“อารมณ์ร้ายจริงๆ!”
ต่อหน้าคนนอก เถาอวี้โม่ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาว เพราะกลัวจะโดนคิดบัญชีย้อนหลัง จึงได้แต่บ่นอุบอิบแล้วขยับไปหาหลินเฉาหยางเพื่อช่วยล้างผัก เป็นการแสดงตัวตนว่าเธอก็ทำประโยชน์
“พี่เขย พี่ไม่ได้สังเกตเหรอ พี่สาวฉันพักนี้อารมณ์ร้ายขึ้นทุกวันเลยนะ!” เถาอวี้โม่ทำงานไปก็ไม่ลืมที่จะเป่าหูหลินเฉาหยางไปสองสามประโยค
“อารมณ์ร้ายกับเธอขึ้นทุกวันน่ะสิ แต่กับฉันอารมณ์ดีจะตาย”
เถาอวี้โม่โดนเขาตอกกลับประโยคเดียวก็ถึงกับสะอึกเหมือนก้างติดคอ ได้แต่แอบบ่นพึมพำ “ขี้ขลาดตาขาว!”
ในห้องครัวมีคนเจ็ดแปดคน แต่ตอนทำอาหารจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น หลังจากงานจิปาถะอย่างล้างผักหั่นผักเสร็จสิ้นก็ไม่ต้องใช้คนแล้ว หลินเฉาหยางจึงไล่ทุกคนออกไป
ห้องปีกตะวันตกมีเสียงหัวเราะพูดคุยของทุกคนดังแว่วมา ในลานบ้านก็มีบางคนยืนสนทนากันอยู่ บรรยากาศเช่นนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
หวังอันอี๋ออกมาจากห้องครัว เดินมาแถวๆ ต้นทับทิมในลานบ้าน วังเจิงฉีกำลังพูดคุยสัพเพเหระอยู่กับหลินจินหลาน หลิวเซ่าถัง และนักเขียนอาวุโสอีกหลายคน
พวกเขากลุ่มนี้ล้วนอายุห้าหกสิบปี ส่วนใหญ่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยุคห้าศูนย์ อายุและประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันทำให้ทุกคนมีหัวข้อสนทนาร่วมกันมากมาย
ตอนที่เธอขยับเข้าไปใกล้ก็ได้ยินวังเจิงฉีกำลังคุยเรื่องตำราอาหารของเขา หลินจินหลานที่อยู่ข้างๆ คอยพูดแทรกบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนหลิวเซ่าถัง โจวเค่อฉิน ซูฉวิน และคนอื่นๆ ก็กำลังฟังอย่างออกรส
หวังอันอี๋ฟังอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าน่าสนใจมาก เธอสามารถรับรู้ถึงทัศนคติและรสนิยมต่อชีวิตของวังเจิงฉีได้จากคำพูดของเขา พลางคิดในใจว่ามิน่าเล่าผลงานของเขาถึงได้เต็มไปด้วยสุนทรียภาพเช่นนี้
ขณะที่เธอกำลังตั้งใจฟังอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นดังแว่วเข้าหู
เมื่อหันไปมองก็เห็นหลี่ทัวผลักประตูห้องปีกตะวันตกเดินนำออกมาก่อน ด้านหลังยังมีเฉินเจี้ยนกง หานเส้ากง จ้าวเปิ่นฟู และนักเขียนหนุ่มอีกหลายคนเดินตามมา
พวกวังเจิงฉีหยุดพูดคุยแล้วหันไปมองพวกเขากลุ่มนั้น เห็นเพียงพวกเขาพากันวิ่งไปที่หน้าประตูบ้าน แล้วเริ่มพินิจพิเคราะห์คำกลอนคู่ที่ติดอยู่ตรงนั้น
“พวกคุณทำอะไรกันอยู่คะ?” หวังอันอี๋เดินเข้าไปถาม
หลี่ทัวตอบว่า “เมื่อกี้ผมเพิ่งเล่าที่มาของคำกลอนคู่หน้าบ้านเฉาหยางให้พวกเขาฟัง ทุกคนก็เลยสงสัยและอยากมาดูครับ”
หวังอันอี๋วิ่งออกไปดูที่หน้าประตูบ้าน ตอนที่เพิ่งมาถึงเธอก็สังเกตเห็นคำกลอนคู่นี้แล้ว เธอจึงถามด้วยความสงสัย “คำกลอนคู่นี้มีที่มายังไงเหรอคะ?”
