอันมหาศาลก็ซัดสาดเข้ากระแทกประตูหัวใจของสองสามีภรรยาราวกับคลื่นสึนามิ เอ่อล้นไปทั่วร่างของพวกเขา ราวกับว่าห้องตรวจทั้งห้องกลายเป็นทะเลแห่งความสุข
หลินเฉาหยางกุมมือเถาอวี้ซูไว้แน่น สองสามีภรรยามองสบตากัน ซึมซับความสุขในวินาทีนี้
"หมอครับ เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?"
หลังจากดีใจเสร็จ หลินเฉาหยางก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา
หมอปรายตามองหลินเฉาหยางด้วยสายตาที่กึ่งระอาใจกึ่งระแวดระวัง
"จะถามไปทำไม? ตอนนี้เด็กยังตัวไม่เท่าปลายนิ้วเลย ต่อให้เป็นเทวดาก็มองไม่ออกหรอก"
หลินเฉาหยางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเถาอวี้ซูเพิ่งจะตั้งครรภ์ได้แค่เดือนกว่าๆ
เถาอวี้ซูทั้งฉุนทั้งขำจนต้องทุบเขาไปทีหนึ่ง "คุณอย่าทำตัวขายหน้าสิ"
"แหะๆ!" รอยยิ้มของหลินเฉาหยางดูซื่อบื้อชอบกล
"ขอบคุณครับหมอ ขอบคุณครับ!"
ตรวจเสร็จแล้ว ตอนที่เดินออกจากห้อง หลินเฉาหยางก็ยังเอาแต่กล่าวขอบคุณหมอไม่หยุด
พอออกจากโรงพยาบาล เถาอวี้ซูก็บอกว่า "คุณไปทำงานเถอะ ที่ทำงานฉันห่างจากนี่แค่สามลี้เอง ฉันเดินไปก็ถึงแล้ว ตอนเย็นค่อยนั่งรถเมล์กลับบ้าน"
"เวลาแบบนี้แล้ว คุณยังจะไปทำงานอะไรอีก!"
ท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจของหลินเฉาหยางทำให้เถาอวี้ซูงุนงงไปหมด "เวลาอะไรกัน? ก็แค่ท้องไม่ใช่เหรอ?"
เธอรู้สึกว่าหลินเฉาหยางวิตกกังวลเกินไปหน่อย จึงจับมือเขาไว้แล้วปลอบว่า "ท้องนะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงซะหน่อย ฉันอวัยวะครบสามสิบสอง ร่างกายก็แข็งแรงดี คุณจะกังวลอะไรนักหนา?"
"หมอก็บอกอยู่ว่าฉันเพิ่งท้องได้ห้าสัปดาห์ เจ้าตัวเล็กในท้องยังตัวไม่เท่าปลายนิ้วเลย จะมาส่งผลกระทบอะไรกับฉันได้?"
"คุณน่ะ เลิกคิดมากได้แล้ว"
พอเถาอวี้ซูปลอบเสร็จ หลินเฉาหยางก็กำชับตะกุกตะกักว่า "งั้นคุณก็เดินช้าๆ หน่อยนะ อย่าขยับตัวแรงนัก บนถนนก็ดูคนด้วย อย่าให้ใครมาชนเอาล่ะ"
"รู้แล้วน่า รู้แล้ว" เถาอวี้ซูรับคำส่งๆ
หลินเฉาหยางยังคงไม่วางใจและพูดว่า "ผมไปส่งคุณที่ทำงานดีกว่า"
"ก็ได้"
ปั่นจักรยานมาถึงหน้าประตูใหญ่สำนักวัฒนธรรมเทศบาลเยียนจิง หลินเฉาหยางก็ยังไม่วางใจและกำชับเถาอวี้ซูอีกรอบ เธอได้แต่รับคำทีละข้อ
รอจนหลินเฉาหยางปั่นจักรยานออกไปไกลแล้ว เธอถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อก่อนเป็นคนขี้เกียจและหยาบกระด้างขนาดนั้นแท้ๆ พอรู้ว่าเธอท้องก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งใส่ใจ ทั้งจู้จี้จุกจิก
ตอนที่รู้ว่าท้องเถาอวี้ซูก็ดีใจเหมือนกัน แต่เธอรู้สึกว่าความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อชีวิตน้อยๆ ในท้องนี้ดูเหมือนจะเทียบไม่ได้เลยกับคนเป็นพ่ออย่างหลินเฉาหยาง
พอมาเทียบกันแบบนี้ คนเป็นแม่อย่างเธอช่างดูไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!