หลี่ทัวจึงเล่าเรื่องมื้ออาหารหลังจากได้รับรางวัลเมื่อปีก่อนนู้น กับเรื่องที่ลูเหวินฝูบังเอิญคิดบทความนี้ขึ้นมาได้ให้ฟัง หวังอันอี๋ฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหาบรรยากาศแบบนั้น
สำหรับนักเขียนหญิงสายอาร์ตอย่างเธอ ภาพที่มีแขกเหรื่อเต็มบ้านและได้ดื่มสุรากับรู้ใจช่างเต็มไปด้วยสุนทรียภาพแห่งกวี เธอจึงอดไม่ได้ที่จะคาดหวังกับงานเลี้ยงในวันนี้มากขึ้นไปอีก
นักเขียนหนุ่มหลายคนยืนถกเถียงกันอยู่ที่หน้าประตูพักใหญ่ ต่างก็รู้สึกคึกคักและอยากจะแต่งกลอนขึ้นมาสักบทบ้าง
หานเส้ากงท่องประโยค "ลมใบไม้ผลิพัดผ่านซื่อเหอเยี่ยน ดอกท้อสะท้อนแสงตะวันทอดยาว" พลางครุ่นคิดอย่างหนัก เฉินเจี้ยนกงที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะเยาะ "ดอกท้อมาจากไหนกัน? แค่ประโยคแรกก็ผิดแล้ว"
“มันก็แค่ภาพจินตนาการ เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิไง นายอย่ามาพูดแทรกสิ!”
“ถ้างั้นนายสู้บอกว่า 'ลมใบไม้ผลิลูบไล้ซื่อเหอเยี่ยน หญ้าเขียวสะท้อนแสงตะวันสดใส' ไม่ดีกว่าเหรอ ในลานบ้านอย่างน้อยก็ยังมีหญ้าอยู่นะ” เฉินเจี้ยนกงกล่าว
จ้าวเปิ่นฟูพูดขึ้นว่า “งั้นฉันต่อให้อีกประโยค 'มิตรสหายยินดีหอบสุรามา'”
เฉินเจี้ยนกงรออยู่หลายวินาที ก่อนจะถามขึ้น “จบแล้วเหรอ?”
“จบแล้ว”
“แบบนี้เรียกหนึ่งประโยคที่ไหน? นี่มันแค่ครึ่งประโยคชัดๆ”
“งั้นนายก็ต่อให้จบสิ!”
หลายคนพูดคุยหัวเราะร่า แต่งประโยคที่ไม่ปะติดปะต่อกันออกมาสองสามประโยค โดยไม่มีใครจริงจังกับมันนัก
“สายลมวสันต์พัดชื่นใจม้าวิ่งควบกุบกับ วันเดียวชมดอกไม้บานสะพรั่งทั่วฉางอัน” วังเจิงฉีมองดูคนหนุ่มสาวที่กำลังคึกคะนองเหล่านี้ ราวกับได้เห็นตัวเองในอดีต จึงหลุดปากรำพึงออกมา
“เป็นวัยรุ่นนี่ดีจริงๆ เลยนะ!”
สหายอาวุโสหลายคนถูกปลุกความโหยหาในวัยหนุ่มสาวขึ้นมา จึงเข้าไปร่วมวงสนทนากับคนหนุ่มสาว ในลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุข
พอใกล้ถึงตอนเที่ยง อาหารและเครื่องดื่มก็เตรียมพร้อมแล้ว ทุกคนดื่มสุราพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา ดันบรรยากาศของงานเลี้ยงนี้ให้ขึ้นสู่จุดสูงสุด
งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงบ่ายสองโมงกว่า ทุกคนกินอิ่มดื่มเมา บางคนเริ่มมีอาการเมามาย ดึงคนข้างๆ มาพูดคุยไม่หยุดหย่อน
“วันดีๆ แบบนี้ พวกเราควรถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันสักหน่อยสิ” หลี่ทัวที่มีสีหน้ากรึ่มๆ เสนอความคิดนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ข้อเสนอนี้ดี!”
“ดีๆๆ ฉันเห็นด้วย!”
คำพูดของเขาได้รับความเห็นด้วยจากกลุ่มคนเมาในที่นั้น แต่บ้านของหลินเฉาหยางไม่มีกล้องถ่ายรูป พอได้ยินหลินเฉาหยางบอกแบบนั้น ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“พี่เขย ฉันมีนะ!”
เถาอวี้โม่จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมา ทำเอาคนข้างๆ สะดุ้งตกใจ
หลินเฉาหยางหันไปมองเธอ “เธอมีอะไร?”
“มีกล้องถ่ายรูปไง!”
เถาอวี้โม่พูดจบก็ไม่รอให้หลินเฉาหยางตั้งตัว วิ่งตึงตังเข้าไปในบ้าน ผ่านไปไม่กี่วินาทีก็วิ่งกลับออกมา ที่คอมีกล้องถ่ายรูปห้อยอยู่หนึ่งตัว
หลินเฉาหยางเพิ่งจะอ้าปากถามว่าเธอไปเอากล้องมาจากไหน หลี่ทัวพอเห็นว่ามีกล้องถ่ายรูปแล้วก็เริ่มจัดการให้ทุกคนเข้าแถวเตรียมตัวถ่ายรูป
ทุกคนถือว่าสองสามีภรรยาหลินเฉาหยางเป็นเจ้าบ้าน แถมวันนี้ยังช่วยจัดการทำอาหารมื้ออร่อยให้ทุกคน ถือว่ามีความดีความชอบ จึงดันทั้งสองคนไปอยู่ตรงกลาง ส่วนคนอื่นๆ ก็จัดแถวเป็นสองแถวตามอายุและส่วนสูง
“มาครับ มองกล้องนะ มองกล้อง!”
“หลี่ทัวขยับไปด้านข้างหน่อย บังคนข้างหลังแล้ว”
“พี่ชายสวมแว่นตาข้างหลังน่ะครับ เขย่งเท้าหน่อย หน้าไม่โผล่เลย”
……
เถาอวี้โม่ออกคำสั่งให้ทุกคนปรับตำแหน่งอยู่พักใหญ่ด้วยท่าทางเป็นงานเป็นเป็นการ พอหามุมที่ดีที่สุดได้แล้วก็กดชัตเตอร์
เสียง “แชะ” ดังขึ้น ภาพก็ถูกหยุดนิ่งเอาไว้
ซื่อเหอเยี่ยนเงียบไปเพียงสองวินาที ก่อนจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทุกคนกำชับหลินเฉาหยางว่าถ้าล้างรูปเสร็จแล้วต้องส่งไปให้พวกเขาด้วย หลินเฉาหยางจึงได้ภารกิจเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างแบบงงๆ
หลี่ทัวพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “ดีเลย ดีจริงๆ! วัฒนธรรมซาลอนของพวกเรายิ่งจัดยิ่งเป็นทางการ มีรูปหมู่แล้ว ต่อไปผมว่าพวกเราน่าจะเขียนบทความอะไรสักหน่อยเพื่อเป็นที่ระลึกนะ”
มีคนเมาหลายคนเริ่มพูดสนับสนุนเขาแล้ว หลินเฉาหยางได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ถ้าพูดถึงเรื่องหาทำล่ะก็ ต้องยกให้หลี่ทัวเลยจริงๆ
กว่าจะส่งทุกคนกลับไปหมดก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว สองสามีภรรยาจึงโยนหน้าที่เก็บกวาดให้เป็นของเถาอวี้โม่
ยัยเด็กนี่มากินข้าวฟรี จะให้ทำงานสักหน่อยก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือไง?