คิดไปคิดมา เถาอวี้ซูก็อดรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดๆ ไม่ได้
เธอปลอบใจตัวเองอีกว่า ไม่เป็นไรน่า ไม่เป็นไร ยังไงก็เป็นพ่อแม่แท้ๆ อยู่ดี
เธอก้มหน้าลูบหน้าท้องแบนราบ ในใจพร่ำบ่นว่า: เจ้าหนูน้อย ลูกนี่ช่างมีบุญจริงๆ นะ ที่มีพ่อแม่ที่รักลูกมากขนาดนี้
เมื่อมาถึงห้องทำงานของกองบรรณาธิการ เพื่อนร่วมงานก็ต่างคนต่างยุ่ง เถาอวี้ซูมาสายไปชั่วโมงกว่าก็ไม่มีใครสนใจ
ยุคนี้ไม่มีแอปติงติงหรือวีแชทองค์กร การเข้าออกงานก็ไม่ต้องตอกบัตร พนักงานในหน่วยงานมีธุระที่บ้านจะมาสายหรือกลับก่อนก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด
เถาอวี้ซูมาทำงานตามปกติ ทักทายทุกคนแล้วก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
จางเต๋อหนิงขยับเข้ามาใกล้แล้วถามว่า "วันนี้ทำไมมาสายจัง? เมื่อวานทวงต้นฉบับมาได้เท่าไหร่?"
เรื่องที่สองสามีภรรยาเถาอวี้ซูเลี้ยงข้าวเหล่านักเขียนที่ได้รับรางวัลนั้นทำมาสามปีแล้ว ถือเป็นธรรมเนียมไปแล้ว เมื่อวานซืนตอนที่เถาอวี้ซูคุยเรื่องนี้กับจางเต๋อหนิง เธอจึงไม่ได้แปลกใจอะไร
"ใครเขาเลี้ยงข้าวปุ๊บก็พูดเรื่องขอต้นฉบับปั๊บล่ะ?"
"ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ? เธอนี่นะ ยังเด็กเกินไป ไม่เข้าใจนิสัยของพวกนักเขียนพวกนี้หรอก"
"คนพวกนี้ก็เหมือนลากระดูกสันหลังยาวนั่นแหละ ถ้าเธอไม่เอาแส้ฟาด พวกเขาก็ไม่มีทางขยับหรอก"
แม้คำพูดของจางเต๋อหนิงจะฟังดูหยาบคาย แต่นี่คือคำแนะนำอันล้ำค่าจากคนมีประสบการณ์
"ถ้าไม่ได้ต้นฉบับกลับมา เธอก็ขาดทุนย่อยยับเลยนะ!"
"ไม่มีอะไรให้ขาดทุนหรอก มีสองสามคนที่มีของตุนไว้อยู่ เมื่อวานพวกเขาบอกว่าเดี๋ยวจะส่งมาให้ฉันดู"
พอได้ยินคำพูดของเถาอวี้ซู จางเต๋อหนิงก็ถลึงตาใส่เธออย่างอารมณ์เสีย "งั้นทำไมเธอไม่รีบบอกเล่า"
คุยเล่นกันอีกสองสามประโยค เถาอวี้ซูก็เริ่มทำงานของเธอในวันนั้น
พอใกล้จะเที่ยง จางเต๋อหนิงก็ชวนเธอไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน
อาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะไม่มีโรงอาหารแยกต่างหาก ทุกคนต้องไปกินที่โรงอาหารของกรมวัฒนธรรม พอเดินออกจากประตูตึก จางเต๋อหนิงก็ถามว่า "ทำไมไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ของเธอเลย?"
ตอนนี้ทุกคนต่างก็ขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์สีแดงของเถาอวี้ซูที่จอดอยู่หน้าตึกทุกวันจึงมักจะสะดุดตาเสมอ เหมือนกับตัวเธอในกรมวัฒนธรรมนั่นแหละ
เถาอวี้ซูมีหน้าตาสะสวยสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือบุคลิกก็ไม่ด้อยไปกว่าพวกดาราภาพยนตร์เลยสักนิด ตั้งแต่มาทำงานที่อาคารสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะก็เป็นที่จับตามองของชายหนุ่มมากมายในหน่วยงาน
ตอนที่ข่าวเรื่องเธอแต่งงานแล้วแพร่สะพัดออกไปในหน่วยงาน ก็ทำเอาบรรดาชายหนุ่มพากันถอนหายใจด้วยความเสียดาย ได้แต่โอดครวญว่าทำไมถึงไม่เจอกันตอนที่เธอยังโสด
"เฉาหยางไม่ให้ขี่แล้วน่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
"ฉันท้องน่ะ"
จางเต๋อหนิงร้องเสียงหลง "เธอท้องแล้วเหรอ?"