“กล้องถ่ายรูปนั่นเธอไปเอามาจากไหน?” เถาอวี้ซูถามเธอ
“ซื้อมาสิ”
“เธอมีเงินเหรอ?”
เถาอวี้โม่ตอบ “มือสองน่ะ ซื้อมาจากร้านรับฝากขาย ราคา 210 หยวน”
เธอมีความคิดอยากจะซื้อกล้องถ่ายรูปมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวเธอก็ไปเดินเตร็ดเตร่ตามร้านรับฝากขายต่างๆ
วันนี้เธอมากินข้าวฟรี ช่วงเช้าไม่มีอะไรทำ ก็เลยวิ่งไปเสี่ยงดวงที่ร้านรับฝากขายแถวซีตาน แล้วก็ทำให้เธอได้ของดีมาจริงๆ
กล้องถ่ายรูปที่เธอซื้อมาคือไห่โอวรุ่น DF-1 ตัวเครื่องสีเงินหุ้มด้วยหนังสีดำด้านนอก ดูประณีตและแฝงกลิ่นอายคลาสสิกอยู่หลายส่วน
กล้องตัวนี้ผ่านการใช้งานมาไม่ถึงสามปี ถ้าเป็นของใหม่เอี่ยมจะต้องราคา 476 หยวน แถมยังต้องใช้คูปองซื้ออีกด้วย
เถาอวี้โม่ใช้เงินไปแค่ 210 หยวนก็ซื้อมันมาได้ พอพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าท่าทางของเธอก็ดูภาคภูมิใจไม่น้อย
“รู้แต่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย” เถาอวี้ซูตำหนิไปหนึ่งประโยค
“สุรุ่ยสุร่ายยังไงกัน? วันนี้พวกพี่ถ่ายรูปมันก็เอามาใช้ประโยชน์ได้พอดีไม่ใช่เหรอ?” เถาอวี้โม่เถียงกลับ
สองพี่น้องกำลังเถียงกันไปมา จู่ๆ เถาอวี้ซูก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ร่างกายโอนเอนไปมา
“โอ๊ะ! ทำอะไรน่ะ? คิดจะแกล้งล้มตบทรัพย์กันหรือไง?”
เถาอวี้โม่ปากก็ร้องโวยวาย แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ด้วยการรีบเข้าไปประคองพี่สาวเอาไว้
เถาอวี้ซูได้เรี่ยวแรงกลับคืนมาในพริบตา พอเห็นน้องสาวเป็นแบบนี้ก็ถลึงตาใส่ด้วยความหงุดหงิด “ยัยเด็กเนรคุณ!”
เถาอวี้โม่เกรงกลัวอำนาจมืดของพี่สาว จึงปากแข็งตอบไปว่า “ฉันว่าพี่ดื่มเหล้ามากไปหรือเปล่า?”
คำพูดของเธอเรียกสายตาค้อนขวับจากเถาอวี้ซูได้อีกครั้ง “ฉันไปดื่มเหล้าตอนไหน? นอกจากพูดจาเหลวไหลแล้วเธอยังทำอะไรเป็นอีกบ้าง?”
“ชามพวกนั้นฉันก็เป็นคนล้างนะ”
เถาอวี้โม่บ่นอุบอิบประโยคหนึ่ง ก่อนจะประคองเถาอวี้ซู “งั้นก็คงจะเหนื่อยเกินไป เข้าไปนอนพักในห้องสักหน่อยเถอะ”
เมื่อกลับมาถึงเรือนหลัก หลินเฉาหยางเห็นเถาอวี้ซูถูกประคองเข้ามาในห้องก็ถามขึ้น “เป็นอะไรไป?”
“คงจะเหนื่อยล่ะมั้ง” เถาอวี้โม่พูดอย่างทำเป็นอวดรู้
หลินเฉาหยางรีบให้เถาอวี้ซูนอนลง เธอจึงพูดขึ้น “พอแล้ว ไม่ได้บอบบางขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่มีแรงนิดหน่อย”
“เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?” หลินเฉาหยางถามด้วยความสงสัย
เถาอวี้ซูมองน้องสาวแวบหนึ่ง แล้วพูดกับเธอว่า “เธอออกไปก่อน”
“ไม่เป็นไร ให้พี่เขยไปทำธุระเถอะ เดี๋ยวฉันดูแลพี่เอง”
วันนี้อุตส่าห์มีโอกาสทั้งที เถาอวี้โม่เลยตั้งใจจะทำผลงานให้ดีสักหน่อย
“บอกให้ออกไปก็ออกไปสิ!” เถาอวี้ซูเลิกคิ้วพูด
เมื่อเห็นพี่สาวมีสีหน้าจริงจัง ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องโกรธ เถาอวี้โม่ก็รู้สึกหวั่นใจ จึงเก็บความไม่พอใจเอาไว้แล้วเดินออกไป
พอเดินพ้นประตู ใบหน้าสวยหวานของเธอก็ปรากฏแววหงุดหงิดขึ้นมา “ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ ไม่รู้จักแยกแยะคนดี เอาความหวังดีของฉันไปโยนทิ้งน้ำ”
ขณะที่พูด แววตาของเธอก็ทอประกายเจ้าเล่ห์และซุกซน เธอย่อตัวลงต่ำแล้วย่องไปที่หน้าประตูอย่างลับๆ ล่อๆ ทำตัวเป็นพวกแอบฟังชาวบ้าน
ฮึ! พี่ไม่ให้ฉันฟัง ฉันก็จะฟัง!
ขอฉันฟังหน่อยเถอะว่าพวกพี่สองคนแอบคุยอะไรกันลับหลังฉัน? ทำไมถึงไม่ได้ยินอะไรเลยเนี่ย?
หูของเถาอวี้โม่แนบชิดกับบานประตูเข้าไปทุกที แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงคนคุยกันในห้องอยู่ดี ขาดอีกแค่นิดเดียวหน้าก็จะแนบติดกับประตูอยู่แล้ว
ในจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว ประตูห้องก็ถูกคนข้างในเปิดออก เธอที่เดิมทีใช้สองมือยันบานประตูไว้หลวมๆ จึงเสียหลักล้มหน้าคะมำพุ่งพรวดเข้าไปในห้อง
“โอ๊ยโย่ว!”
เธอใช้สองมือยันพื้นไว้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นพี่สาวกำลังหรี่ตามองเธออยู่ ซึ่งแฝงไปด้วยความรู้สึกอันตราย
เธอรีบเผยรอยยิ้มประจบประแจงทันที “แฮะๆ พี่...”
“ออกไป!” เถาอวี้ซูพ่นคำสองคำออกจากปาก
“รับทราบ!”
เถาอวี้โม่รีบลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกจากห้องไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
หลินเฉาหยางมองแผ่นหลังของเธอแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ยัยเด็กคนนี้ หน้าตาก็ออกจะสะสวย ทำไมถึงเอาแต่ทำตัวเป็นตัวตลกอยู่เรื่อย?”
พอหันกลับมาก็เห็นสายตาค้อนขวับจากเถาอวี้ซู “มีใครเขาพูดถึงน้าสาวตัวเองแบบนี้บ้าง?”
“ความหมายของฉันก็คือ อวี้โม่นอกจากจะหน้าตาสะสวยแล้ว นิสัยยังดีอีกต่างหาก อนาคตจะต้องมีวาสนาแน่นอน” หลินเฉาหยางแก้ตัวไปหนึ่งประโยค แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “คราวนี้ไม่มียัยเด็กนั่นแอบฟังแล้ว พูดได้หรือยัง?”
เถาอวี้ซูส่งสัญญาณให้เขาขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วนั่งลงข้างเธอ ในดวงตาของเธอแฝงไปด้วยความขัดเขินและคาดหวัง ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเผยอออกเล็กน้อย
“เดือนนี้ของฉัน ยังไม่มาเลย”
“อะไรยังไม่มา?” หลินเฉาหยางถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เถาอวี้ซูถลึงตากลมโตใส่ “ก็ไอ้นั่นไง!”