"เบาๆ หน่อย ฉันท้องแล้วเธอจะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น?"
"ฉันก็ดีใจแทนเธอไง ยินดีด้วยนะ!" จางเต๋อหนิงพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ขอบใจจ้ะ" เถาอวี้ซูรับคำอวยพรของเธอด้วยรอยยิ้ม
"กี่เดือนแล้ว?"
"หนึ่งเดือน วันนี้เพิ่งไปตรวจมา"
จางเต๋อหนิงถามอีกว่า "เพราะท้องก็เลยไม่ให้ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วงั้นสิ?"
"อืม"
"เฉาหยางนี่ทะนุถนอมเธอซะจริงๆ เลยนะ!" จางเต๋อหนิงพูดด้วยความทึ่ง
จากถนนซีฉางอันปั่นจักรยานไปจนถึงม.เยียนจิง กว่าจะถึงห้องสมุดก็ใกล้เที่ยงแล้ว
ตลอดทางเขาเอาแต่คิดถึงเถาอวี้ซูกับลูกในท้องของเธอ เกิดมาสองชาติ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เป็นพ่อคน ความรู้สึกของหลินเฉาหยางจึงซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
จากความปีติยินดีอย่างล้นเหลือตอนที่เพิ่งรู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์ ไปจนถึงความกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และการคาดเดาไปเรื่อยเปื่อยว่าลูกจะเติบโตมาอย่างแข็งแรงหรือไม่...
ความคิดที่สับสนวุ่นวายในหัวทำให้เขาสงบสติอารมณ์ไม่ได้ โชคดีที่ช่วงนี้เขาไม่มีงานการเขียนอะไร พอคิดฟุ้งซ่านไปได้พักหนึ่ง หลินเฉาหยางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องเขียนจดหมายไปหาพ่อแม่ที่อยู่ไกลถึงตงเป่ย เพื่อบอกข่าวดีนี้ให้พวกท่านรู้
ตอนต้นของจดหมายเขาเขียนไว้ว่า:
ถึง สหายหลินเอ้อชุนและสหายจางกุ้ยฉินที่รัก:
ผมขอรายงานข่าวดีต่อองค์กรด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่สุดไม่ได้ หลังจากที่ผมพยายามอย่างไม่ลดละ แน่นอนว่าต้องอาศัยความร่วมมืออย่างแข็งขันจากสหายอวี้ซูด้วย ในที่สุดครอบครัวหลินของเราก็กำลังจะมีสมาชิกใหม่แล้ว
พ่อกับแม่กำลังจะได้เป็นปู่กับย่าแล้วนะครับ...
พอเขียนจดหมายเสร็จ เขาก็ตั้งใจว่าจะฉวยโอกาสตอนพักกินข้าวเที่ยงแวะไปที่อพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่นสักหน่อย เพื่อไปบอกข่าวดีเรื่องเถาอวี้ซูท้องให้ครอบครัวเถารู้
แต่พอคิดดูอีกที ข่าวนี้ให้เถาอวี้ซูเป็นคนบอกครอบครัวเองน่าจะดีกว่า
เขาไปหาเถาอวี้โม่ที่คณะนิติศาสตร์ "ตอนเย็นไปเก็บของใช้ส่วนตัวกับเสื้อผ้าของพี่สาวเธอที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล แล้วเอาไปส่งที่ซอยเหมียนฮวาด้วยนะ"
"ทำไมล่ะ พวกพี่จะย้ายไปอยู่ซอยเหมียนฮวาเหรอ?"
"อืม"
"อยู่ดีๆ จะย้ายไปที่นั่นทำไม?"
"ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่า อีกไม่กี่วันเดี๋ยวเธอก็รู้เองแหละ"
ในความเป็นจริง ไม่ต้องรอถึงหลายวันหรอก
ตอนเย็นเถาอวี้โม่วิ่งไปเก็บของที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลตั้งนาน กว่าจะถึงซอยเหมียนฮวาก็ทุ่มนึงแล้ว
"เหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว!"
พอเข้าบ้าน เถาอวี้โม่ก็วางของสองห่อใหญ่ลงในห้อง แล้วเริ่มบ่น "พวกพี่สองคนก็มีมือมีเท้า ทำไมต้องมาลำบากฉันด้วย ฉันยังต้องไปเรียนอีกนะ..."
เธอเพิ่งบ่นไปได้ไม่กี่ประโยค พอหลินเฉาหยางยัดธนบัตรใบละสองหยวนใส่กระเป๋าเสื้อเธอ เสียงบ่นก็เงียบกริบลงทันที
"พี่สาวเธอท้องแล้ว!"