“ไอ้ไห...” หลินเฉาหยางกำลังจะซักไซ้ต่อ แต่จู่ๆ ในใจก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “ประจำเดือนยังไม่มาเหรอ?”
“อืม” เถาอวี้ซูพยักหน้า บนใบหน้ามีความดีใจที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้
หลินเฉาหยางใช้ความรู้ทางสรีรวิทยาอันน้อยนิดของเขาวิเคราะห์ “ประจำเดือนไม่มา อาจจะหมดประจำเดือน...”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เห็นว่าสีหน้าของเถาอวี้ซูที่เดิมทีดูดีใจกลับมืดครึ้มลง จึงรีบพูดแก้ตัว “หมดประจำเดือนเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คุณเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง ถ้างั้นก็แปลว่าท้องเหรอ?”
พอเขานึกถึงความเป็นไปได้นี้ ในใจก็บังเกิดความเบิกบานอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมาทันที ปากอ้ากว้าง เผยให้เห็นความสุขแบบซื่อๆ บื้อๆ
“ท้องจริงๆ เหรอ?” เขาถามด้วยความตื่นเต้น
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ!”
ความดีใจในใจของเถาอวี้ซูก็ไม่ได้น้อยไปกว่าเขาเลย แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่กล้าฟันธง เพราะกลัวว่าจะดีใจเก้อ
เมื่อก่อนเธอก็เคยมีช่วงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งนี้จู่ๆ ก็รู้สึกอ่อนเพลียและหน้ามืดวิงเวียน เธอก็คงไม่กล้าบอกหลินเฉาหยาง
ถึงแม้เถาอวี้ซูจะยังไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด แต่หลินเฉาหยางก็ยังดีใจมากจนเก็บอาการไม่อยู่ ส้นเท้าของเขาราวกับติดสปริงเอาไว้ เดินวนไปวนมาบนพื้นอยู่หลายรอบ
“ต้องท้องแน่ๆ! ท้องชัวร์! พวกเราไม่ได้ป้องกันมาตั้งนานแล้ว วัวอย่างฉันเหนื่อยจนผอมโซขนาดนี้ ก็ควรจะมีน้ำเชื้อติดบ้างแล้วล่ะ”
คำพูดของเขาทำให้เถาอวี้ซูมองค้อน กำลังจะพูดแขวะเขาสักสองสามประโยค แต่ก็เห็นเขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง ใช้มือลูบไล้หน้าท้องของตัวเองเบาๆ หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“คุณว่าลูกในท้องเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง?”
เถาอวี้ซูได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของเขา แววตาจึงเปี่ยมไปด้วยความยินดี แต่ก็ยังพูดออกไปว่า “ยังไม่แน่ใจเลยว่าท้องหรือเปล่า ยังจะมาถามหาเด็กผู้ชายเด็กผู้หญิงอีก!”
“ไปตรวจที่โรงพยาบาลเดี๋ยวก็รู้แล้ว! ไป พวกเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย”
หลินเฉาหยางลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ เถาอวี้ซูรีบคว้าตัวเขาไว้ “คุณไม่ดูเวลาบ้างเลยว่ากี่โมงแล้ว ใครเขาจะมาตรวจให้คุณล่ะ!”
สองสามีภรรยาส่งพวกนักเขียนกลับไปก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่าแล้ว วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้ก็สี่โมงกว่าแล้ว กว่าพวกเขาจะไปถึงโรงพยาบาล หมอก็คงเลิกงานกันหมดแล้ว
หลินเฉาหยางถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นเวลา เขาลูบต้นคอตัวเองอย่างเก้อเขิน “แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?”
“ก็รอพรุ่งนี้สิ ฉันว่าคุณดีใจจนเพี้ยนไปแล้ว” เถาอวี้ซูพูดค้อนวงโต ทว่าน้ำเสียงที่ซ่อนอยู่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนหวานและพึ่งพิงอย่างหาที่สุดไม่ได้







